LOGIN“น้องมุก..น้องมุกดาขา”
“ไอ้นี่! กูคิเรย์ไม่ใช่มุกดา” กระแสเสียงไม่พอใจดังขึ้นเมื่ออยู่กันตามลำพัง ร่างหนานอนตัวทอดยาวบนเตียงคิงไซต์ภายในห้องหรูของโรงแรม คิเรย์คือคนที่แบกร่างเพื่อนขึ้นมาอย่างทุลักทุเล “น้องมุก..เฮียอยากกอดน้องมุก” ก่อนทันพูดจบก็คว้าหมับเอาแขนล่ำสันของคนเป็นเพื่อน กอดก่ายเกยใบหน้าเมามายเจือความออดอ้อนตอนเมา เห็นแล้วยิ่งรำคาญลูกกะตา พลั่ก! “กอดตีนกูนี่” รองเท้าหนังแบรนด์เนมยกขึ้นถีบคนเมาไม่รู้ประสาจนกลิ้งหลุนๆ ไปอีกฝากของเตียง หากออกแรงเยอะกว่านั้นเห็นทีคงกลิ้งจนตกดังโพละ! เหมือนเพลงตั้งไข่ล้มต้มไข่กิน เสียงครวญครางไม่พอใจดังแทรกก่อนค่อยๆ แผ่วลงเหลือเพียงเสียงกรนครืดคราด บ่งบอกให้รู้ว่าคนที่เพ้อรำพันถึงมุกดาเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วได้สิ้นฤทธิ์หลับลงสักที คิเรย์ถอนหายใจเหนื่อย สีหน้าเจือความหงุดหงิดและยิ่งได้ยินอะไรไม่เข้าหูก็ยิ่งซ้ำเติมอารมณ์เดิมให้คูณสอง กระชากผ้าห่มเขวี้ยงคลุมตัวคนเป็นเพื่อนอย่างกับท่าหว่านแห ขี้เกียจสนใจจัดท่าจัดทางให้มันนอนดีๆ เห็นแล้วหมั่นไส้อย่างบอกไม่ถูก ขับรถกลับผับ คาดว่าคงใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาที ในใจของชายหนุ่มเอาแต่นึกถึงใบหน้าสะสวยของคนที่รอเขาในห้อง ไม่รู้ป่านนี้หลับแล้วหรือยัง รายนั้นยิ่งเป็นพวกปลุกยากซะด้วย จะว่าไปเขารู้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ยิบย่อยเกี่ยวกับอีกคนเยอะหลายเรื่องจนแม้แต่ตัวเองยังต้องแปลกใจ เป็นไปได้ว่าวันเวลาที่ใช้ด้วยกันมาตลอดระยะสามปี มันทำให้เกิดเป็นความผูกพันชนิดหนึ่ง การเจอกันครั้งแรกของเขาและมุกดาไม่ใช่เดินชนกันตามถนน ไม่ได้สบตาปิ๊งๆ แบบในผับ และไม่ได้นัดพบหลังจากคุยผ่านโลกอินเทอร์เน็ต แต่เป็นการเจอกันในสถานการณ์ที่ค่อนข้างฉุกละหุก เขายังจำวินาทีตัดสินใจกระโดดลงน้ำได้เป็นอย่างดี สัญชาตญาณบางอย่างตะโกนบอกช่วยชีวิตเธอให้ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามผู้หญิงคนนั้นต้องไม่ตายอนาถ เธอต้องไม่จบชีวิตตัวเองแบบนี้ และอย่างที่รู้…เขาช่วยชีวิตเธอสำเร็จ ดวงตากลมสวยถูกบดบังด้วยม่านน้ำตา ใบหน้าอ่อนหวานหากแต่ดูเย้ายวน แม้ในตอนร้องไห้และเปียกโชกราวลูกแมวตกน้ำก็ยังคงดูสวยมาก คิเรย์จดจ้องมองเธอไม่ละสายตา หูก็คอยฟังในสิ่งที่เธอเล่า น้ำเสียงระทมทุกข์ปนความขื่นขมบอกกล่าวชีวิตสุดแสนอาภัพ โชคชะตาเล่นตลกกับเธอบ้างล่ะ เธอมันคนดวงกุดบ้างล่ะ ทุกคำตัดพ้อพลอยทำให้เขารู้สึกสงสารในตัวมุกดาเป็นอย่างมาก ได้ฟังเธอระบายความในใจ มันทำให้เขาเกิดความเห็นอกเห็นใจผู้หญิงตัวเล็กๆ บวกกับสีหน้าซื่อๆ ดูไม่มีพิษมีภัยแล้ว คิเรย์จึงยื่นมือช่วยอย่างไม่ลังเล