เข้าสู่ระบบมู่เสวี่ยนำของทุกอย่างยัดใส่กระเป๋าแบรนด์เนมใบเล็ก เธอหยิบออกมาเพียงโทรศัพท์และกระเป๋าสตางค์ ทั้งยังนำเอกสารประกอบการรายงานตัวออกจากกระเป๋าหนังแท้ใบใหญ่ หลังจากนั้นจึงได้หันกลับมามองคนที่แอบมองเธออยู่ตลอด พอสบตากันปุ๊บเขาก็รีบเบือนสายตาหนี
การกระทำที่ไม่แนบเนียนขนาดนี้ ทำไมฉันถึงไม่เคยสังเกตเลยนะ มู่เสวี่ยคิดพลางส่ายหน้า ตอนนี้เธอไม่อยากไปจากเขาสักเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างไรสิ่งที่ต้องทำก็ต้องไปทำอยู่ดี ภาพเหตุการณ์ในอดีตประเดประดังเข้ามาไม่ขาดสาย แน่นอนว่าเธอจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก หากการขุดคำรักออกจากปากของนิ่งหลงเป็นภารกิจที่หนึ่ง เช่นนั้นการแก้แค้นเหล่าบุคคลซึ่งพรากทุกอย่างไปจากเธอก็คือภารกิจที่สอง ในความทรงจำของมู่เสวี่ย ร่างกายเย็นชืดของพ่อยังคงติดตรึงตรา ธุรกิจที่พังคลื่นยังเป็นภาพที่ไม่อาจลบล้างในใจ ดังนั้นเมื่อมีความแค้นก็ต้องชำระ! เหตุการณ์ยังไม่เกิดในชาตินี้แล้วอย่างไร สำหรับคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่นั่นไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นต้องใส่ใจ อีกทั้งพลังที่ได้มาใหม่ดูเหมือนจะมีประโยชน์ไม่ใช่น้อยเลย จนทำเอาอดใจไม่ไหวที่จะนำไปทดลองใช้กับคนอื่นดูสักหน่อย “จะทำอะไรอีก” หลังจากรถยนต์จอดสนิท นิ่งหลงจึงถามออกมาสายตาก็มองไปยังกระเป๋าใบเล็กที่อัดแน่นด้วยเครื่องประดับเหล่านั้น “จะปลอมตัวทั้งที ต้องทำให้ครบสูตรสิ ของพวกนี้ดูยังไงก็เตะตา จะดูแก่นแท้ของคนก็ต้องดูที่ว่าพวกเขาคบเราเพราะฐานะหรือเปล่าไม่ใช่เหรอ” มู่เสวี่ยยิ้มตอบ “ไร้สาระ” นิ่งหลงยักไหล่ เรื่องแบบนี้เขาไม่สนใจเท่าไหร่ แต่ถ้าหากเสวี่ยเสวี่ยของเขาต้องการก็จะปล่อยให้เธอเล่นต่อไป ในที่สุดเลขาหยางก็หาที่จอดรถแบบลับตาได้ แม้จะต้องเดินไกลสักหน่อยแต่มู่เสวี่ยก็พอใจมาก “ฝากกระเป๋าพวกนี้หน่อยนะ” หญิงสาวตบแปะ ๆ ลงบนกระเป๋าที่อยู่ข้างตัว ก่อนจะบอกลาคู่หมั้น “ไปก่อนนะ” มู่เสวี่ยพูดจบก็หอบเอาเอกสารทั้งหมดขึ้นมากอดไว้ในอ้อมแขน แต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อรู้สึกว่าการทำแบบนี้ค่อนข้างลำบาก เมื่อสิ่งที่เธอนำมามีเครื่องเขียนด้วยจำนวนหนึ่งจึงค่อนข้างทุลักทุเล