เข้าสู่ระบบอินยืนนิ่ง ลังเลว่าจะเดินเข้าไปดีไหม แต่ความกระหายน้ำทำให้เธอตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไปใกล้
เทมส์รับรู้ถึงการมาเยือน เขาละสายตาจากหน้าจอแท็บเล็ต เงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่ยืนทำหน้าเลิ่กลั่กอยู่ไม่ไกล สายตาของเขากวาดมองตั้งแต่ใบหน้าจิ้มลิ้มไร้เครื่องสำอาง ลงมาจนถึงเสื้อยืดตัวใหญ่และกางเกงขาสั้นที่เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียน
"หิวเหรอ" เทมส์เอ่ยถามทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขานุ่มนวลและราบเรียบ
"เอ่อ... อินแค่จะมาหาน้ำเย็นดื่มน่ะค่ะ" อินตอบพลางหลบสายตาคมกริบที่มองมา มันเป็นสายตาที่อ่านไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
เทมส์วางแก้วไวน์ลง ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อินเผลอก้าวถอยหลังเมื่อเขาสาวเท้าเข้ามาใกล้ แต่เขาเพียงแค่เดินผ่านเธอไปเปิดตู้เย็นขนาดใหญ่ด้านหลัง
"ถ้าหิวก็ออกมาเปิดตู้เย็นได้เลยนะอิน ไม่ต้องรอพวกพี่" เทมส์เอ่ยเสียงเรียบพลางปรายตามองกระเป๋าเดินทางใบโตที่เธอเคยลากเข้ามา "แต่ถ้าพี่ไทม์มันแกล้งอะไร ก็ฟ้องพี่ได้เลย"
อินช้อนตาขึ้นมองเสี้ยวหน้าของเขา รับคำเสียงเบา "ค่ะ พี่เทมส์"
นี่คือจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตใต้หลังคาเดียวกัน นับจากนี้ไป วงโคจรของเธอจะถูกผูกติดกับผู้ชายสามคนนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อินได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะผ่านไปอย่างราบรื่น โดยที่เธอไม่ต้องเอาหัวใจไปเสี่ยงกับความรู้สึกที่ไม่ควรเกิด
หน้าจอโน้ตบุ๊กส่องแสงสว่างวาบสะท้อนกับดวงตาคู่สวยที่เริ่มมีร่องรอยของความอ่อนล้า ตัวเลขดิจิทัลที่มุมขวาล่างของหน้าจอบอกเวลา 02:15 น. อินทิรายืดแขนขึ้นบิดขี้เกียจเพื่อคลายความเมื่อยขบที่สะสมมาหลายชั่วโมง งานออกแบบกราฟิกสำหรับแคมเปญใหม่ของลูกค้าเพิ่งถูกส่งเข้าอีเมลไปเมื่อครู่นี้เอง
ความเงียบสงัดของค่ำคืนถูกทำลายลงด้วยเสียงร้องโครกครากจากกระเพาะอาหาร หญิงสาวยกมือขึ้นลูบท้องตัวเองเบาๆ ความหิวตีตื้นขึ้นมาจนไม่อาจข่มตาหลับได้ลง อินตัดสินใจลุกจากเก้าอี้ทำงาน เธอสวมเพียงเสื้อยืดสีขาวคอกลมตัวโคร่งที่ชายเสื้อยาวคลุมทับกางเกงนอนขาสั้นสีเทาจนมิด เป็นชุดที่เธอใส่นอนเป็นประจำเมื่ออยู่คนเดียว
อินค่อยๆ แง้มประตูห้องนอนออกไปช้าๆ โถงทางเดินมืดสลัว มีเพียงแสงไฟสีส้มอ่อนๆ จากโคมไฟติดผนังที่ถูกเปิดทิ้งไว้เป็นระยะ เธอเดินด้วยปลายเท้าอย่างระมัดระวังที่สุด ไม่อยากปลุกใครให้ตื่นขึ้นมากลางดึก
เป้าหมายของเธอคือตู้เย็นในห้องครัว อินคิดภาพนมสดเย็นๆ สักกล่อง หรือขนมปังสักแผ่นเพื่อประทังความหิว แต่เมื่อเดินพ้นมุมทางเดินเข้าสู่โซนห้องครัว ฝีเท้าของเธอก็ต้องชะงักกึก
ที่ไอส์แลนด์หินอ่อนตัวเดิม ร่างสูงโปร่งคุ้นตายังคงนั่งอยู่ตรงนั้น
เทมส์ไม่ได้เปลี่ยนท่านั่งไปจากเมื่อตอนหัวค่ำมากนัก เขายังคงสวมเสื้อเชิ้ตตัวเดิม เพียงแต่แท็บเล็ตบนโต๊ะถูกแทนที่ด้วยเอกสารปึกใหญ่ แว่นตากรอบใสถูกสวมทับบนสันจมูกโด่ง เพิ่มความดูดีและภูมิฐานให้เขาอีกหลายเท่าตัว ในมือของเขายังคงมีแก้วไวน์ทรงสูง
เขายังไม่นอนอีกเหรอเนี่ย?
