เข้าสู่ระบบ“จิณไหวมั้ย ให้เฌอไปหาหรือเปล่า” เฌอรินเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรลำบากเฌอเปล่าๆ เฌอเองก็มีเรื่องต้องทำอีกเยอะไว้งานศพภูมิเสร็จจิณก็กลับแล้ว”
“งั้นก็ได้ ถ้ามีอะไรให้เฌอช่วยบอกได้เลยนะ จิณเองก็ต้องดูแลตัวเองด้วย”
“อืม จิณเข้าใจแล้ว แค่นี้ก่อนนะจิณขอโทรหาพ่อกับแม่ก่อน” หลังจากวางสายจากเพื่อนสาวชายหนุ่มก็โทรหาจอห์นกับเอลล่าบอกถึงเรื่องราวการเสียชีวิตของเพื่อนสนิทให้ผู้เป็นพ่อกับแม่ได้ทราบ
จิรณัฐใช้เวลาไม่นานก็ทำกิจธุระส่วนตัวเสร็จ ชายหนุ่มปลีกตัวออกมานอกตัวบ้านนั่งเงียบๆ อยู่คนเดียวมองดูผู้คนที่มาร่วมงานขาวดำด้วยใบหน้าที่เซื่องซึม ดอกไม้หลากหลายสีที่ตกแต่งไว้รวมถึงภาพถ่ายบ่าวสาวก่อนหน้านี้ถูกรื้อจัดเก็บไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้คงเหลือไว้แต่ความรู้สึกเคว้งคว้างที่ยากจะยอมรับได้
ขวัญข้าวระหว่างที่เสิร์ฟน้ำให้แขกอยู่เหลือบเห็นจิรณัฐนั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียวก็เดินไปหยิบแซนด์วิชและน้ำดื่ม เดินตรงเข้าไปหาชายหนุ่ม
“เอาไปกินสิ คุณน่าจะยังไม่ได้กินอะไรแต่เช้า”
“ฉันไม่หิวเธอเก็บไว้กินเถอะ”
“มีเพื่อนคนหนึ่งของพี่ภูมิเคยบอกไว้ ไม่ว่าจะเจอเรื่องแย่แค่ไหนขอเพียงแค่อิ่มท้องไว้ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง ฉันวางไว้ตรงนี้แล้วกันอย่าลืมกินล่ะ” หญิงสาววางแซนด์วิชกับขวดน้ำไว้ข้างๆ ชายหนุ่มก่อนจะเดินจากไป จิรณัฐเองก็ได้แต่ถอนหายใจออกมามองไปยังแซนด์วิชที่หญิงสาววางไว้ให้ คำพูดของขวัญข้าวเมื่อสักครู่นั้นเป็นคำพูดของเขาที่เคยบอกกับภูภูมิตอนที่เพื่อนชายของเขาเจอเรื่องทุกข์ยากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ พอรู้แบบนี้ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าความสัมพันธ์ของขวัญข้าวกับเพื่อนชายของเขานั้นมันมากกว่าคนรู้จักทั่วไปอย่างแน่นอน เพราะดูแล้วเหมือนภูภูมิเองก็ไว้ใจขวัญข้าวมาก แม้แต่บางเรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างตัวเขากับภูภูมิหญิงสาวก็ยังรู้เลย มันเลยทำให้ชายหนุ่มอดอคติไม่ได้ว่าขวัญข้าวนั้นมาแทรกกลางความสัมพันธ์ระหว่างภูภูมิกับวารี บางทีหญิงสาวอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ภูภูมิต้องจากโลกนี้ไปก็ได้
ช่วงค่ำของวัน
“พี่จิณ!” เสียงทุ้มสั่นเครือของชายคนหนึ่งเอ่ยเรียกจิรณัฐที่ยืนอยู่หน้าโลงศพ พร้อมกับเข้าไปสวมกอดด้วยความโศกเศร้า เสียงสะอื้นของภูภัคนั้นทำให้จิรณัฐต้องตบหลังเพื่อปลอบประโลม การจากไปอย่างกะทันหันของผู้เป็นพี่ชายคงทำให้น้องชายอย่างเขาเศร้าใจเป็นอย่างมาก
