ชนาธิปรีบย่อตัวลงช้อนร่างของหญิงสาวให้เข้ามาอยู่ในอ้อมแขนได้ทันควันจนร่างเล็กนั้นลอยหวือขึ้นจากพื้นเมื่อเขายืนขึ้นเต็มความสูง ด้วยความตกใจ ต้องรักเงยหน้าขึ้นมองเขาทันที ส่งผลให้ใบหน้าของเธอกับเขาห่างกันเพียงแค่คืบ หนำซ้ำท่อนแขนของเธอยังโอบรอบคอเขาโดยอัตโนมัติอีกต่างหาก
ตาสองคู่ประสานกันนิ่งงันท่ามกลางหัวใจหญิงสาวที่สั่นระรัว จนเจ้าของกลัวว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะรู้ อยากถอนสายตาจากเขาแต่กลับรู้สึกเหมือนถูกนัยน์ตาสีนิลตรงหน้าดึงดูด เธอคิดว่าสายตาตนคงกำลังพร่าเบลอเพราะเหมือนจะเห็นร่องรอยความพึงพอใจฉายชัดออกมาจากนัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้น แม้ว่ามันจะแค่ชั่ววินาทีก็ตาม
“ค่อยๆ วางเท้าลงแล้วยืนช้าๆ นะ” เขาพูดโดยไม่ละสายตาไปจากวงหน้าสวยหวาน
ในขณะที่ต้องรักนั้นคล้ายถูกมนตร์สะกดบางอย่างให้ไม่รับรู้ถ้อยประโยคที่เขาเอ่ย เสียงของเขา และกลิ่นน้ำหอมที่เธอจารึกเอาไว้ในใจกำลังทำให้ห้วงความคิดล่องลอยไป ตอนที่เธอใกล้หมดสติ เธอยังคงจดจำความอบอุ่นอ่อนหวานนั้นได้ดี แม้ว่าสติสัมปชัญญะใกล้ดับวูบลงเต็มทีก็ตาม
“พร้อมรึยังต้องรัก”
ได้ยินเสียงทุ้มเรียกชื่อเธอ สติของต้องรักจึงเพิ่งกลับมาอยู่กับตัว หญิงสาวรีบแก้เก้อด้วยการเสมองไปทางอื่นก่อนจะอ้อมแอ้มตอบรับเขา
เมื่อเห็นต้องรักพร้อมแล้วเขาจึงค่อยๆ ผ่อนร่างหญิงสาวลงกับพื้นโดยที่แขนข้างหนึ่งยังคงยึดต้นแขนของเธอเอาไว้แน่น ต้องรักเองก็เผลอเกาะกุมบ่าของเขาเป็นหลักยึดขณะพยายามยืนเต็มฝ่าเท้า
พอเห็นหญิงสาวยืนได้มั่นคงแล้ว เขาจึงปล่อยมือจากต้นแขนของเธอแล้วยกแขนข้างหนึ่งขึ้น
“เกาะแขนฉันไปก็แล้วกัน จะได้ไม่ล้มลงไปอีก”
ต้องรักมองแขนของเขาอย่างชั่งใจ ทั้งเกรงใจเขาในฐานะเจ้านาย และไม่อยากให้เขาคิดว่าเธอกำลังให้ท่า แต่ถ้าเธอปฏิเสธความหวังดีจากเขาก็คงดูไม่ดีเท่าไร สุดท้ายเธอจึงเลือกที่จะวางมือของตัวเองลงบนท่อนแขนของเขา
“ขอบคุณมากค่ะ คุณชนาธิป”
ชนาธิปปล่อยให้หญิงสาวจัดการธุระส่วนตัวในห้องน้ำ ส่วนตนก็ออกไปจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายและยาของต้องรักที่จะต้องนำกลับไปกินต่อที่บ้าน เมื่อเขาเดินกลับมาก็เห็นหญิงสาวนั่งอยู่เพียงลำพังบนโซฟาในห้องพัก
