LOGINแต่พออเล็กซิสเดินออกมาจากห้อง กลับเห็นเอโลดี้กำลังนั่งหัวเราะร่วนอยู่กับเจสซี่และชาร์ลี พวกเขาควรออกไปได้แล้ว แต่ดูเหมือนว่าคงคุยติดลมกันสนุก บางครั้งอเล็กซิสอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเจสซี่ชอบผู้หญิง เอโลดี้คงเป็นคนแรกที่เขาชอบ เพราะว่าทั้งสองเข้ากันได้ดีมาก เจสซี่ชอบและเอ็นดูเอโลดี้ไม่ต่างจากน้องสาวอีกคนเลยทีเดียว
แต่ว่า ก็แค่น้องสาวอีกคน
“โทษทีที่ให้รอนะ” อเล็กซิสแทรก
ชาร์ลีกระโดดลิงโลดเหมือนรอโอกาสนี้มานานแล้ว “เย่ เราออกไปได้แล้วใช่ไหมครับ แล้วพี่ไบรซ์ล่ะครับ”
อเล็กซิสทำหน้าเศร้า “ไบรซ์ไม่ยอมพักอ่านหนังสือเลยอะเจ้าลิง เหลือแต่พวกเรานี่แหละ และอาจจะมีเดวี่อีกคนแทนนะ แต่ว่าทำไมถึงยังนั่งกันอยู่ล่ะ”
เอโลดี้ลุกขึ้น “อ้อ ฉันลืมบอกเธอไปว่า ฉันไปกับเธอนะอเล็กซ์”
เด็กสาวในเสื้อยืดสีขาวจ้องเขม็งไปที่เพื่อน ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เพราะเธออยากไปหาเดวี่ที่บ้านเพียงลำพังมากกว่ามีเพื่อนติดสอยห้อยตามไปด้วย
ไม่ได้ตกลงกันไว้อย่างนี้นี่นา
เอโลดี้จ้องกลับด้วยดวงตาสีน้ำตาลเข้มแฝงข้อความเป็นนัยว่า “เออออกับฉันเหอะน่า”
เจสซี่มองสลับระหว่างอเล็กซิสกับเอโลดี้ ไม่เข้าใจว่าพวกผู้หญิงเล่นอะไรกัน
“สรุปแล้วยังไงครับ คุณสุภาพสตรีทั้งสอง” เจสซี่ถาม
“โอเค ตามนั้น” อเล็กซิสสรุป เจสซี่ยังคงสงสัยแต่จับมือชาร์ลีเดินออกจากบ้านไปแต่โดยดี มีอเล็กซิสและเอโลดี้เดินตามเหมือนลูกเป็ด เพื่อนของเธอขี่จักรยานมาเอง ส่วนชาร์ลีนั่งซ้อนท้ายเจสซี่ และอเล็กซิสใช้จักรยานอีกคัน
“ฉันคิดว่าเธออยากไปกับเขาซะอีก” อเล็กซิสพูดขึ้นเมื่อพี่ชายและน้องชายขี่จักรยานออกไปแล้ว
เด็กสาวร่างเล็กยิ้มเหนื่อยอ่อน “อเล็กซ์ เขาไม่ชอบฉันเลยสักนิด ให้ตายเถอะ ก็แค่เห็นเป็นเพื่อนน้องสาว ก็ดีอยู่หรอกนะที่ได้อยู่กับเขา แต่มันเจ็บด้วยเวลาเขาเอาแต่พูดถึงโจชัว แถมชอบพูดให้ฟังจังเลย งี่เง่าชะมัด” เอโลดี้หุบปาก เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “โทษนะ ฉันลืมไปว่าเธอคงอยากย่องเข้าห้องเดวี่คนเดียว จะได้กระซิบข้างหูของเขา ปลุกเขาด้วยเสียงหวาน ๆ ของเธอ “ตื่นสิคะที่รัก” จากนั้นเขาจะลุกขึ้นจากที่นอนพร้อมกับท่อนบนอันเปลือยเปล่า เดวี่คงใส่แค่กางเกงบ็อกเซอร์ตัวเดียวเวลานอน ใช่ไหมล่ะ”
เด็กสาวผมสีน้ำตาลทำเสียงไม่พอใจที่เพื่อนแหย่
