Masukไม่ว่าหญิงสาวเดินผ่านไปทางไหนก็มีคนเหลียวมองเธอไปตลอดทาง คุณหนูใหญ่มู่กลับคิดว่านี่เป็นเรื่องปกติ เพราะส่วนใหญ่เวลาออกไปดูงานกับผู้เป็นพ่อเธอก็เป็นเป้าสายตาเช่นนี้เสมอ
ย้อนอดีตกลับมาครั้งหนึ่ง สิ่งที่มู่เสวี่ยไม่เคยรู้เช่นจิตใจอันโสมมของมนุษย์เธอก็ได้รับรู้มากขึ้น แต่เรื่องทางโลกบางอย่างก็ยังคงไม่รู้เช่นเดิม เหมือนตอนนี้ที่เธอไม่เข้าใจว่าการที่นักศึกษาคนอื่นมองตามกับการที่พนักงานในโรงแรมที่ครอบครัวเธอเป็นเจ้าของมองตามนั้นไม่เหมือนกัน ความอยากรู้อยากเห็นกับความเคารพนั้นต่างกันสุดกู่ หากนี่กลับเป็นความน่ารักและเสน่ห์ที่ทำให้ชายหนุ่มผู้เป็นคู่หมั้นตกหลุมจนถอนตัวไม่ขึ้น เป็นความใสซื่อที่ทำให้คนผู้นั้นยอมสยบ มู่เสวี่ยเดินไปที่ป้ายประกาศประจำคณะเพื่อเช็กห้องและอาคารที่ต้องไปรายงานตัวอย่างอารมณ์ดี ตอนนี้เป็นเวลาแปดโมงเช้า แต่อาคารหลังเดียวทำให้หญิงสาวต้องเดินวนเวียนไปมานับชั่วโมง ตั้งแต่เล็กจนโตเธอไม่เคยไปไหนเองคนเดียว นอกจากเส้นทางที่ใช้ประจำเธอแทบจำเส้นทางอื่นไม่ได้ ครั้งก่อนที่มารายงานตัวก็เป็นนิ่งหลงที่เข้ามาส่ง แต่ดูเหมือนครั้งนี้เขาจะตกใจเกินไปที่เธอกลั่นแกล้งจึงไม่ได้ตามมาด้วย หลังจากคลำทางจนมาถึงหน้าโถงลิฟต์ของอาคารเรียนสาขาการจัดการโรงแรม มู่เสวี่ยก็ต้องยืนซับเหงื่อด้วยความเหนื่อยอ่อนขณะยืนรอลิฟต์เคลื่อนตัวลงมา ในตอนนั้นเอง เสียงพูดคุยกันเบา ๆ ที่ดังขึ้นมาทำให้เธอต้องหันไปมอง ก่อนจะเห็นสองนักศึกษาชายที่น่าจะเป็นรุ่นพี่กำลังเดินตรงมาทางนี้ ชายหนุ่มทั้งสองคนนั้นคือหัวโจกประจำคณะ เมื่อพวกเขาเห็นมู่เสวี่ยก็ส่งยิ้มกรุ้มกริ่มไปให้ ทั้งยังใช้สายตารุ่มร่ามกวาดมองรูปร่างของเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า มู่เสวี่ยจำพวกเขาได้ในทันทีที่เข้ามาใกล้ ความทรงจำจากชีวิตก่อนวาบขึ้นมาในสมอง ตัวการอันชั่วช้าของคณะบริหารสองคนนี้เป็นเสือผู้หญิงตัวพ่อ พวกเขาใช้วิธีการล่อเหยื่อด้วยคำหวาน ตกหญิงสาวอ่อนต่อโลกที่เพิ่งเข้าเรียนไปหลายราย ที่เลวร้ายกว่านั้นคือเมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วพวกเขากลับใช้การแบล็กเมลเพื่อข่มขู่พวกเธอเหล่านั้นให้จำยอมต่อไป ต้องยอมรับว่าที่พวกเขาทำได้เพราะมีหน้าตาที่ดูดี แต่สำหรับมู่เสวี่ยที่เจอเบ้าหน้าฟ้าประทานของนิ่งหลงมาทั้งชีวิตก็แทบไม่รู้สึกว่าทั้งสองคนนี้มีดีที่ตรงไหน ยังไม่ทันที่ทั้งสองรุ่นพี่จะเข้าไปทักทายนักศึกษาน้องใหม่คนสวย ที่ด้านหลังกลับมีคนอีกกลุ่มหนึ่งเดินตามเข้ามา และเหมือนว่าจะเป็นนักศึกษาใหม่ที่จะไปรายงานตัวเช่นกัน หน้าโถงลิฟต์จึงเบียดเสียดไปด้วยผู้คนในทันที จากค่านิยมในสังคม นักศึกษาชายทั้งหลายจึงได้ให้นักศึกษาหญิงขึ้นไปก่อน ก่อนประตูจะปิดลงสองรุ่นพี่ก็สบตากับมู่เสวี่ยพอดี “เฮ้ หวังเจี้ยน เห็นน้องใหม่คนเมื่อกี้เปล่า โคตรเด็ด ออร่าระดับคุณหนู แต่ชีวิตจริงน่าจะกระจอก หึหึ สนใจหรือเปล่า” รุ่นพี่คนหนึ่งใช้ศอกสะกิดเพื่อนข้างกายแล้วเอ่ยด้วยเสียงกระซิบเพื่อไม่ให้ผู้คนรอบข้างได้ยิน “เออสิ คนนี้สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นเลย” หวังเจี้ยนยิ้มกริ่ม “ไม่เห็นสายตาที่มองกลับมานั่นไง มีหวังว่ะ” เขาลูบปลายคางของตนเอง ดวงตาสีดำกลมโตที่หางตายกสูงเล็กน้อยของรุ่นน้องหญิงคนสวยยังติดตรึงใจ “ไหนขอดูหน่อยว่าอยู่สาขาไหน” เพื่อนของหวังเจี้ยนยกมือถือขึ้นมาเข้าระบบสโมสรนักศึกษาที่มีไว้สำหรับกลุ่มคณะของประธานนักศึกษามหาวิทยาลัย และเขาก็เป็นหนึ่งในกลุ่มก้อนนั้น ติ๊ง! ลิฟต์เลื่อนลงมาพอดี พวกเขาจึงเดินเข้าไปพร้อมกับนักศึกษาที่เหลือ “หมิงเจ๋อ ยังไม่ได้อีกเหรอวะ!” หวังเจี้ยนใช้ศอกสะกิดเพื่อนเบา ๆ “เออ ใจเย็นสิ นี่มันในลิฟต์ ใช้เน็ตไม่ได้เนี่ย” เขาเองก็หงุดหงิดเช่นกัน ยุคนี้แล้ว อินเทอร์เน็ตไวยิ่งกว่าอะไร แต่มหาวิทยาลัยยังคงปล่อยไวไฟให้นิดเดียว เมื่อลิฟต์เปิดออก สองหนุ่มกลับเห็นว่าสาวสวยที่หมายตากำลังยืนรอพวกเขาอยู่ จึงหันมองหน้ากันครั้งหนึ่งแล้วยิ้มออกมาก่อนจะเดินเข้าไปทักทายอีกฝ่าย *** มู่เสวี่ยยืนนิ่งอยู่หัวมุมทางเข้าลิฟต์ มือเรียวสวยของเธอกระชับสายของถุงผ้าที่คล้องอยู่บนไหล่ และแน่นอนว่าเธอไม่ได้รอเจอพวกรุ่นพี่เหมือนที่อีกฝ่ายคิด ถ้าจะมองดูจริง ๆ คือเธอกำลังยืนอยู่กับเพื่อนสาวร่วมคณะที่ขึ้นลิฟต์มาด้วยกันเมื่อครู่ แต่ห้องที่จะมารายงานตัวอยู่ตรงหน้าลิฟต์นี่เอง จึงได้ค่อย ๆ ทยอยกันเข้าไป ส่วนที่เหลือก็ออกันอยู่ตรงนี้ ในขณะนั้นเอง