LOGINไม่ใช่แค่เรื่องน้ำอาบ แต่ความร้ายกาจเริ่มลามไปถึงทุกส่วนในชีวิตของเอเลนอร์ เมื่อเซบาสเตียนไม่อยู่ในหลายๆครั้ง เอเลนอร์จะได้รับอาหารที่ 'เย็นชืด' หรือบางครั้งก็มี 'เศษเกลือ' โรยจนทานไม่ได้ เมื่อเธอประท้วง มาร์ธาก็เพียงแต่ชี้ไปที่กฎของเซบาสเตียน—ห้ามพูดกับเธอ—แล้วเดินสะบัดก้นจากไป หลายครั้งหลายคราที่เธอโดนกระทำเช่นนี้แต่เธอเองก็ขี่เกียจที่จะถือสา ในเช้าวันหนึ่งเอเลนอร์เองก็พบว่าชุดเดรสผ้าไหมที่เธอเหลือติดตัวมาจากบ้านเดิมถูกคนทำน้ำยารีดผ้าหกใส่จนเป็นรอยด่าง หรือบางชุดก็มีรอยฉีกขาดตรงตะเข็บอย่างจงใจ บางครั้งในยามค่ำคืนที่เอเลนอร์ต้องเดินผ่านโถงทางเดิน เหล่าบ่าวไพร่จะรีบดับเทียนล่วงหน้า ทิ้งให้เธอต้องคลำทางในความมืดมิดเพียงลำพัง ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักที่ดังมาจากมุมมืด หากเซบาสเตียนไม่อยู่เหตุการแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติของคฤหาสน์โรสวูด แมนเนอร์อย่างมาก เย็นวันหนึ่ง เอเลนอร์เดินลงมาที่ห้องครัวเพราะทนความหิวไม่ไหว เธอพบมาร์ธากำลังนั่งกินซุปเนื้อส่งกลิ่นหอมฉุยอย่างสำราญใจ ขณะที่ถาดอาหารของเอเลนอร์มีเพียงขนมปังแข็งๆ กับน้ำเปล่า มาร์ธาจงใจกระแทกถ้วยซุปสลัดน้ำแกงกระเด็นใส่หลังมือของเอเลนอร์จนแดงเถือก
"อุ๊ย... ขอประทานโทษค่ะเลดี้" มาร์ธาแสร้งพูดพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย "พอดีแถวนี้มันมืด มองไม่เห็นว่ามี 'สิ่งของ' วางอยู่" เอเลนอร์นิ่งไปครู่หนึ่ง ความเจ็บแสบที่หลังมือสู้ไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดในใจ เธอไม่ร้องไห้ แต่กลับคว้าถ้วยซุปที่เหลือของมาร์ธาแล้วเทราดลงบนพื้นช้าๆ ท่ามกลางอาการตกตะลึงของสาวใช้ทุกคน "ถ้าฉันกินไม่ได้... พวกเธอก็ต้องเหนื่อยที่ต้องเช็ดมัน" เอเลนอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ ดวงตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้วาวโรจน์ด้วยศักดิ์ศรีที่ถูกต้อนจนจนมุม ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าบูทหนังก็ดังขึ้นที่หน้าประตูครัว "เกิดอะไรขึ้นที่นี่!" เสียงตวาดของเซบาสเตียนทำให้ทุกคนในห้องตัวสั่นงันงก เขามองเห็นหลังมือที่แดงปรี๊ดของเอเลนอร์ สลับกับคราบแก้วที่เลอะเทอะ และสายตาที่สะใจของมาร์ธาที่ยังหุบไม่มิด ในห้องครัวที่เงียบสนิทจนได้ยินเสียงลมหายใจ เซบาสเตียน กวาดสายตามองซุปที่หกเลอะพื้นและมือที่แดงก่ำของเอเลนอร์ มาร์ธาปราดเข้าไปเกาะแขนเจ้านายทันที "คุณท่านคะ! เลดี้เอเลนอร์เธอเข้ามาอาละวาด เทซุปทิ้งต่อหน้าพวกเรา แถมยัง..." หัวหน้าบ่าวรับใช้พูดยังไม่ทันจบดี "พอได้แล้วมาร์ธา!" เซบาสเตียนตวาดกลับจนสาวใช้สะดุ้ง แต่เขากลับหันไปจ้องหน้าเอเลนอร์ด้วยสายตาตำหนิ "ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าให้ทำตัวเงียบๆ อยู่ในที่ของคุณ ถ้าคุณทำตัวมีปัญหาจนคนของผมทำงานไม่ได้ ผมจะสั่งขังคุณไว้แต่ในห้องนอน" เสียงเซบาสเตียนกล่าวตำหนิขึ้น เอเลนอร์เม้มริมฝีปากแน่น ความผิดหวังแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ "คนของคุณงั้นหรือ? แม้แต่ตอนที่คนของคุณจงใจราดน้ำร้อนใส่ฉัน คุณก็ยัง..." เอเลนอร์พูดไม่ทันจบ เซบาสเตียนก็รีบพูดแทนก "ออกไปให้พ้นหน้าผมเดี๋ยวนี้ เอเลนอร์!" เขาตัดบทเสียงแข็ง "ไปสำนึกผิดในห้องของคุณซะ!" เสียงตวาดดังขึ้น เอเลนอร์เชิดหน้าขึ้น รวบรวมศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่เดินผ่านเขาไปโดยไม่ยอมแม้แต่จะครางด้วยความเจ็บปวด เธอไม่เห็นสายตาของเซบาสเตียนที่มองตามหลังมือของเธอด้วยความรู้สึกผิดและโกรธตัวเอง กลางดึก... ในความเงียบสงัด เอเลนอร์นั่งอยู่บนขอบเตียงในห้องมืด มีเพียงแสงจันทร์สลัวที่ส่องผ่านหน้าต่าง หลังมือของเธอพองเป็นตุ่มน้ำใสและแสบจนนอนไม่หลับ เธอพยายามจะทำใจให้ชินกับความโดดเดี่ยวนี้ แต่ความเจ็บทางกายกลับตอกย้ำว่าเธอไม่มีใครเลย แกร๊ก... เสียงกลอนประตูถูกปลดออกอย่างเบามือ เอเลนอร์สะดุ้งหันไปมอง เห็นร่างสูงใหญ่ของเซบาสเตียนก้าวเข้ามา เขาสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ปลดกระดุมคอและถือตลับยาขนาดเล็กมาด้วย "คุณเข้ามาทำไม" เธอถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า "อย่าพูดมาก" เขาตอบสั้นๆ ก้าวเข้ามานั่งลงบนเตียงข้างๆ เธอ แล้วถือวิสาสะคว้าข้อมือเธอไปกุมไว้ "ปล่อยนะ! คุณบอกเองไม่ใช่หรือว่าฉันมันตัวปัญหา" เธอยื้อมือกลับ แต่แรงของเขาเหนือกว่า "ถ้าไม่เงียบ ผมจะจูบคุณให้เงียบเอง" เขาขู่ด้วยเสียงต่ำจนเธอชะงัก เซบาสเตียนค่อยๆ เปิดตลับยา กลิ่นสมุนไพรเย็นๆ ฟุ้งกระจายออกมา เขาใช้นิ้วแตะเนื้อยาแล้วละเลงลงบนแผลพองอย่างเบามือที่สุด ท่าทางของเขาถนอมเธอราวกับเธทำจากแก้วที่พร้อมจะแตกสลาย "ทำไมต้องทำแบบนี้..." เอเลนอร์ถามเบาๆ "ต่อหน้าคนพวกนั้น คุณทำเหมือนฉันเป็นขยะ" เซบาสเตียนชะงักมือไปครู่หนึ่ง ตาของเขามองอยู่ที่แผล "มาร์ธาอยู่กับผมมาตั้งแต่ผมไม่มีอะไรจะกิน... ผมหักหน้าเธอต่อหน้าบ่าวคนอื่นไม่ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจะยอมให้ใครมาทำร้าย 'ของของผม' ได้เหมือนกัน" เขาเงยหน้าขึ้น สบตาเธอในความมืด ดวงตาของเขาดูอ่อนแสงลงอย่างที่ไม่เคยเป็น "พรุ่งนี้มาร์ธาจะถูกส่งไปดูแลสวนหลังบ้าน และจะไม่มาวุ่นวายในตึกใหญ่อีก... นี่คือคำขอโทษของผม" เขาปล่อยมือเธอแล้วลุกขึ้นยืนเตรียมจะเดินออกจากห้อง "ห้ามบอกเรื่องนี้กับใคร ถ้ามีใครรู้ว่าผมมาหาคุณกลางดึก... ผมจะโยนตลับยานี้ทิ้ง แล้วขังคุณไว้จริงๆ แน่" เขาทิ้งท้ายไว้ด้วยท่าทางปั้นปึ่งเหมือนเดิม แต่ความเย็นจางๆ จากยาทาที่หลังมือ และคำว่า 'ของของผม' กลับทำให้เอเลนอร์เริ่มรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างในใจที่เธอพยายามปิดตายมาตลอดไม่ใช่แค่เรื่องน้ำอาบ แต่ความร้ายกาจเริ่มลามไปถึงทุกส่วนในชีวิตของเอเลนอร์ เมื่อเซบาสเตียนไม่อยู่ในหลายๆครั้ง เอเลนอร์จะได้รับอาหารที่ 'เย็นชืด' หรือบางครั้งก็มี 'เศษเกลือ' โรยจนทานไม่ได้ เมื่อเธอประท้วง มาร์ธาก็เพียงแต่ชี้ไปที่กฎของเซบาสเตียน—ห้ามพูดกับเธอ—แล้วเดินสะบัดก้นจากไป หลายครั้งหลายคราที่เธอโดนกระทำเช่นนี้แต่เธอเองก็ขี่เกียจที่จะถือสา ในเช้าวันหนึ่งเอเลนอร์เองก็พบว่าชุดเดรสผ้าไหมที่เธอเหลือติดตัวมาจากบ้านเดิมถูกคนทำน้ำยารีดผ้าหกใส่จนเป็นรอยด่าง หรือบางชุดก็มีรอยฉีกขาดตรงตะเข็บอย่างจงใจ บางครั้งในยามค่ำคืนที่เอเลนอร์ต้องเดินผ่านโถงทางเดิน เหล่าบ่าวไพร่จะรีบดับเทียนล่วงหน้า ทิ้งให้เธอต้องคลำทางในความมืดมิดเพียงลำพัง ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักที่ดังมาจากมุมมืด หากเซบาสเตียนไม่อยู่เหตุการแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติของคฤหาสน์โรสวูด แมนเนอร์อย่างมาก เย็นวันหนึ่ง เอเลนอร์เดินลงมาที่ห้องครัวเพราะทนความหิวไม่ไหว เธอพบมาร์ธากำลังนั่งกินซุปเนื้อส่งกลิ่นหอมฉุยอย่างสำราญใจ ขณะที่ถาดอาหารของเอเลนอร์มีเพียงขนมปังแข็งๆ กับน้ำเปล่า มาร์ธาจงใจกระแทกถ้วยซุปสลัดน้ำแกงกระเด็นใส่หลังมือของเอเลนอร์
แสงอาทิตย์ยามเช้าลอดผ่านหน้าต่างบานสูงของห้องอาหาร แต่มันกลับไม่อาจมอบความอบอุ่นให้แก่บรรยากาศได้เลย เพราะเมื่อวานตอนค่ำที่เกิดเหตุการณ์บนโต๊ะอาหารนั้นขึ้นเซบาสเตียนก็พึ่งจะกลับมา เขากลับมาโดยท่าทีที่อ่อนลงกว่าเดิม เอเลนอร์ นั่งอยู่ที่ปลายสุดของโต๊ะไม้โอ๊กยาวเหยียดที่สามารถจุคนได้นับสิบคน โดยมี เซบาสเตียน นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะอีกฝั่งหนึ่ง ระยะห่างระหว่างพวกเขาไกลเสียจนแทบจะมองเห็นรายละเอียดบนใบหน้าของกันและกันไม่ชัดเสียงเดียวที่ดังขึ้นคือเสียงช้อนเงินกระทบขอบถ้วยกระเบื้องเคลือบราคาแพง บ่าวรับใช้ยืนเรียงรายอยู่ตามผนังห้องด้วยท่าทางสงบนิ่งประดุจรูปปั้น เพราะเหตุการณ์เมื่อค่ำนั้นทำให้พวกเขายังฝังใจอยู่ มันยิ่งตอกย้ำความโดดเดี่ยวที่เอเลนอร์กำลังเผชิญ"อาหารไม่ถูกปากงั้นหรือ?" เสียงของเซบาสเตียนดังก้องกังวานมาจากอีกฟากของโต๊ะ เขาพยายามจะพูดให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน เขาไม่เชื่อว่าหากพยายามพูดคุยกับเธอซ้ำๆจะไม่ได้ผล "หรือว่าเชฟที่ผมจ้างมาจากฝรั่งเศส ฝีมือยังสู้คนครัวเก่าๆ ในรูหนูของคุณไม่ได้?"แต่คำพูดของเขาก็เพื่อจะให้เธอหันมาสนใจเท่านั้น จนในที่สุดเอเลนอร์ก็สนใจในคำพูดเขาจริงๆ เธอวางช้อนลงนิ่ง