“เซออออร์ไพรส์ไหมที่รัก จุ๊บ ๆ” เอโลดี้หัวเราะ ชอบใจที่ได้แกล้งเพื่อน “เอ หรือมากกว่าจูบกันแน่น้า”
“เงียบน่า” อเล็กซิสรีบเดินไปเอาจักรยาน หน้าแดงก่ำ “ถ้าเธอไม่หยุด ฉันจะบอกเจสซี่ว่าเธอรู้สึกยังไงกับเขา”
อเล็กซิสยิ้มเช่นคนที่กำชัยชนะไว้ในมือ เอโลดี้ตีแขนอเล็กซิสแล้วรีบไปเอาจักรยานของตัวเอง หน้าแดงหูแดงพอกัน
“เอ้อ เกือบลืมเลย” อเล็กซิสมอบพาเลทลิปสติกให้กับเพื่อน
“ว้าว อะไรเนี่ย” เอโลดี้ทำตาโต “เพื่อนรัก รักเธอจริง ๆ” เด็กสาวกอดคออเล็กซิส “ได้มาฟรีเหรอ นี่ฉันชักอยากจะทำงานแบบเธอบ้างแล้วนะ”
“ไม่ใช่ของฟรีแน่นอน คิดว่าฉันดังขนาดนั้นเลยเหรอ ได้ส่วนลดจากรุ่นพี่น่ะ ส่วนน้ำหอมอันนี้ของจูน” อเล็กซิสอวดขวดสีชมพูทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนให้ดู “แอบเห็นว่าจูนอยากได้” เอโลดี้ปิดปากเงียบเมื่อเธอพูดถึงชื่อศัตรู
“ชวนจูนมาด้วยเหรอ”
“เปล่า ฉันไม่อยากนั่งอยู่ท่ามกลางสงครามเย็นระหว่างพวกเธอสองคนหรอกนะ แค่คิดว่าจะเอาไปให้จูนที่บ้านเย็นนี้ แน่นอนว่าไม่ชวนเธอไปด้วยอยู่แล้ว ไม่เอาน่า อย่าทำหน้ามุ่ยสิ พวกเราเรียนจบกันแล้วนะ เอดี้”
“แล้วไง จูนเกลียดฉัน ฉันก็เกลียดจูน ไม่มีอะไรห้ามความรู้สึกนี้ได้หรอกน่า”
“ตกลง ๆ ไม่พูดแล้ว” อเล็กซิสยอมแพ้ ไม่กล้าหยิบยกอะไรที่เกี่ยวกับเพื่อนอีกคนมาพูดให้เอโลดี้ระคายหูอีก ทั้งสองจะได้ขี่จักรยานไปบ้านเดวี่โดยไม่ต้องเถียงกันระหว่างทาง
บ้านของเดวี่ตั้งอยู่บนถนนที่อยู่ทางทิศใต้ของเมือง ตัวบ้านค่อนข้างใหญ่กว่าบ้านของพวกเดวิสประมาณหนึ่ง เมื่อเด็กสาวทั้งสองคนมาถึง ก็เห็นว่าไม่มีใครอยู่บ้านนอกจากเจ้าตัวเพราะยังเห็นจักรยานของเขาจอดอยู่ แต่รถของคุณและคุณนายมอนเทสหายไป แสดงว่าพ่อแม่ของเขาไม่อยู่บ้าน ซึ่งเป็นปกติเพราะเป็นวันทำงานของพวกผู้ใหญ่
“เขาอยู่บ้านนี่นา ทำไมไม่รับโทรศัพท์นะ” อเล็กซิสพึมพำกับตัวเอง
“นอนติดเตียงอยู่มั้ง” เอโลดี้ว่า ได้ยินที่เพื่อนบ่น “เดวี่นอนกรนหรือเปล่า”
อเล็กซิสทำเป็นไม่ได้ยินคำถามของเพื่อน แต่เมื่อเธอมองไปเรื่อย ๆ สายตากลับสะดุดอยู่ที่จักรยานปริศนาคันหนึ่งที่จอดอยู่ใกล้โรงรถ จักรยานทาสีส้ม สีโปรดของจูน
ไม่หรอก ไม่ใช่แค่สีโปรด แต่เป็นจักรยานของจูนเลยต่างหาก
เอโลดี้มองตามเพื่อน พอเห็นก็พูดขึ้นมาว่า “จริง ๆ แล้ว ฉันก็อยากจะบอกกับเธอเรื่องนื้มาสักพัก แต่เพราะฉันไม่มีหลักฐาน...”