อินกัดริมฝีปากล่างอย่างชั่งใจ จะหมุนตัวกลับเข้าห้องตอนนี้ก็เสียดายความตั้งใจ แต่จะเดินเข้าไปก็รู้สึกเกร็งจนทำตัวไม่ถูก
ขณะที่เธอกำลังลังเล เทมส์ก็เงยหน้าขึ้นจากเอกสาร ราวกับเขามีเรดาร์จับความเคลื่อนไหว สายตาคมปลาบทะลุเลนส์แว่นมองตรงมาที่เธอ อินสะดุ้งเล็กน้อย มือบางเผลอขยุ้มชายเสื้อยืดของตัวเองจนยับย่น
"ทำไมยังไม่นอน" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามท่ามกลางความเงียบ มันไม่ได้เจือความดุ แต่ก็ทำให้คนฟังรู้สึกเกรงขามอยู่ลึกๆ
"เอ่อ... อินทำงานเพิ่งเสร็จค่ะ" อินตอบเสียงเบา ค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปหา "พี่เทมส์ล่ะคะ ทำไมยังไม่พักผ่อน"
"งานมีปัญหานิดหน่อย พี่กำลังตรวจดูตัวเลข" เทมส์ตอบพลางถอดแว่นตาวางลงบนโต๊ะ เขายกนิ้วขึ้นนวดหัวตาเบาๆ เพื่อคลายความล้า "แล้วออกมาทำไมดึกป่านนี้ หิวอีกแล้วเหรอ"
ทำให้อินรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า มันเหมือนโดนว่าว่าเป็ฯเด็กอ้วนกลายๆ อย่างไรก็ไม่รู้ เธอพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ "นิดหน่อยค่ะ อินว่าจะหาน้ำเย็นดื่มสักแก้วแล้วจะไปนอนแล้ว"
เทมส์พยักหน้ารับรู้ เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ทรงสูง ร่างสูงเดินอ้อมไอส์แลนด์ตรงมาที่ตู้เย็น อินขยับตัวหลีกทางให้โดยอัตโนมัติ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายแนวสปอร์ตผสมกับกลิ่นไวน์จางๆ ลอยแตะจมูกตอนที่เขาเดินเฉียดร่างเธอไป มันเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกเย็นเยียบแต่น่าหลงใหลในเวลาเดียวกัน
แทนที่เทมส์จะหยิบขวดน้ำเย็นส่งให้ตามที่เธอขอ เขากลับหยิบขวดนมสดแกลลอนใหญ่ออกมาแทน
"ดึกแล้ว กินน้ำเย็นเดี๋ยวก็ปวดท้องหรอก" เทมส์เอ่ยเรียบๆ ก่อนจะเดินไปหยิบแก้วมัคสีขาวจากตู้แขวนด้านบน เขารินนมใส่แก้วจนเกือบเต็ม แล้วนำไปเข้าไมโครเวฟ
อินยืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความรู้สึกประหลาดใจ ผู้ชายที่ดูนิ่งขรึมและเข้าถึงยากอย่างพี่เทมส์ กลับใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างเรื่องอุณหภูมิของเครื่องดื่มกลางดึก การกระทำที่แสนเรียบง่ายแต่กลับทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ
"ไม่ต้องทำหน้าเกรงใจขนาดนั้น พี่แค่กดไมโครเวฟ ไม่ได้ลงมือทำกับข้าวให้กินสักหน่อย" เทมส์หันมามองหน้าเธอ เหมือนจะอ่านความคิดในหัวของเธอออกทั้งหมด
"ก็อินเกรงใจจริงๆ นี่คะ แค่มาอาศัยอยู่ก็รบกวนมากพอแล้ว ยังต้องให้พี่เทมส์มาบริการอุ่นนมให้อีก" อินก้มหน้างุด ซ่อนสายตาหวั่นไหวของตัวเองไว้
