Share

บทที่ 6

Penulis: Yaygoh
last update Terakhir Diperbarui: 2025-07-05 15:31:13

“คะนิ้ง!”

อาโยออกมาเปิดประตูรั้วหลังจากฉันกดกริ่งไปสองครั้ง ทำหน้าตกใจแกมอึ้งที่เห็นฉัน มือรีบดึงประตูรั้วออก เดินออกมาคว้ามือฉันไปจับเอาไว้มองสารรูปฉันด้วยท่าทางสับสน

“คะนิ้งจริงๆ ด้วย....”

“อาโย พ่อละค่ะ”

“ไปทำงานน่ะลูก คะนิ้งหายไปไหนมาตั้งหลายวัน รู้ไหมอากับพ่อเป็นห่วงแค่ไหน”

“เอ่อ อาโยคะค่าแท็กซี่”

“อ้อ....” อาโยมองแท็กซี่ที่เปิดไฟกะพริบอยู่ด้านหลังฉันอย่างเข้าใจ ชะโงกหน้าไปบอกคนขับให้รอครู่หนึ่งแล้วค่อยหันกลับมาจูงมือฉันเข้าบ้าน

“คะนิ้งนั่งรอนี่นะ อาเอาเงินไปจ่ายค่ารถให้”

ฉันพยักหน้าหลังจากถูกอาโยจับตัวให้นั่งลงบนโซฟาในห้องโถงชั้นล่าง รอแป๊บหนึ่งร่างอวบอิ่มได้ทรวดทรงในวัยสามสิบปลายก็เดินกลับเข้ามา ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ

“คะนิ้ง.... ไหนเล่ามาสิมันเกิดอะไรขึ้น”

อาโยมองสำรวจเนื้อตัวฉันแล้วเอ่ยถามตรงๆ ฉันมองสบแววตาเป็นห่วงเป็นใยของคนตรงหน้าอย่างรู้สึกจุกตันในคอ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ดีใจที่กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยแต่อีกใจก็หวาดกลัวที่จะเล่าความจริง ถ้าอาโยรู้ว่าฉันหายไปเพราะเพนนีเป็นสาเหตุอาโยจะรู้สึกยังไง.... ฉันไม่อยากทำให้ครอบครัวมีปัญหา

พอเห็นฉันอ้ำอึ้งเอาแต่อมพะนำไม่ยอมพูดออกมาสักที อาโยก็เอ่ยขึ้นอย่างอดรนทนไม่ไหว

“ประมาณสามสี่วันก่อนคุณพี่บอกว่าคะนิ้งไลน์มาว่าไปออกค่ายต่างจังหวัด แต่อากับคุณพี่คิดว่ามันแปลกๆ เกรงว่าจะเกิดอะไรไม่ดีกับคะนิ้ง นี่อาดีใจนะที่หนูกลับมาบ้านแต่ว่าทำไมแต่งตัวแบบนี้ล่ะ นี่มันเสื้อผ้าผู้ชายไม่ใช่เหรอ?”

“เอ่อ.... นิ้ง.... นิ้งยืมเพื่อนมาใส่ค่ะอาโย”

“เพื่อน? นิ้งอยู่กับเพื่อนผู้ชายเหรอ”

“อึก ปะเปล่า.... คือ” ฉันมองสบสายตาจ้องจับผิดของอาโยนิ่ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าริกกี้ไลน์มาบอกอะไรกับพ่อฉัน แต่ถ้าเป็นอย่างที่อาโยพูดงั้นก็คิดหาคำแก้ตัวง่ายหน่อย

“ใช่ค่ะ นิ้งไปออกค่ายที่ต่างจังหวัด มันปุบปับมากค่ะ ขนาดนิ้งยังงงๆ อยู่เลย แล้วตรงที่ไปก็ไม่ค่อยมีสัญญาณด้วยก็เลยไม่ได้ติดต่อ ซวยกว่านั้นคือนิ้งทำโทรศัพท์กับกระเป๋าตังค์หาย เสื้อผ้าก็ยืมของเพื่อนใส่ นิ้งลำบากจริงๆ นะคะอาโย”