รุ่นพี่ทั้งสองที่เพิ่งออกมาจากลิฟต์ก็เดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงนุ่มหูที่พยายามแสร้งให้ดูอบอุ่นและเป็นมิตรที่สุด “สวัสดีรุ่นน้อง พี่ชื่อหวังเจี้ยน เป็นรุ่นพี่ปีสองคณะบริหาร จะเรียกเจี้ยนเกอก็ได้ มาทำอะไรอยู่ตรงนี้เหรอ” หวังเจี้ยนออกตัวพูดก่อน มู่เสวี่ยไม่ได้เอ่ยตอบในทันที เธอเพียงแค่ค่อย ๆ เอียงคอเล็กน้อยจ้องสบตากับผู้พูด ดวงตาสีดำสนิทนั้นลึกล้ำยากจะคาดเดาความรู้สึกแต่ก็งดงามเหมือนกวางน้อยตัวหนึ่ง เมื่อจ้องตรงมาเช่นนี้กลับทำเอาชายหนุ่มที่มองอยู่แทบใจละลาย นับ 1 - 2 และ 3 มู่เสวี่ยย่อมไม่ได้สนใจที่จะมองเขาสักเท่าไหร่ แต่เธอยินดีอยู่บ้างที่มีคนมาช่วยทดสอบพลังให้ กล่องข้อความสีแดงสดเด้งขึ้นมาทันที ครั้งนี้เธอยิ่งมั่นใจในวิธีการทำงานของมัน [ ยัยเด็กบ้านนอกนี่ คงไม่ค่อยมีเงินล่ะสิท่า ถ้าล่อด้วยกระเป๋าแบรนด์เนมสักใบก็คงได้อยู่ล่ะมั้ง ] [ หลอกให้ไปกินข้าวด้วยตั้งแต่วันแรกดีไหมนะ ] [ ไม่รู้ว่าโรงแรมเดิมจะมีห้องว่างไหม ] แม้จะรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนดี แต่เมื่อเห็นแบบนั้นก็ทำเอามู่เสวี่ยเดือดดาลขึ้นมา รอยยิ้มที่ออกมาจึงเย็นเยียบจับใจผ่านไปเกือบสองอาทิตย์หลังจากวันไปออกงานเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี จู่ๆวันหนึ่งนิ่งหลงก็โทรเข้ามาเพื่อชวนกลับบ้านของเขาอีกครั้ง“คุณปู่กลับจากต่างประเทศแล้ว อยากให้เธอไปเยี่ยม เย็นนี้ฉันจะไปรับ”มู่เสวี่ยยิ้มทันทีที่ได้ยิน อดคิดถึงคุณปู่ไม่ได้เหมือนกัน เธอจำได้แค่ว่าท่านเป็นคนใจดี ตั้งแต่เด็กก็เอาใจใส่เธอเสมอเมื่อเธอไปหา“ได้ค่ะ” เธอตอบรับเมื่อวางสายเธอก็หันไปเลือกเสื้อผ้าในตู้ เมื่อก่อนไม่ได้คิดมากเรื่องก่รแต่งกายนัก แต่เมื่อพร้อมตกลงปลงใจกับนิ่งหลงแล้วก็รู้สึกเกร็งขึ้นมาบ้างถ้าจำไม่ผิดพ่อของเธอพาไปเที่ยวเล่นที่ตระกูลนิ่งครั้งแรกตอนอายุยังไม่ถึงสิบขวบดี แต่เหมือนทางฝั่งตระกูลนิ่งจะแวะเวียนไปมาหาสู่ตระกูลมู่ก่อนหน้านั้นตั้งแต่เธอยังจำความไม่ได้แล้วสรุปแล้วในเย็นวัน มู่เสวี่ยเพียงแค่แต่งตัวสบาย ๆ เหมือนไปพบผู้ใหญ่ในบ้านเท่านั้น จะอย่างไรแบบนี้กลับเป็นกันเองมากกว่าพอรถแล่นผ่านประตูรั้วเข้าคฤหาสน์ เธอและนิ่งหลงก็ถูกพาไปที่ห้องทำงานของนายท่านใหญาตระกูลนิ่งทันทีเมื่อมู่เสวี่ยเดินเข้าไปถึง ชายชราที่กำลังนั่งอ่านเอกสารบนโต๊ะก็ยิ้มกว้างแล้วลุกขึ้นยืนต้อนรับด้วยความดีใจอย่างเห็นได้ชัด“เสวี่ย
