Se connecter
เมื่อไหร่จะแต่งงาน
อยากขึ้นคานรึยังไง หรือว่าไม่มีใครเอา!! นั่นคือคำพูดประโยคเดิมซ้ำๆ จากคนรอบข้างที่พอเห็นหน้า "ญาริน" ปุ๊บ หนอนก็เจาะปากปั๊บ คือไม่มีเรื่องอื่นให้ถามหรือไง อย่างเช่น ได้ข่าวว่างานไปได้ดี ได้เลื่อนขั้นอะไรอย่างนี้ เรื่องไหนดีๆ เป็นศรีแก่ปากก็ไม่รู้จักถาม เอาถามแต่เรื่องที่ชวนให้เธอต้องปวดหัว คนเพิ่งเรียนจบ วันๆ ทำแต่งาน แล้วจะเอาเวลาว่างที่ไหนไปคว้าผู้ชายมาแต่งทำผัว ถ้าไม่ติดว่าเกรงใจ เธออยากจะพูดตอกหน้าพวกญาติๆ ไปสักหมัดสองหมัด แต่เอาเถอะ ถ้าสวนกลับไปสุดท้ายก็คงโดนพ่อด่าอยู่ดี ดังนั้นจึงทำได้แค่นั่งปั้นหน้าแสร้งยิ้ม ทำหูทวนลม หยิบขนมยัดเข้าปากไปแบบเซงๆ ผู้หญิงอายุยี่สิบสี่แก่ตรงไหน?? เอาตรงๆ เลยคือไม่เข้าใจ ทำไมอยากให้เรียนจบแล้วต้องแต่งงานทันที แต่งทำไมเร็ว ยังเที่ยวลัลล้าใช้ชีวิตโสดไม่คุ้มเลย หญิงสาวคิดในใจ และในเมื่อไม่อยากฟังเธอจึงค่อยๆ ปลีกตัวมานั่งเล่นโทรศัพท์ไกลๆ วันนี้เป็นวันรวมญาติที่บ้านย่า เอาตรงๆ จากใจคือเธอไม่ได้อยากมาเลย แต่คนเป็นพ่อเอาแต่คะยั้นคะยอขอร้องให้เธอมาด้วย สุดท้ายก็นะ...ขัดไม่ได้ ที่ผ่านมาเธอสรรหาเหตุผลอ้างว่า "ไม่ว่าง" แถมยังเอาตัวรอดได้ทุกปีมาแบบถูๆ ไถๆ ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คนมันแถเก่ง แถจนสีข้างถลอกซึ่งล่าสุดปีที่แล้วเธออ้างเหตุผลว่า "ติดงานสำคัญ" มาปีนี้พ่อผู้รู้ทันก็เลยสั่งให้เธอเคลียร์งานเอเวอรี่ติงทุกอย่างให้เสร็จสิ้นซะตั้งแต่เนิ่นๆ โอเค!! หาข้ออ้างไม่ได้ ก็เลยต้องมานั่งเป็นเป้านิ่งโดนพวกป้าๆ ผู้อ้างว่าหวังดี โจมตีด้วยคำพูดทิ่มแทง แซะนิด กัดหน่อย รวมๆ ตอนนี้ก็ตัวพรุนหมดล่ะ หลักๆ เลยคือ "เป็นห่วง" ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะห่วงอะไรนักหนา อย่างว่าคงกลัวหลานสาวจะไม่มีใครเอา เพราะมั่นหน้ามั่นโหนกเกินไป และสุดท้ายเธอก็จะเป็นคนเดียวในตระกูลที่ขึ้นคาน เพราะหา "ผัว" ไม่ได้ อื้อหือ...อยากจะถามจริงๆ ว่า "ห่วงเธอ" หรือ "ห่วงหน้าตา" ของวงศ์ตระกูลกันแน่!! ก็นะ...ตระกูลผู้ดีเก่าแก่ มันก็เลยแอบเยอะนิดหนึ่ง!! หญิงสาวลอบถอนหายใจเมื่อต้องนั่งฟังคำอบรมของคนหัวโบราณต่างๆ นานา คืออะร้ายยยย!! นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว ผู้ชายดีๆ มันหายาก ถ้ามีแล้วมันลำบาก.... สู้ฉันไม่มีเลยซะยังดีกว่า!! หญิงสาวคิดพร้อมกับทำหน้าเบื่อโลกไปด้วย ตอนนี้ชีวิตเธอก็มีความสุขดี