อาโยฟังที่ฉันปั้นน้ำเป็นตัวนิ่งตั้งแต่ต้นจนจบ ฉันมองสีหน้าเคร่งเครียดของอาโยอย่างลุ้นตามว่าจะเชื่อหรือเปล่า เพราะฉันไม่เคยพูดโกหกเลย อาจจะโดนจับพิรุธก็ได้

“โถลูก.... เป็นแบบนี้เองเหรอ” เธอลูบหัวฉันอย่างเห็นใจ

นี่คือ.... เชื่อแล้วใช่ไหม?

ฉันกะพริบตาปริบ ยิ้มเจื่อนๆ ให้อาโยอย่างรู้สึกผิดที่ไม่ได้เล่าความจริง แต่ถ้าพ่อกับอารู้ว่าฉันโดนยิงมาคงวุ่นวายแน่ๆ ดีไม่ดีอาจต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ฉันไม่อยากทำให้เป็นเรื่องใหญ่ แค่ได้กลับบ้านก็รู้สึกขอบคุณมากแล้วจริงๆ หวังว่าหลังจากนี้จะไม่ได้เจอกับหมอนั่นอีก ช่วยหายไปจากชีวิตฉันทีเถอะริกกี้

หลังจากนั้นอาโยก็ไล่ฉันให้มาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและพักผ่อน ฉันทำตามอย่างไม่อิดออด เพราะรู้สึกเหนื่อยอยู่แล้ว อาบน้ำเสร็จพอดี เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

“อาคิดว่านิ้งน่าจะหิวก็เลยยกอาหารมาให้จ้ะ”

ประตูไม่ได้ล็อก และอาโยก็เปิดเข้ามาหลังเคาะเรียกสองทีโดยไม่ได้รอให้ฉันเอ่ยปากบอก ฉันกำลังนั่งหวีผมอยู่หน้ากระจกหันไปมอง อาโยวางถาดอาหารลงบนโต๊ะโซฟาในห้อง

“อะไรอ่ะ เยอะแยะเลย”

“สปาเกตตีกับคัพเค้ก อาเพิ่งอบเสร็จเมื่อเช้า สดใหม่เลยนะ ทานเยอะๆ ล่ะถ้าไม่อิ่มมีอีกในครัว”

“น่าทานมากๆ” ฉันหยิบคัพเค้กที่เป็นหน้าผลไม้รวมขึ้นมากัดอย่างรู้สึกหิว เคี้ยวหง่ำๆ เต็มปาก กลืนทีนี่ถึงกับเจ็บแปล๊บที่หน้าอก ลืมตัวว่ามีแผลอยู่....จะทำอะไรก็ต้องทำเบาๆ จะได้ไม่สะเทือน เมื่อกี้ที่อาบน้ำอย่างลำบาก ต้องคอยกันน้ำไม่ให้มาโดนแผล แต่ก็มีแอบโดนบ้างแบบควบคุมไม่ได้จริงๆ

“เป็นไงอร่อยไหม?”

“อื้ม มากที่สุดค่ะ” ฉันยกนิ้วให้อาโย วางห่อคัพเค้กที่เหลือแต่เปลือกลง ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มล้างคอแล้วหันไปหยิบส้อมจิ้มสปาเกตตีต่อ อาโยมองฉันทานเงียบๆ ด้วยสายตาเอ็นดูครู่หนึ่งก็ขอตัวลงไปทำอะไรต่อข้างล่าง พอทานข้าวอิ่ม ฉันไม่ลืมหายาแก้ปวดทานแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ยกมือที่มีรอยเข็มน้ำเกลือขึ้นมอง พอกลับมาอยู่บ้านแล้วเหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงฝันร้ายเลยแฮะ

