Share

บทที่ 1 Pilot Hero

Penulis: Sharp pencil
last update Tanggal publikasi: 2026-04-28 19:33:53

“สวัสดีค่ะ คุณนักบินคุโจ”

เสียงของแอร์โฮสเตสบนเครื่องทักทายชายหนุ่มร่างสูงที่เดินเข้ามาพร้อมแก้วกาแฟที่ปิดฝาเรียบร้อย

“สวัสดีครับ” เสียงเรียบทักทายกลับ พร้อมโค้งเล็กน้อยเป็นการรับอย่างมีมารยาท

ชายหนุ่มร่างสูงในเครื่องแบบนักบินที่มีสามขีดบนแขนเสื้อ ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม ไหล่กว้างและแผ่นหลังตรงบ่งบอกถึงความมั่นใจ กรอบหน้าเข้มคมภายใต้แว่นบาง เสริมดวงตาเรียวคมในแบบเอเชีย เป็นนิยามหนุ่มหล่อแบบ ‘ตี๋อินเตอร์’ ที่สะดุดทุกสายตา

สิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นยิ่งกว่าคือการวางตัวที่พอดีในทุกจังหวะ สุภาพแต่ไม่เสแสร้ง มั่นคงแต่ไม่โอ้อวด จนลูกเรือสาวที่อยู่ใกล้เผลอมองตามด้วยความชื่นชมโดยไม่รู้ตัว

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังอายุน้อยแต่ก้าวถึงตำแหน่งนักบินผู้ช่วยอาวุโส และที่สำคัญ เขายังโสดอยู่ จึงไม่แปลกที่เขากลายเป็นเป้าสายตาของใครหลายคนทันทีที่ก้าวขึ้นเครื่อง

ห้องค็อกพิต[1]ของเครื่องบินถูกเปิดออก พร้อมกับชายหนุ่มที่เดินเข้าไปเก็บของตามระเบียบ โดยไม่สนใจนักบินผู้ช่วยอีกคนที่นั่งดูโทรศัพท์ระหว่างรอเวลา

“ไง พ่อคนดัง นายดังใหญ่แล้วนะ รู้ยัง” คาโม่ เคย์สึเกะ นักบินผู้ช่วยที่อายุมากกว่าเขาหนึ่งปีทักด้วยท่าทางไม่ได้รักษามารยาทนัก แม้เขาจะมีตำแหน่งสูงกว่าอีกฝ่ายก็ตาม ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ได้สนใจเลยสักนิด

“นี่ วิดีโอที่นายช่วยมิโซระดังไปทั่วแล้วนะ” แต่เมื่ออีกฝ่ายพูดแบบนั้น เขากลับนิ่งไป ก่อนจะหันกลับมา

ภาพในมือถือของอีกฝ่ายคือวิดีโอที่ถ่ายจากข้างนอก ตอนที่มีผู้ชายร่างสูงเข้ามาคุกคาม และผู้หญิงตัวเล็กยืนอยู่ข้างหลัง พร้อมแคปชันว่า

‘ซาแซงพวกนี้เมื่อไหร่จะหายไปจากโลก #ProtectOurMisora’

“มิโซระคือใครหรอ” ร่างสูงเอ่ยถามด้วยความไม่รู้ ถึงเขาจะพอเข้าใจว่าเป็นชื่อของผู้หญิงคนนั้น ที่เขาคาดอยู่แล้วว่าเธอคงเป็นคนดัง แต่เพราะเขาไม่เคยสนใจเรื่องในวงการบันเทิงเท่าไหร่นัก เขาไม่รู้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

อีกอย่าง เขาเพิ่งย้ายกลับมาประเทศได้ไม่นานด้วย

และคำถามของเขาดูเหมือนจะทำให้เพื่อนร่วมอาชีพถึงกับไม่อยากเชื่อ ดูได้จากสีหน้าของอีกฝ่าย

“ปกตินายขับรถหรือนั่งรถ เคยสังเกตป้ายโฆษณาบ้างไหม ห้ะ? เธอเป็นเกิร์ลกรุ๊ปที่ดังมากเลยนะ” เคย์สึเกะรับโทรศัพท์ของตัวเองคืนไปพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

ร่างสูงหันหลังกลับไปเก็บกระเป๋าเอกสารของตัวเองต่อ ก่อนจะหยิบแท็บเล็ตออกมาแล้วนั่งที่นั่งหลังสุดของห้องนักบิน ซึ่งเป็นส่วนของผู้สังเกตการณ์