งานก็กำลังไปได้สวย จะแต่งงานให้เป็นภาระทำไม เธออยากอยู่ชิวๆ อย่างนี้ไปก่อน แล้วสามสิบค่อยแต่งก็ยังทัน แต่มันคือความคิดของเธอแค่คนเดียวไง พอแสดงจุดยืนออกไปก็เป็นอย่างที่เห็นเลย "ยัยญา!!!!!" "ไปเอาความคิดมาจากไหนเนี่ย" "โอยๆๆ ป้าจะเป็นลมถึงตอนนั้นก็คงไม่มีผู้ชายคนไหนอยากได้แกมาทำเมีย!!" คำพูดของพวกป้าๆ ทำเอาเธอแอบคิดว่าเฮ้ย!! ร้ายแรงขนาดนั้นเชียว โอเว่อร์แอคติ้งเกินไปหรือเปล่า แต่เมื่อได้ฟังพ่อเล่าว่าสมัยพวกป้าๆ เป็นสาวต่างพากันออกเรือนแต่งงานตอนอายุสิบแปด เธอก็ถึง ณ. บางอ้อทันที แหมๆ จะรีบแต่งอะไรขนาดนั้น และถึงพ่อจะไม่เคยว่าอะไรให้เธอต้องอึดอัดใจ แต่เท่าที่เห็นก็คงโดนป้าๆ ช่วยกันพูดเป่าหูจนคล้อยตาม และที่เธอโดนกดดันก็คงเป็นเพราะป้าๆ เห็นว่าหลานๆ ในตระกูลที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอต่างตบเท้าทยอยแต่งงานมีครอบครัวแฮปปี้ดี๊ด๊าไปหมดแล้ว เหลือแค่เธอคนเดียวที่นั่งหัวโด่หัวเด่ไม่มีใครเอา แรงส์!!!! ไม่ใช่ว่าไม่มีใครเอา แต่ "ฉัน" ไม่เอาใครต่างหาก ในเมื่อนานๆ เธอได้มาหาย่าที พ่อก็เลยบอกว่าจะพักอยู่ที่นี่อีกสักสองถึงสามวัน เธอเองก็ไม่ได้ขัดเพราะคิดว่ามาพักผ่อน บอสเองก็ไม่ได้ว่าอะไร แหมๆ คนทำงานดีอย่างเธอ บอสรัก บอสหลงอย่างกับอะไรดี นานๆ จะขอลาหยุดที บอสก็เลยให้เธอพักร้อนไปแบบยาวๆ "เหนื่อยจังเลย" หญิงสาวพึมพำทิ้งตัวลงนอนที่เตียงในห้องรับรองอย่างหมดแรง กำไลที่ได้มาจากย่ายังอยู่ในข้อมือเธอ เธอไม่ได้เจอย่ามากี่ปีแล้วนะ ใช้นิ้วนับก็เกือบสองปีได้ ย่าดูแก่ลงไปเยอะ แต่ดูจากที่เรียกเธอให้เข้าไปหาเป็นการส่วนตัวและยกกำไลเก่าแก่ของตระกูลให้มา นั่นก็แสดงว่าเธอยังเป็นหลานคนโปรดของย่าเหมือนเดิม อืม.....ย่าบอกว่าอะไรนะ?? หญิงสาวนิ่วหน้าคิดทวนความจำอยู่พักใหญ่ คำพูดของย่าที่บอกหลังจากยื่นกำไลให้เธอสวมในตอนนั้นคืออะไรนะ เสียงมันเบา หรือเป็นเธอที่ไม่ตั้งใจฟัง เอาจริงๆ ก็ไม่แน่ใจ นึกแล้วนึกอีก นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก แล้ววันนี้ทั้งวันมันก็เพลีย เธอก็เลยเผลอหลับไปแบบไม่รู้ตัว นอนนานแค่ไหนไม่รู้ มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เธอรู้สึกปวดฉี่และจะลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ แต่ก็ต้องตัวแข็งทื่อเมื่อรับรู้ถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ หญิงสาวลอบกลืนน้ำลายลงคอ เมื่อเตียงที่เธอคิดว่ามันกว้างมากๆ อยู่ๆ ก็ดูแคบลงไปถนัดตา เหมือนกับว่ามีใครตัวใหญ่ๆ มานอนเบียด นอนซุกยังไงพิกล เหี้ย!! ฉันกลัวนะ!! หญิงสาวมโนไปร้อยแปด ห้องที่มืดสนิท ทำให้เธอมองไม่เห็นอะไรเลย สองมือที่สั่นกำแน่น ปากเล็กๆ ก็พึมพำให้กำลังใจตัวเองว่า "ไม่มีอะไร" แต่พอเธอจะขยับตัว ก็ถูกมือใหญ่ๆ ในความมืดคว้าหมับเข้าให้ มุแงง~ ความอดทนขาดผึง กลัวมากจริงๆ พ่อจ๋า ตั้งใจว่าจะเดินไปเปิดไฟ แต่เพราะมันทั้งสั่น มันทั้งกลัว ดังนั้นสิ่งเดียวที่จะทำได้ก็คือแหกปากร้องโวยวายสุดเสียง เอาให้ดังลั่นบ้านย่าไปเลย กรี้ด กรี้ดดดด กรี้ดดดดดดดด!!!! เสียงร้องแหลมเล็กแสบแก้วหูของญารินดังปลุกคนในบ้านให้ตกใจตื่น ทุกคนในบ้านวิ่งมายังห้องที่มีเสียงกรี้ดกันหน้าตั้ง ทั้งย่า ทั้งป้า ทั้งพ่อ ทั้งคนรับใช้ในบ้าน ทั้งคนสวน โอ้ย!! แห่กันมาราวกับว่าเกิดเรื่องใหญ่ ก็นะเล่นแหกปากดังซะขนาดนั้น "เกิดอะไรขึ้น" เสียงพ่อโวยวาย ใช้เท้าถีบประตู แต่เธอจำได้ว่าไม่ได้ล็อคกลอน ทำไมอยู่ๆ ประตูห้องถึงเปิดไม่ได้กัน ตุ้บ!! เสียงประตูถูกเปิดออก พร้อมกับหน้าของทุกคนที่ตกใจ ป้าของเธอยืนอ้าปากค้าง ส่วนพ่อของเธอก็ตาเบิกโต ส่วนย่าของเธอนั้นเหรอได้แต่ร้อง "อุ้ย!!" เบาๆ แต่เดี๋ยวนะ รอยยิ้มบางๆ ที่เห็นตรงมุมปากเหี่ยวๆ ย่นๆ ของย่านั้นคืออะไร หรือว่าเธอตาฝาด หญิงสาวพยายามหรี่ตาเล็กมองฝ่าความมืดออกไป แต่อนิจจา... ทำไมอยู่ๆ เตียงมันยวบ แล้วทำไมอยู่ๆ ถึงรู้สึกว่าได้ยินเสียงทุ้มต่ำคล้ายเสียงผู้ชายอยู่ข้างหู เหมือนพูดอะไรสักอย่าง พอจับใจความตรงท้ายๆ ได้ว่า "เกิดอะไรขึ้นครับ" ดะ...เดี๋ยวนะ!! หูเธอไม่ได้ฝาดใช่ไหม ทำไมถึงได้มีผู้ชายอยู่ในห้องนอนได้ งงในงง รีบหันขวับไปยังต้นตอเสียงทุ้มต่ำ ใบหน้าคมเข้มที่สบตาเข้ากับเธอร้องเสียงหลง เฮ้ย!!!!! "เธอเป็นใคร" "นะ...นายนั่นล่ะเป็นใคร มานอนอยู่ห้องฉันได้ไง ออกไปเลยนะไอ้บ้า ไอ้หื่นกาม ไอ้ผู้ชายลามก ไอ้ๆๆๆๆๆ" หญิงสาวรีบดีดตัวหนี แต่นี่มันเวรกรรมอะไร ทำไมผู้ชายที่นอนตรงเตียงเธอถึงไม่ใส่เสื้อ มีแค่กางเกงบ็อกเซอร์ตัวเดียว โอยๆๆ ฉันจะเป็นลม ดูสายตาของพ่อฉันสิ แล้วดูสายตาของป้าฉันสิ จบเห่แล้ว ญารินเอ้ยยยยย!!!!พอเข้าใจกัน...ทุกอย่างมันก็ลงตัว!!คำว่า "รัก" ที่ออกมาจากปากภรรยาทำเอาหมอหนุ่มยิ้มแก้มปริไปหลายวัน นั่งก็ยิ้ม ยืนก็ยิ้มตรวจคนไข้ก็ยิ้ม ยิ้มจนหมอคิมต้องเบ้ปากใส่รัวๆ เพราะความอิจฉา ว่าแล้วเชียวว่าทำไมไอ้พีทมันถึงรักเมีย หลงเมีย ที่แท้ได้เมียสวยยังกับดารา แล้วยังนี้จะไม่ให้เขาอิจฉาได้ยังไงไอ้พีทนอนกอดเมีย...