ฉันจับแผลที่อกตัวเองเบาๆ คิดไปคิดมาก็นึกได้ว่าลืมถามเรื่องเพนนีจากอาโยเลยแฮะ ไม่รู้ยัยนั่นจะกลับมาบ้านหรือยัง ฉันลดมือที่มีรอยเข็มลง หลับตาและเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ตอนได้ยินเสียงอาโยเรียกใกล้ๆ

“คะนิ้ง.... มีเพื่อนมาหาน่ะลูก”

“คะ? ใครน่ะ”

ฉันงัวเงียลุกขึ้น มองหน้าอาโยอย่างมึนงง นึกไม่ออกว่าใครมาเพราะฉันไม่ได้บอกใครเลยเรื่องที่หายตัวไป จะมีก็แต่ยัยเค้ก.... แต่ตอนที่โทรไปฉันใช้โทรศัพท์ห้องริกกี้แถมไม่ได้คุยกันสักแอะเลยด้วยซ้ำ

เพราะงั้นตัดยัยเค้กออกไปได้เลย ถึงแบบนั้นก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดี ฉันพยักหน้าให้อาโยอย่างเข้าใจ ลุกเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาเสร็จค่อยเดินลงมาข้างล่าง หัวยังไม่หายตึงเลยด้วยซ้ำ

“....อาไม่เคยเห็นหน้าเลยนะ แต่ปกติคะนิ้งก็ไม่ค่อยพาใครมาที่บ้านอยู่แล้ว เป็นเพื่อนในคณะกันเหรอ”

“ครับ”

เสียงพูดคุยดังมาให้ได้ยิน ฉันหยุดยืนอยู่หน้าห้องโถงร่างกายแข็งทื่อ.... หัวใจแทบหยุดเต้นเมื่อปะทะสายตาเข้ากับคนที่นั่งคุยอยู่บนโซฟากับอาโยอย่างลอยหน้าลอยตา

ริกกี้

“อ่ะ คะนิ้งมาแล้ว.... งั้นอาให้ทั้งสองคุยกันดีกว่าเนอะ ตามสบายนะจ๊ะ ถ้าอยากได้ขนมเพิ่มก็บอกคะนิ้งนะอาขอตัวไปทำงานบ้านก่อน”

“ครับ”

ริกกี้เอ่ยอย่างสุภาพ รอยยิ้มใสซื่อแบบนั้นไม่เหมาะกับใบหน้าเจ้าเล่ห์ของเขาเลยสักนิด ฉันมองอาโยเดินออกไปอย่างใจหายใจคว่ำ อยากจะขอความช่วยเหลือแต่ปากมันไม่ยอมขยับเหมือนมีอะไรกดถ่วงเอาไว้ จนร่างของอาโยหายวับไปจากประตู ริกกี้ก็ส่งสายตาเย็นยะเยือกมาทางฉันทันที ฉันหันหลังกลับจะวิ่งหนีขึ้นห้องก็โดนหมอนั่นที่ไม่รู้ลุกจากโซฟาตั้งแต่เมื่อไหร่ถลันเข้ามาคว้าแขนเอาไว้

“คิดว่าจะหนีพ้นเหรอ”

“ปล่อย! นี่มันบ้านฉันนะ”

“แล้วไง?”

ริกกี้พูดด้วยเสียงที่กดต่ำ จ้องฉันด้วยสายตาดุดัน ฉันเม้มริมฝีปากแน่นพยายามแกะมือเขาออกอย่างกระวนกระวาย ทั้งหวาดกลัวคนตรงหน้า ทั้งกังวลว่าอาโยจะเข้ามาเจอ

“นายต้องการอะไร”

ฉันพยายามตั้งสติ มองเขาด้วยสีหน้าเจ็บปวด ริกกี้แสยะยิ้มเลือดเย็นกระชากฉันเข้าไปใกล้ยิ่งกว่าเดิมจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจร้อนๆ ของเขา

“เธอไง”

ฉันสะดุ้งเฮือกเพราะแรงกระชากกะทันหันของริกกี้

“ไปกับฉัน!”

