Share

สัญญากรง

Penulis: Sanassetong
last update Tanggal publikasi: 2026-02-12 16:02:07

หลังจากเธอมองดูเอกสารสัญญาการสมรสอยู่นาน ปลายปากกาขนนกตวัดลงบนกระดาษ เอเลนอร์รู้สึกเหมือนลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเธอถูกพรากไป เธอวางปากกาลงอย่างช้าๆราวกับมันมีน้ำหนักมหาศาล ก่อนจะถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยที่สุด

เซบาสเตียนหยิบแผ่นสัญญาขึ้นมา เป่าลมเบาๆ ให้หมึกแห้ง รอยยิ้มที่มุมปากของเขาไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความดีใจ แต่เป็นรอยยิ้มของผู้ชนะที่รอคอยนาทีนี้มาทั้งชีวิต

“ยินดีด้วย... คุณผู้หญิงดาร์คเลย์” เขาเน้นย้ำนามสกุลใหม่ของเธอด้วยน้ำเสียงที่จงใจให้ระคายหู

“คุณได้สิ่งที่ต้องการแล้ว”

เอเลนอร์ตอบกลับด้วยเสียงที่แห้งผาก

“ตอนนี้กรุณาสั่งคนของคุณให้หยุดขนของออกจากห้องสมุด และเผาสัญญาหนี้พวกนั้นเสีย ทำตามที่คุณรับปากไว้”

เซบาสเตียนเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งพลางโยนปึกกระดาษสัญญาหนี้ลงในเตาผิงที่กำลังคุกรุ่น เปลวไฟโหมลุกโชนขึ้นทันทีที่สัมผัสกระดาษ แสงสีส้มสะท้อนอยู่ในดวงตาคมปลาบของเขา

“ผมเป็นนักธุรกิจ เลดี้เอเลอนร์ ผมรักษาคำพูดเสมอ” เขาขยับเข้ามาใกล้จนเธอแผ่นหลังชนกับขอบโต๊ะไม้ที่เย็นเฉียบ “แต่จำไว้ว่านับจากวินาทีนี้ สิ่งของทุกชิ้นในบ้านหลังนี้... รวมถึงลมหายใจของคุณ เป็นกรรมสิทธิ์ของผมแต่เพียงผู้เดียว”

“ฉันรู้หน้าที่ของตัวเองดี คุณไม่จำเป็นต้องย้ำ” เธอเชิดหน้าขึ้น แม้น้ำตาจะรื้นอยู่ที่ขอบตา “ฉันจะทำตัวเป็นภรรยาที่เพียบพร้อมตามหัวโขนที่คุณอยากให้ใส่ แต่ระลึกไว้เถิดว่าคุณซื้อได้เพียงตัวของฉันเท่านั้น ส่วนหัวใจ... คุณจะไม่มีวันได้เห็นแม้แต่เงา”

เซบาสเตียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวที่เต็มไปด้วยความสมเพชและร่องรอยของความเจ็บปวดที่ซ่อนไว้

“หัวใจงั้นหรือ?” เขายื่นมือหนามาเชยคางเธอขึ้น บังคับให้สบตา “อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย ผมไม่ได้ต้องการหัวใจที่แสนเย็นชาของพวกชนชั้นสูง ผมแค่ต้องการเห็นคุณ... กุหลาบที่เคยอยู่บนหอคอยงาช้าง ต้องลงมาแปดเปื้อนเขม่าถ่านหินในโลกของผม ดูซิว่าเกียรติยศที่คุณบูชานักหนามันจะช่วยให้คุณรอดพ้นจากอ้อมกอดของ 'คนเถื่อน' อย่างผมได้ยังไง”

เขาลดมือลงแล้วหันหลังให้ พร้อมกับส่งสัญญาณให้คนสนิทเปิดประตูออก

“ไปเก็บของที่จำเป็นซะ เราจะออกเดินทางทันที รถม้าไม่ชอบรอใคร โดยเฉพาะผู้หญิงที่ไม่มีทางไปอย่างคุณ”