*** ระหว่างที่หวังเจี้ยนกำลังตกตะลึง มู่เสวี่ยที่เดินผ่านไปก็หันมาสบตากับเขาพอดี เธอเลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนอีกฝ่ายตระกูลหวังยังไม่ล้มสินะ หญิงสาวคิดเมื่อผู้คนเริ่มละความสนใจจากเธอและคู่หมั้น เธอจึงขอตัวจากนิ่งหลงที่หน้าบึงตึงออกมาแล้วเดินไปหาที่นั่งมุมห้อง หวังเจี้ยนจึงได้โอกาสเข้าไปคุยกับเธอหลังจากที่รอจังหวะอยู่นาน แต่ความจริงที่มู่เสวี่ยออกมาที่ตรงนี้เพราะต้องการให้เขาเข้าหานั่นแหละ“สวัสดีค่ะรุ่นพี่ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ” มู่เสวี่ยเอ่ยทักทายก่อน ใบหน้ายังคงยิ้มแย้ม ไม่มีร่องรอยความอึดอัดใจที่ความลับเรื่องฐานะของตนเองถูกเปิดเผย“น้องมู่เสวี่ย…” หวังเจี้ยนกำลังจะพูดอะไรสักอย่างแต่ถูกหญิงสาวตรงหน้าขัดขึ้นมาก่อน“เรียกฉันว่าคุณหนูมู่เหมือนคนอื่นจะดีกว่านะคะ” เธอยิ้ม แต่รอยยิ้มครั้งนี้ไม่ได้อ่อนโยนเหมือนทุกทีหวังเจี้ยนรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที ปกติเป็นเขาที่ต้องโอ้อวดฐานะของตนเอง พอรู้ว่าเทียบเธอไม่ติดก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี“ฉันเพิ่งได้ยินเรื่องน้องสาวของรุ่นพี่มา ถ้าจะบอกว่ายินดีคงเป็นการเยาะเย้ยคราวเคราะห์ของเธอ แต่สมควรหรือเปล่าคะที่ใช้ชีวิต
สองสัปดาห์ถัดมา หวังเจี้ยนได้รับเชิญไปงานเลี้ยงสังสรรค์ทางธุรกิจของกลุ่มทุนแห่งหนึ่งในฐานะตัวแทนบริษัทของครอบครัว แม้สถานะทางธุรกิจจะเล็กลงกว่าเดิมมากจากเหตุการณ์ของพ่อ แต่ก็ถูกสามีของหวังปิงปิงช่วยพยุงเอาไว้ ถึงอีกฝ่ายจะทำไปเพราะคิดไม่ซื่อก็ตาม เขาก็ต้องยอมรับการช่วยเหลือนี้อยู่ดี อีกทั้งยังต้องสานสัมพันกับบริษัทอื่นต่อไปจึงมาร่วมงานนี้ความจริงงานนี้จัดมาค่อนข้างยิ่งใหญ่ แต่เพราะยิ่งใหญ่นั่นแหละจึงมีผู้คนถูกเชิญมาด้วยเป็นจำนวนมาก ใครมีเส้นสายก็พยายามดันตัวเองเข้ามาที่นี่เพื่อสร้างคอนเนคชันให้มากขึ้นหวังเจี้ยนก็เดินวนเวียนทักทายผู้คนในงาน ทุกคนก็ตอบรับอย่างดี เหล่านักธุรกิจย่อมรู้ดี