Se connecterภายในห้องโดยสารเงียบสงบลง หลังจากมู่เสวี่ยจากไปนิ่งหลงก็กลับมาอยู่ในโหมดคุณชายผู้เคร่งขรึมจริงจังอีกครั้ง หรือจะกล่าวให้ถูกก็คือ นี่เป็นนิสัยที่แท้จริงของเขา มีเพียงอยู่กับคู่หมั้นคนนั้นเขาถึงจะแสดงอารมณ์ในด้านอื่นออกมาบ้าง
ชายหนุ่มกำลังเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนเลื่องชื่อ เป็นสถานที่สำหรับนักศึกษาที่มีสถานะเดียวกัน ความจริงการเรียนที่นั่นอาจเป็นการหาคอนเนคชั่นมากกว่าหาความรู้ ที่นี่ขอแค่มีเงินมากพอก็สามารถเข้าเรียนได้ นิ่งหลงย่อมไม่ใช่นักศึกษาธรรมดา เขาคือทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลนิ่ง ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ เขาใช้ชีวิตอยู่กับคุณปู่เพียงลำพังหลังจากที่พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินส่วนตัวตก ความสูญเสียหล่อหลอมให้เขาเติบโตขึ้นมาพร้อมกับบุคลิกที่นิ่งขรึม สิ่งที่แบกอยู่คือภาระหน้าที่ในฐานะทายาทที่ต้องสืบทอดกิจการ จึงบ่มเพาะนิสัยที่ชอบตั้งตนเป็นใหญ่ขึ้นมา จะอย่างไรเขาก็อายุยังไม่ถึงยี่สิบปี ยังไม่เคยพบเจอสังคมการทำงานอันเข้มงวด ทำให้อาจขาดความเด็ดขาดไปบ้าง หากกลับมีความเอาแต่ใจอยู่เต็มเปี่ยม นิ่งหลงจ้องมองเงาร่างที่เดินไกลออกไปอย่างช้า ๆ ผ่านกระจก สายตาเฝ้าติดตามแผ่นหลังมู่เสวี่ยด้วยความห่วงใย จนกระทั่งร่างของเธอเดินหายลับเข้าไปในประตูทางเข้าสถานศึกษา “ส่งคนในตระกูลคอยตามดูมู่เสวี่ยห่าง ๆ อย่าให้ใครมาทำให้เธอต้องลำบากใจ” ริมฝีปากบางเฉียบออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยหากแฝงความเผด็จการอย่างเต็มที่ “ได้ครับ” เลขาหยางรับคำ หลังจากนั้นจึงเคลื่อนรถออกจากจุดเดิมในมุมอับสายตา ทันทีที่ล้อรถแตะลงบนถนนสายหลัก รถเอสยูวีสีดำสนิทจำนวนสี่คันที่จอดอยู่ตามมุมต่าง ๆ ก็พุ่งทะยานออกมาประกบเข้าที่ด้านหน้าและด้านหลังรถยนต์ของนิ่งหลงอย่างพร้อมเพรียงกัน ขบวนรถห้าคันจัดรูปขบวนคุ้มกันอย่างแน่นหนา ไม่ว่ารถคันไหนขับอยู่ด้านหน้าก็จะรีบหลีกทางให้เขาไปก่อนราวกับเป็นเจ้าของถนนแต่เพียงผู้เดียว สำหรับคนทั่วไปย่อมเกรงกลัวเหตุการณ์เช่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังรู้สึกว่ามันดูน่าเกรงขามและเท่บาดใจอยู่ดี เหตุผลที่ก่อนหน้านี้ไม่มีขบวนรถคุ้มกันปรากฏให้เห็นย่อมเป็นเพราะคำสั่งของเจ้านายอย่างนิ่งหลง สมัยเด็กมู่เสวี่ยเคยบ่นว่าไม่ชอบขบวนคุ้มกันแบบนี้ พวกเขาดูน่ากลัวทั้งอยู่ด้วยแล้วอึดอัด นิ่งหลงจำคำพูดนั้นของเธอได้ขึ้นใจและใส่ใจมันเสมอมา ดังนั้นทุกครั้งที่เขาไปรับส่งมู่เสวี่ย เขาจะออกคำสั่งให้เหล่าคนคุ้มกันฝีมือดีของตระกูลถอยร่นออกไป และใช้วิธีการติดตามมาห่าง ๆ เพื่อไม่ให้เธอรู้สึกไม่ดี ตระกูลนิ่งนั้นไม่เหมือนตระกูลมู่ที่อยู่แต่ในที่สว่าง การพัฒนาอสังหาบางครั้งก็ต้องมีมุมมืดบ้างจึงจะประกอบกิจการได้อย่างสะดวกดาย และที่ตระกูลนิ่งยิ่งใหญ่มาจนจวบทุกวันนี้ย่อมไม่ใช่แค่ทำตามกฎหมายอย่างถูกต้องแน่นอน เขาที่เป็นทายาทเพียงคนเดียวจึงต้องมีคนคอยดูแลความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด “วันนี้มีนัดที่ไหน” นิ่งหลงกลับมาอ่านเอกสารในมือที่ตอนนี้ยับย่นไปแล้วอีกครั้งพร้อมกับถามขึ้น “ตอนเย็นท่านประธานต้องการให้เจ้านายไปงานเลี้ยงเปิดตัวคอนโดใหม่ครับ ตามด้วยงานประมูลการกุศลในตอนกลางคืน” เลขาหยางตอบ ก่อนจะสำทับอีกครั้งเมื่อเจ้านายของตนเองปรายตามามองเขาผ่านกระจกมองหลัง “คนจัดงานคือมาดามลอสมัวร์ เจ้าของแบรนด์เครื่องเพชรจากอิตาลี เธอจะใช้เครื่องประดับที่ออกแบบเองมาเป็นของในการประมูลครับ” นิ่งหลงที่ได้ฟังก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อืม” แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ส่วนในใจกำลังคิดว่าจะประมูลของพวกนี้ไปให้เสวี่ยเสวี่ยของเขาสักหน่อย *** ลานกว้างหน้าคณะของมหาวิทยาลัยมีนักศึกษามากหน้าหลายตาเดินกันขวักไขว่ เสียงพูดคุยกันคึกคักจอแจไม่ได้ศัพท์ หญิงสาวคนหนึ่งกำลังเดินทอดน่องเพื่อซึมซับบรรยากาศเก่า ๆ นี้ มู่เสวี่ยสูดลมหายใจเข้าลึก อากาศวันนี้ค่อนข้างแจ่มใสเหมาะกับการเริ่มต้นการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยวันแรกสุด ๆ ที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยแบบกึ่งประจำ มีหอพักฟรีสำหรับนักศึกษา หนึ่งห้องอยู่ด้วยกันสี่คน แต่หากใครไม่ต้องการก็สามารถออกไปเช่าห้องด้านนอกอยู่ได้เช่นกัน มู่เสวี่ยเลือกที่จะพักแบบประจำเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ข้าวของก็มีคนขนมาให้ก่อน เหลือแค่เธอต้องเข้าไปอยู่เท่านั้น แน่นอนว่าเพื่อนร่วมห้องทั้งสามนั้นเธอรู้จักมักคุ้นดี เมื่อนึกถึงมุมปากก็ยกยิ้มขึ้นอย่างร้ายกาจ ก่อนจะเดินต่อไปที่ตึกคณะ การเดินเหินของมู่เสวี่ยล้วนเต็มไปด้วยความมั่นใจ ทุกก้าวแฝงไปด้วยความสง่างามและมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างน่าประหลาด อากัปกิริยาแบบนี้ไม่คล้ายคนที่พื้นฐานครอบครัวต่ำต้อย แต่ถุงผ้าใบเก่าในมือก็ช่างขัดกับภาพลักษณ์เหลือเกิน ยังมีความสวยงามและผิวที่ขาวจนแทบมองทะลุของเธอ นักศึกษาชายหญิงรอบข้างที่เดินผ่านจึงต่างพากันเหลียวมองตามอย่างไม่วางตา มีกลุ่มนักศึกษาที่อยู่รอบข้างเริ่มวิพากษ์วิจารณ์เธอกันเบา ๆ “คนนั้นใครน่ะ สวยกว่านักแสดงในละครอีก” “ดูเหมือนลูกคุณหนูอยู่นะ แต่ก็เหมือนจะไม่ใช่” “น่าจะเด็กบ้านจนจากรอบนอก เมืองทางตอนเหนือเห็นว่ามีคนสวยแบบนี้เยอะเลย