อเล็กซิสจ้องเข้าไปในดวงตาเพื่อนสนิท เข้าใจแจ่มแจ้งว่าเอโลดี้หมายถึงอะไร จากนั้นสั่นหัวปฏิเสธข้อสงสัยนั้น เดวี่เป็นรักแรกของเธอและจะเป็นรักสุดท้าย พวกเขาคบกันมาหนึ่งปีและความสัมพันธ์ก็ดำเนินไปได้ดี เขาไม่มีนิสัยเจ้าชู้ และที่สำคัญ จูนเป็นเพื่อนสนิทของเธอด้วย แค่นี้ก็คงไม่มีอะไรน่าสงสัยแล้ว
“พวกเขาเป็นเพื่อนกัน เหมือนเธอกับเขาไง เข้าบ้านเถอะ...” เอโลดี้ดึงมือเธอไว้แล้วกระซิบว่า “อย่าทำเสียงดังดีกว่า อย่าโกหกตัวเองเลยนะอเล็กซ์ ทำไมจูนถึงอยู่กับแฟนของเธอในเวลาที่พ่อแม่ของเขาไม่อยู่บ้าน แล้วพวกเขาคิดว่าเธอไม่อยู่ในเมืองเล่า”
“จูนเป็นเพื่อนพวกเรานะ เพื่อนสนิทของพวกเรานะ” อเล็กซิสพยายามปฏิเสธข้อสงสัยของเอโลดี้ “เธอก็สนิทกับเขาเหมือนกัน น่าจะรู้ว่าเขาไม่ใช่คนแบบนั้น” เด็กสาวไม่รู้ตัวเลยว่าเน้นคำทุกคำเพื่อบังคับให้เชื่อคำพูดของตัวเอง หัวใจของเธอเต้นแรงจนเหมือนมันอยากจะดิ้นหลุดออกมาจากอก
“ให้ฉันแก้คำพูดเธอก่อนนะอเล็กซ์ อย่างแรก จูนเป็นเพื่อนสนิทของเธอ ไม่ใช่ของฉัน และตั้งแต่เธอเข้าสังกัดโมเดลลิ่ง ฉันไม่แน่ใจเท่าไรนะจ๊ะ และสอง เดวี่ก็เป็นเพียงเด็กผู้ชายคนหนึ่ง” เอโลดี้ยังให้เหตุผลต่อ “เธอก็น่าจะรู้ดีนะ ปกติแล้วไม่มีใครอยู่กับแฟนของเพื่อนสนิทในบ้านของเขา ทั้งเวลาที่พ่อแม่ของเขาอยู่บ้านหรือไม่อยู่ก็ตาม”
“พวกเขาคุยกันอยู่มั้ง” อเล็กซิสพยายามหาข้อแก้ตัวให้คนทั้งคู่ แต่ยิ่งพูด ตัวเธอกลับยิ่งดูโง่เหมือนหยิบเขามาสวมด้วยตัวเองซะอย่างนั้น
เอโลดี้กลอกตา “ฉันเกลียดไอ้นิสัยโลกสวยแบบเว่อร์ ๆ ของเธอจริง ๆ เธอพยายามจะปฏิเสธความจริงใช่ไหมล่ะ ใช่ไหม”
ประโยคนี้คุ้น ๆ เหมือนเจสซี่เคยบอกกับเธอเลย
“ไม่ใช่สักหน่อย! ฉันก็แค่...”