“ไปเถอะ” เขาเอ่ยพร้อมกับพยักหน้าให้เล็กน้อย มือยื่นไปหาเพื่อให้เธอเกาะยึดเอาไว้ระหว่างลุกขึ้นยืน ต้องรักวางมือของตัวเองลงบนอุ้งมืออุ่นร้อนก่อนจะลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง
ความอุ่นจากอุ้งมือเขาแผ่ซ่านมาตามผิวเนื้อจนลามไล้เข้าไปโอบล้อมไว้ทั้งหัวใจ ก่อนจะพุ่งขึ้นไปสุดทางอยู่ตรงผิวหน้า ส่งผลให้แก้มของหญิงสาวร้อนผ่าวราวกับจับไข้ ยิ่งมือนั้นกุมกระชับขึ้น ระดับความร้อนก็ดูเหมือนจะพุ่งสูงตามไปด้วย
นัยน์ตาคู่สวยเหลือบมองไปยังท่อนแขนของเขา อยากเปลี่ยนเป็นเกาะกุมแขนแทนที่การสอดมืออยู่ในอุ้งมืออุ่น แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะชักมือกลับ ใช่ว่ารังเกียจสัมผัสของเขา ตรงกันข้าม กลัวเขาจับได้ว่าเธอตื่นเต้นมากแค่ไหนที่ได้ชิดใกล้กับเขาราวกับเป็นคนสำคัญอย่างนี้ต่างหาก
พอออกมาจากห้องที่นอนพัก ต้องรักเห็นชายหนุ่มสองคนมายืนรออยู่ก่อนแล้ว เธอจำได้ว่าทั้งคู่เป็นลูกน้องที่คอยเดินตามชนาธิปไม่ห่าง สายตาของทั้งสองคนมองมาที่จุดๆ เดียว จุดที่มือของเขากำลังเกาะกุมมือของเธออยู่...
หญิงสาวหลุบสายตาลงมองพื้นทันทีเมื่อเห็นประกายตาล้อเลียนกับมุมปากที่หยักยกขึ้นจากสองคนนั้น จึงไม่ทันได้เห็นว่าทั้งเอกรัฐและชัชวาลแทบปรับสีหน้ากับแววตาไม่ทันเมื่อถูกนัยน์ตาคมกริบของผู้เป็นนายมองอย่างปรามๆ กลับไป
“นั่งรถเข็นไหม”
เขาก้มหน้าลงมาถาม ต้องรักเงยหน้าขึ้นมองเขาพร้อมกับส่ายหน้าและตอบปฏิเสธ เธอเพิ่งสังเกตเดี๋ยวนี้เองว่าพอได้มายืนใกล้กันแบบนี้แล้ว ศีรษะเธอแทบไม่เลยหัวไหล่ของเขาด้วยซ้ำ
ชนาธิปพยักหน้าก่อนจะกระตุกมือเล็กที่เกาะกุมอยู่เบาๆ ให้ออกเดินไปพร้อมกับเขา ระหว่างที่พาเดินไปยังอาคารจอดรถของโรงพยาบาล ชายหนุ่มเห็นว่าเธอยังเดินได้ไม่ค่อยสะดวกนักจึงพยายามผ่อนฝีเท้าให้ช้าลงจนแทบกลายเป็นเดินแล้วหยุด เดินแล้วหยุดอยู่หลายครั้ง และด้วยความเกรงใจ ต้องรักจึงฝืนทนเดินให้เร็วขึ้น
“ไม่ต้องรีบ ฉันรอได้”
เขาเอ่ยเบาๆ เหนือศีรษะเธอ ต้องรักลอบยิ้ม มองมือตนที่อยู่ในอุ้งมือเขาแล้วรู้สึกอบอุ่นอ่อนหวานไปทั้งใจ ราวกับว่าตราบใดที่เขายังอยู่ใกล้ๆ เธอก็เป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการการปกป้อง แม้จะรู้ดีว่าที่เขาทำไปทั้งหมดเป็นเพียงความรับผิดชอบอันพึงมีแก่พนักงานคนหนึ่งเท่านั้น