เอเลนร์ยืนนิ่งมองแผ่นหลังกว้างของเขาที่เดินจากไป ความเงียบของคฤหาสน์แอชฟอร์ดในตอนนี้ช่างน่ากลัวกว่าที่เคยเป็น เพราะเธอรู้ดีว่ากรงขังแห่งใหม่ที่เธอกำลังจะไป... อาจสวยงามด้วยสีกุหลาบ แต่มันก็เต็มไปด้วยขวากหนามที่จะทิ่มแทงเธอไปจนตาย เท้าน้อยๆของเธอค่อยๆเดินขึ้นบันไดเพื่อไปเก็บข้าวของเครื่องใช้ของตัวเอง เสื้อผ้าแล้วเสื้อผ้าเล่าถูกบรรจุลงในกระเป๋าเดินทาง ก่อนที่จะลากมันลงมายังชั้นล่างแล้วลากออกไปยังข้างนอกหญิงสาวเดินแบบช้าๆแต่ก็มั่นคงเสียเหลือเกินแม้ว่าตัวเขาจะไม่อยากเดินแต่มันก็ยังเดินด้วยความสง่าหมวกลูกไม้สีดำระบายด้วยตาข่ายปกคุมผมของเธอทำให้ดูดียิ่งขึ้น เธอเดินออกมาไม่นานก็เห็นรถม้าคันสีดำจอดอยู่ข้างหน้าคฤหาสน์ของเธอแล้ว มีผู้ชายคนหนึ่งวิ่งมาหาเธอและลากกระเป๋าต่อจากเทอ ขาน้อยๆของเอเลนอร์ก้าวไปหารถม้าอย่างมั่นคง แม้ในใจจะไม่อยากไปก็ตามเธอเดินเชิดหน้าเล็กน้อย ก่อนที่จะไปขึ้นรถม้าเธอหันไปมองคฤหาสน์สีขาวอันใหญ่โตของตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะค่อยๆหลับตาลงเพื่อเก็บภาพความทรงจำที่ดี เซบาสเตียนยิ้มมุมปากก่อนที่จะก้าวขาขึ้นรถนะตามเธอเข้าไปนั่งข้างใน รถม้าของเขานั้นเป็นกระจกมองเห็นข้างนอกได้ดีนัก มีม้าสองตัวลากรถให้อยู่ มีผู้ชายคนที่ไปช่วยเอเลนอร์ลากกระเป๋าเป็นคนขับรถม้า ไม่นานม้าทั้งสองตัวก็เริ่มเคลื่อนตัวออกไปบรรยากาศสองข้างทางยังคงเหมือนเดิมดอกกุหลาบสีแดงสองข้างทางกำลังบานสะพลั่ง แต่วันนี้ดูแล้วไม่แจ่มใส่เหมือนที่เคยเป็น แรงลมทำให้ดอกกุหลาบสีแดงออกดำนั้นเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ คล้ายกับกำลังโบกมือลารถม้าที่กำลังเลื่อนผ่านพวกมันไป ภายในตัวรถม้าบุกำมะหยี่สีเข้มลึก ความเงียบที่ปกคลุมอยู่นั้นไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือความอัดอั้นที่หนักอึ้งราวกับมีก้อนหินมหึมาวางทับอยู่บนอกของคนทั้งคู่ เอเลนอร์ นั่งตัวตรง หลังไม่พิงพนัก มือทั้งสองข้างประสานกันแน่นบนตักจนข้อนิ้วซีดขาว เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง ดูต้นไม้ที่พัดผ่านไป เธอไม่กล้าแม้แต่จะหันไปสบตากับชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ชายที่ตอนนี้ได้ชื่อว่าเป็น 'สามี' โดยนิตินัย

เซบาสเตียน นั่งกอดอก ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายแต่สายตากลับจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าด้านข้างของเธอไม่วางตา เขาเฝ้ามองหยดน้ำตาหนึ่งหยดที่คลอเบ้าแต่ถูกเจ้าของฝืนกลั้นไว้อย่างสุดกำลัง

"ความเงียบของชนชั้นสูงนี่มันน่ารำคาญดีแท้"

เซบาสเตียนพูดทำลายความเงียบขึ้นมา น้ำเสียงของเขาเรียบเรื่อยแต่เสียดสี

"ถ้าอยากจะร้องไห้ก็ร้องออกมาสิ... รถม้านี้กันเสียงได้ดีพอที่คุณจะไม่ต้องอายบ่าวไพร่"