พายุใช้โทสะ ใช้กำลัง ใช้เสียงตวาดข่มขู่ดั่งไฟป่าที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างจนมอดไหม้ ส่วนศิลาก็ใช้ตรรกะ ใช้สัญญา ใช้กรงขังและกฎเกณฑ์อันเย็นชามาบีบรัด ทั้งสองคนคิดว่าความกลัวจะทำให้ผู้หญิงคนนี้ยอมจำนน แต่พวกเขาไม่เคยเข้าใจ... ว่ายิ่งใช้ความรุนแรงและกฎเกณฑ์กดทับมากเท่าไหร่ ปราการในใจของข้าวหอมกลับยิ่งก่อตัวหนาแน่นและแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นมนุษย์ไม่ได้ยอมแพ้เพราะความเจ็บปวดแต่มนุษย์จะยอมจำนนอย่างสิ้นท่า... เมื่อถูกต้อนให้พ่ายแพ้ต่อความต้องการลึกๆ ในสัญชาตญาณของตัวเองต่างหากอคินสาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างเล็กที่กำลังนั่งขดตัวอยู่ข้างเตียง ข้าวหอมกอดเข่าตัวเองไว้แน่น ใบหน้าเนียนซุกอยู่ระหว่างท่อนแขน ไหล่บางสั่นสะท้านเป็นจังหวะถี่ๆ จากแรงสะอื้นที่ถูกสะกดกลั้นไว้ เธออยู่ในสภาพเปราะบางดั่งเครื่องเคลือบดินเผาที่มีรอยร้าวรอบด้าน เพียงแค่ลงน้ำหนักมือไม่ถูกจุด ชิ้นงานศิลปะชิ้นเอกนี้ก็อาจจะแตกสลายคามือไปตลอดกาลเขาย่อตัวลงคุกเข่าข้างกายเธอ กลิ่นแป้งเด็กผสมกลิ่นน้ำตาจางๆ จากตัวเธอลอยเข้าแตะจมูก"น้องหอม..."อคินเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม หวานล้ำและอ่อนโยนดั่ง
นัยน์ตาคมกริบของศิลากระตุกวูบไปเสี้ยววินาที ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไร้ตรรกะรองรับแล่นพล่านเข้ามาในอกซ้าย มันคือความเจ็บแปลบที่คล้ายกับตอนที่เขาเห็นรอยช้ำบนเข่าของเธอในกล้องวงจรปิด... ความรู้สึกขัดใจที่เห็นดวงตาคู่สวยคู่นี้มองเขาด้วยความชิงชัง แทนที่จะเป็นรอยยิ้มสดใสตอนที่เธอเล่าเรื่องเมล็ดกาแฟเมื่อคืนก่อนแต่ด้วยความทะนงตนและตรรกะที่เขายึดถือมาตลอดชีวิต ศิลาไม่อาจแสดงความอ่อนแอทางอารมณ์ออกมาให้เห็นได้เขาเพียงแค่เหยียดริมฝีปากบางตรง ดันกรอบแว่นตาขึ้นช้าๆ แล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้"ในโลกของความเป็นจริง ข้าวหอม... คุณค่าของมนุษย์ถูกกำหนดด้วยราคาที่ต้องจ่ายเพื่อรักษามันไว้ และราคาของเธอนั้น สูงเกินกว่าที่ฉันจะยอมปล่อยให้ใครมาชุบมือเปิบไปได้... แม้แต่ตัวเธอเอง"ศิลาผละสายตาออกจากใบหน้าหวาน เขายกมือขึ้นชี้ตรงไปยังประตูห้องทำงาน"กลับไปที่ห้องนอนของเธอซะ" ศิลาออกคำสั่งขั้นเด็ดขาด "บอดี้การ์ดสองคนจะยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูตลอดเวลา เธอจะได้รับอนุญาตให้ออกมาเฉพาะเวลาทำอาหารและเวลาร่วมโต๊ะอาหารเท่านั้น... ไปได้แล้ว"ข้าวหอมมอ
