LOGINลึกซึ้ง แต่ไม่ระบุสถานะ
“ทำงานเสร็จแล้ว ฉันกลับก่อนนะ” เธอเก็บกวาดห้องครัวเรียบร้อย เดินมาบอกลาผมที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาตัวยาว
“อืม...อย่าลืมเก็บเศษหัวใจที่มันหล่นแตกแถวนี้กลับไปด้วยล่ะ” ผมแซวเธอ ทว่าคนตัวเล็กแค่เหลือบมองครู่หนึ่งก่อนจะหันหลังให้กัน ไม่รู้ทำไมถึงยังไม่อยากให้เธอกลับ เลยตะโกนเรียกไปตามหลัง “เดี๋ยวก่อน”
“มีอะไรอีก” เธอหันกลับมาถาม
“อยากดื่มแก้เซ็งอีกมั้ย เดี๋ยวนั่งดื่มเป็นเพื่อน ฉันเลี้ยงเธอเอง ไม่คิดตังค์”
เธอทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบกลับ “อืม อยากดื่ม”
เราสองคนนั่งดื่มเบียร์ในห้องนั่งเล่น นั่งกันบนพื้นพรม เปิดเพลงคลอเบา ๆ ผ่านทีวีจอใหญ่ เพื่อไม่ให้บรรยากาศเงียบสงัดจนเกินไป เธอไม่พูดไม่จา เอาแต่ดื่ม หมดไปสามสี่กระป๋องแล้วมั้ง คอแข็งเหมือนกันแฮะ ไหนบอกว่าคออ่อน
ผมยกมือถือขึ้นมากดถ่ายรูปเธอจากด้านข้าง ถ่ายไว้หลายช็อตเลยล่ะ เอาไว้แบล็กเมลเธอทีหลัง
“ฮึ ๆ” ดูรูปเธอแล้วก็แอบขำอยู่คนเดียว
“นายดูอะไร?” เธอสนใจสิ่งรอบข้างแล้ว
“ดูเธอไง นั่งทำหน้างออย่างกับปลาทู”
“ฉันขอดูหน่อย น่าเกลียดรึเปล่า” เธอจะเข้ามาแย่งมือถือจากผม เรื่องอะไรจะให้ดูง่าย ๆ
“ไม่ได้ เดี๋ยวเธอลบ ไม่น่าเกลียดแต่ก็ไม่สวยหรอก หน้าตาบ้าน ๆ เชย ๆ”
“เออ! ฉันมันขี้เหร่ ไม่มีเสน่ห์ดึงดูดใคร หน้าบ้าน ๆ แต่งตัวไม่มีรสนิยม ใครมันจะมามองล่ะ” จู่ ๆ เธอก็โวยวายร่ายยาวเสียงดังลั่น ดูท่าจะเริ่มเมาแล้ว ตัดพ้อออกมาหมดเลย ปกติไม่เห็นโต้ตอบอะไรนี่ ผมแค่แซวเธอเล่นเองนะ ที่จริงเธอน่ารักและมีความสวยแบบธรรมชาติไม่ต้องปรุงแต่งอะไรมาก ไอ้ที่ว่ามาก่อนหน้า ผมแค่เย้าเล่น
“ทำไมต้องโวยวายเสียงดังด้วย ฉันแค่หยอกเล่นเอง”
“ไม่จริง นายชอบพูดบ่อย ๆ ว่าฉันไม่สวย ไม่ใช่สเปก” การหายใจแรงและถี่ขึ้น โมโหจนหน้าแดงปากสั่น
“ขอโทษ ที่ผ่านมาฉันแค่อยากแกล้งเธอเท่านั้น ที่จริงเธอมีเสน่ห์มากนะ รู้ตัวมั้ย” ผมบอกน้ำเสียงจริงจัง พลางเอื้อมมือขึ้นไปเกี่ยวเส้นผมที่มันบดบังใบหน้าของเธอไปทัดไว้ที่ใบหู แล้วลากนิ้วชี้เบา ๆ ลงมาตามสันจมูกเรียวเล็ก
“ตรงนี้ก็มีเสน่ห์” เลื่อนลงมาหยุดที่ริมฝีปากชมพูระเรื่อจึงเปลี่ยนมาใช้นิ้วโป้งเกลี่ยริมฝีปากเธอแผ่วเบา “ตรงนี้ก็ดึงดูดได้ดีทีเดียว” ใบหน้าเธอปรากฏเลือดฝาดอย่างเห็นได้ชัด เราสองคนสบตาลึกซึ้งกันอยู่ครู่ใหญ่ “เธอน่ารักมากนะ รู้ตัวรึเปล่า” นี่คงเป็นครั้งแรกที่ผมเอ่ยชมเธอจากใจจริง
รู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นดังขึ้นราวกับจะหลุดทะลุหน้าอกออกมา นานแล้วที่ไม่ได้รู้สึกแบบนี้กับใคร บอกตามตรงวินาทีนี้อยากดึงเธอเข้ามากอดจูบชะมัด
“พูดจริงงั้นเหรอ?” เธอถามผม
“จริงสิ” ผมตอบเสียงเบา
“งั้นก็จูบฉันสิ” อะไรนะ? นี่หูฝาดไปหรืออะไรยังไง เธอขอให้ผมจูบ? อย่ามาชี้โพรงให้กระรอกนะน้อยหน่า
“เมาแล้วพูดจาไปเรื่อยนะ” ผมเรียกสติเธอคืนมา
“เห็นมั้ย นายโกหก ที่จริงแค่พูดปลอบใจฉันเท่านั้น ผู้หญิงขาดเสน่ห์อย่างฉะ...”
หมับ...อุบ...
ไม่ทันให้เธอได้บ่นจนจบหรอก มือผมก็รีบคว้าท้ายทอยของเธอดึงเข้ามาแนบจุมพิตที่ดูดดื่ม จูบเธอเนิ่นนานเนิบนาบ เอียงซ้ายเอียงขวาขบเม้มริมฝีปากเรียวที่เคล้ากลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ ดูดกินราวกับเป็นขนมหวาน ร่างกายก็พลอยบดเบียดเข้าไปเรื่อย จนรับรู้ได้ถึงไอร้อนของกันและกัน ผมยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อรู้สึกได้ว่าเธอกำลังจูบตอบกลับมา มันวูบวาบและเร่าร้อน ถึงจะเพราะน้ำเปลี่ยนนิสัย แต่ก็พอใจมาก
หวานจนไม่อยากจะหยุด แต่เพื่อความแน่ใจ ขอถามย้ำความต้องการของเธออีกครั้ง
“ที่ไม่อยากจูบ เพราะมันจะหยุดไม่ได้ต่างหาก จะให้จูบต่อมั้ยหรือจะพอแค่นี้” ผมถอนจูบออกห่างจากเธอเล็กน้อย ในระยะที่รับรู้ถึงลมหายใจของกันและกัน
“ไม่...ฉันอยากไปต่อ” เธอตอบเสียงสั่น “ไปให้สุด เหมือนที่เราเคยทำกัน”
“แน่ใจนะ”
“แน่ใจ” พูดจบ เป็นเธอที่ยื่นปากเข้ามาประทับจูบผมก่อน เหมือนเธอจะยอมปล่อยกายปล่อยใจไปกับผมทีละนิด ๆ สองมือโอบรอบคอผมไว้แน่น ขณะที่เธอจู่โจมริมฝีปากผมอย่างเร่าร้อน สายตาผมยังคงเบิกกว้างมองใบหน้าเธอไม่ละไปทางอื่น อะไรทำให้เธอตัดสินใจทำแบบนี้
เพราะน้ำเมา?
หรือ เพราะผู้ชายห้องตรงข้าม?
หรือ เพราะคำพูดที่จริงใจของผม?