“ชู่ววว เบาสิ ก็ได้ ๆ เธอไม่ได้โลกสวยเกินไป แต่เธอกำลังโกหกตัวเองอยู่ ฉันรู้นะว่า ลึก ๆ เธอเห็นด้วยกับฉัน”
อเล็กซิสยอมรับว่าเธอหมดความกล้าที่จะเข้าไปในบ้านหลังนี้ ในใจครึ่งหนึ่งก็คิดตามข้อสงสัยของเอโลดี้ แต่อีกครึ่งก็พยายามที่จะไม่คิดให้เสียใจ เพราะแค่สงสัยยังทำให้เธอเจ็บปวดได้ขนาดนี้ ราวกับมีเข็มด้ามเล็กนับร้อยที่มองไม่เห็นทิ่มแทงใจอยู่
“เราจะไม่เคาะประตู” เด็กสาวร่างเล็กลองง้างหน้าต่าง “ไม่ล็อกแฮะ” เธอเปิดออกแล้วพยายามปีนเข้าไปข้างใน
“ช่วยฉันทีสิยะ” เอโลดี้เร่งอเล็กซิส
พวกเธอแทบจะเดินย่องกันอยู่แล้ว แต่เพราะเดวี่ไม่ได้อยู่ข้างล่าง จึงง่ายที่จะย่องขึ้นข้างบนต่อไปโดยที่ไม่จำเป็นต้องระวังตัวมากมาย ยิ่งเดินเข้าใกล้ห้องของเดวี่เท่าไร อเล็กซิสยิ่งใจเต้นระทึก ตรรกะของเอโลดี้นั้นฟังดูมีเหตุผลใช้ได้เลยทีเดียว แต่เธอขอให้มันผิดเถอะ
เอโลดี้ค่อย ๆ บิดลูกบิดประตู มันไม่ได้ล็อกเหมือนกับประตูข้างล่าง ทันทีที่เพื่อนสาวผลักประตูเปิดออก วินาทีนั้นหัวใจของอเล็กซิสหยุดเต้นลงทันที เธอดีใจที่เอโลดี้มากับเธอแทนที่จะไปกับเจสซี่ เพราะมิฉะนั้น เธอจะต้องเห็นภาพนี้คนเดียว
จูนกับเดวี่นอนอยู่ด้วยกันอย่างที่เอโลดี้คาดการณ์ไว้ทุกประการ นอนบนเตียงเดียวกัน ใต้ผ้าห่มเดียวกัน กอดก่ายและเปลือยเปล่าด้วยกันทั้งคู่ เสื้อผ้าของพวกเขากระจัดกระจาย ทั้งสองคงผ่านค่ำคืนที่สนุกสุดเหวี่ยงเชียวล่ะ
ถ้วยรางวัลลอยลิ่วไปทางคนทั้งสองแล้วตกลงที่ท้องของเดวี่พอดิบพอดี ไม่ใช่ฝีมือของอเล็กซิสหรอก แต่เป็นฝีมือของเอโลดี้ต่างหาก เด็กสาวผมสีเข้มตะโกนด่าทอคนทั้งสองอย่างบ้าคลั่ง “เห็นไหมล่ะ ฉันบอกเธอแล้ว เดฟ นายมันอุบาทว์ที่สุด ส่วนเธอ ยัยผู้หญิงสกปรก!”