ตอนนี้เธอชักอยากรู้เหลือเกินว่าเขาจะใจดีอย่างนี้กับพนักงานทุกคนหรือเปล่า และถ้าเป็นคนอื่น เขาจะจูงมือเดินเหมือนกับที่จูงมือเธอหรือไม่
ชนาธิปเปิดประตูรถด้านหลังแล้วดันให้เธอเข้าไปก่อน ก่อนจะแทรกตัวสูงใหญ่ของเขาตามเข้ามา หญิงสาวนั่งตัวลีบเกร็งเพราะไม่เคยนั่งรถหรูหราอย่างนี้มาก่อน อีกทั้งคนนั่งข้างๆ ยังเป็นถึงเจ้านายของเธออีกด้วย
“บ้านอยู่ที่ไหนครับ”
เอกรัฐที่นั่งอยู่เบาะหน้าหันมาถาม ต้องรักจึงบอกทางไปบ้านของตัวเองให้คนที่ทำหน้าที่ขับรถได้ทราบ จากนั้นก็นั่งเงียบๆ ตามเดิมโดยไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างกาย เพราะเห็นเขานั่งนิ่งไม่พูดไม่จา จึงทำได้แค่เพียงแอบมองจากทางหางตาเท่านั้น
ต้องรักนั่งเอามือกุมหัวเข่าของตัวเอง บีบแล้วคลายอยู่หลายครั้ง ซึ่งอาการทั้งหมดนั้นแม้แต่ตัวหญิงสาวเองก็แทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำอยู่ ทว่าก็ไม่อาจรอดพ้นไปจากสายตาของชนาธิปได้
อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว จู่ๆ มือใหญ่ของเขาก็วางลงบนมือเล็กของเธอพลางบีบเบาๆ ราวกับปลุกปลอบให้คลายความตื่นเต้น ต้องรักหันไปมองสบตากับเขา รู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่กระจายจากฝ่ามือพุ่งขึ้นสู่ผิวหน้า นึกขอบคุณความมืดในเวลาย่ำรุ่งอย่างนี้เหลือเกินที่ไม่ทำให้เขาได้เห็นสีระเรื่อบนแก้ม ซึ่งป่านนี้มันคงแดงประจานเจ้าของไปเรียบร้อยแล้ว
ไม่มีคำพูดใดๆ ระหว่างกัน มีเพียงความอบอุ่นที่ต่างคนต่างถ่ายทอดให้กันผ่านทางฝ่ามือเท่านั้น
รถเริ่มเคลื่อนตัวเข้าไปสู่ละแวกบ้านที่ต้องรักพักอาศัย หญิงสาวจึงเริ่มตื่นตัวมากขึ้น ก้มมองมือของตัวเองที่อยู่ในอุ้งมือเขาแล้วก็อยากยืดเวลานี้ออกไปอีกสักหน่อย ไม่รู้ว่าหลังจากวันนี้ไปแล้วเมื่อเจอกันอีกครั้ง เขาจะยังใจดีอย่างนี้อยู่อีกหรือไม่ จะทักทายเธอบ้างหรือเปล่า หรือความรู้สึกพิเศษที่ก่อเกิดขึ้นมาต่างๆ เหล่านี้มีเพียงเธอเท่านั้นที่คิดไปเองฝ่ายเดียว
“เอ่อ...จอดตรงหลังรถแท็กซี่สีฟ้าคันนั้นก็ได้นะคะ เดี๋ยวรักเดินเข้าไปเองค่ะ”