“ก็สวยดีนะ ตัวจริงน่ะ” เสียงทุ้มตอบพลางเปิดแท็บเล็ตของตัวเอง เพื่อดูไฟล์ตบรีฟที่เพิ่งประชุมกับกัปตันสองคนบนไฟลต์นี้เมื่อครู่

ถึงเขาจะพูดไปอย่างนั้น แต่เอาเข้าจริง ดวงตาคู่นั้นก็ตราตรึงเขาไม่น้อย แม้ตอนที่เธอมองเขาจะเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างหาที่สุดไม่ได้ แต่นั่นก็แสดงให้เห็นว่าเจ้าตัวเป็นคนที่จริงใจและอ่อนโยนขนาดไหน

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนที่เธออยู่ใกล้เขา ช่วงที่สตอล์กเกอร์เข้ามาโดยไม่ตั้งใจ

กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ กับสัมผัสมือเล็กนิดเดียวยังคงติดอยู่ที่มือของเขา

ยิ่งตอนที่เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายจับด้านหลังสูทของเขา เขายิ่งใจสั่น มันกระตุ้นร่างกายเพื่อแสดงออกถึงความเต็มใจที่จะปกป้องตามสัญชาตญาณ

หากพูดตามตรง เขารู้สึกใจสั่นอย่างรุนแรงทันทีที่อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาเสียด้วยซ้ำ

เพียงแต่ตอนนี้เขาคือนักบินที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ จึงไม่อาจทำอะไรที่ไม่ควรในที่สาธารณะได้

นานแล้วจริงๆ ที่เขาไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวกับใครมากขนาดนี้ จนถึงตอนนี้เขาก็ยังใจเต้นแรงอยู่

“ไอ้คนตายด้าน!” เคย์สึเกะพูดด้วยท่าทางไม่พอใจ ก่อนจะหันไปสนใจเทรนด์ในมือถือต่อ

“เอาเถอะ นายเซ็นเอกสารครบแล้วใช่ไหม เช็กลิสต์ก็ไล่ตามให้ครบด้วยล่ะ”

เสียงทุ้มของมิทสึคุนิเปลี่ยนทิศทางบทสนทนาอย่างแนบเนียน ดวงตาไม่ละจากแท็บเล็ตตรงหน้า

“หึ! เรียบร้อยแล้วน่า” เคย์สึเกะกระแทกเสียง แต่ก็ยกแท็บเล็ตขึ้นมาโชว์แบบไม่อยากแพ้ “ถึงประสบการณ์ฉันบนแอร์บัสจะน้อยกว่านาย แต่ฉันก็ไม่ใช่เด็กฝึกหัดสักหน่อย”

“ก็ดีแล้ว” มิทสึคุนิขานรับสั้นๆ ไม่เติมคำใดเกินจำเป็น ก่อนจะเหลือบตาขึ้นนิดเดียว “อย่าลืมล่ะ นอกจากความเป็นนักบินที่ดี ที่เหลือก็โล๊ะทิ้งให้หมด”

“พูดอย่างกับแอร์บัสจะบินเองได้อย่างนั้นแหละ” อีกฝ่ายหัวเราะหยัน พร้อมยื่นแท็บเล็ตกับเอกสารเล็กน้อยให้ด้วยสีหน้าเหนือกว่า

“เช็กหน่อยสิครับ นักบินผู้ช่วยคุโจ ว่าผมทำถูกไหม”

คนที่โดนท้าทายมองหน้าเพื่อนร่วมฝูงบินด้วยความเหนื่อยใจ ก่อนจะหยิบทั้งสองอย่างขึ้นมากวาดสายตาอย่างรวดเร็วตามนิสัยของนักบิน

ถึงจะดูเหมือนคนกวนๆ แต่เคย์สึเกะเป็นคนที่ทำงานเร็วและเนี้ยบกว่าที่เห็น เขามองไปก็พยักหน้าเบาๆ ก่อนจะส่งคืน

“นายดีทุกอย่างเลยนะ” มิทสึคุนิชมอีกฝ่าย ขณะที่คนถูกชมยกยิ้มอย่างผู้ชนะพร้อมรับของของตัวเองกลับมา ก่อนที่ร่างสูงใต้กรอบแว่นจะพูดต่อ “ยกเว้นนิสัยน่ะ”

“ไอ้!” เคย์สึเกะได้ยินแบบนั้นก็หันควับมามองอย่างคาดโทษทันที พอเห็นเพื่อนร่วมงานโมโห กลับกลายเป็นมิทสึคุนิที่ยกยิ้มอย่างร้ายกาจแทน จนทำให้คนโดนแซวยิ่งโมโหกว่าเดิม

“ร่าเริงกันใหญ่เลยนะ” ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้เถียงกัน กัปตันทั้งสองคนที่รับผิดชอบไฟลต์ยาวนี้ก็มาถึง

ชายหนุ่มทั้งสองรีบลุกขึ้นทำความเคารพตามมารยาท ก่อนที่ทั้งสี่คนจะทำงานตามหน้าที่ของตัวเอง เพื่อให้ไฟลต์นี้ออกเดินทางได้ตามเวลา

… … …

สะพานงวงช้างที่ต่อจากเทอร์มินัลไปยังเครื่องบินถูกติดตั้งเรียบร้อย เครื่องบินเส้นทาง ‘โตเกียว – มิลาน’ ก็เปิดให้ผู้โดยสารเข้าด้านในอย่างเป็นระเบียบ พร้อมกับผู้คนที่เริ่มต่อแถว

มิโซระที่สงบจิตใจได้ในระดับหนึ่ง เดินนำอีกสองคนเข้าไปยังเครื่องบินลำใหญ่ที่จอดอยู่ข้างหน้าอย่างสงบ พร้อมรอยยิ้มที่ส่งตอบให้กับพนักงานภาคพื้นซึ่งตรวจสอบตั๋วและพาสปอร์ตขั้นสุดท้าย

หญิงสาวเดินเข้าไปด้านในอย่างคุ้นเคย เพราะชีวิตศิลปินของเธอทำให้ต้องเดินทางบ่อย จนเธอไม่รู้สึกกลัวหรือกังวลอีกแล้ว

“บินยาวครั้งแรกตื่นเต้นไหม” มิโซระที่หันไปเจอเมย์เดินตามมาก็ถามอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม

“ค่ะ แต่คงเมื่อยน่าดู” เมย์ตอบอย่างตรงไปตรงมาตามประสา เธอยกยิ้ม จนมาถึงทางเข้าเครื่องบิน

“ยินดีต้อนรับนะคะ คุณโมริสึกิ ผู้โดยสารเฟิร์สต์คลาสเชิญทางนี้เลยค่ะ” แอร์โฮสเตสที่ทำหน้าที่ต้อนรับหน้าประตู รับพาสปอร์ตและตั๋วของทั้งสามคนไป ก็รู้ทันทีว่าเธอจองตั๋วเฟิร์สต์คลาสไว้ พวกเขาจึงเดินนำไปยังโซนด้านหน้าที่อยู่ใกล้ ค็อกพิต

“ที่นั่งของผู้โดยสารจะอยู่ทางนี้นะคะ หากต้องการเซอร์วิสอะไร เรียกพวกเราได้เลยค่ะ” แอร์โฮสเตสยกยิ้มงดงาม เพราะค่ายของมิโซระกับสายการบิน AJN เป็นพาร์ตเนอร์กัน ตั้งแต่เริ่มใช้งานฝูงบินใหม่เมื่อปีก่อนแต่ยังไม่ได้เปิดตัว

พวกเธอก็ไม่เคยบินกับสายการบินอื่นอีกเลย แต่ก็ต้องแลกมากับการถ่าย vlog บนเครื่องบิน รวมถึงการเข้าร่วมอีเวนต์ในบางครั้ง แล้วแต่ว่าสำคัญมากน้อยเพียงใด

มิโซระนั่งลงบนที่นั่งของตัวเองที่ติดกับหน้าต่าง พลางมองออกไปด้านนอก เจ้าหน้าที่ในชุดสะท้อนแสงกำลังตรวจเช็กอุปกรณ์และรถบรรทุกโหลดสัมภาระเข้าใต้ท้องเครื่อง

การเคลื่อนไหวที่เร่งรีบแต่เป็นระบบทำให้เธอรู้สึกชอบบรรยากาศการทำงานจริงจังที่ไม่เครียด มันทำให้เธอคิดถึงวงอย่างบอกไม่ถูก

“นักบินคาโม่ มีอะไรหรอคะ?” เสียงของลูกเรือคนหนึ่งถามนักบินที่เดินออกมาจากหัวเครื่อง ซึ่งเป็นพื้นที่ทำงานของนักบิน

ชายหนุ่มหน้าตาดี แต่ดูเป็นคนหัวดื้อจากโครงหน้าคมเข้มและเครื่องหน้าชัด เดินออกมาในชุดนักบินที่ไม่ใช่สูท แต่โดยรวมแล้วเรียกได้ว่าเขาดูดีทีเดียว ดีกว่านักแสดงในวงการหลายคนเสียอีก