พวกเขาตะลึงตะลาน ทั้งตื่นจากนิทราและตกใจในคราวเดียวกัน อเล็กซิสไม่รู้ว่าเธอควรจะรู้สึกอย่างไรในตอนนี้ เธอควรโกรธ หึง กรีดร้องจนเป็นบ้า หรือ ร้องไห้แสดงความผิดหวัง สิ่งเดียวที่เธอรู้สึกคือความว่างเปล่าในอกราวกับหัวใจของเธอหายไปเดี๋ยวนั้น
นึกว่าเรารักกันเสียอีก
คนสำคัญสองคนในชีวิตของเธอกลับหักหลังเธอด้วยวิธีการที่แย่ที่สุด บางครั้งความว่างเปล่าคือความเจ็บปวดที่เลวร้ายขั้นสุด ฉากตรงหน้าทำเอาอเล็กซิสพูดไม่ออก
พวกเขาทำแบบนี้ได้ยังไงกัน
นายพลเวสลีย์ได้เป็นประธานองค์กรปกครองโลกในเวลาต่อมา มันดูเป็นทางออกที่ทุกคนโล่งใจ พวกเขามองว่าการตายของนิเชลคือกุญแจที่ทำให้โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่สำหรับคนที่รักนิเชล พวกเขาสูญเสียเธอไปตลอดกาลเคียนี่เสียใจมากจนมุ่งมั่นทำแต่งาน เขาไม่เคยกลับไปที่กระท่อมในทรุนน่าห์อีกเลย และนายพลเวสลีย์ไม่ได้ให้ผมอยู่ข้างกายตลอดจนชีวิตของท่านผมอยากเจอนิเชลอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงภาพที่บันทึกไว้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงเลือกไปหาเด็กซ์ด้วยตัวเอง...ผมเลือกด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกเด็กซ์ดีใจตอนเห็นผมเดินทางไปหา แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามีแค่ผม นิเชลจากไปแล้วตลอดกาล การตายของเธอทำให้เด็กซ์กลับมาซึมเศร้าอีกครั้ง แม้เขาจะมีเพื่อนฝูงมากขึ้น แต่ในโลกนี้ นิเชลคือครอบครัวคนเดียวที่เขามีอยู่ เด็กซ์มองเธอเป็นเพื่อนรักที่ไม่มีคนไหนแทนได้ ผมอยู่กับเด็กซ์จนผมของเขาเป็นสีขาวและสิ้นใจในอีกยี่สิบห้าปีต่อมา และใช่ เด็กซ์เตอร์ ไวท์ไม่เคยมีโอกาสได้กลับบ้านอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่ผมไม่สามารถหาทางกลับไปเจอนิเชลได้อีกหากสามารถเดินทางข้ามเวลาได้อย่างที่เด็กซ์เคยทำ บางทีผมควรเตือนให้นิเชลตรวจสอบระบบให้ถี่ถ้วนกว่
การท่องเที่ยวครั้งแรกบนโลกใบนี้ของเด็กซ์ช่างน่าตื่นเต้นจนเสียวไส้ (เขาบรรยายความรู้สึกแบบนี้กับผมในภายหลัง รวมทั้งมีประโยคที่บอกว่า เกือบฉี่ราด) เพราะนิเชลพาเขาบินข้ามทวีปไปยังเมืองแห่งหนึ่ง ยังไม่เคยมีใครมาจุดนี้ และเพราะเหตุนี้จึงยังมีผู้ติดเชื้อหลงเหลือนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเด็กซ์กลัวความตายหลังจากที่เขาพยายามจะพบมันอยู่สามครั้ง“เราต้องรีบขึ้นยานด่วน” นิเชลตะโกนบอกให้ผมพาเด็กซ์ขึ้นไปขณะที่ตัวเธอยิงสกัดกลุ่มผู้ติดเชื้อ แต่ชายหนุ่มลังเลที่จะทิ้งผู้หญิงคนเดียว กระนั้นเท่าที่ผมประเมินสถานการณ์ตรงหน้า เด็กซ์น่าเป็นห่วงเพราะเขาไม่มีอาวุธแต่อยู่ใกล้ประตูที่สุด