LOGINรถม้าสีดำขลับที่ประทับตราอักษรย่อ 'D' เคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กดัดมหึมาที่ดูราวกับซี่กรงปีศาจ เอเลนอร์ค่อยๆลืมตาขึ้นมา มองผ่านออกไปนอกหน้าต่าง สายหมอกยามค่ำคืนปกคลุมคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มันไม่ใช่สถาปัตยกรรมแบบเก่าที่ดูอ่อนช้อยเหมือนบ้านของเธอ แต่มันคือสิ่งก่อสร้างที่โอ่อ่า แข็งแรง และเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานของมหาเศรษฐีหน้าใหม่ ต้นไม้หลายๆต้นกำลังผลิใบและมีอีกหลายๆต้นที่กำลังออกดอก เงาตะคุ่มตะคุ่มของไม้พุ่มที่ปลูกไว้มีลักษณะต่างๆ พอกระทบกับแสงไฟสลัวๆตามเสาไฟ จึงทำให้รูปเงานั้นประหลาดยิ่งกว่าเดิม
"ที่นี่คือ 'โรสวูด แมนเนอร์'..." เสียงทุ้มของเซบาสเตียนพูดขึ้นเมื่อเขาเห็นผู้หญิงที่อยู่ข้างๆลืมตา แล้วมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าอย่างพิจราณา เขาเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย "ที่พักแห่งใหม่ของคุณ และอาจจะเป็นที่ที่คุณต้องฝังร่างไปตลอดกาล" เสียงนั้นกล่าวขึ้นต่อก่อนที่รถม้าจะหยุดสนิท ประตูรถม้าถูกเปิดออกโดยบ่าวรับใช้ในชุดยูนิฟอร์มสีเขียวเข็มที่ตัดเย็บอย่างประณีต แต่สายตาที่พวกเขามองมายัง 'เลดี้' ผู้มาใหม่นั้นกลับเต็มไปด้วยความสงสัยและระคนไปด้วยความสะใจที่ได้เห็นหงส์ผู้สูงศักดิ์ปีกหักลงต่อหน้า หญิงสาวหยิบหมวกตาข่ายที่วางอยู่บนตักขึ้นมาและสวมมันไปบนหัวอย่างมั่นใจ ก่อนที่จะลุกขึ้นและก้าวเท้าลงรถม้าและเดินเข้าตัวบ้านโดยมีบ่าวรับใช้ยืนต้อนรับตลอดทางเดิน เมื่อเท้าของเอเลนอร์แตะพื้นหินขัดเย็นเฉียบในโถงทางเดิน เธอต้องชะงักครู่หนึ่ง กลิ่นที่อบอวลอยู่ในบ้านหลังนี้ไม่ใช่กลิ่นเทียนหอมลาเวนเดอร์เหมือนที่เธอคุ้นเคย แต่มันคือกลิ่นจางๆ ของน้ำมันเครื่องจักรและถ่านหินจากโรงงานที่อยู่ห่างออกไป กลิ่นที่ย้ำเตือนถึงต้นกำเนิดของเจ้าของบ้าน "พาคุณผู้หญิงไปที่ห้องพักที่ฉันเตรียมไว้" เซบาสเตียนสั่งเสียงเรียบ ให้บ่าวรับใช้พาเลดี้ที่มาใหม่ไปห้องพัก "และจำไว้... เธอคือหัวใจของบ้านหลังนี้ ใครหน้าไหนขัดคำสั่งเธอ ก็เท่ากับขัดคำสั่งฉัน" เสียงทุ้มกล่าวขึ้นเพื่อที่จะกดดันคนในบ้านทุกคน ก่อนที่ เซบาสเตียนเองเดินนำเธอขึ้นไปบนชั้นสอง และเปิดประตูห้องนอนขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดงเบอร์กันดีและสีทอง ทันทีที่ประตูเปิดออก กลิ่นหอมตลบอบอวลของ ดอกกุหลาบสีแดงสด นับร้อยดอกก็พุ่งเข้ากระทบโสตประสาทของเธอ พวกมันถูกจัดวางอยู่ในแจกันทุกมุมห้อง