“มาแล้วเหรอภัค ตอนนี้ภูมิไม่อยู่แล้วคนที่ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวรับช่วงต่อไร่ส้มดูแลแม่ต้องเป็นภัคแล้วนะ”
“ครับ ไว้เสร็จงานพี่ภูมิเมื่อไหร่ผมจะไปลาออกจากงาน ผมเองก็ไม่อยากทิ้งแม่ให้อยู่คนเดียวเหมือนกัน”
ภูภัค ชายหนุ่มวัย24ปีเป็นน้องชายแท้ๆ ของภูภูมิ ก่อนหน้านี้ทำงานอยู่ที่บริษัทส่งออกแห่งหนึ่งในกรุงเทพ เดิมทีตั้งใจจะทำงานลงหลักปักฐานอยู่ที่กรุงเทพสักพักใหญ่ๆ กับแฟนสาวเพราะไร่ส้มแสงตะวันมีพี่ชายคอยดูแลแล้ว แต่พอเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบนี้ตัวชายหนุ่มเองก็ต้องกลับมารับช่วงต่อแทนผู้เป็นพี่ชาย และที่สำคัญไม่ไว้ใจปล่อยให้ผู้เป็นแม่ต้องอยู่คนเดียวด้วย หลังจากผู้เป็นพ่อจากไปเมื่อ2ปีก่อนก็ไม่ได้รู้สึกเป็นห่วงมากเท่าไหร่เพราะมีภูภูมิอยู่ด้วย แต่ตอนนี้ผู้เป็นพี่ชายจากไปอีกคนชายหนุ่มเองก็คงต้องย้ายกลับมาใช้ชีวิตที่บ้าน ดูและแม่และไร่ส้มแสงตะวัน
หลายวันผ่านไป
จิรณัฐยืนมองกลุ่มควันที่ลอยอยู่เหนือเมรุด้วยใจที่หดหู่ ภาพในความทรงจำที่มีภูภูมิเพื่อนชายคนสนิทร่วมเดินทางยังคงชัดเจน ต่อไปนี้ไม่มีอีกแล้วรอยยิ้มที่มองเขาด้วยความภาคภูมิใจ ไม่มีคนไกลที่รอให้เขากลับมาหาอีกแล้ว
“เดินทางปลอดภัยนะเพื่อน” จิรณัฐบอกลาเพื่อนชายเป็นครั้งสุดท้าย น้ำตาที่อั้นไว้ก็ไหลรินอีกครั้ง
“ถึงเวลาที่เราต้องปล่อยภูมิไปแล้วจริงๆ ใช่มั้ย” วารีที่เดินเข้ามาสมทบเอ่ยแทรกขึ้น ใบหน้าของเธอยังคงความโศกเศร้า จิรณัฐเองก็ได้แต่ยืนนิ่งเหลียวมองด้วยความเห็นใจ พอเห็นหน้าหญิงสาวก็ทำให้คิดถึงขวัญข้าวขึ้นมา บางทีถามไถ่จากวารีอาจจะปะติดปะต่อเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างภูภูมิกับขวัญข้าวได้บ้าง
“ภูมิกับขวัญข้าวนี่เจอกันบ่อยมั้ย”
“ก็บ่อยอยู่นะ ภูมิเองก็ไปกินข้าวที่ร้านป้ามาลีทุกวันด้วยก็ต้องเจอข้าวอยู่แล้ว”
“แล้วภูมิพูดถึงขวัญข้าวให้วาฟังบ้างมั้ย”
“ไม่เคยพูดนะ แล้วทำไมภูมิต้องพูดถึงข้าวให้วาฟังด้วยล่ะ อย่าบอกนะว่าจิณคิดว่าภูมิกำลังนอกใจวาไปคบกับข้าวเป็นไปไม่ได้หรอก” หญิงสาวตอบกลับด้วยความมั่นใจ เธอรู้ดีว่าแฟนหนุ่มของเธอรักเธอมาก เรื่องนอกลู่นอกทางไม่เคยมีเลยสักครั้งตั้งแต่คบกัน
เหมือนคำพูดของวารีจะเตือนสติจิรณัฐได้เป็นอย่างดี เขาเองก็รู้สึกผิดขึ้นมาที่เอาแต่สงสัยเพื่อนชายคนสนิทตัวเองทั้งๆ ที่รู้ดีว่าภูภูมินั้นไม่มีทางทำเรื่องทรยศวารีแน่นอน
