Se connecterแล้วธามก็ทำตามที่บอกกับเสียงเพลงไว้ทุกอย่าง หลังจากกลับมาจากบ้านของเสียงเพลงได้เพียงแค่สองวันเท่านั้น พ่อและแม่ของธามก็เดินทางไปยังบ้านสวนของเสียงเพลงทันที ไปโดยที่เสียงเพลงเองก็ไม่รู้ตัว มารู้อีกทีก็ตอนที่พ่อแม่ของคนพี่กลับมาแล้วแล้วทุกอย่างที่เป็นไปตามที่ธามตั้งใจไว้เรื่องของเขากับน้องผู้ใหญ่ทั้งสองต่างยินดีและยินยอมให้เขาดูแลน้องในฐานะคนรัก และในวันข้างหน้าทุกอย่างจะต้องถูกต้องมากกว่านี้และตลอดเวลาที่คบหากัน ธามและเสียงเพลงยังคงเสมอต้นเสมอปลายต่อกันไม่เปลี่ยนแปลง แม้เวลาจะผ่านมาจนเกือบครบปีแล้ว ทุกอย่างสำหรับธามและเสียงเพลงไม่เคยลดน้อยลง มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ“ทำไมต้องเป็นวันนี้ด้วยนะ” เสียงเพลงบ่นพึมพำทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจไปพร้อมๆ กันอยู่ๆ คนพี่ก็ส่งข้อความมาบอกว่าต้องเข้าประชุมกับหัวหน้างาน น่าจะกลับบ้านช้ากว่าปกติเธอคงจะไม่รู้สึกแบบนี้หากวันนี้มันไม่ใช่วันสำคัญของเรา‘นอยด์’ติ๊งต่อง~แล้วเสียงที่ดังจากประตูรั้วหน้าบ้านก็เรียกให้คนที่กำลังนั่งซึมต้องสะดุ้งเบาๆ ก่อนจะรีบลุกขึ้นไปชะโงกหน้าดูผ่านม่านประตูทันทีที่เห็นว่าใครที่ยืนอยู่หน้าบ้าน เสียงเพลงก็รีบวิ่งออกมาต้อนรั
“ผมต่างหากครับที่ต้องถามว่าคุณพ่อรังเกียจผมมั้ย”“อะไรทำให้คิดแบบนั้น” พิพัฒน์ถามคนรักของลูกชายด้วยท่าทางนิ่งเรียบสบายๆ คนที่ผ่านอะไรมามากมายย่อมมองออกว่าชายหนุ่มตรงหน้ากำลังกังวลอะไรอยู่ธามนิ่งเงียบ คิดและทบทวนความคิดของตนเองอีกครั้งก่อนจะพูดต่อ“มาถึงตอนนี้ ผมกลับคิดว่าผมมากกว่าที่ไม่เหมาะสมกับน้อง”น้ำเสียงของธามยังมั่นคง แม้ตอนนี้ในใจจะสั่นไหวไปหมดพิพัฒน์ยกยิ้มเล็กน้อยจ้องมองแววตาของเด็กหนุ่มตรงหน้า ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหนแววตาของเด็กคนนี้ก็ยังมั่นคง ภาพสะท้อนจากแววตาคู่นั้นมีแต่ลูกสาวของเขาตลอดเวลาแล้วแบบนี้พ่อที่รักลูกสาวมากๆ อย่างเขาจะรังเกียจหรือขัดขวางไปทำไมกัน“สำหรับพ่อคนที่ไม่เหมาะสมกับยัยเพลง คือคนที่เข้ามาทำให้ยัยเพลงเสียใจและไม่มีความสุข” เพราะที่สุดแล้วสิ่งที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องการก็มีอยู่แค่นั้นแค่ใครสักคนที่เข้ามาดูแลและทำให้ลูกของตนเองมีความสุข“งั้นผมก็ต้องเข้าข้างตัวเองว่าผมเหมาะสมที่สุด” ธามตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่กลับมามีความมั่นใจอีกครั้งใบหน้าที่หม่นเมื่อครู่กลับมายิ้มแย้มเช่นเดียวกัน“พ่อก็คิดอย่างนั้น...”เวลาที่ผ่านมาคือเครื่องพิสูจน์ แม้จะไม่นานแต่คนเป็นพ