เฮอ...แต่เพราะอะไรก็ช่างมันเถอะ เอาไว้เสร็จแล้วค่อยถามทีหลัง วินาทีนี้น้องชายผมแข็งสู้มือเธอแล้ว เอาเรื่องนี้ให้จบก่อน
ผมช้อนร่างบางขึ้นมานั่งคร่อมที่ตัก ความเร่าร้อนเพิ่มขึ้นทวีคูณ เราตวัดปลายลิ้นแกว่งสู้กันไปมาภายในโพรงปากร้อน สลับกันดูดดึงไปมา
รู้สึกดีเป็นบ้าเลย ไม่เคยมานั่งจูบสาวได้นานขนาดนี้ ปกติเครื่องติดแล้วจับยัดเลยทันที กับเธอผมอยากให้เวลาผ่านไปช้า ๆ ทำอย่างละเมียดละไม ใช้เวลาสัมผัสแต่ละจุดให้เนิ่นนาน
มือผมเริ่มอยู่ไม่นิ่ง เลื้อยเข้าไปใต้เสื้อยืดตัวโคร่งสีขาวของเธอ มาชะงักอยู่ที่เนินอวบ บีบเคล้นสองเต้าช้า ๆ ไม่เร่งรีบ คลึงมันอยู่อย่างนั้นจนได้ยินเสียงครางหวาน ๆ เล็ดลอดออกมา “อ่า”
เธอผละจูบออกทันที ผมคิดว่าตัวเองพลาดทำอะไรผิดไปรึเปล่า ดวงตาคู่สวยจ้องหน้าผมครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือลงมาจับชายเสื้อของผม แล้วถลกมันออก
ฮึ ๆ ใจหายใจคว่ำหมด นึกว่าเธอจะเปลี่ยนใจ ไม่ไปต่อซะแล้ว ที่แท้แค่อยากเห็นซิกซ์แพ็กของผมนี่เอง
ผมอึ้งเล็กน้อย เมื่อเธอถอดเสื้อยืดสีขาวตัวโคร่งของตัวเองออกเช่นกัน นี่คงเป็นอารมณ์อีกด้านที่ซ่อนอยู่ของเธอสินะ เซ็กซี่เหมือนกันนะเนี่ย
เห็นเนื้อเนินขาวอวบผมก็อดใจไม่ไหว ก้มหน้าลงสูดดมเอากลิ่นหอมและพรมจูบอย่างใจเย็น เสียงกลีบปากหยักกระทบเนื้อเนียนจนเกิดเสียง จุ๊บจั๊บ ดังหลายที ได้ยินแล้วชวนให้สติขาดผึง ใจเต้นแรงขึ้นไปอีกขั้น
เธอเอื้อมมือไปด้านหลังของตัวเอง ไม่นานบราเซียร์ที่ห่อหุ้มสิ่งนุ่มนิ่มมันก็คลายความตึงแน่น ก่อนจะถูกโยนทิ้งลงพื้นอย่างไร้ค่า เผยให้เห็นยอดถันชูชันอมชมพูน่าลิ้มลอง และไม่รอช้าผมใช้ฟันขบงับมันเบา ๆ ในทันใด
“อ่า” เธอครางกระเส่า ร่างกายก็บิดเร้าแอ่นกายด้วยท่วงท่าที่ดูเซ็กซี่น่าหลงใหล
โคตรจะชอบเลย เธอคือผู้หญิงที่น่าเหลือเชื่อและน่าค้นหา
ไม่รู้อะไรดลจิตดลใจให้อุ้มร่างเธอเข้ามาในห้องนอนที่ผมหวงแหนนักหนา ทุกครั้งที่พาสาว ๆ ขึ้นคอนโดแห่งนี้ ผมไม่เคยให้ใครย่างเท้าเข้าใกล้ห้องนอนผมได้เลย จะนั่งนัวเนียกันที่โซฟาให้มันจบ ๆ ไป ไม่ยอมให้กลิ่นกายของสาวใดมาติดบนผ้าปูเตียงของผมได้
แต่กับเธอ...ผมกลับเต็มใจ
“อ๊า!” เธอลั่นเสียงครางทั่วห้อง เมื่อแท่งเอ็นใหญ่หลุบเข้าไปในร่องอุ่นแฉะของร่างกาย ครั้งนั้นกับครั้งนี้ก็ยังเข้ายากเข้าเย็นพอกัน