“นี่! ปล่อยฉันนะ” ฉันขัดขืน แต่ทุกครั้งที่ดึงรั้งและสะบัดข้อมือแผลที่อกก็จะปวดหนึบ เรี่ยวแรงที่มีก็ลดฮวบลงไปอีก สุดท้ายก็โดนลากออกมาถึงรั้วหน้าบ้านโดยที่อาโยอยู่ในบ้านไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักนิด ฉันก็ไม่กล้าโวยวายเสียงดังเพราะไม่อยากให้อาโยแตกตื่น

นี่ฉันเรียงลำดับความสำคัญอะไรผิดไปไหมเนี่ย อันที่จริงฉันควรจะห่วงความปลอดภัยของตัวเองก่อนนะ

“อาโยช่วยอุ๊บ! อื้อ~~”

พอฉันคิดจะร้องให้อาโยช่วยริกกี้ก็เอามืออุดปากฉันราวกับรู้ทัน ฉันดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนของหมอนั่นอย่างไม่ยอม จนเผลองับนิ้วที่เหลื่อมเข้ามาในปากไปเต็มเขี้ยว

“โอ๊ย!”

หมอนั่นตะโกนคำหนึ่ง ดึงมือออกไปสะบัดไล่ความเจ็บ แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้เปล่งเสียงตะโกน ริกกี้ก็คว้าต้นคอฉันไปปิดปากด้วยปากของเขาแทบจะทันที

อึก....

ริมฝีปากอุ่นชื้นเบียดแทรกเข้ามาปิดช่องว่างจนไม่เหลือพื้นที่ให้ลมลอดผ่าน ฉันเบิกตากว้าง เมื่อรู้สึกตัวว่าเกิดอะไรขึ้น รีบผลักไสหมอนั่นออกไป พอฉันเริ่มขัดขืนริกกี้กลับล็อกคอฉันแน่นขึ้นแล้วยัดลิ้นพรวดเข้ามาในปากไล่ต้อนรัดดึงกับลิ้นฉันอย่างดุเดือด ฉันขยุ้มอกหมอนั่นแน่นอย่างอกสั่นขวัญแขวน ทั้งอึดอัดและหายใจไม่ออก น้ำลายเหนียวๆ ไหลออกทางมุมปากทั้งสองอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ริมฝีปากถูกดูดกัดจนบวมเบ่งไปหมด พอริกกี้ผละออกห่างฉันก็แทบทรุดลงบนพื้นแต่เขารั้งท่อนแขนฉันเอาไว้ทำให้แค่เซไปชนกับอกแกร่งของเขาแทน

“ปล่อย!”

ฉันสะบัดแขนออกจากการจับกุมของหมอนั่นแต่เป็นฉันที่เจ็บตัวเองเพราะมันดันกระเทือนแผลที่อก จ้องหน้าริกกี้อย่างรังเกียจน้ำตาคลอเบ้า

“ทำบ้าอะไรของนาย โอ๊ย!”

ริกกี้คว้าข้อมือฉันไปจับแล้วกระชากให้เดินตามมาที่รถโดยไม่คิดจะพูดอะไรสักคำ สีหน้าของเขาเรียบตึงเหมือนไม่รู้สึกอะไรค่อนไปทางน่ากลัวหน่อยๆ

“ปล่อยนะ ว้าย!”

พลั่ก!

เขาเหวี่ยงฉันเข้ามาในรถ ร่างฉันอัดเข้ากับเบาะเต็มแรง จุกจนพูดไม่ออก ระหว่างนั้นร่างสูงก็เดินเร็วๆ ไปที่ประตูอีกฝั่งรู้สึกตัวอีกเขาก็เข้ามานั่งที่เบาะคนขับและรถก็ทะยานออกไปอย่างไว รวดเร็วจนฉันไม่มีโอกาสหนี แค่ขยับตัวให้เข้าที่เข้าทางเท้าหมอนั่นก็แตะคันเร่งไปแล้ว