วันรุ่งขึ้นธามและเสียงเพลงออกเดินทางตั้งแต่เช้าโดยที่ใช้รถและคนขับรถของที่บ้านตามที่พ่อและแม่ของเขาแนะนำ อย่างน้อยก็ต้องแสดงให้พ่อของเสียงเพลงเห็นว่าทางตนเองและครอบครัวนั้นมีดีมากพอ และพร้อมที่จะดูแลเสียงเพลงไม่ให้ลำบากแม้แต่นิด“คืนนี้พี่ต้องนอนคนเดียวเหรอเนี่ย” ธามพูดขึ้นพร้อมกับจับมือนุ่มๆ ของแฟนตัวน้อยมาคลึงเล่นแม้น้องจะบอกพ่อแล้วเรื่องการคบหากัน แต่ธามก็รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร ไปบ้านว่าที่พ่อตาครั้งแรก จะไปนอนกอดลูกสาวเขาก็คงไม่เหมาะเสียงเพลงยิ้มเอ็นดูกับหน้าหงอยๆ ของแฟนตัวโต“ถ้าไม่อยากนอนคนเดียวก็อย่าล็อคห้อง เดี๋ยวเค้าย่องมาหาพี่เอง”“พ่อเธอตีหัวพี่แตกพอดี” ร่างหนาบอกแล้วหัวเราะเบาๆ กับความคิดของแฟนสาวเสียงเพลงเป็นตัวของตัวเองได้ตลอดเวลา เป็นเธอในแบบที่เขาชอบ นั่นยิ่งทำให้เขายิ่งชอบ ยิ่งรักเธอมากขึ้นทุกที“คืนเดียวเองค่ะ พรุ่งนี้เค้าไปนอนด้วยได้” เสียงเพลงตอบด้วยรอยยิ้ม และครั้งนี้เธอจริงจังพรุ่งนี้พวกมัดหมี่และเพื่อนๆ ของคนพี่จะตามมา เธอจะใช้โอกาสนี้ไปนอนกับแฟนตัวโตของเธอ เธอรู้ว่าพ่อของเธอต้องเข้าใจ แต่ก็ไม่อยากให้คนอื่นมาพูดถึงเธอไม่ดี เดี๋ยวจะพาไปถึงพ่อไม่สั่งสอนอีก เธ
“เป็นไงบ้านพี่” ธามถามหลังจากขึ้นมาอยู่บนห้องนอนของเขาในบ้านหลังใหญ่แล้ว ห้องนอนที่เขาเข้ามานอนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ก็จำไม่ได้แล้ว แต่คืนนี้เขากับน้องตกลงกันว่าจะนอนที่นี่ทั้งสองตกลงกันว่าทุกวันหยุดสุดสัปดาห์จะกลับมาค้างที่บ้านนี้ ส่วนภาดลนั้นขอเวลาก่อน แต่ก็รับปากว่าจะแวะมาหาบ่อยๆ“ดีค่ะ ตอนแรกคิดว่าแม่พี่จะไม่ชอบเค้า”“ทำไมจะไม่ชอบ เธอมันขี้อ้อน เอาใจเก่งขนาดนี้” ร่างหนาบอกหลังจากดึงแฟนตัวน้อยๆ ของตัวเองมานั่งลงบนตักแกร่งแล้วแม้ว่าแม่ของเขาจะเป็นคนพูดไม่ค่อยคิด เอาแต่ความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ แต่แม่ของเขาก็เป็นแม่ที่ใจดีและอ่อนโยนไม่แพ้ใครเหมือนกัน“ไม่ได้หรอก