“วะ..วายุ อื้อ” อ้อมแขนเธอรั้งต้นคอผมไว้แน่น ทุกทีที่ผมเร่งสะโพกถี่กระชั้น จะได้ยินน้ำเสียงหอบกระเส่าของเธอตลอด ครั้งนี้ก็ยังคงคับแน่นเหมือนครั้งแรก กลิ่นของร่างบางหอมยั่วยวนต่อมกามารมณ์ให้ฟุ้งซ่าน
“เรียกฉันว่า ลม ต่อไปให้เธอเรียกฉันว่า ลม” ผมกระซิบบอกใกล้หูเธอ ก่อนจะขบเข้าที่ใบหูเชิงหยอกเย้า
“ว่า..ไงนะ” เธอถามกลับเสียงขาด ๆ หาย ๆ
ผมหยุดเคลื่อนไหว สบตากับเธอพักหนึ่ง “ฉันบอกว่า ต่อไปให้น้อยหน่าเรียกชื่อว่า ลม”
“ได้...ลม” เธอว่าง่าย ไม่เซ้าซี้หาเหตุผล
จบบทสนทนาผมกับเธอก็โหมโรงกันอีกครั้ง เลือดในกายแล่นพล่านไปทั่วทั้งร่าง มีอะไรกับเธอเป็นสิ่งที่ผมปรารถนาที่สุดในช่วงเวลานี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผมสัญญากับตัวเองไว้ว่าถ้าได้อึ้บเธอเป็นรอบที่สอง จะทำให้ผู้หญิงคนนี้ประทับใจที่สุด
ท่วงท่าลีลาก็เป็นสิ่งสำคัญของกิจกรรมบนเตียง ผมจับเธอให้นอนคว่ำ ใช้ปลายลิ้นลากสัมผัสไปทั่วแผ่นหลังเนียน ไม่ลืมที่จะสอดฝ่ามือผ่านหน้าท้องแบนราบไล้ขึ้นไปกอบกุมสิ่งนูนนุ่มของเธออย่างเบาแรง แน่นอนว่าเธอต้องเผลอครางออกมาให้ได้ยิน มือเล็กกำชับผ้าปูที่นอนเอาไว้แน่น ร่างกายเธอบิดตัวแอ่นไปมาเหมือนคนกำลังทรมาน แต่ผมว่ามันคืออาการของคนกำลังรู้สึกจั๊กจี้ หรือจะเรียกว่าความเสียวก็น่าจะใช่
“อ๊ะ!” เธอเผลอครางเสียงดังอีกครั้ง เมื่อท่อนเอ็นแข็งสอดเข้ารูสวาทผ่านทางด้านหลัง “ละ...ลม”
“ทำไม? เจ็บเหรอ?” ผมไม่แน่ใจว่าเธอครางชื่อผมเพราะอะไร กวางน้อยเหลียวหลังกลับมามองเสือตัวพ่อ นัยน์ตาเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
“เปล่า...มันรู้สึกเหมือนฉี่จะราดออกมาเลย” ที่แท้ก็กังวลไปเอง เด็กน้อยจริง
“ไม่ใช่หรอก นี่แหละเขาเรียกว่าความเสว ปล่อยตัวตามสบายนะ ลมจะทำช้า ๆ” ผมกระซิบเสียงแหบพร่า ก่อนจะก้มลงไปจูบปากเรียวดูดดื่มพลางขยับสะโพกเข้าออกเนิบนาบ แม้จะอยากเร่งจังหวะถี่ ๆ แต่ผมกลัวเธอเจ็บ
“รีบทำให้เสร็จเลยได้มั้ย ฉันไม่ไหวแล้ว” เธอร้องขอเสียงสั่นหอบ อารมณ์ปั่นป่วนกว่าผมซะอีก ในเมื่อร่างกายเธอจะถึงจุดนั้นแล้ว ผมก็ไม่รีรอ รีบขยับตามคำขอ
รัวเอวหนาทั้งเร็วแรงและหนักหน่วง จนในที่สุดน้ำสีขาวขุ่นก็พุ่งออกมาเต็มถุงป้องกัน ครั้งนี้เสร็จเร็วกว่าที่คิดเอาไว้ แต่ไม่เป็นไร เพราะอารมณ์ผมถูกปลุกเร้าได้ด้วยไออุ่นจากร่างกายเธอ คืนนี้ผมคงไม่ปล่อยเธอกลับห้องแน่