มิโซระนึกถึงอีกคนที่ช่วยเธอเมื่อครู่ ก่อนจะคิดในใจว่า

…นักบินนี่ หน้าตาดีทุกคนเลยไหมนะ คนนี้ก็ดี คนนั้นก็ดี ทำไมหน้าตาดีกันหมด

“ฝากอันนี้ไว้ในแกลลี่[2]ก่อนได้ไหมครับ ผมลืมฝาก… ไว้ว่างๆ หลังทำเซอร์วิสเสร็จค่อยเอามาให้ก็ได้ครับ” ชายหนุ่มพูดพลางยื่นกระเป๋าที่คล้ายกระเป๋าอาหารให้ลูกเรือที่เดินเข้ามารับด้วยรอยยิ้มลำบากใจ

พอมีที่ว่างไหมครับ”

“ได้ค่ะ ของฝั่งเฟิร์สต์คลาสยังพอมีว่างนะคะ” แอร์โฮสเตสที่รับไว้พูดด้วยรอยยิ้ม

“ขอบคุณนะครับ ขอโทษที่ไม่ได้บอกก่อน” นักบินหนุ่มพูดพลางโค้งน้อยๆ ก่อนจะหันหลังกลับเข้าไปด้านใน แต่ระหว่างที่เขาหันไป เขาหันมาเจอเธอพอดี

“มิโซระ? ใช่ไหมครับ?”

“ใช่ค่ะ” เธอที่แอบฟังบทสนทนาอยู่นั้นยกยิ้มอย่างเป็นมิตร

อีกฝ่ายได้ยินแบบนั้นก็ยกยิ้มแห้งๆ ก่อนจะเหลือบมองผู้จัดการสองคนที่กำลังมองเขาอยู่

“ตอนนี้ยังไม่มีคน ขอถ่ายรูปด้วยได้ไหมครับ?” นักบินหนุ่มเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น

“ถ้าคุณจะไม่โดนดุ… ก็ได้ค่ะ” มิโซระไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแต่กลัวว่าอีกฝ่ายจะโดนตำหนิ เพราะนักบินต้องสำรวมตลอดเวลา ทว่าท่าทีของเขาตอนนี้กลับดูไม่สำรวมเอาเสียเลย

“ถ้ากัปตันไม่ดุเอง ผมไม่ค่อยสะเทือนหรอกครับ” นักบินคนนั้นพูดพร้อมรอยยิ้ม เธอเองก็รู้สึกขำกับสิ่งที่เขาพูดจนเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อย แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่มีโทรศัพท์อยู่กับตัว เพราะคลำหาเท่าไรก็ไม่เจอ

“เหมือนผมจะลืมมือถือ รอผมแป๊บหนึ่งนะครับ”

“มิโซระยกยิ้มพร้อมพยักหน้า ชายหนุ่มจึงรีบเดินตรงไปยังด้านหน้าสุดของเครื่องทันที

ไม่นานนัก เขาก็กลับมา แต่ไม่ใช่เพียงแค่โทรศัพท์เท่านั้น เขายังพาใครบางคนที่ทำให้มิโซระถึงกับนิ่งไปด้วย

“ถ่ายให้ฉันหน่อย ขอล่ะ ไม่เคยขอร้องอะไรเลยนะ” นักบินคนเมื่อครู่พูดกับคนที่ถูกลากออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้อ่อนโยนเท่าไรนัก

“ให้ตายสิ ฉันจะบ้ากับนายจริงๆ” ชายหนุ่มที่อยู่ในชุดนักบินเหมือนกัน แต่ทรงผมที่เซตขึ้นและแว่นตาที่สวมอยู่ ทำให้บุคลิกภายนอกของเขาดูตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

จังหวะที่ร่างสูงเงยหน้าขึ้น สายตาคมใต้กรอบแว่นประสานเข้ากับเธอพอดี

เพียงเสี้ยววินาทีนั้น หัวใจของเธอเหมือนสะดุดเต้นแรง จนต้องกะพริบตาหนีเพื่อเรียกสติ

“คุณ…”

เสียงเรียกของอีกฝ่ายทำให้หญิงสาวรีบโค้งน้อยๆ พร้อมยกยิ้มมุมปากตอบกลับ

เขาเองก็โค้งรับน้อยๆ ก่อนจะหันไปมองเพื่อนร่วมงานด้วยสายตาคาดโทษ

“เสียเวลาไม่ถึงสามสิบวิด้วยซ้ำ ยิ่งนายลีลา ยิ่งช้านะ” นักบินใบหน้าคมเข้มเอ่ยพลางยัดโทรศัพท์ของตัวเองใส่มือคนที่ใส่แว่น ก่อนจะเดินมาขออนุญาตและยืนข้างๆ เธอ