พอได้ยินคำว่าสยาม ชนกนันท์ก็ตาวาวขึ้นทันที เพราะทุกครั้งที่ได้ไปย่านนั้นกับบิดามารดา ตนมักได้เสื้อผ้า หรือของที่อยากได้ติดมือกลับบ้านเสมอ และครั้งนี้จึงไม่พลาดเช่นกัน“ไปค่ะคุณพ่อ ถ้างั้นให้อเล็กซ์กับอลัน...”“ให้อยู่บ้านไป อยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ไงลูก” ชนาธิปชิงพูดก่อนบุตรสาว จากนั้นก็หันไปถามสองแฝดด้วยภาษาอังกฤษ“พวกนายจะเอาอะไรไหม”“เบียร์!” สองหนุ่มตอบมาพร้อมกัน ชนาธิปยิ้มเย็นพลางพูดว่า“No!” เขามองหน้าฝาแฝดทั้งสองคนแล้วลอบถอนหายใจแผ่ว สองหนุ่มนี่ยิ่งโตหน้าตาก็ยิ่งหล่อเหลา อีกทั้งรูปร่างยังสูงใหญ่จนไม่น่าเชื่อว่าเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบแปด“ถ้าพวกนายอยากดื่มก็ดื่มได้ แต่ต้องไม่ใช่ที่นี่ เอารถที่บ้านออกไปหาร้านนั่งดื่มกันข้างนอกก็ได้ ตามสบาย”ชนาธิปบอกอย่างใจกว้าง เพราะอย่างไรเสียสองคนนี้เขาก็ถือว่าเป็นหลาน หรือญาติที่ใกล้ชิดที่สุด แต่เขาจะไม่วุ่นวายกับสองคนนี้เลยถ้าหากว่าทั้งคู่จะไม่มาวอแวชนกนันท์ สายตาหวานเชื่อมนั่นเขาดูออกว่าทั้งสองคนนั้นถูกใจบุตรสาวของเขา และกำลัง
“อ้าว คุณธิปพาภรรยามาด้วยหรือคะไม่น่าเชื่อ ปกติเห็นไปไหนมาไหนคนเดียวตลอด” อีฟหน้าเสียอย่างเห็นได้ชัด“ลูกผมสองคนยังเล็กมากครับ ผมเลยไม่อยากให้ลูกไปงานเลี้ยงกับผม ภรรยาผมเขาก็เลยต้องอยู่ดูแลลูกที่บ้าน ผมก็ตามใจเธอ”เขาดูนาฬิกาข้อมือแล้วพูดว่า “ผมขอตัวก่อนดีกว่า ป่านนี้อาหารน่าจะมาเสิร์ฟแล้ว ฝากความระลึกถึงคุณเบิร์ดด้วยนะครับ”ชนาธิปยิ้มบาง ๆ ให้อีกครั้งแล้วเดินจากไป ทิ้งสายตาผิดหวังของหญิงสาวไว้ที่เดิมโดยไม่คิดหันกลับไปมองอีกเมื่อชนาธิปกลับเข้าไปในร้านอาหาร ชายหนุ่มก็เห็นภรรยาคนสวยนั่งจ้องตนเขม็งแทบไม่กะพริบตา เขาเห็นแล้วอดยิ้มไม่ได้ เพราะเธอมองเขาแบบนี้ก็หมายความว่าเธอเห็นที่เขาหยุดคุยกับผู้หญิงคนนั้น“เลขาฯ ของคุณเบิร์ดเจ้าของโครงการบ้านในสวนน่ะ เขามาเดินซื้อของ เจอพี่พอดีเขาก็เลยทัก” ชายหนุ่มอธิบายให้ภรรยารู้โดยไม่รอให้เธอเปิดปากถาม“รักยังไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย เห็นรักเป็นคนขี้หึงไปได้” เธออมยิ้ม สีหน้าพึงพอใจอย่างเห็นได้ชัดที่เขาบอกเธอไปตามตรง“หรือไม่ใช่ เห็นสายตาก