นิ่งหลงย่อมเห็นการกระทำของเธอ คุณหนูใหญ่มู่ดูเหมือนต้องไปเรียนรู้ชีวิตโลกภายนอกจริง ๆ นั่นแหละ เธอมีความมั่นใจในตัวเอง ฉลาดเฉลียว แต่บางครั้งก็ค่อนข้างใสซื่อในบางแง่มุม การหอบเอกสารไปทั้งแบบนั้นบางทีอาจเป็นจุดเด่นกว่าการที่เธอใส่เครื่องประดับทั้งตัวอีก ชายหนุ่มพรูลมหายใจออกมายาวเหยียดด้วยความระอาปนเอ็นดู ก่อนจะปรายตามองไปทางเบาะหน้า “เลขาหยาง หาอะไรมาให้เธอใส่ของพวกนั้นที” นิ่งหลงออกคำสั่ง คนถูกเรียกที่กำลังแอบมองโมเมนต์คู่รักหนุ่มสาวผ่านกระจกมองหลังสะดุ้งเฮือก หน้าตาเลิ่กลั่กราวกับถูกจับได้ ก่อนจะลนลานกวาดสายตามองหาข้าวของในรถ แล้วสายตาของเขาสะดุดเข้ากับถุงผ้าใบเก่าซึ่งสกรีนคำว่าแจกฟรีตัวเบ่อเริ่มที่ด้านข้าง ปกติเขาใช้ใส่เอกสารที่ไม่ใช้แล้ว แม้สีจะซีดไปบ้างแต่ก็สะอาดสะอ้านดีอยู่ เลขาหยางดึงเอกสารออกจากถุงก่อนจะหันไปน้อมส่งถุงผ้าไปให้เจ้านายที่ด้านหลัง “แบบนี้สิจะได้กลมกลืนหน่อย” มู่เสวี่ยรับถุงผ้าใบนั้นจากนิ่งหลงมาอีกทอดหนึ่ง ดวงตาส่องประกายวิบวับด้วยความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากเธอต้องการแกล้งจน อุปกรณ์ชิ้นนี้ถือว่าเป็นเครื่องมืออันสมบูรณ์แบบ เก่าแสนเก่า ถ้าไม่จนจริง ๆ ก็คงเป็นคนงกขั้นเทพล่ะนะถึงไม่ยอมเปลี่ยนใหม่เสียที เธอคิดก่อนจะปรายตามองไปทางเลขาของคู่หมั้น หรือนิ่งหลงให้เงินเดือนน้อยไป มู่เสวี่ยสงสัยจริง ๆ หญิงสาวสะพายถุงผ้าใบเก่าอย่างไม่รังเกียจ เมื่อมือแตะเข้าที่ประตูรถก็มีถ้อยคำแสนจะเย็นชาดังตามมา แต่กลับเป็นความเย็นเยียบที่คนฟังอบอุ่นไปทั้งหัวใจ “ฉันไม่สนว่าเธอจะทำอะไร แต่ถ้ามีใครมารังแกก็รีบโทรหาฉันทันที เข้าใจไหม” นิ่งหลงแสดงความห่วงใยในแบบของเขา มู่เสวี่ยหันกลับมาส่งยิ้มหวานหยดให้อีกฝ่าย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ “รู้แล้วค่ะคุณสามีในอนาคต” และยังไม่วายแตะริมฝีปากตนเองส่งจูบให้ทีหนึ่ง คำตอบกลับประโยคนั้นและท่าทางที่คู่หมั้นทำทำเอานิ่งหลงถึงกับแข็งค้างไป เลือดจากอกฉีดขึ้นสู่ใบหน้าฉับพลัน ใบหูขาวตอนนี้แดงแจ๋ มู่เสวี่ยอมยิ้มกลั้นขำ แม้ไม่ต้องอ่านใจก็พอจะรู้ว่ากล่องข้อความความคิดของเขาตอนนี้คงเด้งรัว ๆ เพื่อระบายความในใจ หลังจากนั้นเธอจึงอาศัยจังหวะที่ชายหนุ่มกำลังเสียอาการก้าวลงจากรถไป เลขาหยางมองตามแผ่นหลังของคุณหนูใหญ่มู่ที่ถือถุงผ้าใบเก่าของเขาเดินมุ่งหน้าไปทางมหาวิทยาลัยอย่างมั่นใจ แต่ออร่าของคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี จะอย่างไรก็ไม่อาจลบล้างให้หมดไปได้ด้วยการเปลี่ยนเครื่องประดับกายภายนอก เมื่อเธอเดินไปทางไหน ผู้คนยังคงมองมาอย่างสนใจอยู่ดี มู่เสวี่ยคือลูกสาวคนโตแห่งตระกูลมู่ ผู้เป็นทายาทเจ้าของอาณาจักรโรงแรมและรีสอร์ทหรูระดับห้าดาวหลายแห่ง รวมถึงเรือสำราญกึ่งโรงแรมสุดอลังการที่จอดเทียบท่าบนชายฝั่ง แม้เธอจะพยายามลดทอนความหรูหราด้วยการถอดเครื่องเพชรราคาแพงออกจนหมด แต่บุคลิกท่าทางที่ถูกหล่อหลอมออกมายังคงทำให้เธอโดดเด่นสะดุดตาอยู่ดี นั่นยังไม่รวมถึงหน้าตาที่งามพร้อมของเธอเอง ผิวขาวจัด ใบหน้าเล็ก ดวงตาคม นี่คือพิมพ์นิยมความงามในปัจจุบัน ซึ่งเธอมีอยู่ครบถ้วน เลขาหนุ่มอดไม่ได้ที่จะแอบหลุดสบถในใจด้วยความระอาปนขบขันกับลูกคุณหนูที่พยายามแสร้งติดดิน กลมกลืนบ้านเธอสิ ห่างไปเป็นกิโลถ้ามองมาก็รู้ว่าเธอเป็นคุณหนูน่ะ! หยางเทาค่อนข้างติดหยาบคายอยู่บ้าง ยังดีที่คุณหนูที่เขากล่าวถึงไม่ได้อ่านใจเขาตอนนี้ ไม่เช่นนั้นเกรงว่าอาจถูกหมายหัวเอาได้ผ่านไปเกือบสองอาทิตย์หลังจากวันไปออกงานเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี จู่ๆวันหนึ่งนิ่งหลงก็โทรเข้ามาเพื่อชวนกลับบ้านของเขาอีกครั้ง“คุณปู่กลับจากต่างประเทศแล้ว อยากให้เธอไปเยี่ยม เย็นนี้ฉันจะไปรับ”มู่เสวี่ยยิ้มทันทีที่ได้ยิน อดคิดถึงคุณปู่ไม่ได้เหมือนกัน เธอจำได้แค่ว่าท่านเป็นคนใจดี ตั้งแต่เด็กก็เอาใจใส่เธอเสมอเมื่อเธอไปหา“ได้ค่ะ” เธอตอบรับเมื่อวางสายเธอก็หันไปเลือกเสื้อผ้าในตู้ เมื่อก่อนไม่ได้คิดมากเรื่องก่รแต่งกายนัก แต่เมื่อพร้อมตกลงปลงใจกับนิ่งหลงแล้วก็รู้สึกเกร็งขึ้นมาบ้างถ้าจำไม่ผิดพ่อของเธอพาไปเที่ยวเล่นที่ตระกูลนิ่งครั้งแรกตอนอายุยังไม่ถึงสิบขวบดี แต่เหมือนทางฝั่งตระกูลนิ่งจะแวะเวียนไปมาหาสู่ตระกูลมู่ก่อนหน้านั้นตั้งแต่เธอยังจำความไม่ได้แล้วสรุปแล้วในเย็นวัน มู่เสวี่ยเพียงแค่แต่งตัวสบาย ๆ เหมือนไปพบผู้ใหญ่ในบ้านเท่านั้น จะอย่างไรแบบนี้กลับเป็นกันเองมากกว่าพอรถแล่นผ่านประตูรั้วเข้าคฤหาสน์ เธอและนิ่งหลงก็ถูกพาไปที่ห้องทำงานของนายท่านใหญาตระกูลนิ่งทันทีเมื่อมู่เสวี่ยเดินเข้าไปถึง ชายชราที่กำลังนั่งอ่านเอกสารบนโต๊ะก็ยิ้มกว้างแล้วลุกขึ้นยืนต้อนรับด้วยความดีใจอย่างเห็นได้ชัด“เสวี่ย