“หนึ่ง… สอง…” เสียงนุ่มเอ่ยให้สัญญาณ เธอเองก็ยิ้มให้กับกล้อง เช่นเดียวกับคนข้างๆ ที่แม้ตอนเคลื่อนไหวจะดูไม่ค่อยสำรวม แต่เมื่อยืนนิ่งกลับดูสมาร์ตขึ้นมาทันที ที่สำคัญผู้ชายสองคนนี้สูงมาก

“ขอบคุณนะครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเองก็ต้องขอบคุณเหมือนกัน ดูเหมือนไฟลต์นี้ฉันจะสบายใจได้เลยนะคะ” เสียงหวานของเธอเอ่ยกับนักบินหนุ่มหน้าคม พลางค่อยๆ หันไปพูดกับนักบินที่ใส่แว่นอีกคน

“พวกเราทำทุกอย่างเพื่อความปลอดภัยอยู่แล้วครับ” เสียงทุ้มของชายที่อยู่ใต้กรอบแว่นพูดกับเธออย่างสุภาพ จนทำให้เธอรู้สึกวางใจอย่างบอกไม่ถูก

“แต่ยังไงก็ต้องขอโทษคุณด้วยนะครับ ที่นักบินบางคนของสายการบินเราทำตัวไม่สุภาพ” กระนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่วายกัดเพื่อนร่วมอาชีพตัวเองที่ยืนยิ้มหวานอยู่ข้างๆ ซึ่งอีกฝ่ายก็มองแรงกลับทันที

พวกเธอกล่าวขอบคุณกันเล็กน้อย ก่อนที่ชายหนุ่มร่างสูงทั้งสองจะเดินกลับเข้าไปยังพื้นที่ทำงานของตัวเอง และเหตุการณ์ทั้งหมดก็อยู่ในสายตาของผู้จัดการทั้งสองคน

“นักบินนี่หล่อเนอะ คนนึงหล่อเข้ม อีกคนหล่อสะอาด ฉันละอยากมีแฟนเป็นนักบินจริงๆ” รินโกะพูดพลางชะโงกหน้าไปมองแผ่นหลังของทั้งสองที่เดินหายเข้าไปทางหัวเครื่อง “ถ้านักบินมาจีบ มิโซระ เธอรีบคว้าไว้เลยนะ”

“พูดเป็นเล่นน่ะ ฉันไม่โสดแล้ว พี่ก็รู้” มิโซระตอบกลับผู้จัดการของเธอด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะนั่งลงที่ที่นั่งของตัวเอง

แต่ในรอยยิ้มนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความโดดเดี่ยวบางเบาที่ไม่ควรมี แม้เจ้าตัวเองยังไม่ทันรู้ตัว เงาความเหนื่อยล้าในใจที่แฟนหนุ่มของเธอไม่เคยเห็นก็เริ่มปรากฏขึ้น

[1] Cockpit ห้องนักบิน

[2] แกลลี่ (Galley) คือห้องครัวหรือพื้นที่เตรียมอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบินสำหรับบริการผู้โดยสาร

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • Touchdown: แตะที่ใจ จอดที่เธอ   บทส่งท้าย

    การพักงานวันที่สิบสองของมิทสึคุนิ หลังจากที่มิโซระทำงานเสร็จทั้งหมด หญิงสาวก็หลับบนรถ SUV คันหรูที่นั่งสบายที่สุดในชีวิตไปตลอดทาง จนไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองไม่ได้ถูกพากลับบ้านเหมือนทุกๆ วันกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบๆ ชั่วโมง รอบข้างมืดหมดแล้ว หญิงสาวจึงค่อยๆ ตื่นและมองไปรอบๆ ก็พบว่าที่นี่มันไม่ใช่ทางไปบ้านของเธอ แต่มันเป็นทางของเขตจังหวัดคานากาวะแล้ว“ไปไหนคะเนี่ย” เสียงหวานเอ่ยถามอย่างสงสัย แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือรอยยิ้ม“ทำตัวน่าสงสัยนะคะ”“ผมแค่บังคับให้คุณทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับผมเท่านั้นเอง ยังไงคุณก็ไม่มีงานไปอีกสามวันนี่ครับ” มิทสึคุนิพูดจบ มิโซระก็หรี่ตามองช้าๆ แต่นั่นยิ่งทำให้ชายหนุ่มยิ้ม“ยังไงก็... ค้างต่างจังหวัดสักวันสองวันนะครับ ผมเตรียมเสื้อผ้ามาให้แล้ว”“ก็ต้องแบบนั้นแหละค่ะ แต่อยากรู้จังว่าจะพาไปไหน”มิโซระตอนนี้เธอตื่นแล้วก็มองไปรอบๆ อย่างใจจดจ่อ ส่วนมิทสึคุนิก็ยกยิ้มพยายามขับไปตามทางเพราะเขามีนัดทานมื้อเย็น และเขาต้องไปให้ทัน อีกอย่างเขาจะพามิโซระไปช้ากว