สามวันผ่านไปนับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่โรสวูด แมนเนอร์... และเป็นสามวันที่เซบาสเตียนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังใช้ชีวิตอยู่กับร่างทรงที่ไร้วิญญาณ เอเลนอร์ทำตามหน้าที่ "ภรรยา" อย่างไร้ที่ติ เธอลงมาทานมื้อค่ำตรงเวลา นั่งหลังตรงสง่างามในชุดสีหม่นที่ดูราวกับไว้ทุกข์ให้ตัวเอง เธอขยับช้อนส้อมด้วยท่วงท่าที่นิ่มนวลที่สุด แต่สิ่งเดียวที่เธอไม่ทำคือ การรับรู้ว่ามีเขาอยู่ตรงนั้น"ซุปไม่อร่อยหรือ?" เซบาสเตียนเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบที่น่ารำคาญใจเอเลนอร์เพียงแต่ตักซุปเข้าปากช้าๆ ทำเป็นเหมือนหน้าที่ที่ทำทุกวัน สายตาของเธอจับจ้องไปที่ภาพวาดบนผนังด้านหลังของเขาด้วยสายตาแห่งความว่างป่าว เธอไม่ได้ตอบ ไม่แม้แต่จะสั่นหน้าหรือพยักหน้า ราวกับว่าเสียงของเขาเป็นเพียงเสียงลมพัดผ่านหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านออกไป"เอเลนอร์... ผมถามคุณ" เซบาสเตียนกล่าวขึ้นเขาเริ่มกดเสียงต่ำลง และความอดทนเริ่มปริร้าวเธอวางช้อนลงอย่างแผ่วเบา เช็ดมุมปากด้วยผ้าลูกไม้อย่างประณีต จากนั้นเธอก็หันไปหาบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่มุมห้องที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ในห้องกินข้าว"รบกวนขอรินน้ำเพิ่มให้ฉันทีจ้ะ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลกับบ่า
รถม้าสีดำขลับที่ประทับตราอักษรย่อ 'D' เคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กดัดมหึมาที่ดูราวกับซี่กรงปีศาจ เอเลนอร์ค่อยๆลืมตาขึ้นมา มองผ่านออกไปนอกหน้าต่าง สายหมอกยามค่ำคืนปกคลุมคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มันไม่ใช่สถาปัตยกรรมแบบเก่าที่ดูอ่อนช้อยเหมือนบ้านของเธอ แต่มันคือสิ่งก่อสร้างที่โอ่อ่า แข็งแรง และเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานของมหาเศรษฐีหน้าใหม่ ต้นไม้หลายๆต้นกำลังผลิใบและมีอีกหลายๆต้นที่กำลังออกดอก เงาตะคุ่มตะคุ่มของไม้พุ่มที่ปลูกไว้มีลักษณะต่างๆ พอกระทบกับแสงไฟสลัวๆตามเสาไฟ จึงทำให้รูปเงานั้นประหลาดยิ่งกว่าเดิม "ที่นี่คือ 'โรสวูด แมนเนอร์'..." เสียงทุ้มของเซบาสเตียนพูดขึ้นเมื่อเขาเห็นผู้หญิงที่อยู่ข้างๆลืมตา แล้วมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าอย่างพิจราณา เขาเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย "ที่พักแห่งใหม่ของคุณ และอาจจะเป็นที่ที่คุณต้องฝังร่างไปตลอดกาล"เสียงนั้นกล่าวขึ้นต่อก่อนที่รถม้าจะหยุดสนิท ประตูรถม้าถูกเปิดออกโดยบ่าวรับใช้ในชุดยูนิฟอร์มสีเขียวเข็มที่ตัดเย็บอย่างประณีต แต่สายตาที่พวกเขามองมายัง 'เลดี้' ผู้มาใหม่นั้นกลับเต็มไปด้วยความสงสัยและระคนไปด้วยความสะใ