*** ระหว่างที่หวังเจี้ยนกำลังตกตะลึง มู่เสวี่ยที่เดินผ่านไปก็หันมาสบตากับเขาพอดี เธอเลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนอีกฝ่ายตระกูลหวังยังไม่ล้มสินะ หญิงสาวคิดเมื่อผู้คนเริ่มละความสนใจจากเธอและคู่หมั้น เธอจึงขอตัวจากนิ่งหลงที่หน้าบึงตึงออกมาแล้วเดินไปหาที่นั่งมุมห้อง หวังเจี้ยนจึงได้โอกาสเข้าไปคุยกับเธอหลังจากที่รอจังหวะอยู่นาน แต่ความจริงที่มู่เสวี่ยออกมาที่ตรงนี้เพราะต้องการให้เขาเข้าหานั่นแหละ“สวัสดีค่ะรุ่นพี่ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ” มู่เสวี่ยเอ่ยทักทายก่อน ใบหน้ายังคงยิ้มแย้ม ไม่มีร่องรอยความอึดอัดใจที่ความลับเรื่องฐานะของตนเองถูกเปิดเผย“น้องมู่เสวี่ย…” หวังเจี้ยนกำลังจะพูดอะไรสักอย่างแต่ถูกหญิงสาวตรงหน้าขัดขึ้นมาก่อน“เรียกฉันว่าคุณหนูมู่เหมือนคนอื่นจะดีกว่านะคะ” เธอยิ้ม แต่รอยยิ้มครั้งนี้ไม่ได้อ่อนโยนเหมือนทุกทีหวังเจี้ยนรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที ปกติเป็นเขาที่ต้องโอ้อวดฐานะของตนเอง พอรู้ว่าเทียบเธอไม่ติดก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี“ฉันเพิ่งได้ยินเรื่องน้องสาวของรุ่นพี่มา ถ้าจะบอกว่ายินดีคงเป็นการเยาะเย้ยคราวเคราะห์ของเธอ แต่สมควรหรือเปล่าคะที่ใช้ชีวิต
สองสัปดาห์ถัดมา หวังเจี้ยนได้รับเชิญไปงานเลี้ยงสังสรรค์ทางธุรกิจของกลุ่มทุนแห่งหนึ่งในฐานะตัวแทนบริษัทของครอบครัว แม้สถานะทางธุรกิจจะเล็กลงกว่าเดิมมากจากเหตุการณ์ของพ่อ แต่ก็ถูกสามีของหวังปิงปิงช่วยพยุงเอาไว้ ถึงอีกฝ่ายจะทำไปเพราะคิดไม่ซื่อก็ตาม เขาก็ต้องยอมรับการช่วยเหลือนี้อยู่ดี อีกทั้งยังต้องสานสัมพันกับบริษัทอื่นต่อไปจึงมาร่วมงานนี้ความจริงงานนี้จัดมาค่อนข้างยิ่งใหญ่ แต่เพราะยิ่งใหญ่นั่นแหละจึงมีผู้คนถูกเชิญมาด้วยเป็นจำนวนมาก ใครมีเส้นสายก็พยายามดันตัวเองเข้ามาที่นี่เพื่อสร้างคอนเนคชันให้มากขึ้นหวังเจี้ยนก็เดินวนเวียนทักทายผู้คนในงาน ทุกคนก็ตอบรับอย่างดี