"เธอแอบย่องออกจากบ้านพักในเวลาวิกาลโดยไม่แจ้งให้ผู้ควบคุมระบบทราบ และเธอออกไปพบกับผู้ชายคนหนึ่งใต้ต้นไม้ในสวนสาธารณะ... ผู้ชายที่สวมหมวกและแว่นตาดำ ผู้ชายที่ส่งมอบเอกสารใส่ร้ายบริษัทฉบับนี้ให้เธอ" ศิลาใช้ปลายนิ้วแตะลงบนซองเอกสารสีน้ำตาลเบาๆ "เธอคิดจริงๆ หรือ ว่าการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบและเต็มไปด้วยช่องโหว่แบบนี้ จะรอดพ้นสายตาของระบบไปได้"ข้าวหอมนิ่งอึ้ง ใบหน้าเนียนซีดเผือดจนไร้สีเลือด เธอไม่รู้ว่าพวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร แต่สายตาที่มองทะลุปรุโปร่งของศิลาทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนเปลือยเปล่าอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ"เขา... เขาไม่ได้เป็นคนร้าย..." เธอพยายามเค้นเสียงแก้ต่าง ละล่ำละลักพูด "เขาแค่... เอาเอกสารมาให้ฉันดู...""เอกสารปลอม" ศิลาเอ่ยแทรกขึ้นมาทันควัน น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบลงไปอีกระดับ "การโอนเงินในเอกสารฉบับนี้ระบุรหัสสาขาของธนาคารพาณิชย์ที่ถูกยุบไปแล้วตั้งแต่สามปีก่อน ตราประทับของบริษัทร่วมทุนถูกวางตำแหน่งผิดพลาดไปสองเซนติเมตร และลายเซ็นของฉันกับพายุในรายงานการประชุมลับ เป็นการคัดลอกจากไฟล์สแกนหนังสือมอบอำนาจเก่า... มีเพียงคนที่โง่เขลาและถูก
ทว่า ความผิดพลาดของพายุไม่ได้ทำให้ศิลาแปลกใจเท่ากับพฤติกรรมของหญิงสาวที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเขาในเวลานี้ข้าวหอมนั่งตัวลีบอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงาน ร่างเล็กของเธอยังคงสวมเสื้อสเวตเตอร์หนาสีเทาเข้มตัวเดิม ชายเสื้อยับย่นจากการถูกกระชาก ข้อมือทั้งสองข้างประสานกันแน่นอยู่บนตัก ขอบตาแดงก่ำและบวมช้ำจากการผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวคิ้วของศิลาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย คือท่วงท่าการเม้มริมฝีปากแน่นสนิท และแววตาที่จ้องมองพื้นไม้ปาร์เกต์อย่างดื้อดึงแววตาของคนที่กำลังซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้มิดชิดความลับที่หนักหนาพอจะทำให้ผู้หญิงที่เคยยอมจำนนต่อกฎเกณฑ์ กล้าแอบหนีออกจากเพนต์เฮาส์ตั้งแต่เช้ามืดศิลาเลื่อนสายตามองไปยังซองเอกสารสีน้ำตาลขนาดเล็กที่เขายึดมาจากกระเป๋าเสื้อของเธอ มันวางสงบนิ่งอยู่ข้างแท็บเล็ตส่วนตัวของเขา ตราประทับปลอมและรายงานการเดินบัญชีที่พิมพ์ออกมาอย่างหยาบๆ ในซองนั้น ถูกเขากวาดสายตาตรวจเช็กความถูกต้องทางนิติวิทยาศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ห้านาทีแรกที่เธอก้าวเข้ามาในห้องนี้เอกสารปลอมแปลงขั้นพื้นฐาน... ฝีมื