“นี่นายจะพาฉันไปไหนน่ะ จอดรถเดี๋ยวนี้นะ”

ฉันโวยวายอย่างร้อนรน แต่ริกกี้ก็ไม่มีท่าทีว่าจะสนใจ เขายังคงมองตรงไปข้างหน้าด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง

“นี่!” ฉันขึ้นเสียงแหลมอย่างหมดความอดทน

“หุบปาก ถ้าไม่อยากตาย”

ไอ้บ้านั่นตะคอกกลับมาทีเดียวทำเอาฉันสะดุ้งไหว จ้องมองใบหน้าด้านข้างที่แข็งยะเยือกของเขาหัวใจสั่น ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆ หมอนี่ถึงไปโผล่ที่บ้านฉันได้แล้วเขารู้ที่อยู่ฉันได้ไง?

เส้นทางออกสู่ต่างจังหวัดที่รถวิ่งผ่านด้วยความเร็วสูงสะกิดให้ฉันหันออกไปมองด้านนอกอย่างเพิ่งรู้ตัว ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำไปอยู่ที่ปลายยอดไม้ แดดอ่อนแสง เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่ายามเย็นกำลังจะมาถึง ฉันหันกลับมามองหน้าริกกี้อย่างกระวนกระวาย

“นี่นายจะไปไหน”

“เพชรบูรณ์”

“ห๊ะ!?”

“คาดเข็มขัด ถ้าไม่อยากอายุสั้น”

“เอ๊ะ กรี๊ด! ขับรถบ้าอะไรของนายเนี่ย อ๊ารถข้างหน้าๆ ระวัง เฮ้! จะชนแล้วววว”

พอคำสั่งบอกให้รัดเข็มขัดจบลงหมอนั่นก็กลายร่างเป็นตีนผีทันที จากรถที่เร็วอยู่แล้วเร็วขึ้นไปอีกแถมยังปาดไปปาดมา พุ่งผ่านไฟกะพริบตรงสี่แยกไฟแดงไปอย่างเฉียดฉิว ฉันร้องอย่างหัวใจจะวาย มือยึดขอบเบาะแน่น รีบรัดเข็มขัดนิรภัยทันที

ได้ยินเสียงริกกี้ทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคออย่างรำคาญ แต่หมอนั่นต้องใช้สมาธิในการควบคุมรถจนไม่มีเวลามาโมโหฉัน

ไม่รู้ใช้เวลาเท่าไหร่ แม้แต่ปั๊มก็ยังไม่จอด ริกกี้ยิงยาวรวดเดียวมาถึงที่หมาย รู้สึกตัวอีกทีรถก็เบรกดังเอี๊ยดอยู่ข้างถนนบนเขาหัวโล้นลูกหนึ่งซึ่งฉันไม่รู้จัก แต่ได้ยินว่าเป็นที่เพชรบูรณ์ก็น่าจะเป็นภูเขาสักลูกในจังหวัดนี้ล่ะ

ว่าแต่เขามาทำอะไรที่นี่

ฉันมองออกไปด้านนอกรถอย่างมึนงง มีคนอื่นอยู่ที่นี่ด้วย? งานชุมนุมอะไรหรือเปล่านะ....

ริกกี้ปลดสายเข็มขัดลงจากรถโดยไม่ดับเครื่อง ฉันหันกลับมามองตามร่างสูงที่เดินออกไป ยังไม่ทันหายตกใจด้วยซ้ำฉันปลดเข็มขัดนิรภัยออก ผลักประตูเปิดอย่างไม่สามารถใจเย็นนั่งอยู่ในรถคนเดียวได้

ปาร์ตี้ก็ไม่น่าใช่ ที่นี่ไม่มีเสียงเพลงเอิกเกริก รถที่ถูกปรับแต่งหลายคันจอดเรียงกันตามขอบถนนและจุดชมวิวจนเรียกได้ว่าแทบจะแน่นเอี๊ยด เหมือนพวกเขามาดูอะไรสักอย่างมากกว่า ฝนดาวตกหรือเปล่านะ? ฉันเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เมฆครึ้มอย่างไม่ค่อยเชื่อถือความคิดนี้ของตัวเองเท่าไหร่ ตอนนั้นเองเสียงพูดก็ดังขึ้น