เหล่านักธุรกิจย่อมรู้ดี ผู้ล้มในวันนี้ วันหน้าอาจกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้ พวกเขาจึงไม่หักหน้ากันซึ่งหน้าหากไม่ใช้ศัตรูชั่วชีวิต ถึงแม้ว่าตอนนี้บริษัทตระกูลหวังจะตกต่ำก็ตามในขณะที่งานกำลังดำเนินไปได้สวย จู่ๆ ผู้คนทางหนึ่งก็ฮือฮาขึ้นมาและพากันเฮโลไปทางนั้น หวังเจี้ยนที่กำลังกระชับมิตรกับบริษัทคู่ค้าเดิมก็หันมองตาม“หืม ทำไมทายาทตระกูลนิ่งถึงมางานนี้ด้วยล่ะ” ชายคนหนึ่งที่พยายามจะเบียดตัวเข้าไปใกล้ศูนย์กลางเหตุการณ์แล้วถูกพลักออกม
***ทางด้านมู่เสวี่ยอาจสงบสุขแล้ว แต่ทางด้านหวังเจี้ยนยังคงมีแต่คำถามในใจแม้เวลาจะผ่านมาหลายเดือนนับตั้งแต่วันที่ตำรวจเข้าจับกุมพ่อของเขาในคดีให้สินบนเจ้าพนักงานจนธุรกิจของตระกูลหวังพังทลายลงในชั่วข้ามคืน หวังเจี้ยนเอาแต่ตั้งคำถามกับเรื่องนี้มาตลอดว่าทำไมพ่อผู้รอบคอบมาตลอดชีวิตของเขาถึงกระทำเช่นนั้นอย่างไม่ระวังตัวแน่นอนว่าเขาไม่คิดว่าผู้เป็นพ่อผิด จะอย่างไรเขาเห็นการยัดเงินใต้โต๊ะแบบนี้มาตั้งแต่เด็กโต คล้ายจะเป็นเรื่องปกติในชีวิตด้วยซ้ำสิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดของเรื่องนี้ไม่ใช่การที่มีคนรู้ว่าพวกเขาทำผิดกฎหมาย แต่คือทำไมเรื่องอื้อฉาวนี้ถึงประเดประดังเข้ามาใช่ช่วงจังหวะที่ธุรกิจอยู่ในจุดเสี่ยงพอดีต่างหากตอนนี้เมื่อธุรกิจครอบครัวเกือบล้มละลาย น้องสาวต้องจำใจแต่งงานเพื่อแลกเงินมาประคองกิจการที่เหลืออยู่ หวังเจี้ยนจึงต้องการหาความจริงว่าใครอยู่เบื้องหลังการวางกับดักครั้งนี้กันแน่ เพราะดูอย่างไรมันก็เกิดขึ้นอย่างประจวบเหมาะเกินไปด้วยความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยังหลงเหลืออยู่บ้าง เขาจึงติดต่อขอพบกับผู้จัดการของเยี่ยนไท่คนหนึ่งที่เคยรู้จักกันมาก่อน หวังว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนกว่าคำอธิบายอย่า
“เย็นนี้ต้องไปไหนไหม” นิ่งหลงถามขึ้นมา“ไม่นะคะ วันนี้ฉันว่างทั้งวันเลย” มู่เสวี่ยส่ายศีรษะตอนนี้คือเวลาบ่ายสามแล้ว และเป็นช่วงสุดสัปดาห์ เธอมีแพลนว่าจะไปนอนพักที่บ้าน อีกทั้งย้ายมาอยู่ที่คอนโดจึงไม่มีอะไรให้ทำนอกจากอ่านหนังสือ“งั้นไปกินข้าวกับฉันที่บ้าน” นิ่งหลงสรุปแผนการให้เบ็ดเสร็จโดยไม่ถามสักคำความเผด็จการของเขานั้น