“นั่นสิ นี่จิณกำลังคิดอะไรอยู่นี่” ชายหนุ่มคิดโทษตัวเอง
ช่วงค่ำของวัน
จิรณัฐเข้ามาหาสุดาที่ห้องนอนเพื่อถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง หลายวันมาแล้วที่เธอต้องเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจไม่มีเวลาได้พักผ่อน คนที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คงเป็นสุดา เพราะที่ผ่านมาเธอกับภูภูมินั้นทำงานด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน เจอกันทุกวัน พอวันนี้ไม่มีภูภูมิแล้วก็อดเป็นกังวลไม่ได้
“แม่ทำอะไรอยู่เหรอครับ”
“ดูรูปเก่าสมัยที่ภูมิเป็นเด็กน่ะ หลายวันมานี้ขอบใจจิณมากนะที่คอยอยู่เป็นเพื่อนแม่ มีจิณอยู่ใกล้ๆ แม่ก็อุ่นใจเหมือนมีภูมิอยู่ด้วย เมื่อก่อนภูมิเป็นคนเก็บตัวไม่ชอบยุ่งกับใคร ตอนที่ภูมิพาจิณกลับมาบ้านครั้งแรกแม่ตื่นเต้นมาก ในที่สุดก็มีใครสักคนที่ทำให้ภูมิไว้วางใจได้สักที ตั้งแต่ภูมิมีจิณเป็นเพื่อนชีวิตของภูมิแต่ละวันก็ง่ายขึ้น ยิ้มเก่งขึ้นและคุยเก่งมากขึ้นด้วย มันทำให้แม่มีความสุขมากจริงๆ
“จิณเองก็โชคดีเหมือนกันที่มีภูมิเป็นเพื่อน มันอาจจะยากที่จะพูดแบบนี้แต่จิณอยากให้แม่เข้มแข็ง ถ้าแม่เป็นอะไรไปอีกคนภัคคงเสียใจมากแน่ พรุ่งนี้จิณต้องกลับแล้วมีงานรอให้จิณไปจัดการ ไว้จิณจะหาโอกาสกลับมาหาแม่บ่อยๆ นะครับ”
“ขอบใจมากลูก” สุดาเข้าสวมกอดชายหนุ่มด้วยความอาวรณ์
วันต่อมา ช่วงสายของวัน
จิรณัฐยืนรับลมอยู่ริมผาแสงตะวันเพื่อผ่อนคลายและนึกถึงเพื่อนชายผู้ล่วงลับก่อนจะบินกลับเพนซิลเวเนียในค่ำนี้ แม้จะยังรู้สึกเศร้าแต่ก็ทำใจได้มากขึ้น ยังไงคนที่ยังอยู่ก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป
“คุณก็อยู่ที่นี่เหรอ” น้ำเสียงสดใสเอ่ยทักจนจิรณัฐต้องหันกลับไปมอง พอรู้ว่าเป็นขวัญข้าวก็ถอนหายใจออกมา ความเย็นชาที่ชายหนุ่มแสดงออกนั้นทำหญิงสาวรู้สึกได้
“พอดีผ่านมาทางนี้ก็เลยแวะเข้ามาที่ผาสักหน่อย ที่นี่บรรยากาศดีเนาะเงียบสงบไม่วุ่นวายด้วย คุณมานานรึยัง” แม้ว่าหญิงสาวพยายามที่จะชวนคุยแต่ชายหนุ่มก็เอาแต่นิ่งเงียบตลอด สำหรับจิรณัฐแล้วยังคงสงสัยในตัวขวัญข้าวอยู่ การปรากฏตัวของเธอกับความสัมพันธ์กับภูภูมิยังคงเป็นที่เคลือบแคลงสำหรับเขา ถึงก่อนหน้านี้จะเชื่อมั่นในตัวเพื่อนชายแล้วแต่สำหรับขวัญข้าวชายหนุ่มก็ยังคงไม่ไว้ใจ ขวัญข้าวเองเห็นจิรณัฐเอาแต่หน้าบึ้งยืนเงียบก็ล้วงหยิบอมยิ้มในกระเป๋าพกออกมายื่นส่งให้กับชายหนุ่ม
“ฉันให้”
“ให้ฉันทำไม”