ส่วนเขาได้แต่กอดหมอนข้างไปวันๆอนิจจา....ชีวิตกูช่างว้าเหว่จริงๆ"ไอ้คิม""อะไรวะ!!"คิมเงยหน้าขึ้นจากชาร์ทคนไข้"เมียกูฝากมาบอกว่าอยากเจอมึง""อยากเจอกู??"หมอคิมทำหน้างงๆ ชี้นิ้วมาที่ตัวเอง"ใช่!!"พีทพยักหน้าพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้"มีกินข้าวไหม"ถามด้วยความระแวง"ไอ้เหี้ยคิม มึงลดหุ่นเหรอ ถึงได้ถามอะไรแปลกๆ เมียกูชวนไปทั้งทีจะให้มึงแดกน้ำเปล่าอย่างเดียวมันก็ไม่ใช่ มันก็ต้องมีกินข้าวสิวะ"คนที่ยังจดจำรสชาติปิ่นโตอาหารในวันนั้นได้ถึงกับสบถ "ฉิบ***" ในใจ เขาอยากจะไปนะ แต่เข้าใจไหมว่ามันลำบากใจหนักมาก หลงเมียพอเข้าใจ แต่มึงช่วยสงสารไตกูบ้าง ความเค็มที่ติดลิ้นในวันนั้นกูยังจำลากยาวมาจนถึงวันนี้"มึงว่างวันไหน""กูไม่แน่ใจ"คิมตอบออกไปแบบไม่ต้องคิด"วันอาทิตย์เย็นเป็นไง มึงไม่มีเวรน
"พะ....พี่พีท"ญารินเรียกชื่อสามีที่อยู่ๆ ก็วิ่งตรงเข้ามาสวมกอดเธอแบบไม่ทันได้ตั้งตัว อารมณ์คืองงหนักมากจริงๆ พ่อจ๋า!! ทั้งอาย ทั้งตกใจ เพราะตอนนี้เธอกำลังยืนกอดกับผัวอยู่หน้าเวที โดยมีผู้รับชมเป็นแขกของทางร้านที่พากันปรบมือให้อย่างชอบใจ และแน่นอนว่าเมื่อดูจากสายตาที่มองมาก็รู้ได้ทันทีว่าเธอกับสามีได้กลายเป็นจุดสนใจของทุกคนเป็นที่เรียบร้อยเกิดอะไรขึ้น!!!ได้แต่ถามตัวเองที่กำลังยืนงงๆ ในดงนักดนตรี พอแหงนมองหน้าหล่อๆ ของผัวก็ยิ่งไม่เข้าใจ ตาของพี่พีทแดง ส่วนอ้อมแขนก็สั่นจนสัมผัสได้ กำลังจะอ้าปากถามว่านี่มันเรื่องอะไร แต่คำถามของสามีก็ทำเอาเธอชะงักไปซะก่อน ไมค์ที่ถือในมือถึงกับร่วงหล่นลงพื้นด้วยความตกใจ เมื่อเธอได้ยินสามีพูดข้างหูว่า"ญาจำพี่ได้แล้วเหรอครับ"คำถามนี้ทำเอาคนที่อยู่ในอ้อมแขนพูดไม่ออก บอกไม่ถูก พูดง่ายๆ ก็ยืนใบ้กินไปชั่วขณะ หัวใจมันเต้นแรง แถมยังหาเสียงตัวเองไม่เจอทำไมพี่พีทถึงรู้ว่าเธอจำได้ล่ะ เมื่อกี้เธอเผลอตัวพูดไปเหรอ ไม่นะ!! เธอไม่ได้พูด เธอไม่ได้เมาสักหน่อย และถ้าเธอพูดเธอก็ต้องจำได้สิ ดวงตาคู่สวยสั่นไหวไปด้วยความสับสน ในเมื่อเธอไม่ได้พูด แล้วใครจะพูด ในเมื่อเรื่องน