น่าเสียดายจังที่เป็นแค่คนจากชนบท” เสียงซุบซิบนั้นไม่ดังพอให้มู่เสวี่ยจับใจความได้มากนัก แต่ละคนก็แค่เอ่ยถึงเธอด้วยความสนใจไม่ได้นินทาว่าร้ายอะไร เพราะจะอย่างไรคนส่วนใหญ่ที่นี่ก็เป็นคนระดับใกล้เคียงกัน หากก็มีบางคำที่ลอยมาถึงหูของเธออยู่ดี เช่นคำว่า บ้านนอก จน หรืออะไรเทือกนั้น ผู้ฟังจึงอมยิ้มอย่างภูมิใจที่คิดว่าแผนปลอมตัวประสบผลผ่านไปเกือบสองอาทิตย์หลังจากวันไปออกงานเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี จู่ๆวันหนึ่งนิ่งหลงก็โทรเข้ามาเพื่อชวนกลับบ้านของเขาอีกครั้ง“คุณปู่กลับจากต่างประเทศแล้ว อยากให้เธอไปเยี่ยม เย็นนี้ฉันจะไปรับ”มู่เสวี่ยยิ้มทันทีที่ได้ยิน อดคิดถึงคุณปู่ไม่ได้เหมือนกัน เธอจำได้แค่ว่าท่านเป็นคนใจดี ตั้งแต่เด็กก็เอาใจใส่เธอเสมอเมื่อเธอไปหา“ได้ค่ะ” เธอตอบรับเมื่อวางสายเธอก็หันไปเลือกเสื้อผ้าในตู้ เมื่อก่อนไม่ได้คิดมากเรื่องก่รแต่งกายนัก แต่เมื่อพร้อมตกลงปลงใจกับนิ่งหลงแล้วก็รู้สึกเกร็งขึ้นมาบ้างถ้าจำไม่ผิดพ่อของเธอพาไปเที่ยวเล่นที่ตระกูลนิ่งครั้งแรกตอนอายุยังไม่ถึงสิบขวบดี แต่เหมือนทางฝั่งตระกูลนิ่งจะแวะเวียนไปมาหาสู่ตระกูลมู่ก่อนหน้านั้นตั้งแต่เธอยังจำความไม่ได้แล้วสรุปแล้วในเย็นวัน มู่เสวี่ยเพียงแค่แต่งตัวสบาย ๆ เหมือนไปพบผู้ใหญ่ในบ้านเท่านั้น จะอย่างไรแบบนี้กลับเป็นกันเองมากกว่าพอรถแล่นผ่านประตูรั้วเข้าคฤหาสน์ เธอและนิ่งหลงก็ถูกพาไปที่ห้องทำงานของนายท่านใหญาตระกูลนิ่งทันทีเมื่อมู่เสวี่ยเดินเข้าไปถึง ชายชราที่กำลังนั่งอ่านเอกสารบนโต๊ะก็ยิ้มกว้างแล้วลุกขึ้นยืนต้อนรับด้วยความดีใจอย่างเห็นได้ชัด“เสวี่ย
*** ระหว่างที่หวังเจี้ยนกำลังตกตะลึง มู่เสวี่ยที่เดินผ่านไปก็หันมาสบตากับเขาพอดี เธอเลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนอีกฝ่ายตระกูลหวังยังไม่ล้มสินะ หญิงสาวคิดเมื่อผู้คนเริ่มละความสนใจจากเธอและคู่หมั้น เธอจึงขอตัวจากนิ่งหลงที่หน้าบึงตึงออกมาแล้วเดินไปหาที่นั่งมุมห้อง หวังเจี้ยนจึงได้โอกาสเข้าไปคุยกับเธอหลังจากที่รอจังหวะอยู่นาน แต่ความจริงที่มู่เสวี่ยออกมาที่ตรงนี้เพราะต้องการให้เขาเข้าหานั่นแหละ“สวัสดีค่ะรุ่นพี่ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ” มู่เสวี่ยเอ่ยทักทายก่อน ใบหน้ายังคงยิ้มแย้ม ไม่มีร่องรอยความอึดอัดใจที่ความลับเรื่องฐานะของตนเองถูกเปิดเผย“น้องมู่เสวี่ย…” หวังเจี้ยนกำลังจะพูดอะไรสักอย่างแต่ถูกหญิงสาวตรงหน้าขัดขึ้นมาก่อน“เรียกฉันว่าคุณหนูมู่เหมือนคนอื่นจะดีกว่านะคะ” เธอยิ้ม แต่รอยยิ้มครั้งนี้ไม่ได้อ่อนโยนเหมือนทุกทีหวังเจี้ยนรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที ปกติเป็นเขาที่ต้องโอ้อวดฐานะของตนเอง