ผมจับร่างบางพลิกกลับมาเพื่อสบตากัน แต่เธอไม่ยอมมองตาผมเลย
“เป็นอะไรไป เสร็จแล้วก็ทำเป็นห่างเหินกันเลยนะ”
“เปล่า”
“สบตากับลมสิ”
เธอกลอกลูกตากลับมามองหน้าผมช้า ๆ “นายแทนตัวเองว่าลม?” สรรพนามที่เรียกแทนตัวเองของผมที่คุยกับเธอมันแปลกไปจริง ๆ ผมก็พึ่งมาฉุกคิด
“ใช่ ต่อไปให้เรียกชื่อ ลมแทนวายุ” ชื่อนี้มีแค่พ่อกับแม่ ญาติพี่น้อง และเพื่อนที่สนิทจริง ๆ เท่านั้น ถึงจะเรียกผมว่า ลม
“ไม่ค่อยชินเลย นายพูดเหมือนเดิมจะดีกว่านะ รู้สึกขนลุกยังไงไม่รู้” ฟังเธอพูดสิ คนอุตส่าห์จะยกให้เป็นคนพิเศษ มันน่าน้อยใจไหมเนี่ย
“ได้ ฉันจะพูดกับเธอเหมือนเดิม แต่เธอต้องเรียกฉันว่าลมนะ”
“อืม” เธอพยักหน้ารับรู้
“รอฉันไปอาบน้ำล้างตัวแป๊บเดียว”
“หมายความว่าไง คงไม่บังคับให้ฉันนอนกับนายใช่มั้ย?”
“บังคับสิ เธอต้องนอนกับฉันที่นี่ถึงเช้า”
“จะบ้ารึไง เราไม่ได้เป็นแฟนกันซะหน่อย”
“แล้วไง ยังไงก็ได้เสียกันแล้ว จะจัดอีกสักกี่รอบก็ไม่เห็นเป็นไร”
“บ้า”
“ฉันบ้าเธอก็บ้าพอกันนั่นแหละ ไม่ได้คิดอะไรกับฉัน ทำไมยอมให้เอาล่ะ”
“...” คำถามผมอาจจะฟังดูแรงไป เจ้าของใบหน้าใสถึงทำหน้านิ่วคิ้วขมวด พูดไม่ออกบอกไม่ถูกกันเลย “ฉะ...ฉันเมา” เหตุผลน่าหวดก้นเสียจริง เห็นอยู่ว่าสติสัมปชัญญะยังครบ
“จะเหตุผลไหนก็ช่างเถอะ เธอทำให้อารมณ์ฉันค้าง คนอย่างฉันรอบเดียวมันไม่พอหรอก”
“จะทำอีกเหรอ!”
“ใช่ พรุ่งนี้เช้าช่วงตีสองตีสาม”
“คนบ้าอะไรเนี่ย”
“เรื่องปกติของฉัน”
“มีมือก็ใช้มือไปสิ”
“มีเธออยู่จะใช้มือทำไม ไม่ต้องพูดให้มากเรื่อง ทำตามที่สั่งก็พอ” ในเมื่อเธอไม่ชอบให้ใช้ไม้อ่อน ผมก็ต้องแข็งข้อใส่ พูดดีด้วยกลับบอกว่าฟังแล้วขนลุก เหอะ
นาทีนี้จะรู้สึกแบบไหนกับเธอมันไม่สำคัญแล้ว รู้แค่ว่า ผมต้องการขย่มเธอให้จมฟูก ส่วนจะนอนด้วยกันในสถานะไหนนั้น...ผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน
บทส่งท้าย@คาเฟ่หนอนชอบจิบชาฝ่ามือเล็กผลักประตูเข้ามาในร้านคาเฟ่ขนาดกลางที่ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้ามาอยู่ในโลกของนวนิยายแฟนตาซีที่นี่มีชั้นหนังสือที่มีหนังสือให้อ่านฟรีแบบจุใจ ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางนวนิยายทุกหมวดหมู่ รวมถึงการ์ตูนทั้งไทยและต่างประเทศ เป็นกึ่งคาเฟ่กึ่งห้องสมุดก็ว่าได้ต่างกันตรงที่ห้องสมุดจะเงียบสงบ แต่ที่นี่มีเพลงให้ฟังเบา ๆ พร้อมแอร์เย็นฉ่ำตลอดเวลาที่ให้บริการถึงคาเฟ่แห่งนี้จะพึ่งเปิดให้บริการได้เพียงสองเดือนเท่านั้น ทว่า...