ผู้ล้มในวันนี้ วันหน้าอาจกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้ พวกเขาจึงไม่หักหน้ากันซึ่งหน้าหากไม่ใช้ศัตรูชั่วชีวิต ถึงแม้ว่าตอนนี้บริษัทตระกูลหวังจะตกต่ำก็ตามในขณะที่งานกำลังดำเนินไปได้สวย จู่ๆ ผู้คนทางหนึ่งก็ฮือฮาขึ้นมาและพากันเฮโลไปทางนั้น หวังเจี้ยนที่กำลังกระชับมิตรกับบริษัทคู่ค้าเดิมก็หันมองตาม“หืม ทำไมทายาทตระกูลนิ่งถึงมางานนี้ด้วยล่ะ” ชายคนหนึ่งที่พยายามจะเบียดตัวเข้าไปใกล้ศูนย์กลางเหตุการณ์แล้วถูกพลักออกม
***ทางด้านมู่เสวี่ยอาจสงบสุขแล้ว แต่ทางด้านหวังเจี้ยนยังคงมีแต่คำถามในใจแม้เวลาจะผ่านมาหลายเดือนนับตั้งแต่วันที่ตำรวจเข้าจับกุมพ่อของเขาในคดีให้สินบนเจ้าพนักงานจนธุรกิจของตระกูลหวังพังทลายลงในชั่วข้ามคืน หวังเจี้ยนเอาแต่ตั้งคำถามกับเรื่องนี้มาตลอดว่าทำไมพ่อผู้รอบคอบมาตลอดชีวิตของเขาถึงกระทำเช่นนั้นอย่างไม่ระวังตัวแน่นอนว่าเขาไม่คิดว่าผู้เป็นพ่อผิด จะอย่างไรเขาเห็นการยัดเงินใต้โต๊ะแบบนี้มาตั้งแต่เด็กโต คล้ายจะเป็นเรื่องปกติในชีวิตด้วยซ้ำสิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดของเรื่องนี้ไม่ใช่การที่มีคนรู้ว่าพวกเขาทำผิดกฎหมาย แต่คือทำไมเรื่องอื้อฉาวนี้ถึงประเดประดังเข้ามาใช่ช่วงจังหวะที่ธุรกิจอยู่ในจุดเสี่ยงพอดีต่างหากตอนนี้เมื่อธุรกิจครอบครัวเกือบล้มละลาย น้องสาวต้องจำใจแต่งงานเพื่อแลกเงินมาประคองกิจการที่เหลืออยู่ หวังเจี้ยนจึงต้องการหาความจริงว่าใครอยู่เบื้องหลังการวางกับดักครั้งนี้กันแน่ เพราะดูอย่างไรมันก็เกิดขึ้นอย่างประจวบเหมาะเกินไปด้วยความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยังหลงเหลืออยู่บ้าง เขาจึงติดต่อขอพบกับผู้จัดการของเยี่ยนไท่คนหนึ่งที่เคยรู้จักกันมาก่อน หวังว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนกว่าคำอธิบายอย่า
“เย็นนี้ต้องไปไหนไหม” นิ่งหลงถามขึ้นมา“ไม่นะคะ วันนี้ฉันว่างทั้งวันเลย” มู่เสวี่ยส่ายศีรษะตอนนี้คือเวลาบ่ายสามแล้ว และเป็นช่วงสุดสัปดาห์ เธอมีแพลนว่าจะไปนอนพักที่บ้าน อีกทั้งย้ายมาอยู่ที่คอนโดจึงไม่มีอะไรให้ทำนอกจากอ่านหนังสือ“งั้นไปกินข้าวกับฉันที่บ้าน” นิ่งหลงสรุปแผนการให้เบ็ดเสร็จโดยไม่ถามสักคำความเผด็จการของเขานั้น