“ก็เหมือนคุณจะอารมณ์ไม่ดีก็เลยอยากให้กินของหวานๆ หน่อย ดูคุณจะไม่ค่อยพอใจฉันเท่าไหร่เลย”
“เธอคิดมากแล้ว ฉันไม่รู้จักเธอทำไมต้องไม่พอใจเธอด้วย”
“ฉันได้ยินจากป้าสุดาว่าคุณจะกลับวันนี้ ที่จริงฉันตั้งใจตามหาคุณนั่นแหละเพราะฉันยังไม่ได้ตอบคำถามที่คุณถามฉัน คุณถามว่าฉันมีความสัมพันธ์ยังไงกับพี่ภูมิใช่มั้ย ฉันก็จะตอบคุณว่า…ฉันเคารพพี่ภูมิเหมือนพี่ชายคนหนึ่ง ก็บอกแล้วไงว่าตอนที่ฉันมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ พี่ภูมิเป็นคนแรกและคนเดียวที่คุยกับฉัน พี่ภูมิเป็นพื้นที่ที่ทำให้ฉันสบายใจ การมีใครสักคนมาแบ่งเบาเรื่องราวที่เจ็บปวดในอดีตของเรามันดีมากจริงๆ” จิรณัฐเหลือบมองหญิงสาวเป็นพักๆ สายตาที่แข็งกระด้างนั้นก็ค่อยๆ โอนอ่อนลง บางทีเขาอาจจะอคติกับหญิงสาวมากเกินไป
“พี่ภูมิเคยบอกด้วยนะว่าเมื่อก่อนพี่ภูมิก็เป็นคนเก็บตัวเหมือนกันแต่เพราะเจอคุณก็เลยเปลี่ยนไป คุณมาเปลี่ยนโลกใบใหม่ของพี่ภูมิให้มีชีวิตชีวา ก็เหมือนกับที่พี่ภูมิเปลี่ยนโลกของฉันให้สดใสขึ้น ฉันยอมรับว่าทำใจยากกับการจากไปของพี่ภูมิเพราะเหมือนโลกที่สดใสของฉันมันจบลงไปด้วย ฉันก็เลยหาข้ออ้างเพื่อเยียวยาให้ตัวเองว่าการตายของพี่ภูมิไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ ถ้าฉันหาความจริงเรื่องนี้ได้ก็เท่ากับแก้ปมในใจฉันได้เหมือนกัน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงฉันจะได้เป็นอีกคนที่รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดก่อนที่พี่ภูมิจะจากไป โดยไม่ต้องให้พี่ภูมิแบกรับความเสียใจนี้ไว้คนเดียว อีกอย่างพี่ภูมิรักพี่วามาก ตอนที่อยู่กับฉันพี่ภูมิก็มักจะพูดถึงพี่วาบ่อยๆ คนอย่างฉันต่ออยากให้แทรกกลางความสัมพันธ์ก็ทำไม่ได้อยู่ดีและฉันก็ไม่คิดจะทำด้วย การที่เรารู้จักสนิทสนมกับเพศตรงข้ามคือต้องมีใจชอบพออย่างเดียวเหรอคะ หรือคุณเองไม่เคยมีเพื่อนผู้หญิงเลย ฉันอยากจะพูดกับคุณแค่นี้แหละ"หญิงสาวเผยยิ้มก่อนจะเดินจากไป เธอได้อธิบายเรื่องราวทุกอย่างแล้ว ถ้าชายหนุ่มยังไม่เชื่อยังเคลือบแคลงในตัวเธออยู่ เธอก็คงทำอะไรไม่ได้
จิรณัฐเองได้แต่มองตามหลังขวัญข้าวที่พึ่งเดินจากไปด้วยความสับสน น้ำเสียงที่ดูจริงใจและสีหน้าที่เศร้าซึมของหญิงสาวอดทำให้ชายหนุ่มรู้สึกผิดไม่ได้