แม้กระทั่งบนเตียงนอนสี่เสาที่ปูด้วยผ้าไหมเนื้อดี เอเลนอร์ชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจเต้นผิดจังหวะ "ดอกกุหลาบ... คุณรู้ว่าฉันชอบ..." เสียงเอเลนอร์กล่าวขึ้น ก่อนที่เซบาสเตียนจะหัวเราะสั้นๆ ในลำคอ เขาเดินไปหยิบดอกกุหลาบดอกหนึ่งขึ้นมา แล้วเด็ดกลีบของมันออกช้าๆและค่อยๆปล่อยจากมือจนมันร่วงหล่นลงพื้น "อย่าเข้าใจผิดไป เลดี้เอเลนอร์ ผมไม่ได้สั่งมาเพื่อเอาใจคุณ" เขากล่าวขึ้นอย่างช้าๆมุมปากยิ้มคล้ายกับเยาะเย้ย และหันมาสบตาเธอด้วยสายตาที่เย็นชา "ผมแค่เห็นว่าสวนด้านหลังมันรกเกินไป เลยสั่งให้คนตัดพวกมันมาทิ้งไว้ในนี้... ให้มันคอยย้ำเตือนคุณว่า ต่อให้มันสวยงามแค่ไหน สุดท้ายมันก็ต้องเหี่ยวเฉาและตายไปในกรงที่ผมสร้างขึ้นมา เหมือนกับคุณ" คำพูดที่เชือดเฉือนออกมาจากปากชายหนุ่ม เขาขยับเข้าไปใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายของเขา เขาโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหู "คืนนี้พักผ่อนให้เต็มที่เถอะครับ เมียรัก... เพราะพรุ่งนี้ การเป็น 'หุ่นเชิด' ของผมอย่างเป็นทางการจะเริ่มต้นขึ้น" เซบาสเตียนทิ้งคำพูดนั้นไว้ก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้เอเลนอร์ยืนอยู่ท่ามกลางความหรูหราที่แสนอึดอัด เธอทรุดตัวลงบนเตียงที่เต็มไปด้วยกลีบกุหลาบที่แหลมคมเหมือนเข็มทิ่มแทงหัวใจ... ความจำยอมที่แท้จริง เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น มือน้อยๆของเอเลนอร์ค่อยควานเก็บกลีบกุหลาบสีแดงออกดำมารวมกัน เธอรักกุหลาบพวกนี้ของเธอมาก พ่อเป็นคนสั่งให้คนงานปลูกไว้เพื่อเธอ เธอเก็บกลีบกุหลาบนั้นเข้ามากอดไว้และน้ำตาก็ค่อยๆไหลออกมามันเป็นความรู้สึกไหล่ใหญ่อย่างรวมกันจนทำให้เอเลนอร์ไม่สามารถที่จะกลั้นน้ำตาออกมาได้ เธออึดอัดที่เจอกับเหตุการณ์แบบนี้และอีกอย่างก็ยังคิดถึงพ่อเพราะพ่อเป็นคนรู้ดีว่าเธอชอบดอกกุหลาบแดงมากแค่ไหน คิดถึงพ่อที่พ่อด่วนที่จะจากไปและทิ้งอะไรหลายๆอย่างไว้ที่เธอ เธอนอนกอดกลีบกุหลาบสีแดงสดเอาไว้บนอก และน้ำตาก็ไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย สมองของเธอเริ่มไม่คิดอะไรแล้วก่อนที่จะพลอยหลับไปไม่ใช่แค่เรื่องน้ำอาบ แต่ความร้ายกาจเริ่มลามไปถึงทุกส่วนในชีวิตของเอเลนอร์ เมื่อเซบาสเตียนไม่อยู่ในหลายๆครั้ง เอเลนอร์จะได้รับอาหารที่ 'เย็นชืด' หรือบางครั้งก็มี 'เศษเกลือ' โรยจนทานไม่ได้ เมื่อเธอประท้วง มาร์ธาก็เพียงแต่ชี้ไปที่กฎของเซบาสเตียน—ห้ามพูดกับเธอ—แล้วเดินสะบัดก้นจากไป