  • Touchdown: แตะที่ใจ จอดที่เธอ   บทที่ 40 แถลงการณ์สุดท้าย

    โต๊ะแถลงการณ์ของบริษัท Starlight Entertainment ที่จัดร่วมกับสายการบิน AJN เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ถูกจัดขึ้นที่ห้องประชุมใหญ่ของสนามบินมิทสึคุนิในชุดนักบินเดินขึ้นมานั่งที่ฝั่งของ AJN ในฐานะผู้เสียหายจากการข่มขู่และทำร้ายร่างกายที่สนามบิน รวมถึงผู้เสียหายจากการใส่ร้ายส่วนมิโซระนั่งอยู่ฝั่ง Starlight โดยมีจินและผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรอีกคนอยู่ด้วย และตรงกลางระหว่างทั้งสองบริษัทคือตัวแทนจากสนามบินหลังจากเกิดเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายกันที่สนามบิน และการที่สายการบินปล่อยให้ผู้โดยสารที่เคยมีประวัติขึ้นเครื่องมา ทั้งที่มีการรายงานว่ามีการข่มขู่ฆ่าตั้งแต่ต้นทางเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ เป็นความรับผิดชอบร่วมของสนามบินและสายการบินส่วน Starlight ในฐานะหนึ่งในผู้เสียหายที่ขึ้นมาเพื่อแถลงเฉพาะเรื่องแอคเคาท์ส่วนตัวของมิโซระเท่านั้น“เรื่องบัญชี SNS เดิมของมิโซระ พวกเราได้รับการติดต่อจากคนที่อยู่เบื้องหลังแล้ว เราได้ดำเนินการฟ้องตามกฎหมาย และได้ไกล่เกลี่ยเป็นที่เรียบร้อย ทางผู้ที่อยู่เบื้องหลังให้คำสัญญาแล้วว่าจะให้ความร่วมมือในการให้ข้

  • Touchdown: แตะที่ใจ จอดที่เธอ   บทที่ 39 คนที่ผิดที่สุด

    หลังจากข่าวใหญ่ที่สนามบิน กระแสใน SNS ก็ดุเดือดมาก แม้ก่อนหน้านี้ทุกคนจะเริ่มตั้งคำถามกับมิทสึคุนิ มีคนบางส่วนที่ไม่ได้ชอบที่มิโซระในฐานะศิลปินหญิงแสดงออกแบบนี้แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ขนาดนี้ และมิทสึคุนิก็ยังคงพยายามปกป้องมิโซระอย่างเห็นได้ชัดทุกคนก็ออกมาประณามคนที่ทำและชื่นชมคนเป็นนักบินกันเป็นทางเดียว ส่วนทางบริษัท Starlight ก็ออกมาแถลงการณ์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และขอประณามพฤติกรรมดังกล่าวบริษัทฯ จะดำเนินคดีกับทั้งสตอร์กเกอร์และคนที่อยู่เบื้องหลังให้ถึงที่สุดและอีกหนึ่งทางที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ที่สุดและเงียบมาตลอด ในที่สุดก็ออกประกาศออกมาสองฉบับฉบับที่หนึ่ง คือการประกาศ ‘ไทระ โคฮาคุ’ นักบินรวมถึงพนักงานระดับสูงบางคน ว่าไม่ได้เป็นพนักงานของสายการบินอีกต่อไปจากการผิด ‘วินัยร้ายแรง’ ของกลุ่มคนพวกนี้ โดยไม่ได้บอกถึงสาเหตุที่แน่ชัด ทำเอาทุกคนคาดเดากันไปต่างๆ นานาอีกหนึ่งฉบับคือหนังสือประณามการกระทำที่สนามบินของสตอร์กเกอร์คนนั้น ที่กระทำอุกอาจ และหนังสือขอโทษที่ปล่อยให้ผู้โดยสารคนนั้นขึ้นเครื่องมาพร้อมกับมิโซระแ