ความกลัวที่จะถูกทิ้ง... ความทรงจำในวัยเด็กที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวในสถานสงเคราะห์... ผสมผสานกับความแค้นที่ถูกหักหลังซ้ำสอง บีบให้สติสัมปชัญญะของพายุขาดสะบั้นลงโดยสิ้นเชิง"มึงกล้าเปรียบเทียบกูกับมันงั้นเหรอ..."พายุกัดฟันพูดทีละคำ เสียงแหบต่ำจนฟังดูคล้ายสัตว์ร้ายที่กำลังคลั่ง ดวงตาคมเข้มแดงก่ำลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งความบ้าคลั่งที่ไร้การควบคุมเขาปล่อยมือจากแขนของเธอก่อนจะเงื้อหมัดขวาที่หนักหน่วงและเต็มไปด้วยรอยสักเปลวไฟขึ้นสูงในอากาศ!แรงโทสะสั่งการให้เขาทำลายทุกสิ่งตรงหน้าเพื่อระบายความเจ็บปวดที่อัดแน่นจนแทบอกแตกตายข้าวหอมเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เธอผงะถอยหลัง แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับเสาคอนกรีตต้นใหญ่จนไร้ทางหนี เมื่อเห็นหมัดหนักๆ เงื้อขึ้นสุดแขน หญิงสาวหลับตาแน่น ย่อตัวลง และยกสองแขนขึ้นมาปิดศีรษะเพื่อรอรับแรงกระแทกอันทารุณตามชะตากรรมเธอนึกว่าเขาจะชกเธอ... นึกว่าจุดจบของเธอได้มาถึงแล้ววูบ!ลมหมัดที่รุนแรงเฉียดผ่านแก้มเนียนของเธอไปเพียงไม่ถึงมิลลิเมตรพลั่ก! เปรี้ยง!เสียงกำปั้นหนัก
หมับ!มือหนาหยาบกร้านเอื้อมออกไปคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนทั้งสองข้างของข้าวหอมอย่างแรง แรงบีบมหาศาลทำให้เนื้อเนียนแทบแหลกคามือ ข้าวหอมหลุดเสียงครางในลำคอด้วยความเจ็บแปลบใบหน้าคมเข้มของพายุโน้มลงมาประชิดจนหน้าผากเกือบชนกัน ลมหายใจร้อนผ่าวที่เปรอะเปื้อนกลิ่นบรั่นดีเป่ารดผิวแก้มซีดเซียวดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอย ฟันกรามขบแน่นจนได้ยินเสียงลั่นสุรเสียงแหบต่ำ ลึก และเต็มไปด้วยความคุกคามอันดิบเถื่อนดังรอดไรฟันออกมา บีบให้อากาศรอบตัวเย็นเฉียบจนแทบหยุดหมุนเวียน"มึงออกไปไหนมาตั้งแต่เช้ามืด... ข้าวหอม" พายุเค้นเสียงถาม แววตาวาวโรจน์ไปด้วยความคลั่ง "ลงไปร่านรอกระดูกชิ้นไหนมา... ตอบกูมาเดี๋ยวนี้!"กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นซีดาร์วูดในห้องรับแขกไม่ได้ช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มที่กำลังแผดเผาอยู่ในอกของพายุได้เลยแม้แต่น้อยมือหนาของเขาบีบลึกเข้าไปในเนื้อเนียนตรงต้นแขนของข้าวหอม เขารู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อใต้เสื้อสเวตเตอร์หนาที่กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ร่างเล็กๆ นั้นบอบบางจนเหมือนกิ่งไม้แห้งที่เขาออกแรง