หลายครั้งหลายคราที่เธอโดนกระทำเช่นนี้แต่เธอเองก็ขี่เกียจที่จะถือสา ในเช้าวันหนึ่งเอเลนอร์เองก็พบว่าชุดเดรสผ้าไหมที่เธอเหลือติดตัวมาจากบ้านเดิมถูกคนทำน้ำยารีดผ้าหกใส่จนเป็นรอยด่าง หรือบางชุดก็มีรอยฉีกขาดตรงตะเข็บอย่างจงใจ บางครั้งในยามค่ำคืนที่เอเลนอร์ต้องเดินผ่านโถงทางเดิน เหล่าบ่าวไพร่จะรีบดับเทียนล่วงหน้า ทิ้งให้เธอต้องคลำทางในความมืดมิดเพียงลำพัง ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักที่ดังมาจากมุมมืด หากเซบาสเตียนไม่อยู่เหตุการแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติของคฤหาสน์โรสวูด แมนเนอร์อย่างมาก เย็นวันหนึ่ง เอเลนอร์เดินลงมาที่ห้องครัวเพราะทนความหิวไม่ไหว เธอพบมาร์ธากำลังนั่งกินซุปเนื้อส่งกลิ่นหอมฉุยอย่างสำราญใจ ขณะที่ถาดอาหารของเอเลนอร์มีเพียงขนมปังแข็งๆ กับน้ำเปล่า มาร์ธาจงใจกระแทกถ้วยซุปสลัดน้ำแกงกระเด็นใส่หลังมือของเอเลนอร์
แสงอาทิตย์ยามเช้าลอดผ่านหน้าต่างบานสูงของห้องอาหาร แต่มันกลับไม่อาจมอบความอบอุ่นให้แก่บรรยากาศได้เลย เพราะเมื่อวานตอนค่ำที่เกิดเหตุการณ์บนโต๊ะอาหารนั้นขึ้นเซบาสเตียนก็พึ่งจะกลับมา เขากลับมาโดยท่าทีที่อ่อนลงกว่าเดิม เอเลนอร์ นั่งอยู่ที่ปลายสุดของโต๊ะไม้โอ๊กยาวเหยียดที่สามารถจุคนได้นับสิบคน โดยมี เซบาสเตียน นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะอีกฝั่งหนึ่ง ระยะห่างระหว่างพวกเขาไกลเสียจนแทบจะมองเห็นรายละเอียดบนใบหน้าของกันและกันไม่ชัดเสียงเดียวที่ดังขึ้นคือเสียงช้อนเงินกระทบขอบถ้วยกระเบื้องเคลือบราคาแพง บ่าวรับใช้ยืนเรียงรายอยู่ตามผนังห้องด้วยท่าทางสงบนิ่งประดุจรูปปั้น เพราะเหตุการณ์เมื่อค่ำนั้นทำให้พวกเขายังฝังใจอยู่ มันยิ่งตอกย้ำความโดดเดี่ยวที่เอเลนอร์กำลังเผชิญ"อาหารไม่ถูกปากงั้นหรือ?" เสียงของเซบาสเตียนดังก้องกังวานมาจากอีกฟากของโต๊ะ เขาพยายามจะพูดให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน เขาไม่เชื่อว่าหากพยายามพูดคุยกับเธอซ้ำๆจะไม่ได้ผล "หรือว่าเชฟที่ผมจ้างมาจากฝรั่งเศส ฝีมือยังสู้คนครัวเก่าๆ ในรูหนูของคุณไม่ได้?"แต่คำพูดของเขาก็เพื่อจะให้เธอหันมาสนใจเท่านั้น จนในที่สุดเอเลนอร์ก็สนใจในคำพูดเขาจริงๆ เธอวางช้อนลงนิ่ง