"อ้าวหนูญามาอยู่นี่เอง ป้าเดินหาตั้งนาน""เจ้กิ่ง" เจ้าของร้านอาหารกึ่งผับพอเห็นหลานเพื่อนปุ๊บก็รีบตรงเข้ามาหา ถึงวันแต่งงานเธอจะติดธุระไม่ได้ไปร่วมแสดงความยินดี แต่มองแค่ปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่ยืนข้างๆ หญิงสาวคือใคร พอได้ยินแว่วๆ มาบ้างว่าฤดีได้หลานเขยเป็นหมอ แต่นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าจะหล่อกระแทกตาขนาดนี้เฮอะ!! ฤดีตาแหลมไม่เบาเลย~ว่าแล้วก็อดชมเพื่อนไม่ได้ เธอกับฤดีเป็นเพื่อนสนิทกันมานานเป็นสิบๆ ปี รู้ใจกันดียิ่งกว่าอะไร พอว่างตรงกันเมื่อไหร่พวกเธอก็มักจะนัดเจอกันเป็นประจำ พูดคุยเรื่องทั่วไป ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันและกันตามประสาคนแก่ ซึ่งส่วนใหญ่เธอจะเป็นฝ่ายรับฟังเพราะพูดไม่ทันฤดีที่ชอบมีเรื่องมาเล่าให้ฟังอยู่บ่อยๆ และมักจะจบด้วยการหยิบปัญหาหนักอกขึ้นมาระบาย นั่นก็คือ "กลัวหลานสาวคนโปรดขึ้นคาน" ไม่แค่พูดเปล่าแต่ยังไล่ถามเพื่อนๆ ในกลุ่มว่าพอมีหลานนิสัยดีๆ หน้าที่การงานมั่นคงแนะนำไหม?? พอลองแนะนำให้ก็เอาแต่บอกว่าไม่ตรงใจ สุดท้ายทุกคนก็ลงความเห็นว่า "แล้วแต่เลย" เห็นหาอยู่นาน ที่แท้ก็ชอบอย่างนี้นี่เอง คิดพลันยิ้มน้อยๆ ขณะพินิจมองหน้าหมอหนุ่มที่ยกมือไหว้เธอแหมๆ ~หลานเพื่อนก็
"อุ้ย!! ลืมไปว่ามีคนนอก พี่คนนี้คือ...."จูบจนพอใจแล้วก็ถามสามีที่ยังยืนงงๆ"อะ....อ๋อ เพื่อนพี่ครับ""อะไรนะคะ ญาไม่ค่อยได้ยิน"แกล้งถามซ้ำทั้งที่ได้ยินเต็มสองรูหู"เพื่อนพี่เองครับ!!"ครั้งนี้ตอบได้ชัดถ้อยชัดคำ โอเค!! เธอให้สามผ่าน ถือว่าพี่พีทยังทำหน้าที่สามีได้ดี ถามอะไรตอบหมด ส่วนคนที่โดนย้ำสถานะให้รู้ถึงสองครั้งก็ยืนหน้าชาไปตามระเบียบ"อ่ออออออ เพื่อนพี่พีทนี่เอง"มองคนที่หน้าแดงก่ำด้วยแรงโมโห แต่แค่นี้มันยังไม่พอ มันยังไม่สาแก่ใจ เธอจะต้องทำให้พี่เชอรี่รู้ เธอต้องทำให้พี่เชอรี่เห็นว่าไม่มีวันที่จะมาแย่งคนของเธอได้อีกเป็นครั้งที่สอง"พี่พีทคะ"หันไปทำเสียงอ้อนใส่ผัวที่ยืนงง บอกตามตรงว่าตามอารมณ์เมียไม่ทัน"ครับ""บอกรักญาหน่อยสิ!!""อะไรนะครับ!!"ไม่แน่ใจก็เลยถามเมียอีกที"ก็บอกรักญาไง"หยิกแก้มสามีขี้สงสัยไปแรงๆ หนึ่งที และนั่นก็ทำให้เขารู้ว่าจะต้องบอกรักเมียดังๆ ไม่อย่างนั้นแก้มที่โดนหยิกคงได้เขียวข้ามวันแน่ๆ"พี่รักญาครับ""เบาจังเลย~"แสร้งทำหน้าน้อยใจ เพื่อกระตุ้นให้ผัวพูดดังๆ แน่นอนว่าเธอได้ยินแล้ว ก็แค่อยากแชร์ให้เพื่อนของพี่พีทได้ยินด้วยก็เท่านั้นเอง"พี่รักญาครับ!!!!"พ