จิรณัฐหลงใหลกับความหอมหวานที่ได้สัมผัสลูบไล้เรือนร่างของแฟนสาว ชายหนุ่มไม่เคยมีความปรารถนาเรื่องเช่นนี้จนได้ตกหลุมรักขวัญข้าว นับตั้งแต่นั้นก็โหยหาอยากจะครอบครองตัวหญิงสาวมาตลอดแต่ต้องหักใจไว้ ณ ช่วงเวลานั้นยังมีเรื่องราวมากมายที่ไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้เลยทำได้แค่อดทน แต่ ณ ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นแล้ว“พอก่อนค่ะ” ขวัญข้าวผลักชายหนุ่มออกห่างเล็กน้อย“ทำไมกลัวพี่จะทำมากกว่าจูบเหรอ”“ไม่ได้กลัวค่ะแต่มีเรื่องจะถาม พี่จิณรู้ตัวตอนไหนคะว่าชอบข้าว"“ไม่แน่ใจคงจะเป็นความรู้สึกซึมลึกมั้ง แต่ถ้าชัดเจนที่สุดแบบว่ายอมรับใจตัวเองก็คงตอนงานโคมลอยนี่แหละ”“เอ๊ะ! ถ้าเป็นตอนนั้นมันก็ก่อนที่พี่เฌอจะสารภาพรักพี่นะสิ แล้วทำไมพี่ถึงไม่ปฏิเสธพี่เฌอล่ะ นี่พี่ชอบข้าวแต่ก็ชอบพี่เฌอไปด้วยเหรอหลายใจจริงๆ"“ก็พี่ปฏิเสธไง เราสองคนก็ตกลงเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม”“นี่พี่วาก็โกหกเหรอ”“วาอาจจะไม่ได้โกหกก็ได้แต่ฟังไม่จบ บางคนก็เป็นแบบนั้น” จิรณัฐแสยะยิ้มนึกถึงภูภัค เพราะตอนนั้นชายหนุ่มก็แอบฟังเหมือนที่วารีทำแต่ฟังไม่จบเช่นกัน“อ๋อ ที่ทำตัวห่างจากพี่เพราะเรื่องนี้ใช่มั้ย จะเล่นบทนางเอกเสียสละว่างั้น”“ไม่ใช่สัก
ขวัญข้าวยิ้มกว้างไม่สามารถเก็บซ่อนความสุขไว้ได้ ไม่ใช่แค่ชายหนุ่มที่ต้องอดทนรอ4ปี หญิงสาวเองก็อดทนรอเช่นกัน และก็ถึงเวลาแล้วที่ความอดทนตลอด4ปีที่ผ่านมาต้องถูกปลดปล่อยเสียที“ข้าวก็เหมือนกันค่ะ 4ปีที่ไม่มีพี่จิณเหมือนชีวิตข้าวขาดอะไรไป แต่ข้าวก็ใช้ชีวิตอย่างดีไม่ทำให้พี่จิณต้องเป็นห่วงแน่นอน ข้าวมีเพื่อน มีสังคม มีครอบครัวที่น่ารักเหมือนที่พี่จิณอยากให้เป็น ข้าวได้ทำทุกอย่างที่อยากจะทำเกือบครบแล้วขาดก็แค่เรื่องเดียว…คือข้าวไม่มีจิณคอยอยู่ข้างๆ”“แล้วตอนนี้ข้าวพร้อมจะให้พี่อยู่ข้างๆ มั้ย แล้วพี่สามารถบอกได้หรือยังว่าพี่รักข้าว” ชายหนุ่มนัยน์ตาสั่นเครือยิ้มหวานมองไปที่หญิงสาว“แล้วนี่ไม่เรียกว่าบอกเหรอคะ”“อ้าว! พี่บอกไปแล้วเหรอ งั้นถ้าบอกไปแล้วข้าวล่ะจะตอบรับมั้ย”“พี่จิณแน่ใจใช่มั้ยคะว่าความรู้สึกที่พี่จิณมีให้ข้าวไม่ได้เปลี่ยนไปแล้ว 4ปีมันนานมากเลยนะ”“พี่แน่ใจ แน่ใจตั้งแต่ให้คำมั่นกับพ่อข้าวตั้งแต่วันนั้นแล้ว ข้าว…เป็นแฟนกับพี่นะ” จิรณัฐหยอดคำหวานส่งสายตาหวานซึ้งไปที่หญิงสาวอย่างคาดหวัง“ค่ะ ข้าวตกลงเป็นแฟนพี่จิณ” หญิงสาวยิ้มเขินตอบรับอย่างไม่ลังเล ทั้งสองต่างสวมกอดกันและกันอีกครั้ง