เดี๋ยวพ่อกับแม่พี่รักพี่ปริ้นซ์มากกว่าเค้าจะทำไง” คนตัวเล็กแกล้งพูดพร้อมกับทำหน้าทำตาน่าสงสารที่สุดธามยิ้มอ่อน ยกมือขึ้นบีบจมูกรูปสวยด้วยความมันเขี้ยวเต็มทีกับความช่างพูดของคนน้อง“แต่พี่รักเธอที่สุดนะ รักเธอคนเดียวเลย”“อื้อ แน่สิคะ พี่ต้องรักเค้าคนเดียวอยู่แล้ว” เสียงเพลงพูดหลังจากยกสองแขนคล้องคอคนพี่ปากสวยๆ ที่กำลังคว่ำงอทำเอาธามอดใจไม่ไหวจุ๊บบบ!!ปากหยักกดจูบหนักๆ ด้วยความมันเขี้ยว“อื้อ!!”“เด็กอะไรทำไมมันขี้อ้อนขนาดน
วันรุ่งขึ้น ธามพาเสียงเพลงมาที่บ้านของตนเอง บ้านที่ตัวเองแทบจะไม่ได้กลับมาเลยในช่วงหลังๆ ช่วงที่ติดแฟนนี่แหละ“เป็นไร...” คนตัวโตถามขึ้นเมื่อเห็นท่าทางของคนข้างๆ ดูแปลกไปจากเดิม“เข้าบ้านแฟนครั้งแรก แอบตื่นเต้นค่ะ”“เลอะเทอะ!!” ธามบอกแล้วโยกศีรษะเล็กๆ ของแฟนสาวไปมาอย่างเอ็นดูจะมาตื่นเต้นอะไร ถึงจะมาที่นี่เป็นครั้งแรก แต่คนในบ้านนี้ไปหาตัวเองมาตั้งหลายครั้งแล้ว ทั้งพ่อแม่และพี่สาว ตั้งแต่ได้รับอนุญาตก็แวะเวียนไปหาเสียงเพลงอยู่บ่อยครั้ง จนเรียกได้ว่าสนิทกันไปหมดแล้วก็ว่าได้“แต่บ้านพี่ใหญ่มากเลย” เสียงเพลงพูดขึ้นหลังจากมองไปรอบๆ บ้านหลังใหญ่ตรงหน้าอย่างพิจารณา“อยากมาอยู่มั้ยล่ะ...”“ไม่เอาอะ เค้าไม่ชอบเลยบ้านหลังใหญ่ ขี้เกียจเดิน” คนตัวเล็กตอบด้วยสีหน้าจริงจังก่อนจะปลดเข็มขัดนิรภัยของตัวเองออกแล้วลงจากรถแต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะก้าวขาเดิน รถอีกคันที่กำลังแล่นเข้ามาก็ทำให้ธามยกยิ้ม ต่างจากเสียงเพลงทีกำลังขมวดคิ้วเพราะรู้สึกว่าเคยเห็นรถคันนี้แล้วทุกอย่างก็เฉลย“พี่ดล...” คนตัวเล็กเรียกคนที่เพิ่งเปิดประตูรถลงมาเสียงเบาแล้วหันไปมองหน้าแฟนหนุ่มของตัวเองที่ยืนยิ้มอ่อนอยู่ข้างๆ“เพิ่งมาถึงก
ประตูรถคันสีดำสนิทถูกเปิดออกทันทีที่ถึงที่หมายปลายทาง ใบหน้าเคร่งขรึมของเจ้าของรถจ้องมองไปยังคนที่นั่งหน้าหงิกงออยู่บนรถอย่างเอาเรื่อง“ลงมา!” ภาดลบอกเสียงแข็งจนคนที่นั่งอยู่ด้านในสะดุ้งตกใจแต่ถึงแบบนั้นเธอก็ยังคงนั่งนิ่งเงียบ ไม่คิดจะขยับลงจากรถตามที่อีกคนต้องการ“จะลงดีๆ หรือให้ลาก” เสียงเข้มเอ่ยขึ้นอีกครั้งแต่เพราะเธอรู้ว่าเขาทำจริง และเขาเคยทำมันมาแล้ว ปริ้นซ์จึงยอมลงจากรถแต่โดยดีขาเรียวเดินกระแทกผ่านร่างหนาไปยังลิฟต์ที่อยู่ไม่ไกลด้วยความคุ้นเคย ภาดลถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเดินตามเข้ามาความเงียบเข้าครอบงำทั้งสอง จนกระทั่งลิฟต์เปิดออกเมื่อถึงจุดหมาย ปลายนิ้วเรียววางทาบลงเพื่อทำการเปิดประตูหน้าห้อง และพาตัวเองเข้ามาในห้องทันที“มาคุยกันก่อนปริ้นซ์” ภาดลที่ตามเข้ามาก็เห็นว่าหญิงสาวเดินหายเข้าไปในห้องนอนใหญ่แล้ว เขาไม่รอช้ารีบตามเข้าไปก่อนที่เธอจะล็อคประตู“ปริ้นซ์ไม่อยากคุยตอนนี้”“จะตอนนี้หรือตอนไหนก็ต้องคุย มาคุยกันให้รู้เรื่อง!” เสียงที่ดังคล้ายตวาดทำให้ปริ้นซ์ต้องเม้มปากแน่น หันกลับมาทิ้งตัวนั่งลงที่เตียงนุ่มเธอรู้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นอย่างไร เขาอารมณ์ร้อนและบางครั้งก็ควบคุมตัวเองไม
“ขอโทษค่ะ แล้วก็ขอบคุณที่ช่วยเก็บผ้าให้ด้วย” เสียงหวานเอ่ยขึ้นหลังจากความจริงปรากฏเขาปีนรั้วเข้ามาเก็บผ้าให้อย่างที่บอกจริงๆร่างหนาจิ๊ปากบางๆ พรางลูบไปมาที่ลำแขนตัวเองบริเวณที่ถูกด้ามไม้กวาดกระหน่ำใส่จนเป็นรอยเขียวช้ำ“ก็หนูไม่รู้นี่นา...” ใครมันจะไปคิดกันเสียงเพลงมองดูแขนแกร่งของคนตรงหน้าด้วยคว
ผ้าห่มและผ้าปูที่นอนถูกนำไปซักใหม่อีกครั้ง เพราะเสียงเพลงไม่ชอบกลิ่นของใหม่ที่ติดมา เธอตากมันไว้ที่ราวกลางสนามหญ้าข้างบ้าน ก่อนจะหันกลับเข้ามาจัดข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวและเสื้อผ้าของเธอเข้าที่“เฮ้อ! เหนื่อยชะมัด” เด็กสาวพึมพำก่อนจะทิ้งตัวลงนอนลงกับเตียงใหญ่อย่างหมดแรงแม้ว่าภรรยาของลุงภมรจะเข้ามา
“ทางเข้าหมู่บ้านดูปลอดภัยดีนะครับ” เสียงของคนที่ทำหน้าที่ขับรถเอ่ยขึ้นเมื่อเลี้ยวเข้ามาในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่เป็นจุดหมายปลายทาง“ดีแล้วล่ะค่ะ...” หญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านหลังบอกด้วยรอยยิ้มแววตาสวยจ้องมองถนนเล็กๆ ในหมู่บ้านสลับกับหน้าจอมือถือที่เป็นรูปบ้านหลังหนึ่งที่เป็นจุดมุ่งหมายของเธอในวันนี้จนก
ท้องฟ้าที่มืดสนิทยามค่ำคืน สายลมเบาๆ ที่พัดลอยมาท่ามกลางความเงียบงัน ควันสีขาวหม่นลอยฟุ้งขึ้นตามแรงเป่าจากริมฝีปากหยักของบางคน“มานั่งอยู่นี่อีกแล้ว” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นเรียกให้คนที่กำลังเหม่อลอยต้องหันมอง“มีอะไร...” ธามเอ่ยถามก่อนจะดับบุหรี่ลงที่โคนต้นมะยมหน้าบ้านธาม หรือ ธนวินท์ นักศึกษาปีสา