“อุ้ยเล่าให้ฟังว่าพี่ชายเขาทำงานหลายอย่างมาก พักผ่อนน้อย ความเครียดก็เยอะ แต่เพราะเขาไม่เคยป่วยก็เลยไม่เคยไปตรวจสุขภาพสักที จึงไม่รู้ว่าความจริงแล้วตัวเองเป็นโรคความดันสูง พออาการกำเริบ บทจะไปเขาก็ไปแบบกะทันหันจนคนในครอบครัวไม่ทันได้เตรียมใจเลยค่ะ”ชนาธิปยิ้มอ่อนพลางจูบหน้าผากภรรยาอย่างรักใคร่ เธอเคยบอกว่าเขาเปรียบเสมือนโลกทั้งใบของเธอกับลูก เพราะฉะนั้นต้องรักจึงขอร้องเขาว่าอย่าทำอะไรที่เป็นการสุ่มเสี่ยงหรืออันตรายต่อชีวิตอย่างเด็ดขาด และเขาก็เคยรับปากเธอไว้แล้ว“เราก็เลยกลัวว่าพี่จะเป็นเหมือนพี่ชายของเพื่อนหรือ”ต้องรักพยักหน้าอยู่กับอกเขา “รักกับลูกไม่ต้องการอะไรค่ะ ขออย่างเดียวคือขอให้พี่อยู่กับเราแม่ลูกไปนาน ๆ รักอยากให้พี่อยู่ดูความสำเร็จของลูกด้วยกันกับรัก อยู่เป็นปู่ย่าให้หลานของเราแค่นี้ก็พอค่ะ”ชายหนุ่มยิ้มกว้างกับประโยคน่ารักน่าใคร่ของภรรยา เขาหัวเราะแล้วพูดว่า “เป็นคุณปู่อย่างเดียวเองหรือ พี่อยากเป็นคุณตาด้วยนะ เป็นทั้งปู่ทั้งตาเลยได้ไหมต้องรัก เธอจะได้เป็นทั้งคุณย่าและคุณยายไง”ต้องรักหัวเ
ต้องรักเหลือบมองสามีที่นั่งจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าด้วยแววตาหลงใหล เธอชอบแอบมองเวลาเขามีสมาธิอยู่กับอะไรบางอย่างเพราะความมุ่งมั่นเคร่งขรึมของเขานานวันก็ยิ่งมีเสน่ห์เสียจนไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไร เขาจะรู้ตัวบ้างไหมว่าภรรยาคนนี้หลงรักเขามากขึ้นทุกวันหญิงสาวเห็นมุมปากเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ก็รู้ทันทีว่าเขารู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกจับจ้องจึงทำทีเป็นเบนสายตาไปมองบุตรชายที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่บนเบาะตรงหน้าแทน“ไม่แอบมองต่อแล้วหรือ” เสียงทุ้มถามขึ้นลอย ๆ“ไม่มองแล้วค่ะ คนถูกมองรู้ตัวแล้วอย่างงี้จะเรียกว่าแอบมองได้ยังไง” เธอตอบยิ้ม ๆ พลางรีบเอื้อมมือตบก้นบุตรชายที่เริ่มทำปากเบะเหมือนจะร้องไห้ และทำท่าจะตื่นชนาธิปวางมือจากคอมพิวเตอร์ตรงหน้าแล้วเดินมานั่งใกล้ภรรยา เขามองต้องรักกล่อมลูกให้หลับด้วยแววตาแสนรักนี่คือลูกกับเมียของเขา คือครอบครัวที่เขาเคยวาดฝันหลายต่อหลายครั้งว่าอยากมีตั้งแต่ยังไม่ได้เจอกับต้องรักก่อนหน้านั้นเขาทำงานให้นิโคลัส ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับมอบชีวิตทั้งชีวิตให้อีกฝ่