มู่เสวี่ยเคยชินจนไม่รู้จะชินอย่างไรแล้ว แม้ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นบ้านเขาแทนที่จะเป็นร้านอาหารอร่อย ๆ ก็ตาม แต่เธอก็อดประหม่าเล็กน้อยไม่ได้เพราะไม่ได้ไปที่นั่นมานานพอดู“เธอนั่งเล่นไปก่อน ฉันต้องเคลียร์งาน” นิ่งหลงค่อนข้างตามใจคู่หมั้นของตนเอง แต่กับงานแล้วเขาก็จริงจังเช่นกัน จึงไม่ได้นั่งเป็นเพื่อนอีกฝ่ายและปล่อยให้เธอเล่นโทรศัพท์รอมู่เสวี่ยก็ไม่ได้อยากให้ใครมาอยู่เป็นเพื่อน บางครั้งการได้นั่งมองใบหน้าหล่อ ๆ ที่กำลังทำงานอย่างขยันขันแข็งก็เพลินดีเหมือนกันจวบกระทั่งห้าโมงเย็น นิ่งหลงขับรถพามู่เสวี่ยไปที่บ้านด้วยตนเอง หยางเทาถูกส่งให้ไปทำงานอื่น และหากไม่จำเป็นเลขาหญิงของเขาก็ไม่ได้มีหน้าที่มาขับรถให้จึงไม่ได้เรียกใช้ ที่ด้านหลังจึงตามติดมาด้วยรถบอดี้การ์ดสองคันโดย
***ปัญหาบางส่วนของมู่เสวี่ยได้รับการแก้ไขแล้ว ศัตรูบ้างทำลายตัวเอง บ้างยุติความแค้นลง คงเหลือเพียงน้องสาว แม่เลี้ยง และผู้บงการเบื้องหลังที่ทำให้ตระกูลมู่ล่มสลาย แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาไปจัดการคนเหล่านั้น เธอต้องเรียนให้จบเสียก่อน หลังจากนั้นจะได้ทำอะไรได้ง่ายขึ้น“นิ่งหลงอยู่ไหมคะ” มู่เสวี่ยถามเลขาหน้าห้องของนิ่งหลง“สวัสดีค่ะคุณมู่ เจ้านายอยู่ข้างในกับคุณเลขาหยางค่ะ” เลขาสาวหน้าห้องลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปหามู่เสวี่ย“เอ๋ มีธุระเหรอคะ เดี๋ยวฉันนั่งรอก่อนก็ได้” มู่เสวี่ยตอบกลับ เธอค่อนข้างเกรงใจที่จะเข้าไปรบกวนชายหนุ่ม“คุณมู่สามารถเข้าไปได้เลยค่ะ เจ้านายสั่งไว้ว่าถ้าคุณมา สามารถเข้าไปหาได้เลยทุกกรณี” เธอพูดพลางผายมือไปทางประตู ทำท่าจะเปิดให้เมื่อพูดมาแบบนั้นมู่เสวี่ยย่อมไม่เกรงใจแล้ว วันนี้เธอเดินทางมาด้วยตัวเองไม่ได้ให้นิ่งหลงหรือคนของเขาไปรับ อีกทั้งยังไม่ได้แจ้งล่วงหน้า เธอแค่ว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำเพราะหลินซานซานขอตัวกลับบ้านไปงานแต่งญาตคนหนึ่งจึงไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนในวันหยุดก๊อก ๆ“คุณมู่มาค่ะท่าน” เลขสาวเพียงแค่แจ้งเท่านั้นก่อนจะเปิดประตูเข้าไปทันทีเธอคนนี้เป็นผู้ช่วยอีกหนึ่งคนข