สามวันผ่านไปนับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่โรสวูด แมนเนอร์... และเป็นสามวันที่เซบาสเตียนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังใช้ชีวิตอยู่กับร่างทรงที่ไร้วิญญาณ เอเลนอร์ทำตามหน้าที่ "ภรรยา" อย่างไร้ที่ติ เธอลงมาทานมื้อค่ำตรงเวลา นั่งหลังตรงสง่างามในชุดสีหม่นที่ดูราวกับไว้ทุกข์ให้ตัวเอง เธอขยับช้อนส้อมด้วยท่วงท่าที่นิ่มนวลที่สุด แต่สิ่งเดียวที่เธอไม่ทำคือ การรับรู้ว่ามีเขาอยู่ตรงนั้น"ซุปไม่อร่อยหรือ?" เซบาสเตียนเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบที่น่ารำคาญใจเอเลนอร์เพียงแต่ตักซุปเข้าปากช้าๆ ทำเป็นเหมือนหน้าที่ที่ทำทุกวัน สายตาของเธอจับจ้องไปที่ภาพวาดบนผนังด้านหลังของเขาด้วยสายตาแห่งความว่างป่าว เธอไม่ได้ตอบ ไม่แม้แต่จะสั่นหน้าหรือพยักหน้า ราวกับว่าเสียงของเขาเป็นเพียงเสียงลมพัดผ่านหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านออกไป"เอเลนอร์... ผมถามคุณ" เซบาสเตียนกล่าวขึ้นเขาเริ่มกดเสียงต่ำลง และความอดทนเริ่มปริร้าวเธอวางช้อนลงอย่างแผ่วเบา เช็ดมุมปากด้วยผ้าลูกไม้อย่างประณีต จากนั้นเธอก็หันไปหาบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่มุมห้องที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ในห้องกินข้าว"รบกวนขอรินน้ำเพิ่มให้ฉันทีจ้ะ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลกับบ่า
รถม้าสีดำขลับที่ประทับตราอักษรย่อ 'D' เคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กดัดมหึมาที่ดูราวกับซี่กรงปีศาจ เอเลนอร์ค่อยๆลืมตาขึ้นมา มองผ่านออกไปนอกหน้าต่าง สายหมอกยามค่ำคืนปกคลุมคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มันไม่ใช่สถาปัตยกรรมแบบเก่าที่ดูอ่อนช้อยเหมือนบ้านของเธอ แต่มันคือสิ่งก่อสร้างที่โอ่อ่า แข็งแรง และเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานของมหาเศรษฐีหน้าใหม่ ต้นไม้หลายๆต้นกำลังผลิใบและมีอีกหลายๆต้นที่กำลังออกดอก เงาตะคุ่มตะคุ่มของไม้พุ่มที่ปลูกไว้มีลักษณะต่างๆ พอกระทบกับแสงไฟสลัวๆตามเสาไฟ จึงทำให้รูปเงานั้นประหลาดยิ่งกว่าเดิม "ที่นี่คือ 'โรสวูด แมนเนอร์'..." เสียงทุ้มของเซบาสเตียนพูดขึ้นเมื่อเขาเห็นผู้หญิงที่อยู่ข้างๆลืมตา แล้วมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าอย่างพิจราณา เขาเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย "ที่พักแห่งใหม่ของคุณ และอาจจะเป็นที่ที่คุณต้องฝังร่างไปตลอดกาล"เสียงนั้นกล่าวขึ้นต่อก่อนที่รถม้าจะหยุดสนิท ประตูรถม้าถูกเปิดออกโดยบ่าวรับใช้ในชุดยูนิฟอร์มสีเขียวเข็มที่ตัดเย็บอย่างประณีต แต่สายตาที่พวกเขามองมายัง 'เลดี้' ผู้มาใหม่นั้นกลับเต็มไปด้วยความสงสัยและระคนไปด้วยความสะใ