“อยากสิคะ แต่รักจำได้ว่าคุณธิปบอกให้ชะลอไปก่อน”ชนาธิปยื่นหน้าไปหอมแก้มเธออีกครั้ง ก่อนพูดให้เธอเข้าใจ“ตอนนั้นกับตอนนี้มันไม่เหมือนกัน ตอนนั้นฉันติดปัญหาเรื่องรับช่วงต่อจากรูคส์ ฉันเลยไม่อยากมีลูกให้เป็นภาระของเธอ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ฉันไม่เกี่ยวข้องกับรูคส์แล้ว ฉันพร้อมเต็มที่สำหรับการเป็นพ่อคน”ต้องรักเบี่ยงหน้าไปมองเขาเต็มตา วันนี้เขาทำให้เธอซาบซึ้งจนเกือบร้องไห้ไปกี่ครั้งแล้วนะ แต่ที่แน่ๆ ก็คือเธอรักผู้ชายคนนี้เหลือเกิน“รักก็พร้อมค่ะ”เสียงอ้อแอ้ที่ดังอยู่ข้างหูตามมาด้วยน้ำเปียกๆ ที่แตะลงบนแก้ม ส่งผลให้ชนาธิปต้องลืมตาตื่นขึ้นทันที ชายหนุ่มยิ้มกว้างเมื่อเห็นท่าทางดีอกดีใจของบุตรชายวัยเจ็ดเดือนตอนที่เขาลืมตาขึ้น“ว่าไงลูกพ่อ” เขาช้อนแขนเจ้าตัวจ้อยให้ขึ้นมายืนบนท้อง เจ้าตัวเล็กเห็นพ่อจับให้ยืนก็กระโดดผลุงๆ ไปมาบนท้องพร้อมกับหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างอารมณ์ดีจังหวะนั้น ต้องรักเปิดประตูห้องเข้ามา เห็นสองพ่อลูกกำลังนอนเล่นกันอยู่บนเตียงก็อดยิ้มออกมาไม่ได้&l
ให้ต้องรักไปปรากฏตัวสักทีก็ดีเหมือนกัน สาวๆ เหล่านั้นจะได้เลิกตอแยเขาเสียที แต่ทางออกที่ดีที่สุดก็คงไม่พ้น...การแต่งงาน“แต่งงานกันไหมต้องรัก”เคธี่เคยบอกกับเขาว่าผู้หญิงทุกคนล้วนมีความฝันอยากใส่ชุดแต่งงานสวยๆ ด้วยกันทั้งนั้น เพราะมันเป็นงานที่จัดครั้งเดียวในชีวิต แม้ต้องรักเคยบอกเขาว่าไม่ต้องการจัดงานใหญ่โตอะไร แต่เขาก็อยากให้เกียรติเธอ และจัดงานแต่งงานให้เธออยู่ดี“ก็เราแต่งกันไปแล้วไม่ใช่หรือคะ ที่วัดไง” เธอหลับตาพริ้มอยู่กับอกของเขา รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นเมื่อคิดถึงเช้าวันนั้น“หมายถึงจัดงานที่เป็นเรื่องเป็นราวน่ะ คนทั่วไปจะได้รับรู้ว่าฉันแต่งงานแล้ว และเธอคือภรรยาของฉัน ฉันไม่ชอบเวลาที่มีคนมองว่าเธอเป็นของเล่นบนเตียงของฉัน แล้วก็เอาเธอไปพูดเสียๆ หายๆ” เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง มือใหญ่เลื่อนมาวางที่หน้าท้องแบนราบของเธอแล้วลูบไล้แผ่วเบา“เวลามีลูก เราจะได้เอารูปแต่งงานให้ลูกดูได้ด้วยไง ไม่ดีหรือ”“ตามใจคุณธิปเลยค่ะ”ต้องรักคลี่ยิ้มอยู่กับอกกว้างของเขา เปลือกตาเริ่มหนักอึ้งขึ้นอีก