“ริกกี้ นั่นใครวะ”

ฉันหันไปมองทางเสียนั่นทันทีเพราะรู้สึกว่ามันเกี่ยวข้องกับตัวเอง

ผู้ชายตัวสูง หน้าเรียวคมได้รูป ดูหวานและแข็งกร้าวในคราวเดียวกันกำลังส่งสายตาสงสัยอันเฉียบคมมายังฉัน

“.....” ฉันมองสบตาเขานิ่งอย่างไม่รู้จะพูดอะไรดี ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของริกกี้เพราะเขาเป็นคนพาฉันมาก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบหากมีใครถาม

ริกกี้ไม่ตอบ เขามองหน้าฉันนิ่งครู่หนึ่งก่อนหันไปพูดอะไรบางอย่างกับเพื่อนอีกคนข้างๆ ปล่อยให้เจ้าของคำถามนั่นเดินตรงเข้ามาหาฉัน

“ไง”

ฉันมองหน้าเขานิ่ง แอบประหม่านิดหน่อย เพราะหน้าตาเขาดูหล่อๆ หวานๆ ไม่ดุดันเหมือนริกกี้ ออกแนวคุณชายมีตระกูลรุนชาติไม่น่ามาเกลือกกลั้วกับพวกดิบเถื่อนอย่างริกกี้ได้

“ฉันเรซ เธอชื่ออะไร”

“คะนิ้ง”

“นึกว่าเป็นใบ้ซะอีก”

เรซยิ้มเจ้าเล่ห์ ตอนนี้ฉันเปลี่ยนความคิดแล้ว ภาพลักษณ์คุณชายสูงศักดิ์มันใช้ได้เฉพาะเวลาที่เขาทำหน้านิ่งๆ ไม่พูดไม่จาเท่านั้น แต่พูดออกมานี่ปีศาจชัดๆ

“ฮ่าๆ ล้อเล่นน่า” เรซหัวเราะท่าทีมึนตึงของฉัน เขาไล่สายตาสำรวจเรือนร่างฉันอย่างเปิดเผย จนฉันรู้สึกไม่ต่างจากโดนลวนลาม

“มะมองอะไร”

“เปล่า.... แค่สงสัยทำไมริกกี้มันพาเธอมาด้วย”

เราทั้งคู่เงียบใส่กัน พอฉันไม่พูดอะไรเขาก็เลิกสนใจหันกลับไปหาพรรคพวกตัวเองปล่อยให้ฉันยืนเคว้งอยู่คนเดียว แต่ฉันก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเท่าไหร่ กวาดตามองสำรวจไปรอบๆ อย่างสงสัย กำลังจะเดินออกไปดูรอบๆ เผื่อจะเจอทางหนีทีไล่ เสียงยะเยือกด้านหลังก็ดังขึ้น

“จะไปไหน”

“ริกกี้....” ฉันกัดฟันแน่นเมื่อหันกลับมาเจอหมอนั่น นึกถึงจูบที่ดุเดือดในตอนนั้นแล้วก็โกรธขึ้นมาทันที เบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างขุ่นมัวกระแทกเสียงตอบห้วนๆ

“เดินเล่น!”

“อยากโดนรถชนตายหรือไง ไปขึ้นรถ!”