ขณะที่นิเชลถูกฝึกมาพร้อม อย่างน้อยเธอรอบคอบพอให้ตัวเองและเด็กซ์สวมชุดป้องกันครบเซตแต่แรก แต่กำลังจะถูกล้อม“อีฟ!” เธอตะโกนอีกครั้งทันใดนั้นผมเห็นผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่วิ่งพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว โอกาสที่นิเชลจะวิ่งกลับมาทันมีเพียงยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้อาวุธบนมือของผมทำงานทันทีแผ่นเหล็กเปิดลำกล้องปืนยิงสกัดเปิดโอกาสให้นิเชลวิ่งหนีจนค่ารอดชีวิตขึ้นเป็นร้
“แค่สองปี สองปีเท่านั้น!” เด็กซ์ นักบินอวกาศที่เพิ่งมาถึงโลกพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อเขาเข้าใจว่าประจำการอยู่บนสถานีอวกาศบนดาวอังคารเพียงสองปี และจะเดินทางกลับบ้าน บัดนี้เขานั่งอยู่ในห้องกระจกเพื่อรอผลตรวจร่างกาย แต่ไม่ได้รออย่างเดียว เขาพูด ร้องไห้ และเดินไปมา นิเชลกับผมยืนกอดอกมองเขาอยู่แบบนั้นความแตกต่างระหว่างผมกับนิเชลคือเธอมีสีหน้าเห็นใจและประหลาดใจ ขณะที่ผมแสดงสีหน้าไม่ได้ อันที่จริงคือผมไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจากใคร่รู้นับเป็นความรู้สึกหรือไม่นะ“นี่มันบ้าไปแล้ว” เด็กซ์ยังคงพูดใส่กำแพง หรืออาจจะพูดกับตัวเอง เขาพึมพำแบบนี้ไปมา หากข้อมูลที่เด็กซ์กล่าวเป็นจริง นั่นแปลว่าเขาใช้เวลาทำภารกิจยาวนานถึง 257 ปี ซึ่งนับว่ายาวนานเกินไปสำหรับอายุขัยของมนุษย์ ทว่าการปรากฏตัวของเขาทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่นี่ตื่นตัว พวกเขาหยุดค้นคว้าเรื่องกาลเวลาและจักรวาลมาสักพักเพื่อฟื้นฟูสภาพของโลกให้มนุษย์อยู่ได้ และดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป นี่เป็นครั้งแรกที่หัวข้อนี้ได้รับความสนใจอีกครั้งอีกเรื่องหนึ่งคือ ความลับของจักรวาล นอกจากเด็กซ์จะอ้างตัวว
ครั้งแรกที่ผมได้ลืมตาดูโลกใบนี้คือวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2302 สิ่งแรกที่ผมเห็นคือมนุษย์เพศเมียผู้มีดวงตาสีน้ำตาลกลมโต เธอมีใบหน้าประมาณฝ่ามือของผม คิ้วสีน้ำตาลเข้มเหมือนสีผมหยักศก และเมื่อผมยืนขึ้นก็พบว่าความสูงของพวกเราเท่ากัน“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ผมยื่นมือเพราะรู้ว่านี่คือการทักทายตามมารยาทที่ดี และผมก็ทราบด้วยว่าที่เข้าใจในทันทีเป็นเพราะผู้หญิงตรงหน้าได้ป้อนข้อมูลไว้ในหัว “นิเชล”เธอยิ้มกว้างจนนัยน์ตาหยี แต่ไม่ได้จับมือผม เธอเลือกที่จะกอดแทน การกอดของมนุษย์ครั้งนี้ทำให้ผมทราบว่าเธอยินดีมากที่ได้เจอผม ไม่สิ ที่สร้างผมได้สำเร็จ“อีฟ”นั่นคือชื่อของผม อีฟ หากอิงจากข้อมูลในหน่วยความทรงจำที่เธอป้อนไว้ก่อนผมจะเสร็จสมบูรณ์ นิเชลต้องการสร้างผมเพื่อเป็นตัวแทนเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเธออีฟ คอร์บิน ผมเห็นใบหน้าของเขาแล้ว รูปถ่ายของเขาบันทึกไว้ในสมองประดิษฐ์นี้ เขามีใบหน้าตอบและสวมแว่นกรอบดำ ผมสีทองยุ่งและค่อนข้างผอม นิเชลขอร้องให้พ่อพาครอบครัวของอีฟเข้ามาในศูนย์หลบภัย เนื่องจากในเวลานั้นอารยธรรมโลกใกล้ล่มสลาย หายนะที่เกิ