มู่เสวี่ยเคยชินจนไม่รู้จะชินอย่างไรแล้ว แม้ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นบ้านเขาแทนที่จะเป็นร้านอาหารอร่อย ๆ ก็ตาม แต่เธอก็อดประหม่าเล็กน้อยไม่ได้เพราะไม่ได้ไปที่นั่นมานานพอดู“เธอนั่งเล่นไปก่อน ฉันต้องเคลียร์งาน” นิ่งหลงค่อนข้างตามใจคู่หมั้นของตนเอง แต่กับงานแล้วเขาก็จริงจังเช่นกัน จึงไม่ได้นั่งเป็นเพื่อนอีกฝ่ายและปล่อยให้เธอเล่นโทรศัพท์รอมู่เสวี่ยก็ไม่ได้อยากให้ใครมาอยู่เป็นเพื่อน บางครั้งการได้นั่งมองใบหน้าหล่อ ๆ ที่กำลังทำงานอย่างขยันขันแข็งก็เพลินดีเหมือนกันจวบกระทั่งห้าโมงเย็น นิ่งหลงขับรถพามู่เสวี่ยไปที่บ้านด้วยตนเอง หยางเทาถูกส่งให้ไปทำงานอื่น และหากไม่จำเป็นเลขาหญิงของเขาก็ไม่ได้มีหน้าที่มาขับรถให้จึงไม่ได้เรียกใช้ ที่ด้านหลังจึงตามติดมาด้วยรถบอดี้การ์ดสองคันโดย
***ปัญหาบางส่วนของมู่เสวี่ยได้รับการแก้ไขแล้ว ศัตรูบ้างทำลายตัวเอง บ้างยุติความแค้นลง คงเหลือเพียงน้องสาว แม่เลี้ยง และผู้บงการเบื้องหลังที่ทำให้ตระกูลมู่ล่มสลาย แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาไปจัดการคนเหล่านั้น เธอต้องเรียนให้จบเสียก่อน หลังจากนั้นจะได้ทำอะไรได้ง่ายขึ้น“นิ่งหลงอยู่ไหมคะ” มู่เสวี่ยถามเลขาหน้าห้องของนิ่งหลง“สวัสดีค่ะคุณมู่ เจ้านายอยู่ข้างในกับคุณเลขาหยางค่ะ” เลขาสาวหน้าห้องลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปหามู่เสวี่ย“เอ๋ มีธุระเหรอคะ เดี๋ยวฉันนั่งรอก่อนก็ได้” มู่เสวี่ยตอบกลับ เธอค่อนข้างเกรงใจที่จะเข้าไปรบกวนชายหนุ่ม“คุณมู่สามารถเข้าไปได้เลยค่ะ เจ้านายสั่งไว้ว่าถ้าคุณมา สามารถเข้าไปหาได้เลยทุกกรณี” เธอพูดพลางผายมือไปทางประตู ทำท่าจะเปิดให้เมื่อพูดมาแบบนั้นมู่เสวี่ยย่อมไม่เกรงใจแล้ว วันนี้เธอเดินทางมาด้วยตัวเองไม่ได้ให้นิ่งหลงหรือคนของเขาไปรับ อีกทั้งยังไม่ได้แจ้งล่วงหน้า เธอแค่ว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำเพราะหลินซานซานขอตัวกลับบ้านไปงานแต่งญาตคนหนึ่งจึงไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนในวันหยุดก๊อก ๆ“คุณมู่มาค่ะท่าน” เลขสาวเพียงแค่แจ้งเท่านั้นก่อนจะเปิดประตูเข้าไปทันทีเธอคนนี้เป็นผู้ช่วยอีกหนึ่งคนข