เขาตวาดกลับมา ฉันอ้าปากจะเถียงแต่ก็เถียงไม่ออกเพราะสายตาคมเฉียบของเขาที่จ้องมองมาไล่ต้อนฉันให้ไม่อาจขัดขืนได้ ชิ! ฉันทำหน้าไม่สบอารมณ์อารมณ์ใส่เขา เดินกระทืบเท้าหนักๆ กลับมาที่รถ ริกกี้ตามมาเงียบๆ เดินอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับ มองเส้นทางด้านนอกด้วยสายตาที่คล้ายกำลังคำนวณอะไรสักอย่าง ไม่ได้มีเรื่องฉันอยู่ในหัวเลยด้วยซ้ำ

ตอนนั้นก็มีคนเดินมาเคาะกระจก ริกกี้เลื่อนกระจกลง เผยให้เห็นใบหน้าหล่อคมของผู้ชายที่ทำผมทรงสกินเฮดแถมกลัดสีน้ำเงินยื่นหน้าเข้ามาพูดอะไรสักอย่างกับริกกี้

“แน่ใจนะโว้ยว่าไม่ต้องปรับจูนอะไรใหม่?”

“อืม ฉันวอร์มเครื่องมาแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร”

“โค้งที่นี่ยาวและลึกเป็นพิเศษ ทางตรงมีไม่มาก ระวังเรื่องการใช้เบรกด้วย”

“อืม มีไรอีกไหม”

“ไม่....” ผู้ชายคนนั้นเหลือบมองฉันแวบหนึ่งคำพูดก็ค้างไปด้วย ริกกี้มองตามพอรู้ว่าเพื่อนตัวเองกำลังมองฉันก็เลื่อนกระจกปิดแบบไม่กลัวว่ามันจะหนีบหน้าเพื่อนสักนิด หมอนั่นชอบทำอะไรโผงผางแบบนี้ล่ะ ไม่สนใจว่าใครจะเจ็บจากการกระทำของตัวเอง

“เฮ้ยริกกี้ ใจเย็นดิวะ” ผู้ชายหัวสกินเฮดกดกระจกเอาไว้ก่อนที่มันจะหนีบหน้าตัวเอง “มองนิดมองหน่อยก็ไม่ได้ ได้ยินเรซพูดแต่ไม่คิดว่าแกจะพาใครมาจริงๆ ว่าแต่เปลี่ยนมาชอบแนวนี้แล้วเหรอวะ”

“ไม่ใช่อย่างที่มึงคิด มีอะไรอีกไหม”

“เรื่องรถน่ะไม่มีแต่เรื่องตุ๊กตาหน้ารถน่ะมี”

“......”

“จะดีเหรอที่ให้นั่งไปด้วย”

“......”

“เออ! อยากทำอะไรก็ตามใจเถอะว่ะ ยังไงนี่ก็เป็นรอบซ้อม ไปลองเส้นทางก่อน แต่ห้ามจอดรถทำอะไรข้างทางนะโว้ย งานคืองาน”

“นั่นมันมึงแฮคไม่ใช่กู”

“เออกูมันคนมีความสามารถ เอาไปทำงานไปด้วยเร้าใจดีว่ะ ไปเว้ย”

หมอนั่นชื่อแฮค.... เขากระตุกยิ้มยียวนมองฉันก่อนหันไปยกสองนิ้วพร้อมกับยักคิ้วกวนๆ ให้ริกกี้ก่อนผละออกไป

ฉันหน้าร้อนอย่างไม่มีเหตุผลแค่ฟังที่แฮคพูดก็กระดากหูแล้ว พวกเขาทำเหมือนกับว่าการมีเซ็กเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร แต่สำหรับฉันมันคือเรื่องใหญ่ ยิ่งเมื่อเร็วๆ นี้โดนปล้นจูบไปด้วยฉันยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัย จ้องมองใบหน้าด้านข้างของริกกี้อย่างใจคอไม่ดี

หวังว่าคงไม่มีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับฉันอีกหรอกนะ
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • State Red Sun ร้ายซ่อนรักฉบับโหด   บทที่ 344

    “เมาหรือเปล่า?”ริกกี้เอ่ยถามระหว่างอยู่ในลิฟต์ มือโอบเอวบางเอาไว้หลวมๆ“หือ เปล่า นิ้งไม่ได้แตะเลย”“ไม่ได้ดื่มเหรอ”“ไม่สิ เนี่ยมีกลิ่นเหล้าที่ไหน”สาวเจ้าไม่พูดเปล่าแต่เขย่งเท้าขึ้นคว้าต้นคออีกฝ่ายลงมาประกบริมฝีปาก รสจูบที่เต็มไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์อ่อนทำคิ้วเข้มขมวดมุ่น ไหนว่าไม่ได้ดื่มไง ทำไมกลิ่