เอเลนอร์เม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นตรง เธอหันมาสบตาเขาด้วยแววตาที่สั่นระริกแต่เต็มไปด้วยทิฐิ

"ฉันไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียดายความรวยเฟ้อ... ฉันแค่กำลังไว้อาลัยให้แก่เสรีภาพของตัวเอง"

เสียงหวานพูดอย่างข่มอารมณ์ เซบาสเตียนขยับตัวเข้ามาใกล้ ระยะห่างที่ลดลงทำให้รถม้าที่แคบอยู่แล้วดูเล็กลงไปอีกจนอากาศหายใจเริ่มเบาบางลง เขายื่นมือหนาไปคว้าข้อมือเล็กของเธอไว้ บังคับให้เธอหยุดบีบมือตัวเอง

"เสรีภาพงั้นหรือ?" เขาเค่นยิ้ม "เสรีภาพที่คุณมีก่อนหน้านี้มันคืออะไรเอเลนอร์? การต้องปั้นหน้ายิ้มในงานเต้นรำเพื่อหาผู้ชายรวยๆ มาล้างหนี้ให้พ่อคุณน่ะหรือ? นั่นไม่ใช่เสรีภาพ... นั่นมันคือการเร่ขายตัวในคราบผู้ดี"

เสียงทุ้มกล่าวขึ้น

"อย่างน้อยฉันก็ยังมีสิทธิ์เลือกคนที่ฉันจะรัก!"

หญิงสาวสวนกลับ เสียงเริ่มสั่นเครือ

"แต่สุดท้ายคุณก็เลือกผม" เขาเน้นคำว่า 'เลือก' อย่างจงใจ "ถึงจะเลือกด้วยลายเซ็นบนกระดาษ แต่มันก็คือการเลือก... อย่ามาทำเป็นรังเกียจคนที่ช่วยคุณไม่ให้ต้องไปนอนข้างถนนหน่อยเลย"เ

เสียงชายหนุ่มดังที่เหมือนจะข่มอารมณ์อยู่เช่นกัน แรงบีบที่ข้อมือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้เจ็บจนทนไม่ไหว แต่มันย้ำเตือนถึงพันธนาการที่มองไม่เห็น เอเลนอร์เบือนหน้าหนี พยายามสะบัดมือออกแต่ไม่เป็นผล

"ปล่อย... ฉันอึดอัด"

เสียงหญิงสาวพูดขึ้นอย่างร้อนลน

"หัดชินกับมันไว้เถอะ"

เซบาสเตียนกล่าวขึ้นและปล่อยมือเธอออก แต่กลับโน้มตัวเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่ที่นวลแก้ม "เพราะนับจากนี้ไป... โลกของคุณจะแคบลงเหลือเพียงแค่ขนาดของคฤหาสน์ของผม และสายตาของคุณ... ก็มีสิทธิ์แค่มองมาที่ผมคนเดียวเท่านั้น"

เสียงพูดของชายหนุ่มผสมกับเสียงล้อรถม้าที่บดขยี้ไปบนถนนกรวดดังสม่ำเสมอ เป็นเพื่อนเพียงอย่างเดียวในความเงียบที่กลับเข้าปกคลุมอีกครั้ง เอเลนอร์หลับตาลงพยายามกลืนก้อนความขมขื่นลงคอ ขณะที่รถม้าเริ่มเลี้ยวเข้าสู่เขตเขตคฤหาสน์โรสวูด... กรงขังที่เธอไม่มีวันหนีพ้น

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • กรงขังสีกุหลาบ   ขวากหนามในเงามืด

    ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำอาบ แต่ความร้ายกาจเริ่มลามไปถึงทุกส่วนในชีวิตของเอเลนอร์ เมื่อเซบาสเตียนไม่อยู่ในหลายๆครั้ง เอเลนอร์จะได้รับอาหารที่ 'เย็นชืด' หรือบางครั้งก็มี 'เศษเกลือ' โรยจนทานไม่ได้ เมื่อเธอประท้วง มาร์ธาก็เพียงแต่ชี้ไปที่กฎของเซบาสเตียน—ห้ามพูดกับเธอ—แล้วเดินสะบัดก้นจากไป หลายครั้งหลายคราที่เธอโดนกระทำเช่นนี้แต่เธอเองก็ขี่เกียจที่จะถือสา ในเช้าวันหนึ่งเอเลนอร์เองก็พบว่าชุดเดรสผ้าไหมที่เธอเหลือติดตัวมาจากบ้านเดิมถูกคนทำน้ำยารีดผ้าหกใส่จนเป็นรอยด่าง หรือบางชุดก็มีรอยฉีกขาดตรงตะเข็บอย่างจงใจ บางครั้งในยามค่ำคืนที่เอเลนอร์ต้องเดินผ่านโถงทางเดิน เหล่าบ่าวไพร่จะรีบดับเทียนล่วงหน้า ทิ้งให้เธอต้องคลำทางในความมืดมิดเพียงลำพัง ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักที่ดังมาจากมุมมืด หากเซบาสเตียนไม่อยู่เหตุการแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติของคฤหาสน์โรสวูด แมนเนอร์อย่างมาก เย็นวันหนึ่ง เอเลนอร์เดินลงมาที่ห้องครัวเพราะทนความหิวไม่ไหว เธอพบมาร์ธากำลังนั่งกินซุปเนื้อส่งกลิ่นหอมฉุยอย่างสำราญใจ ขณะที่ถาดอาหารของเอเลนอร์มีเพียงขนมปังแข็งๆ กับน้ำเปล่า มาร์ธาจงใจกระแทกถ้วยซุปสลัดน้ำแกงกระเด็นใส่หลังมือของเอเลนอร์

  • กรงขังสีกุหลาบ   มื้อเช้าที่อาบด้วยหยาดน้ำแข็ง

    แสงอาทิตย์ยามเช้าลอดผ่านหน้าต่างบานสูงของห้องอาหาร แต่มันกลับไม่อาจมอบความอบอุ่นให้แก่บรรยากาศได้เลย เพราะเมื่อวานตอนค่ำที่เกิดเหตุการณ์บนโต๊ะอาหารนั้นขึ้นเซบาสเตียนก็พึ่งจะกลับมา เขากลับมาโดยท่าทีที่อ่อนลงกว่าเดิม เอเลนอร์ นั่งอยู่ที่ปลายสุดของโต๊ะไม้โอ๊กยาวเหยียดที่สามารถจุคนได้นับสิบคน โดยมี เซบาสเตียน นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะอีกฝั่งหนึ่ง ระยะห่างระหว่างพวกเขาไกลเสียจนแทบจะมองเห็นรายละเอียดบนใบหน้าของกันและกันไม่ชัดเสียงเดียวที่ดังขึ้นคือเสียงช้อนเงินกระทบขอบถ้วยกระเบื้องเคลือบราคาแพง บ่าวรับใช้ยืนเรียงรายอยู่ตามผนังห้องด้วยท่าทางสงบนิ่งประดุจรูปปั้น เพราะเหตุการณ์เมื่อค่ำนั้นทำให้พวกเขายังฝังใจอยู่ มันยิ่งตอกย้ำความโดดเดี่ยวที่เอเลนอร์กำลังเผชิญ"อาหารไม่ถูกปากงั้นหรือ?" เสียงของเซบาสเตียนดังก้องกังวานมาจากอีกฟากของโต๊ะ เขาพยายามจะพูดให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน เขาไม่เชื่อว่าหากพยายามพูดคุยกับเธอซ้ำๆจะไม่ได้ผล "หรือว่าเชฟที่ผมจ้างมาจากฝรั่งเศส ฝีมือยังสู้คนครัวเก่าๆ ในรูหนูของคุณไม่ได้?"แต่คำพูดของเขาก็เพื่อจะให้เธอหันมาสนใจเท่านั้น จนในที่สุดเอเลนอร์ก็สนใจในคำพูดเขาจริงๆ เธอวางช้อนลงนิ่ง