หลังจากเธอมองดูเอกสารสัญญาการสมรสอยู่นาน ปลายปากกาขนนกตวัดลงบนกระดาษ เอเลนอร์รู้สึกเหมือนลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเธอถูกพรากไป เธอวางปากกาลงอย่างช้าๆราวกับมันมีน้ำหนักมหาศาล ก่อนจะถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยที่สุด เซบาสเตียนหยิบแผ่นสัญญาขึ้นมา เป่าลมเบาๆ ให้หมึกแห้ง รอยยิ้มที่มุมปากของเขาไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความดีใจ แต่เป็นรอยยิ้มของผู้ชนะที่รอคอยนาทีนี้มาทั้งชีวิต “ยินดีด้วย... คุณผู้หญิงดาร์คเลย์” เขาเน้นย้ำนามสกุลใหม่ของเธอด้วยน้ำเสียงที่จงใจให้ระคายหู “คุณได้สิ่งที่ต้องการแล้ว” เอเลนอร์ตอบกลับด้วยเสียงที่แห้งผาก “ตอนนี้กรุณาสั่งคนของคุณให้หยุดขนของออกจากห้องสมุด และเผาสัญญาหนี้พวกนั้นเสีย ทำตามที่คุณรับปากไว้” เซบาสเตียนเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งพลางโยนปึกกระดาษสัญญาหนี้ลงในเตาผิงที่กำลังคุกรุ่น เปลวไฟโหมลุกโชนขึ้นทันทีที่สัมผัสกระดาษ แสงสีส้มสะท้อนอยู่ในดวงตาคมปลาบของเขา “ผมเป็นนักธุรกิจ เลดี้เอเลอนร์ ผมรักษาคำพูดเสมอ” เขาขยับเข้ามาใกล้จนเธอแผ่นหลังชนกับขอบโต๊ะไม้ที่เย็นเฉียบ “แต่จำไว้ว่านับจากวินาทีนี้ สิ่งของทุกชิ้นในบ้านหลังนี้... รวมถึงลมหายใจของคุณ เป็นกร
เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างคฤหาสน์แอชฟอร์ดดูคล้ายกับเสียงกรีดร้องที่ไม่มีใครได้ยิน หญิงสาวนัยตาสีน้ำข้าว ใบหน้าเรียว คิ้วได้รูปพอดีรับกับดวงตา จมูกโด่งกำลังดี ดูเป็นธรรมชาติ ริมฝีปากอิ่มนุ่ม สวมชุดสีดำเข้ารูป ยืนนิ่งอยู่กลางห้องโถงที่ครั้งหนึ่งเคยใช้จัดงานเต้นรำอันหรูหรา แต่วันนี้ เครื่องเรือนทุกชิ้นกลับถูกคลุมด้วยผ้าขาว ดูราวกับวิญญาณที่ถูกจองจำ บนโต๊ะไม้โอ๊กกลางห้องมีเอกสารปึกหนาวางอยู่ พร้อมกับตราประทับสีแดงที่เขียนว่า'ยึดทรัพย์' ย้ำเตือนว่า ของที่อยู่ในบ้านหลังนี้ถูกยึดหมดแล้ว เช้าวันนี้เป็นวันที่ไม่สดใสเอาเสียเลย สิ่งรอบตัวของหญิงสาวดูเทาเทาไปหมด เสียงฝนตกยังอื้ออึงอยู่ในหัว"นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เลดี้เอเลนอร์ที่ได้เห็นคุณยืนอยู่ในบ้านที่ไม่มีแม้แต่กรรมสิทธิ์ในเศษอิฐสักก้อนเดียว"เสียงทุ้มต่ำและหยาบกระด้างดังมาจากมุมมืดของห้อง เอเลนร์ขยับตัวเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงนั้นคราแรกฟังดูไม่ชัดเจน เธอจึงเชิดหน้าขึ้นพยายามรักษาความนิ่งเฉยของชนชั้นสูงไว้ แม้ในใจจะสั่นสะท้าน ชายคนนั้นก้าวออกมาจากเงามืด เซบาสเตียน ดาร์คเลย์ ในชุดสูทสีดำขลับที่ไร้ที่ติ แต่ท่วงท่าการเดินของเขากลับดูเหมือ