  • State Red Sun ร้ายซ่อนรักฉบับโหด   บทที่ 343

    “เหมยไปเมืองนอกแล้วอ่า... สงสารหนูมีน”คะนิ้งพูดขึ้นมาระหว่างเดินเข้าสู่โรงอาหารของมหาวิทยาลัยพร้อมกับเพื่อนๆ ในกลุ่ม เลโอซึ่งเป็นคู่สนทนาพยักหน้าอย่างเห็นด้วย“เทียน!”ผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเทียนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เพื่อนๆ ในกลุ่มที่กำลังฟังเรื่องเหมยจากคะนิ้งและเลโอหันไปมองเจ้าของเสียงทันที“พี

  • State Red Sun ร้ายซ่อนรักฉบับโหด   บทที่ 342

    “อย่าพาภามมาที่นี่อีก ไม่งั้นฉันโกรธจริงๆ ด้วย”“เพนนี... ทำไม ฮาน...”คะนิ้งมองท่าทีโกรธกรุ่นของเพนนีด้วยความสับสน กำลังจะถามว่ามันเรื่องอะไร ทำไมต้องโกรธหนักแบบนั้น ร่างสูงของฮานก็เดินตามออกมาเฉลยข้อข้องใจของคะนิ้งทันทีฮานไม่พูดอะไร เพนนีก็เบือนหน้าไปทางอื่นด้วยท่าทางพะอืดพะอมทนหายใจร่วมกับอีกฝ่า

  • State Red Sun ร้ายซ่อนรักฉบับโหด   บทที่ 341

    “ครับเฮีย ได้ครับ” ปริ๊นซ์พยักหน้าหงึกหงักแบบตั้งตัวไม่ทัน มองใบหน้าที่กำลังหลับสนิทของภามอย่างรู้สึกเอ็นดู “ถ้ามีอะไรก็โทรมานะปริ๊นซ์”คะนิ้งหยิบกระเป๋าขึ้นจะเดินตามริกกี้ออกไปก็ยังพะวักพะวนไม่หาย ฝากฝังโน่นนี่นั่นอยู่หลายคำราวกลับว่าไปไหนไกลทั้งที่ริกกี้จะพาไปร้านข้าวหน้าปา

  • State Red Sun ร้ายซ่อนรักฉบับโหด   บทที่ 340

    “อ่อ เร็วๆ นะ” ริกกี้คว้าร่างภามขึ้นอุ้ม พาเดินลงมาบันไดหน้าตึงเล็กน้อย ตรงมาที่โซฟาแล้วเปิดทีวีดู แต่ดูไม่เป็นสุขหรอกเพราะน้องไม่อยู่เฉยๆ ต้องจับเอาไว้ตลอดไม่งั้นได้กลิ้งตกโซฟาแน่นอน “อยู่นิ่งๆ สิวะ เฮ้อ...” “มาแล้ว” คะนิ้งวิ่งลงบันไดมาอย่างร่าเริงมอง

  • State Red Sun ร้ายซ่อนรักฉบับโหด   บทที่ 339

    “คะนิ้ง!” ก๊อกๆ เสียงเคาะประตูผสมโรงกับเสียงเรียกทำให้คนบนเตียงพลิกตัวไปมาแล้วลุกขึ้นนั่งอย่างทนนอนต่อไปไม่ไหว หันไปมองทางประตูที่ยังมีเสียงตะโกนเรียกไม่หยุด “เพนนี...” คะนิ้งพึมพำชื่อน้องสาวต่างสายเลือด ผ่อนลมหายใจยาวฝืนใจลุกออกจากเตียงมาเปิดประตู

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status