  • Touchdown: แตะที่ใจ จอดที่เธอ   บทที่ 38 สนามบินเดิม

    ‘สวัสดีครับ ผมกัปตันอินุอิ สายการบิน AJN จากประเทศออสเตรเลีย สู่ประเทศปลายทาง...’เสียงของกัปตันประกาศดังขึ้นบนเครื่อง สองหนุ่มสาวที่กำลังจะเดินทางกลับประเทศได้ขึ้นเครื่องตามเวลาเดิมที่กำหนดหลังจากที่มิทสึคุนิขอให้พนักงานต้อนรับภาคพื้นช่วยเหลือ ทางสายการบินก็ได้ตรวจสอบรายชื่อของผู้โดยสารทั้งไฟลต์ และไม่พบคนที่เคยมีประวัติที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรายชื่อผู้โดยสารก็ไม่ได้มีชื่อของผู้ชายคนนั้นที่เคยทำร้ายมิโซระเมื่อสองปีก่อนทางบริษัทฯ ให้ตัวเลือกกับทั้งสองคนว่าจะเปลี่ยนไฟลต์กลับไม่ว่าจะเป็นไฟล์ตที่เร็วที่สุดหรือหลังจากนั้นโดยสลับกับคนที่ Deadhead[1] กลับฐานแทน และอีกทางคือการกลับไฟล์ตเดิมมิทสึคุนิให้มิโซระเป็นคนตัดสินใจ มิโซระจึงเลือกกลับไฟลต์ที่จองไว้เพื่อไม่ให้เดือดร้อนลูกเรือคนอื่นๆ โดยให้ทางสายการบินและสนามบินได้เตรียมตัวเอาไว้เผื่อเหตุฉุกเฉิน และมิโซระเองก็ได้บอกทางค่ายไปแล้วเช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้นตลอดไฟลต์หลายชั่วโมง ทั้งสองคนจองที่นั่งชั้นหนึ่งที่ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวและเลือกที่จะขึ้นเครื่องมาก่อนใคร จึงแทบจะไม่มีใครสังเกต

  • Touchdown: แตะที่ใจ จอดที่เธอ   บทที่ 37 ความกังวลของมิทสึคุนิ

    [หลังจากที่ครบกำหนดสิบสี่วัน ขอให้นักบินผู้ช่วยคุโจ มิทสึคุนิ มารายงานตัวที่สายการบินตามตารางบินที่ระบุ]เนื้อความในอีเมลถูกส่งมายังอีเมลของมิทสึคุนิตั้งแต่เมื่อคืน ชายหนุ่มที่กำลังทานอาหารก่อนที่จะเตรียมตัวบินกลับประเทศมองด้วยความไม่ได้ใส่ใจนักมันไม่ได้ผิดจากที่คาด อย่างน้อยๆ เขาก็ได้วันพักมาสิบสี่วัน แม้จะทำให้ชั่วโมงบินในเดือนนี้ของเขาลดน้อยลงก็ตามความคุ้มค่าของการพักงานนี้ไม่ใช่การเอาคืนโคฮาคุ หรืออะไรอื่นๆ สิ่งที่เขารู้สึกขอบคุณที่ถูกพักงานคือเวลาที่ใช้กับมิโซระ ทุกวินาทีมันมีค่าจริงๆ“ดื่มกาแฟหน่อยไหมคะ” เสียงหวานของมิโซระทำให้ชายหนุ่มเงยหน้ามองตามเสียง“ไม่ล่ะครับ ไว้ผมไปดื่มที่สนามบินทีเดียวเลย” เขาเงยหน้าตอบมิโซระด้วยรอยยิ้ม อีกฝ่ายก็พยักหน้าก่อนจะลุกไปสั่งกาแฟร้อนยามเช้าในตอนนั้นเอง สำหรับมิทสึคุนิแล้วนั้น อีเมลเรื่องงานของเขายังไม่ได้สำคัญเท่ากับสิ่งที่รินโกะบอกเรื่องของสตอล์กเกอร์คนนั้นกลับเป็นสิ่งที่ติดในใจของเขามากกว่าเขาไม่อยากให้มิโซระเจอสถานการณ์แบบวันนั้นอีกใบหน้าคมคายใต้กรอบแว่นในชุดแฟชันที่ยังคงดูสุภาพม