พอรู้ว่าเทียบเธอไม่ติดก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี“ฉันเพิ่งได้ยินเรื่องน้องสาวของรุ่นพี่มา ถ้าจะบอกว่ายินดีคงเป็นการเยาะเย้ยคราวเคราะห์ของเธอ แต่สมควรหรือเปล่าคะที่ใช้ชีวิต
สองสัปดาห์ถัดมา หวังเจี้ยนได้รับเชิญไปงานเลี้ยงสังสรรค์ทางธุรกิจของกลุ่มทุนแห่งหนึ่งในฐานะตัวแทนบริษัทของครอบครัว แม้สถานะทางธุรกิจจะเล็กลงกว่าเดิมมากจากเหตุการณ์ของพ่อ แต่ก็ถูกสามีของหวังปิงปิงช่วยพยุงเอาไว้ ถึงอีกฝ่ายจะทำไปเพราะคิดไม่ซื่อก็ตาม เขาก็ต้องยอมรับการช่วยเหลือนี้อยู่ดี อีกทั้งยังต้องสานสัมพันกับบริษัทอื่นต่อไปจึงมาร่วมงานนี้ความจริงงานนี้จัดมาค่อนข้างยิ่งใหญ่ แต่เพราะยิ่งใหญ่นั่นแหละจึงมีผู้คนถูกเชิญมาด้วยเป็นจำนวนมาก ใครมีเส้นสายก็พยายามดันตัวเองเข้ามาที่นี่เพื่อสร้างคอนเนคชันให้มากขึ้นหวังเจี้ยนก็เดินวนเวียนทักทายผู้คนในงาน ทุกคนก็ตอบรับอย่างดี เหล่านักธุรกิจย่อมรู้ดี ผู้ล้มในวันนี้ วันหน้าอาจกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้ พวกเขาจึงไม่หักหน้ากันซึ่งหน้าหากไม่ใช้ศัตรูชั่วชีวิต ถึงแม้ว่าตอนนี้บริษัทตระกูลหวังจะตกต่ำก็ตามในขณะที่งานกำลังดำเนินไปได้สวย จู่ๆ ผู้คนทางหนึ่งก็ฮือฮาขึ้นมาและพากันเฮโลไปทางนั้น หวังเจี้ยนที่กำลังกระชับมิตรกับบริษัทคู่ค้าเดิมก็หันมองตาม“หืม ทำไมทายาทตระกูลนิ่งถึงมางานนี้ด้วยล่ะ” ชายคนหนึ่งที่พยายามจะเบียดตัวเข้าไปใกล้ศูนย์กลางเหตุการณ์แล้วถูกพลักออกม
***ทางด้านมู่เสวี่ยอาจสงบสุขแล้ว แต่ทางด้านหวังเจี้ยนยังคงมีแต่คำถามในใจแม้เวลาจะผ่านมาหลายเดือนนับตั้งแต่วันที่ตำรวจเข้าจับกุมพ่อของเขาในคดีให้สินบนเจ้าพนักงานจนธุรกิจของตระกูลหวังพังทลายลงในชั่วข้ามคืน หวังเจี้ยนเอาแต่ตั้งคำถามกับเรื่องนี้มาตลอดว่าทำไมพ่อผู้รอบคอบมาตลอดชีวิตของเขาถึงกระทำเช่นนั้นอย่างไม่ระวังตัวแน่นอนว่าเขาไม่คิดว่าผู้เป็นพ่อผิด จะอย่างไรเขาเห็นการยัดเงินใต้โต๊ะแบบนี้มาตั้งแต่เด็กโต คล้ายจะเป็นเรื่องปกติในชีวิตด้วยซ้ำสิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดของเรื่องนี้ไม่ใช่การที่มีคนรู้ว่าพวกเขาทำผิดกฎหมาย แต่คือทำไมเรื่องอื้อฉาวนี้ถึงประเดประดังเข้ามาใช่ช่วงจังหวะที่ธุรกิจอยู่ในจุดเสี่ยงพอดีต่างหากตอนนี้เมื่อธุรกิจครอบครัวเกือบล้มละลาย น้องสาวต้องจำใจแต่งงานเพื่อแลกเงินมาประคองกิจการที่เหลืออยู่ หวังเจี้ยนจึงต้องการหาความจริงว่าใครอยู่เบื้องหลังการวางกับดักครั้งนี้กันแน่ เพราะดูอย่างไรมันก็เกิดขึ้นอย่างประจวบเหมาะเกินไปด้วยความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยังหลงเหลืออยู่บ้าง เขาจึงติดต่อขอพบกับผู้จัดการของเยี่ยนไท่คนหนึ่งที่เคยรู้จักกันมาก่อน