ขวัญข้าวนัยน์ตาสั่นไหวรู้สึกถึงบรรยากาศที่คุ้นเคย หญิงสาวค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้สวนในขวดแก้วที่ตั้งไว้ริมหน้าต่างและเห็นว่ามีแผ่นกระดาษที่เหมือนจะเขียนอะไรบางอย่างไว้ก็หยิบขึ้นมาอ่าน ไม่นานนักน้ำตาของหญิงสาวก็หลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย“ถ้าเจอกันอีกครั้ง พี่ไม่ยอมปล่อยข้าวไปไหนแล้วนะ” ขวัญข้าวเผยยิ้มกว้างทั้งน้ำตา หญิงสาวรีบวางโน้ตกลับไว้ที่เดิมวิ่งออกจากห้องนอนมาที่ลานระเบียงก็เห็นจิรณัฐยืนยิ้มให้อยู่จิรณัฐเมื่อเห็นหญิงสาวคนรักก็ยิ้มหวานนัยน์ตาสั่นไหวมองขวัญข้าวด้วยความคิดถึง มือทั้งสองข้างก็กางออกรอรับอ้อมกอดที่อบอุ่นที่จะเข้ามาเติมเต็ม หญิงสาวเองก็ไม่ทำให้ชายหนุ่มผิดหวังรีบเข้าไปสวมกอดไว้แน่น ทั้งสองรับรู้ได้ว่าต่างฝ่ายต่างโหยหาซึ่งกันและกัน เมื่อกลับมาเจอกันอีกครั้งเรื่องทุกอย่างที่ต้องอดกลั้นไว้ก็ได้ปลดปล่อยออกมา“พี่จิณสบายดีนะคะ” หญิงสาวคลายอ้อมกอดออกมองไปที่จิรณัฐด้วยความอาวรณ์ แม้แต่ในตอนนี้เธอก็ยังคงยิ้มด้วยความสุขที่ได้กลับมาเจอชายหนุ่มอีกครั้ง“พี่สบายดี ข้าวสบายดีนะ ดูข้าวโตขึ้นเยอะเลย”“ข้าวสบายดีค่ะ ว่าแต่พี่จิณทำไมมาอยู่นี่คะ”“พี่เป็นคนงานที่ไร่ส้มแสงตะวันน่ะ ก่อนหน้านี้เคย
1 เดือนต่อมา ประเทศเซียร์ราลีโอนเฌอรินใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มนั่งมองดูเด็กๆ อย่างเพลิดเพลินที่กำลังเล่นสนุกกัน ก่อนรอยยิ้มนั้นค่อยๆ คลายลงเมื่อเห็นชายหนุ่มที่คุ้นเคยยืนอยู่อีกฟากกำลังยิ้มและมองมาที่เธอ หญิงสาวไม่คาดฝันว่าจะได้เจอจิรณัฐที่นี่ เมื่อเห็นชายหนุ่มปรากฏตัวก็รีบเดินตรงไปหาอย่างไม่ลังเล“ขอโทษนะที่จิณมาช้าไป”“ไม่เป็นไรเลยแค่จิณมาเฌอก็ดีใจแล้ว ถ้าจิณมาที่นี่แล้วข้าวล่ะ ข้าวมาด้วยเหรอ?”“จิณอกหักน่ะ อย่าพูดถึงอีกเลยไปเล่นกับเด็กๆ ดีกว่า” ชายหนุ่มเผยยิ้มกว้างก่อนจะเดินนำไปยังกลุ่มเด็กๆ ที่เล่นกันอยู่“อกหัก? นี่ข้าวปฏิเสธจิณเหรอ…เป็นไปได้ไง” เฌอรินไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน ขวัญข้าวชอบจิรณัฐมากขนาดนั้นเป็นไปได้ไงที่จะปฏิเสธ ระหว่างสองคนนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ช่วงดึกของวันเฌอรินเดินออกมาสมทบกับจิรณัฐซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดพักนัก หญิงสาวมาถึงเห็นชายหนุ่มเอาแต่เงยหน้าขึ้นมองไปยังบนท้องฟ้าด้วยใจที่สงบนิ่งก็ทำให้หวนนึกถึงจิรณัฐในอดีตขึ้นมา“ไม่เห็นจิณในมุมนี้มานานแล้วนะ ตอนอยู่ไทยการใช้ชีวิตของจิณดูวุ่นวายแต่ก็มีชีวิตชีวามาก มัวแต่ทำเพื่อคนอื่นจนขาดความเป็นตัวเองไป”“สรุปดีหรือ