กลับได้รับการตอบรับที่ดีเกินที่คาดเอาไว้ ยอดขายเกินเป้าหมายไปมาก เจ้าของก็พลอยยิ้มร่าได้ทั้งวัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะทำเลที่ตั้งอยู่ติดรั้วมหาวิทยาลัย และอีกเหตุผลหนึ่ง คงเป็นเพราะเจ้าของคาเฟ่เป็นคนที่มีชื่อเสียงพอสมควร จึงทำให้คาเฟ่แห่งนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าทึ่ง“วันนี้คนเยอะมั้ยเกล” น้อยหน่าเอ่ยถามพนักงานที่ประจำอยู่ตำแหน่งแคชเชียร์“พี่น้อยหน่าสวัสดีค่ะ เยอะมากค่ะ ตอนนี้มีอยู่สิบกว่าบิลค่ะ ยังมีออเดอร์ที่โทร.มาสั่งอีกนะคะ” พนักงานสาวพนมมือไหว้เจ้าของคาเฟ่ ก่อนจะหันไปชงเครื่องดื่มให้กับลูกค้าต่อ เธอดูเร่งรีบสุด ๆ“เดี๋ยวพี่ช่วย” เจ้าข
รักอีกครั้ง...มันดีมากBy: Wayuวันเวลาเดินเร็วมาก เร็วจนผมอยากจะกดหยุดมันเอาไว้ กลัวว่าความสุขที่มีเธออยู่ข้าง ๆ มันจะจางหายไปตลอดสามเดือนที่ผ่านมาผมได้พิสูจน์ตัวเองให้น้อยหน่าและคนรอบตัวที่รักเธอเห็นแล้วว่าผมจริงใจและรักเธอมากแค่ไหนผมลาออกจากการเป็นโฮสต์ก็เพราะเธอ แต่ยังคงหาเงินเอาไว้เปย์เธอได้อยู่เรื่อย ๆ จากการรับงานวาดปกนิยายของนักเขียนชื่อดังหลาย ๆ นามปากกา รวมถึงนักเขียนสุดที่รักของผมที่กำลังฮอตในกระแสอยู่ตอนนี้ อย่าง ‘พริ้มงาม’ นักเขียนหน้าใหม่ติดหนึ่งในมาแรงใช่ครับ ตอนนี้น้อยหน่าเปลี่ยนมาใช้นามปากกาใหม่แล้ว เดิมชื่อ ‘นาราเอล’ ที่เขียนนิยายแฟนตาซีเป็นหลัก พอได้ลองเปลี่ยนแนวเขียนใหม่ มันทำให้เธอค้นพบตัวเองและช่องทางทำเงินได้มากขึ้นกม่าเดิมหลายเท่าตัวน้อยหน่าจึงตัดสินใจหันหัวเรือไปอีกทาง เปลี่ยนมาเขียนแนวรักโรแมนติกแบบผู้ใหญ่ มีทั้งชายรักหญิง หญิงรักหญิง และชายรักชาย ใช้เวลาเพียงไม่นานเธอก็สามารถสร้างผลงานพร้อมฐานแฟนคลับได้มากมาย โดยมีผมที่เป็นทั้งแรงใจและแรงสนับสนุนอยู่เบื้องหลังในทุกผลงานเพราะปกนิยายทุกเรื่องของ พริ้มงาม ผมในนามปากกา Win Kaze เป็นผู้วาดเองกับมือ ผมตั้งใจใ