  • กรงขังสีกุหลาบ   สงครามความเงียบ

    สามวันผ่านไปนับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่โรสวูด แมนเนอร์... และเป็นสามวันที่เซบาสเตียนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังใช้ชีวิตอยู่กับร่างทรงที่ไร้วิญญาณ เอเลนอร์ทำตามหน้าที่ "ภรรยา" อย่างไร้ที่ติ เธอลงมาทานมื้อค่ำตรงเวลา นั่งหลังตรงสง่างามในชุดสีหม่นที่ดูราวกับไว้ทุกข์ให้ตัวเอง เธอขยับช้อนส้อมด้วยท่วงท่าที่นิ่มนวลที่สุด แต่สิ่งเดียวที่เธอไม่ทำคือ การรับรู้ว่ามีเขาอยู่ตรงนั้น"ซุปไม่อร่อยหรือ?" เซบาสเตียนเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบที่น่ารำคาญใจเอเลนอร์เพียงแต่ตักซุปเข้าปากช้าๆ ทำเป็นเหมือนหน้าที่ที่ทำทุกวัน สายตาของเธอจับจ้องไปที่ภาพวาดบนผนังด้านหลังของเขาด้วยสายตาแห่งความว่างป่าว เธอไม่ได้ตอบ ไม่แม้แต่จะสั่นหน้าหรือพยักหน้า ราวกับว่าเสียงของเขาเป็นเพียงเสียงลมพัดผ่านหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านออกไป"เอเลนอร์... ผมถามคุณ" เซบาสเตียนกล่าวขึ้นเขาเริ่มกดเสียงต่ำลง และความอดทนเริ่มปริร้าวเธอวางช้อนลงอย่างแผ่วเบา เช็ดมุมปากด้วยผ้าลูกไม้อย่างประณีต จากนั้นเธอก็หันไปหาบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่มุมห้องที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ในห้องกินข้าว"รบกวนขอรินน้ำเพิ่มให้ฉันทีจ้ะ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลกับบ่า

  • กรงขังสีกุหลาบ   คฤหาสน์ทมิฬ

    รถม้าสีดำขลับที่ประทับตราอักษรย่อ 'D' เคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กดัดมหึมาที่ดูราวกับซี่กรงปีศาจ เอเลนอร์ค่อยๆลืมตาขึ้นมา มองผ่านออกไปนอกหน้าต่าง สายหมอกยามค่ำคืนปกคลุมคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มันไม่ใช่สถาปัตยกรรมแบบเก่าที่ดูอ่อนช้อยเหมือนบ้านของเธอ แต่มันคือสิ่งก่อสร้างที่โอ่อ่า แข็งแรง และเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานของมหาเศรษฐีหน้าใหม่ ต้นไม้หลายๆต้นกำลังผลิใบและมีอีกหลายๆต้นที่กำลังออกดอก เงาตะคุ่มตะคุ่มของไม้พุ่มที่ปลูกไว้มีลักษณะต่างๆ พอกระทบกับแสงไฟสลัวๆตามเสาไฟ จึงทำให้รูปเงานั้นประหลาดยิ่งกว่าเดิม "ที่นี่คือ 'โรสวูด แมนเนอร์'..." เสียงทุ้มของเซบาสเตียนพูดขึ้นเมื่อเขาเห็นผู้หญิงที่อยู่ข้างๆลืมตา แล้วมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าอย่างพิจราณา เขาเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย "ที่พักแห่งใหม่ของคุณ และอาจจะเป็นที่ที่คุณต้องฝังร่างไปตลอดกาล"เสียงนั้นกล่าวขึ้นต่อก่อนที่รถม้าจะหยุดสนิท ประตูรถม้าถูกเปิดออกโดยบ่าวรับใช้ในชุดยูนิฟอร์มสีเขียวเข็มที่ตัดเย็บอย่างประณีต แต่สายตาที่พวกเขามองมายัง 'เลดี้' ผู้มาใหม่นั้นกลับเต็มไปด้วยความสงสัยและระคนไปด้วยความสะใ