พอเห็นภาพที่พี่คิมแท็กมา มันก็ทำให้เธอมั่นใจว่าพี่เชอรี่ยังคงชอบพี่พีทไม่เปลี่ยนแปลง นมโตๆ ที่บดๆ เบียดๆ แขนของสามีเธอ ดูก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทุกสิ่งที่พี่เชอรี่ทำล้วนดูจงใจ ตั้งแต่ที่เธอความจำเสื่อม พี่เชอรี่ก็ได้โอกาสอยู่ใกล้พี่พีท อาศัยจังหวะและโอกาสดีๆ เลื่อนขั้นจาก "เพื่อน" ขึ้นมาเป็น "แฟน" และใช่!! พี่เชอรี่ทำได้ เกือบหนึ่งปีที่ทั้งคู่เป็นแฟนกัน แต่เหตุผลการเลิกรานั้นเธอไม่รู้จริงๆ ถามว่าดีใจไหม??มันก็ดีใจอยู่ เพราะถ้าทั้งคู่ไปด้วยกันได้ดี เธอกับพี่พีทก็คงไม่มีวันได้แต่งงานและใช้คำว่าสามีภรรยาร่วมกัน และถึงจะเคยเป็นแฟนกันมาก่อน แต่มันใช่เหตุผลที่จะต้องเอาตัวมาติดสามีเธอยังกับปลิงขนาดนี้เหรอ ดูท่าเธอคงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้พี่เชอรี่รู้ว่าจะมาแทะเล็ม อยากได้อยากเอาสามีคนอื่นอย่างนี้มันไม่ได้!!"ญารีบไปแต่งตัวให้สวยๆ เลย เดี๋ยวย่าจัดการเรื่องนี้ต่อเอง"คุณฤดีบอกกับหลานสาวที่วางใจให้เธอยื่นมือเข้ามาช่วยอีกแรง และเพราะความรีบร้อนทำให้ญารินไม่ทันได้เห็นรอยยิ้มจางๆ ที่ผุดตรงมุมปากยับย่นนั้น ใช่!! ในเมื่อบอกว่าจะช่วย คนเป็นย่าอย่างเธอก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด อะไรที
"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ"เชอรี่ยิ้มทักทายพีทที่เพิ่งมาถึง แค่เพียงได้เห็นหน้าใกล้ๆ หัวใจก็เต้นแรง เขายังหล่อและดูดีเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย แววตาคู่สวยที่มองชายหนุ่มสั่นไหวด้วยความคิดถึง ตั้งแต่ที่เลิกรากันไป วันนั้นเขากับเธอก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลยจนถึงวันนี้ แน่นอนว่าคนที่เลิกติดต่อไม่ใช่เธอ!! แต่เป็นเขาที่จงใจบล็อกเธอทุกช่องทาง แย่ไปกว่านั้นคือพอเรียนจบเขาก็ย้ายมาใช้ทุนที่ต่างจังหวัด เธอห่างกับเขาเพราะความจำเป็น อยากตามมาง้อแต่งานที่ทำกำลังไปได้สวย เธอยังลาออกจากงานไม่ได้ แต่มันจะยากอะไร ถ้าได้กลับมาคบกัน เธอจะทำให้พีทย้ายมาอยู่กับเธอ รอยยิ้มร้ายผุดที่มุมปากสวย ก่อนดันตัวเองให้ลุกขึ้นยืน พร้อมกับเดินไปดึงแขนให้เขามานั่งใกล้ๆ เธอ "ตรงนี้ว่าง มานั่งสิ""ไม่เป็นไร ผมจะนั่งกับไอ้คิม"เสียงทุ้มตอบ ปลายน้ำเสียงดูเย็นชาจนคนฟังสัมผัสได้ เชอรี่แสร้งทำหน้าเศร้า ก่อนจะพูดด้วยท่าทีน้อยใจว่า"พีทเกลียดเชอรี่มากเลยเหรอ...."ไม่พูดเปล่า แต่ดวงตาคู่สวยที่แต่งแต้มมาอย่างดีเริ่มคลอไปด้วยหยดน้ำใส แน่นอนว่าเธอตั้งใจทำตัวให้น่าสงสาร เธอรู้ว่าพีทเป็นคนยังไง ดังนั้นที่ผ่านมาถึงเลี่ยงไม่เจอเธอ "....."เขาเล