รักหวนคืน“ว่าไง หรือไม่กล้า” วายุถามย้ำเมื่อเห็นว่าน้อยหน่ายังนั่งนิ่งไม่ยอมขยับตัว ลงมือจุมพิตแฟนใหม่ให้เขาดู“ผมจูบพี่เองดีกว่านะ” เอ็มบอกเธอ และกำลังจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้หญิงสาว ทว่าจังหวะที่ปากหยักเกือบจะแนบชิดริมฝีปากของเธอ ชายหนุ่มต้องชะงักกลางคัน“มึงหยุดเลยนะ!” วายุตะคอกเสียงดังลั่นรถ พร้อมกับหันหลังมาทำตาดุใส่หนุ่มรุ่นน้อง ใจเขาแทบหล่นเกือบเห็นช็อตเด็ดเอ็มกระตุกยิ้มหนึ่งข้าง ก่อนจะผละตัวออกห่างกลับไปนั่งตัวตรง ทำให้หญิงสาวแอบถอนหายใจเบา ๆ ไปด้วย“มีอะไรอีกพี่ พี่ให้เราจูบกันให้ดู ผมกำลังจะรีบทำให้เสร็จ”“กูท้าน้อยหน่า ไม่ได้ท้ามึง อยู่เฉย ๆ อย่าสะเหล่อ” เขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า อดที่จะเหวี่ยงใส่เอ็มไม่ได้“อ๋อครับ” เอ็มตอบกลับด้วยน้ำเสียงยียวน ชายหนุ่มพอจะรู้ว่าตอนนี้ตัวเองเป็นแค่ส่วนเกินของอดีตคู่รักของรุ่นพี่ทั้งสอง แต่จะไหลตามน้ำไปก่อน อยากรู้เหมือนกันว่าฝ่ายหญิงจะกล้าแลกไหมหากเธอกล้าจูบเขา ทั้งที่ไม่ได้รักไม่ได้ชอบเขา แสดงว่าเธอคงเกลียดวายุแล้วจริง ๆ แต่ถ้าไม่...“ดูให้เต็มสองตานายเลยนะ” น้อยหน่ายกสองมือขึ้นเข้าไปประคองกรอบหน้าหล่อของคนข้าง ๆ ให้หันมาสบตากันใจเธอเต้นโคร
รู้ทันเกมวันต่อมา@ตึกคณะศิลปกรรมศาสตร์“เฮ้ยไอ้เวรเดน มึงมีเรียนต่อรึเปล่าวะ?” วายุถามเพื่อน ขณะที่กำลังเดินออกจากห้องเรียนรายวิชาแรกของวัน“มีอีกทีบ่ายสามโมง ทำไมวะ?”“กูมีเรื่องจะปรึกษา ไปคุยกันที่ห้องกูหน่อยสิวะ ซื้อข้าวไปกินด้วย”“ปรึกษาเรื่องอะไรวะ?”“เรื่องน้อยหน่า”เอเดนเลิกคิ้วขึ้นอย่างงง ๆ “ทำไม? มึงยังแก้แค้นเขาไม่สะใจอีกเหรอวะ” เพื่อนถามกลับอย่างยียวน วายุจึงตวัดหางตามองค้อนให้หนึ่งที“อย่ากวน กูจะง้อน้อยหน่าต่างหากล่ะ”“เฮอ” เพื่อนสนิทถอนหายใจแรง ท้อใจกับอาการไบโพลาร์ของเพื่อนรัก“กูจริงจังนะมึง ไม่มีแผนอะไรทั้งนั้น มึงน่าจะรู้จักนิสัยกูดี”“เพราะกูรู้ไง กูถึงหนักใจเนี่ย มึงมีนิสัยชอบเอาชนะและชอบเอาคืน” เอเดนกลัวว่าเพื่อนจะหลอกใช้ตัวเองเป็นเครื่องมือทำร้ายใจคนอื่น เหมือนอย่างที่เขื่อนเคยเจอ“ไม่ถึงขนาดนั้นมั้ง กูเป็นคนอย่างงั้นเหรอวะ?” เขาถึงกับหันกลับมาสงสัยในตัวเอง“เออดิวะ ไม่รู้ตัวอีก กับคนที่รักมากอย่างน้อยหน่ามึงยังทำเขาลง ไม่เรียกเจ้าคิดเจ้าแค้นให้เรียกอะไรวะ”วายุขมวดคิ้วมุ่น เขามองกลับมาดูตัวตนของตัวเองอีกครั้ง ยืนนิ่งนึกถึงวีรกรรมของตัวเองที่ทำไว้ในอดีตอยู่พักใ