จิรณัฐมาส่งขวัญข้าวที่บ้านมาลี เห็นหญิงสาวเอาแต่เซื่องซึมก็รู้สึกเป็นห่วง ขวัญข้าวเองเห็นสีหน้าที่เป็นกังวลของจิรณัฐก็คิดโทษตัวเอง ดูเหมือนเธอจะทำให้ชายหนุ่มลำบากใจอีกแล้ว“อย่าทำหน้าแบบนี้สิคะข้าวไม่เศร้าแล้วก็ได้”“แน่ใจ?”“แน่ใจค่ะ สงสารก็แต่น้าลือป่านนี้คงเศร้ามากแน่ๆ เพื่อนสนิทมาจากไปแบบนี้ น้าสุบินน่าสงสารนะคะเห็นน้าลือบอกว่าอยู่ตัวคนเดียวมานานแล้ว ยิ่งมาเป็นมะเร็งอีกความอยากมีชีวิตอยู่ต่อเลยไม่มี”“ทางออกสุดท้ายที่เลือกนั้นแปลว่าได้คิดมาอย่างดีแล้ว ทุกคนล้วนมีวิธีจัดการของตัวเองเราฝืนกรรมใครไม่ได้หรอก แต่ถ้ายังรู้ตัวว่าแก้ไขได้ก็ต้องรีบคว้าโอกาสนั้นไว้ ข้าวเองก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะทำอะไรต่อจากนี้พี่ก็อยากให้ข้าวทำด้วยความสุข”“เข้าใจแล้วค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ายิ้มรับ“พรุ่งนี้พี่ต้องเข้ากรุงเทพ น่าจะอีกสัก3วันถึงจะกลับ”“ไปอีกแล้วเหรอคะ” หญิงสาวหน้างอ แค่ได้ยินว่าชายหนุ่มต้องเดินทางออกห่างจากเธอไปอีกก็เป็นกังวลแล้ว“ดูทำหน้าเข้าสิก็บอกแล้วไงว่าจะกลับมา เข้าบ้านเถอะพรุ่งนี้ต้องไปช่วยงานน้าสุบินใช่มั้ย เห็นน้าลือบอกว่าสวดแล้วเผาเลยนี่”“ค่ะ งั้นไว้เจอกันนะคะ” หญิงสาวโบกมือลาเดินเข้าไป
“แม่ตบวาทำไม?” วารีถามผู้เป็นแม่ด้วยขุ่นเคือง“ฉันตบที่แกไม่รักดี ตบที่การกระทำของแกมันไร้ยางอายนะสิ ภูภัคมาหาฉันบอกความหน้าด้านและพฤติกรรมแย่ๆ ของแกให้ฉันฟังหมดแล้ว และก็ย้ำให้ฉันดูแกให้ดีๆ อย่าได้เข้าไปวุ่นวายกับพวกเขาอีก พวกเขาไม่อยากเกี่ยวข้องอะไรกับแกแล้ว”“นี่ภัคมาหาแม่เหรอ ภัคมาบอกแม่ว่าที่ภูมิตายเป็นเพราะวาใช่มั้ย แม่อย่าเชื่อภัคนะวาไม่ได้ทำให้ภูมิตาย วาไม่เกี่ยวข้องกับการตายของภูมิเลย”“แกยังจะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องอีกเหรอ ไม่ใช่เพราะแกเหรอที่ทำให้ภูมิเสียใจจนต้องดื่มจนเมาแล้วเอาชีวิตไปทิ้งน่ะ แกไม่รักเขาแล้วแกจะตอบตกลงแต่งงานกับเขาทำไมวารี!” ผู้เป็นแม่ตะคอกไปที่ลูกสาว เธอเองก็หลั่งน้ำตาด้วยความโกรธไม่คิดว่าวารีลูกสาวของเธอจะมีความคิดและพฤติกรรมแย่ๆ ขนาดนี้ เธอผิดหวังในตัววารีมาก“ฉันก็นึกว่าแกขออยู่ที่เวียงผาต่อเพราะยังคิดถึงภูมิอยู่ ที่ไหนได้แกอยู่เพราะผู้ชายที่เขาไม่เห็นแกอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ คิดอะไรอยู่น่ะวา ศักดิ์ศรีของแกมันหายไปไหนหมด ไปเก็บของซะพรุ่งนี้ฉันจะส่งแกไปอยู่กับตายายที่ซานตง”“ไม่นะแม่วาไม่ไป วายอมรับผิดแล้วแม่อย่าส่งวาไปเลยนะ วาอยู่ที่นั่นไม่ได้จริงๆ”“ฉันกับพ







![พื้นที่นี้มีคนเก่า [อ่านฟรี เป็นของขวัญปีใหม่]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)