  • กรงขังสีกุหลาบ   สัญญากรง

    หลังจากเธอมองดูเอกสารสัญญาการสมรสอยู่นาน ปลายปากกาขนนกตวัดลงบนกระดาษ เอเลนอร์รู้สึกเหมือนลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเธอถูกพรากไป เธอวางปากกาลงอย่างช้าๆราวกับมันมีน้ำหนักมหาศาล ก่อนจะถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยที่สุด เซบาสเตียนหยิบแผ่นสัญญาขึ้นมา เป่าลมเบาๆ ให้หมึกแห้ง รอยยิ้มที่มุมปากของเขาไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความดีใจ แต่เป็นรอยยิ้มของผู้ชนะที่รอคอยนาทีนี้มาทั้งชีวิต “ยินดีด้วย... คุณผู้หญิงดาร์คเลย์” เขาเน้นย้ำนามสกุลใหม่ของเธอด้วยน้ำเสียงที่จงใจให้ระคายหู “คุณได้สิ่งที่ต้องการแล้ว” เอเลนอร์ตอบกลับด้วยเสียงที่แห้งผาก “ตอนนี้กรุณาสั่งคนของคุณให้หยุดขนของออกจากห้องสมุด และเผาสัญญาหนี้พวกนั้นเสีย ทำตามที่คุณรับปากไว้” เซบาสเตียนเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งพลางโยนปึกกระดาษสัญญาหนี้ลงในเตาผิงที่กำลังคุกรุ่น เปลวไฟโหมลุกโชนขึ้นทันทีที่สัมผัสกระดาษ แสงสีส้มสะท้อนอยู่ในดวงตาคมปลาบของเขา “ผมเป็นนักธุรกิจ เลดี้เอเลอนร์ ผมรักษาคำพูดเสมอ” เขาขยับเข้ามาใกล้จนเธอแผ่นหลังชนกับขอบโต๊ะไม้ที่เย็นเฉียบ “แต่จำไว้ว่านับจากวินาทีนี้ สิ่งของทุกชิ้นในบ้านหลังนี้... รวมถึงลมหายใจของคุณ เป็นกร

  • กรงขังสีกุหลาบ   ความล่มสลายของกุหลาบแอชฟอร์ด

    เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างคฤหาสน์แอชฟอร์ดดูคล้ายกับเสียงกรีดร้องที่ไม่มีใครได้ยิน หญิงสาวนัยตาสีน้ำข้าว ใบหน้าเรียว คิ้วได้รูปพอดีรับกับดวงตา จมูกโด่งกำลังดี ดูเป็นธรรมชาติ ริมฝีปากอิ่มนุ่ม สวมชุดสีดำเข้ารูป ยืนนิ่งอยู่กลางห้องโถงที่ครั้งหนึ่งเคยใช้จัดงานเต้นรำอันหรูหรา แต่วันนี้ เครื่องเรือนทุกชิ้นกลับถูกคลุมด้วยผ้าขาว ดูราวกับวิญญาณที่ถูกจองจำ บนโต๊ะไม้โอ๊กกลางห้องมีเอกสารปึกหนาวางอยู่ พร้อมกับตราประทับสีแดงที่เขียนว่า'ยึดทรัพย์' ย้ำเตือนว่า ของที่อยู่ในบ้านหลังนี้ถูกยึดหมดแล้ว เช้าวันนี้เป็นวันที่ไม่สดใสเอาเสียเลย สิ่งรอบตัวของหญิงสาวดูเทาเทาไปหมด เสียงฝนตกยังอื้ออึงอยู่ในหัว"นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เลดี้เอเลนอร์ที่ได้เห็นคุณยืนอยู่ในบ้านที่ไม่มีแม้แต่กรรมสิทธิ์ในเศษอิฐสักก้อนเดียว"เสียงทุ้มต่ำและหยาบกระด้างดังมาจากมุมมืดของห้อง เอเลนร์ขยับตัวเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงนั้นคราแรกฟังดูไม่ชัดเจน เธอจึงเชิดหน้าขึ้นพยายามรักษาความนิ่งเฉยของชนชั้นสูงไว้ แม้ในใจจะสั่นสะท้าน ชายคนนั้นก้าวออกมาจากเงามืด เซบาสเตียน ดาร์คเลย์ ในชุดสูทสีดำขลับที่ไร้ที่ติ แต่ท่วงท่าการเดินของเขากลับดูเหมือ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status