เจ้าแผนการBy: Noina “ฉันคิดถึงเธอ”“เก็บคำนี้ไว้ใช้กับผู้หญิงของนายเถอะ ฉันสะอิดสะเอียนที่ได้ยินจากปากนาย” ฉันสะบัดมือเขาทิ้ง แล้วหยัดกายยืนให้มั่นเหมือนอุดมการณ์ที่ตั้งใจทำให้ได้ ‘เจ็บแล้วต้องจำ โอกาสของเขาใช้ไปหมดแล้ว’ ก่อนจะเดินจากเขาไปแม้เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นแค่แผน แต่มันคือแผนที่เลือดเย็นมาก เขาคงหัวเราะเยาะฉันลับหลัง คงสะใจที่ได้เห็นน้ำตาของคนที่ยกใจให้เขาไปจนหมดฉันได้ยินเกือบทุกคำที่เขาเอื้อนเอ่ยออกมา เพราะแบตเตอรี่ของหูฟังดันหมดพอดี ยอมรับว่าแอบโล่งใจที่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นกับเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แล้วไง? เจตนาก็เพื่อทำร้ายความรู้สึกกันอยู่ดีย้ายหนีให้ห่างกันแล้วแท้ ๆ ยังตามมากวนใจจนได้ เมื่อเช้าเขาน่าจะตั้งใจมาดักรอฉัน เพราะเช้านี้เขาไม่มีเรียน ต่อไปคงหาทางตามตื๊อฉันอีกแน่ เพราะตอนคบกันเขาเคยขอตารางเรียนทั้งหมดของฉันไป ตอนนั้นรักกันดี อยากได้อะไรฉันก็ยอมเขาหมดเหนื่อยแค่ไหนฉันก็ยอม...โง่จริง ๆ เพราะแบบนี้เขาถึงได้ใจ สมควรเจ็บแล้ว น้อยหน่า“เดี๋ยวสิน้อยหน่า ฟังกันก่อนได้มั้ย?” เขายังเดินตามมาหน้าด้าน ๆ“พอเถอะนะวายุ ระหว่างเราให้มันจบแค่นี้เถอะ ฉันเหนื่อย”“ฉันก็เหนื่อย
หมาโบ้หลายวันผ่านไปถึงเรื่องความรักจะทำให้ดิ่ง แต่เรื่องงานกลับปังขึ้นเรื่อย ๆจากนักเขียนโนเนม ‘นาราเอล’ ที่แทบจะไม่มีใครรู้จักชื่อ ผู้ติดตามไม่ถึงหลักร้อย ปัจจุบันตัวเลขดีดขึ้นมาเกือบแตะไปที่หลักพันต้องขอบคุณเขาใช่ไหม?เธอใช้ประสบการณ์มีความรักจริงจังครั้งแรกมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ แต่งนิยายรักต่ออีกเรื่องตามที่นักอ่านร้องขอถึงเรื่องต่อไปปกนิยายจะไม่ใช่ลายเส้นของวายุ แต่เธอเชื่อว่านักอ่านจะไม่ทิ้งเธอเหมือนอย่างเขาที่บอกว่าทิ้ง เพราะพอจะเดาออกว่า ชายหนุ่มกลับมาเพื่อทำให้เธอเจ็บอย่างที่เขาเคยเจ็บ หากไม่จริงเขาคงรั้งเธอไว้ตั้งแต่วันนั้น แต่เขาปล่อยให้เธอเดินออกไปจากชีวิตง่าย ๆ ไม่ง้อไม่ตามไม่ตื๊อ สุดท้ายก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกหลายวันมานี้น้อยหน่าพอที่จะทำใจได้บ้างแล้ว ทว่า...จะมองไปมุมไหนของห้อง เงาเขายังติดตาอยู่ทุกที่เธอจึงตัดสินใจย้ายออกจากที่นี่ รายได้จากการขายนิยายเรื่องล่าสุดก็พอได้จับเงินก้อนเหมือนคนอื่นอยู่บ้าง มีเงินพอค่ามัดจำห้องใหม่ไม่ได้อยู่ใกล้ก็ไม่ต้องเห็นหน้ากันอีก เธอต้องลืมเขาได้แน่ เพราะอยู่ที่นี่เธออดไม่ได้ที่จะเหลือบขึ้นไปมองระเบียงห้องของเขา