หวังว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนกว่าคำอธิบายอย่า
“เย็นนี้ต้องไปไหนไหม” นิ่งหลงถามขึ้นมา“ไม่นะคะ วันนี้ฉันว่างทั้งวันเลย” มู่เสวี่ยส่ายศีรษะตอนนี้คือเวลาบ่ายสามแล้ว และเป็นช่วงสุดสัปดาห์ เธอมีแพลนว่าจะไปนอนพักที่บ้าน อีกทั้งย้ายมาอยู่ที่คอนโดจึงไม่มีอะไรให้ทำนอกจากอ่านหนังสือ“งั้นไปกินข้าวกับฉันที่บ้าน” นิ่งหลงสรุปแผนการให้เบ็ดเสร็จโดยไม่ถามสักคำความเผด็จการของเขานั้น มู่เสวี่ยเคยชินจนไม่รู้จะชินอย่างไรแล้ว แม้ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นบ้านเขาแทนที่จะเป็นร้านอาหารอร่อย ๆ ก็ตาม แต่เธอก็อดประหม่าเล็กน้อยไม่ได้เพราะไม่ได้ไปที่นั่นมานานพอดู“เธอนั่งเล่นไปก่อน ฉันต้องเคลียร์งาน” นิ่งหลงค่อนข้างตามใจคู่หมั้นของตนเอง แต่กับงานแล้วเขาก็จริงจังเช่นกัน จึงไม่ได้นั่งเป็นเพื่อนอีกฝ่ายและปล่อยให้เธอเล่นโทรศัพท์รอมู่เสวี่ยก็ไม่ได้อยากให้ใครมาอยู่เป็นเพื่อน บางครั้งการได้นั่งมองใบหน้าหล่อ ๆ ที่กำลังทำงานอย่างขยันขันแข็งก็เพลินดีเหมือนกันจวบกระทั่งห้าโมงเย็น นิ่งหลงขับรถพามู่เสวี่ยไปที่บ้านด้วยตนเอง หยางเทาถูกส่งให้ไปทำงานอื่น และหากไม่จำเป็นเลขาหญิงของเขาก็ไม่ได้มีหน้าที่มาขับรถให้จึงไม่ได้เรียกใช้ ที่ด้านหลังจึงตามติดมาด้วยรถบอดี้การ์ดสองคันโดย
***ปัญหาบางส่วนของมู่เสวี่ยได้รับการแก้ไขแล้ว ศัตรูบ้างทำลายตัวเอง บ้างยุติความแค้นลง คงเหลือเพียงน้องสาว แม่เลี้ยง และผู้บงการเบื้องหลังที่ทำให้ตระกูลมู่ล่มสลาย แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาไปจัดการคนเหล่านั้น เธอต้องเรียนให้จบเสียก่อน หลังจากนั้นจะได้ทำอะไรได้ง่ายขึ้น“นิ่งหลงอยู่ไหมคะ” มู่เสวี่ยถามเลขาหน้าห้องของนิ่งหลง“สวัสดีค่ะคุณมู่ เจ้านายอยู่ข้างในกับคุณเลขาหยางค่ะ” เลขาสาวหน้าห้องลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปหามู่เสวี่ย“เอ๋ มีธุระเหรอคะ เดี๋ยวฉันนั่งรอก่อนก็ได้” มู่เสวี่ยตอบกลับ เธอค่อนข้างเกรงใจที่จะเข้าไปรบกวนชายหนุ่ม“คุณมู่สามารถเข้าไปได้เลยค่ะ เจ้านายสั่งไว้ว่าถ้าคุณมา สามารถเข้าไปหาได้เลยทุกกรณี” เธอพูดพลางผายมือไปทางประตู ทำท่าจะเปิดให้เมื่อพูดมาแบบนั้นมู่เสวี่ยย่อมไม่เกรงใจแล้ว วันนี้เธอเดินทางมาด้วยตัวเองไม่ได้ให้นิ่งหลงหรือคนของเขาไปรับ อีกทั้งยังไม่ได้แจ้งล่วงหน้า เธอแค่ว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำเพราะหลินซานซานขอตัวกลับบ้านไปงานแต่งญาตคนหนึ่งจึงไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนในวันหยุดก๊อก ๆ“คุณมู่มาค่ะท่าน” เลขสาวเพียงแค่แจ้งเท่านั้นก่อนจะเปิดประตูเข้าไปทันทีเธอคนนี้เป็นผู้ช่วยอีกหนึ่งคนข