หลังจากเธอมองดูเอกสารสัญญาการสมรสอยู่นาน ปลายปากกาขนนกตวัดลงบนกระดาษ เอเลนอร์รู้สึกเหมือนลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเธอถูกพรากไป เธอวางปากกาลงอย่างช้าๆราวกับมันมีน้ำหนักมหาศาล ก่อนจะถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยที่สุด เซบาสเตียนหยิบแผ่นสัญญาขึ้นมา เป่าลมเบาๆ ให้หมึกแห้ง รอยยิ้มที่มุมปากของเขาไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความดีใจ แต่เป็นรอยยิ้มของผู้ชนะที่รอคอยนาทีนี้มาทั้งชีวิต “ยินดีด้วย... คุณผู้หญิงดาร์คเลย์” เขาเน้นย้ำนามสกุลใหม่ของเธอด้วยน้ำเสียงที่จงใจให้ระคายหู “คุณได้สิ่งที่ต้องการแล้ว” เอเลนอร์ตอบกลับด้วยเสียงที่แห้งผาก “ตอนนี้กรุณาสั่งคนของคุณให้หยุดขนของออกจากห้องสมุด และเผาสัญญาหนี้พวกนั้นเสีย ทำตามที่คุณรับปากไว้” เซบาสเตียนเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งพลางโยนปึกกระดาษสัญญาหนี้ลงในเตาผิงที่กำลังคุกรุ่น เปลวไฟโหมลุกโชนขึ้นทันทีที่สัมผัสกระดาษ แสงสีส้มสะท้อนอยู่ในดวงตาคมปลาบของเขา “ผมเป็นนักธุรกิจ เลดี้เอเลอนร์ ผมรักษาคำพูดเสมอ” เขาขยับเข้ามาใกล้จนเธอแผ่นหลังชนกับขอบโต๊ะไม้ที่เย็นเฉียบ “แต่จำไว้ว่านับจากวินาทีนี้ สิ่งของทุกชิ้นในบ้านหลังนี้... รวมถึงลมหายใจของคุณ เป็นกร
เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างคฤหาสน์แอชฟอร์ดดูคล้ายกับเสียงกรีดร้องที่ไม่มีใครได้ยิน หญิงสาวนัยตาสีน้ำข้าว ใบหน้าเรียว คิ้วได้รูปพอดีรับกับดวงตา จมูกโด่งกำลังดี ดูเป็นธรรมชาติ ริมฝีปากอิ่มนุ่ม สวมชุดสีดำเข้ารูป ยืนนิ่งอยู่กลางห้องโถงที่ครั้งหนึ่งเคยใช้จัดงานเต้นรำอันหรูหรา แต่วันนี้ เครื่องเรือนทุกชิ้นกลับถูกคลุมด้วยผ้าขาว ดูราวกับวิญญาณที่ถูกจองจำ บนโต๊ะไม้โอ๊กกลางห้องมีเอกสารปึกหนาวางอยู่ พร้อมกับตราประทับสีแดงที่เขียนว่า'ยึดทรัพย์' ย้ำเตือนว่า ของที่อยู่ในบ้านหลังนี้ถูกยึดหมดแล้ว เช้าวันนี้เป็นวันที่ไม่สดใสเอาเสียเลย สิ่งรอบตัวของหญิงสาวดูเทาเทาไปหมด เสียงฝนตกยังอื้ออึงอยู่ในหัว"นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เลดี้เอเลนอร์ที่ได้เห็นคุณยืนอยู่ในบ้านที่ไม่มีแม้แต่กรรมสิทธิ์ในเศษอิฐสักก้อนเดียว"เสียงทุ้มต่ำและหยาบกระด้างดังมาจากมุมมืดของห้อง เอเลนร์ขยับตัวเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงนั้นคราแรกฟังดูไม่ชัดเจน เธอจึงเชิดหน้าขึ้นพยายามรักษาความนิ่งเฉยของชนชั้นสูงไว้ แม้ในใจจะสั่นสะท้าน ชายคนนั้นก้าวออกมาจากเงามืด เซบาสเตียน ดาร์คเลย์ ในชุดสูทสีดำขลับที่ไร้ที่ติ แต่ท่วงท่าการเดินของเขากลับดูเหมือ