  • Touchdown: แตะที่ใจ จอดที่เธอ   บทที่ 36 ผมเลือกเธอครับ

    หลังจากที่มิโซระโพสต์ชี้แจงเรื่องราวทุกอย่างใน SNS ส่วนตัวของตัวเอง กระแสในอินเทอร์เน็ตก็เริ่มมีการสนับสนุนที่มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนทั่วๆ ไป และแฟนคลับของศิลปินวงอื่นๆ ที่ก็อยากให้ศิลปินมีความสุขและพื้นที่ส่วนตัวแต่ก็ต้องยอมรับ ทุกอย่างในอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับชีวิตของศิลปินนั้นล้วนแล้วแต่ถูกขุดขึ้นมาได้ง่าย[ฉันชอบนะ ที่มิโซระออกมาแสดงจุดยืนแบบนี้ ขอบคุณที่ในประเทศนี้มีศิลปินแบบ Fairish และค่าย Starlight ไม่งั้นศิลปินก็คงเป็นพระเจ้าที่ไม่มีวันมีความรักอย่างเปิดเผยได้จริงๆ][ฉันในฐานะแฟนคลับของ No.1 นะ ฉันคิดว่าค่ายแสงดาวสุดยอดที่สุดแล้วจริงๆ พวกเราจะยืนข้างๆ พวกเธอตลอดไป][มิโซระสู้ๆ เธอไม่ได้ทำอะไรผิด เธอแค่อยากมีความสุขส่วนตัวบ้างก็เท่านั้น ฉันเชื่อว่าเธอจะกลับมาให้ความสุข และทำหน้าที่ของตัวเองเต็มที่อย่างที่เธอสัญญาแน่นอน]แฟนๆ ที่เข้าใจและอยากให้ศิลปินมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นก็ออกมาให้กำลังใจกันมากมาย แต่มันก็จะมีบางส่วนที่เริ่มขุดประวัติของมิทสึคุนินอกเหนือจากการศึกษาและการเป็นนักบิน[อันนี้ของจริงไหม เขาเคยแต่งงานแล้วหรอ ม

  • Touchdown: แตะที่ใจ จอดที่เธอ   บทที่ 4 คืนสุดท้ายที่มิลาน

    เลาจน์ของโรงแรมในช่วงเวลานี้ค่อนข้างเงียบและเป็นส่วนตัวชายหนุ่มชาวเอเชียร่างสูงนั่งอยู่ที่โต๊ะพร้อมเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ เนื่องจากวันพรุ่งนี้เขามีเที่ยวบินในช่วงบ่าย เขาจึงหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ทุกกรณีที่ไม่จำเป็นบนโต๊ะมีแท็บเล็ตเปิดเอกสารบรีฟรูต สลับกับแอปที่รายงานข่าวด้านการบิน เส้นทางบิน และสภา

  • Touchdown: แตะที่ใจ จอดที่เธอ   บทที่ 3 นางฟ้าที่ร่วงหล่น

    เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน แสงแฟลชสาดทั่วโซนสื่อมวลชนของงาน Milan Fashion Week ที่ประดับไปด้วยโลโก้ของแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังจากทั่วทุกสารทิศ โดยเฉพาะจากอิตาลีขาเรียวก้าวลงจากลิมูซีนที่ทางแบรนด์เตรียมไว้ ท่ามกลางแสงแฟลชและเสียงชัตเตอร์ที่รายล้อมโดยไม่มีความตื่นกลัวแม้แต่น้อยส้นร

  • Touchdown: แตะที่ใจ จอดที่เธอ   บทนำ

    ปีที่สองของการเดบิวต์เป็นศิลปิน‘โมริสึกิ มิโซระ สมาชิกวง Fairish จะเข้าร่วมชมงาน Fashion Show ของแบรนด์ F ในฐานะ Global Ambassador’ข่าวใหญ่ของสมาชิกที่กลบกระแสต่างๆ นานาของวง ทั้งดีทั้งร้ายทิ้งทั้งหมด โดยพาดหัวนั้นมีรูปของเจ้าของชื่อ โมริสึกิ มิโซระ หญิงสาวผู้เป็นโปรดิวเซอร์และซับโวคอลของวง ที่อย

  • Touchdown: แตะที่ใจ จอดที่เธอ   บทที่ 2 มิลาน

    กว่าสิบสามชั่วโมงผ่านไปหลังจากที่เครื่องบินออกจากสนามบินต้นทาง ในห้องค็อกพิตตอนนี้มีการสลับนักบินครั้งสุดท้าย แต่ครั้งนี้จะพิเศษสักหน่อยอันที่จริง ไฟลต์ที่ดูเหมือนเป็นการให้เคย์สึเกะเก็บชั่วโมงบินนั้นดูเหมือนจะเป็นแค่คำพูดที่ไม่ได้จริงเสียทีเดียวเมื่อตอนบรีฟไฟลต์ คนที่ถูกบันทึกชื่อเป็น Pilot Flyi

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status