ภายในห้องเงียบ แม้แต่สองแฝดยังหันมาปิดปากกันและกัน สายตามองพวกผู้ใหญ่อย่างสงสัย อเล็กซิสเพียงกอดอกนิ่ง“ถือว่าอายุไม่ยืนนักสำหรับคนที่นั่น” เจสซี่ว่า “แต่คนตายแล้ว เราจะไม่อะไรก็แล้วกัน”“เรื่องผ่านมาแล้วด้วย” อเล็กซิสเสริม“ใช่ ๆ”“จะว่าไปเราเตรียมแชมเปญไว้เยอะเลยที่รัก” อเล็กซ์บอก “เอาสักขวดดีไหม”“ดีสิ!” เธอเห็นด้วย และทุกคนต่างปรบมือว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยสักพักเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นเหมือนเดิม บรรยากาศกลับมาเฮฮาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรืออาจจะสนุกกว่าเดิมหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ระหว่างที่สามีของเธอลงไปชั้นใต้ดิน อเล็กซิสเห็นเจสซี่ลุกขึ้นจึงชวนเขาไปช่วยยกขนมในห้องครัวออกมาพี่ชายเริ่มคุยเรื่องงานของเขากับโวลคอฟ แม้ไม่ได้ใช้นามสกุลโวลคอฟ แต่เขาเหมือนเป็นญาติสนิทกับทางนั้นไปแล้ว เมื่อเธอกับอเล็กซ์มาอยู่ที่ลูม งานสิทธิมนุษยชนที่เขาทำอยู่ดึงให้ต้องไปเกี่ยวพันกับโวลคอฟที่สนใจจับกิจกรรมเพื่อสังคมด้านนี้เช่นกัน และเป็นนิโคไล น้องชายของอเล็กซ์ที่ทุ่มให
“เวนดี้ที่รัก น้องชายหนูหลับอยู่น้า” คาเลบบอกหลานสาวเสียงอบอุ่น“ดอมนี่ขี้เซา!” พูดแล้วเวนดี้ก็ตบก้นน้องดังป๊าบ เจ้าโดมินิกวัยสามขวบลืมตาทันที แต่ไม่ได้ร้องไห้จ้าเพียงแต่งอแงยุกยิกบนตัวปู่“โอ๋ ๆ” คาเลบเขย่าตัวปลอบใหญ่ แต่สุดท้ายโดมินิกก็หัวเราะแล้วยืดแขนขาไปมา พอเห็นหน้าอเล็กซิสก็เรียก “มัมมัม”เธอยิ้มให้ลูกชายแล้วทำสัญญาณมือให้พ่อจัดการก่อน คาเลบพยักหน้ารับ“เวนดี้มานี่!” อเล็กซ์เอ่ยเสียงดุแต่หน้ายิ้ม เด็กหญิงวิ่งไปหาพ่อโดยไม่เกร็งกลัว ส่วนวิวิก้าในอ้อมกอดเอโลดี้ก็ดิ้นจะมาหาอเล็กซิส เพื่อนเธอเลยจับอุ้มแล้วส่งให้เลยด้วยความสุภาพบุรุษในบ้านเธอไม่มีใครรับมือกับหน้าที่โฮสต์ได้ดีเท่า อเล็กซิสจึงส่งวิวิก้าให้อเล็กซ์ที่ยังไล่จับเวนเดอร์ลินไมเคิลตบไหล่เธอแล้วทักทายเจสซี่กับอาคุสะที่นั่งหัวเราะเพราะในบ้านเริ่มป่วน เธอสังเกตว่าทุกครั้งที่น้องชายฝาแฝดเจอพี่ชายบุญธรรม พวกเขาจะสบตากันแวบหนึ่งแล้วปรับสีหน้าปกติ เป็นเช่นนี้มาสามสิบปี แม้เจสซี่กลับไปคบกับแฟนเก่าและรัก ๆ เลิก ๆ มาตลอด แถมยังสร้า