จากสงสารนานวันเข้าเปลี่ยนเป็นความผูกพันจนก่อตัวเป็นเส้นใยบางๆ ระหว่างเรา ซึ่งตัวเขาเองก็รู้สึกดีกับความสัมพันธ์ที่ค่อยเป็นค่อยไปแบบนี้ ทว่าบางครั้งชีวิตก็ไม่ได้ง่ายเสมอไป… ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและมุกดามันคงได้พัฒนามากกว่านั้น หากไม่ติดตรงที่มาร์ตินเพื่อนสนิทเขา เจอมุกดาครั้งแรกก็ปิ๊งเลย ประกาศชัดว่าคนนี้ตัวเองขอจอง จะจีบ จริงจัง ห้ามใครยุ่ง ทีแรกคิเรย์คิดว่าเพื่อนเล่นๆ แต่มันไม่ใช่เลย กับมุกดามาร์ตินใส่ใจเป็นพิเศษทั้งที่มันเป็นคนเบื่อง่าย คืนหลังฉลองวันเกิดเขาที่คลับไอ้พายัพ มุกดาบอกมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย เขาดื่มพอกรึ่มๆ ก่อนไปเจอเธอ ได้เห็นความทุ่มเททั้งแรงกายและใจที่มุกดามอบให้ ทั้งที่ควรยิ้ม ควรมีความสุข แต่ทว่ามันแสดงออกทางสีหน้าไม่ได้เลย ราวกับถูกล็อคไม่ให้ดีใจไปกับสิ่งที่หญิงสาวตั้งใจทำให้ “ชอบไหมเฮีย มุกตั้งใจทำให้เฮียเลยนะ” ใบหน้าแสนสวยและเค้กปอนด์เล็กๆ ตกแต่งอย่างปราณีตด้วยฝีมือเพิ่งหัดแต่ตั้งใจเกินร้อย มุกดายิ้มจนแก้มปริ นัยน์ตากลมสวยมองเขาด้วยความสุขเต็มอก “เรียกมาเพราะเรื่องนี้เหรอ” ทว่าไอ้ปากไม่รักดีมันพูดออกไปแล้ว พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป “ไร้สาระ” พูดทำร้ายจิตใจและความหวังดีของเธอ มุกดาเริ่มหน้าเจื่อน ในหัวคงขบคิดว่าตัวเองทำอะไรผิดทั้งที่เธอไม่ได้ทำอะไรเลย “เฮียไม่ชอบเหรอคะ” “อืม ไม่ชอบ ต่อไปอย่าเรียกให้ฉันมาหาเพราะเรื่องบ้าๆ แบบนี้อีก” “ตะ…แต่วันนี้วันเกิดเฮีย มุกก็แค่อยากเซอร์ไพรส์เฮียเฉยๆ” แววตาสั่นระริกและสีหน้าสลดราวอยากถามว่าเขาเป็นอะไรไป คิเรย์ถึงกับต้องเบนสายตามองทิศทางอื่น กลัวสิ่งที่ไตร่ตรองมาดีแล้วต้องพังลงเพียงเพราะความใจอ่อน “ถ้าฉันไม่ขอก็ไม่ต้องทำให้” “…” “ฉันว่าเราห่างกันสักหน่อยเถอะ ฉันคงไม่ได้มาหาเธอบ่อยๆ หรือทำอะไรด้วยกันอีก” เขากลั้นใจพูดเสียงแข็งและใช้สายตาที่คิดว่าเย็นชาที่สุดมองลึกในดวงตาอีกฝ่าย บัดนี้มันรื้นด้วยหยาดน้ำอุ่น สีหน้าที่เคยยิ้มแย้มแปรเปลี่ยนเป็นเศร้าสลดลงทุกขณะ “ทำไมล่ะเฮีย มุกทำอะไรผิดเหรอ มุกคิดว่าเราใจตรงกันซะอีก เฮียบอกได้ไหมว่าทำไมเราต้องห่างกัน มุกไม่เข้าใจ” ถ้อยเสียงสั่นเครือไม่มั่นคงพยายามถามเอาความจริงจากอีกฝ่าย ทว่าคิเรย์กลับนิ่งเฉย ทั้งที่ใจหญิงสาวร้อนรนดั่งไฟลนอก “รู้แค่ว่าฉันเบื่อเธอแล้วก็พอ” ก็แค่คำพูดประโยคหนึ่ง แต่สำหรับคนฟังมันสามารถล้มทั้งยืนได้เลย หัวใจปวดร้าวราวเขาเอามีดกรีดอก คำพูดเขาเหมือนปลิดความสุขที่เธอมีโยนทิ้งอย่างไม่แยแส มือไม้อ่อนแรงจนเค้กรอเขาเป่าร่วงหล่นพื้นพร้อมเม็ดน้ำตาอาบแก้ม “ฮึก! เฮียเป็นอะไรไป วันก่อนเราก็ยังมีความสุขกันดีแท้ๆ แต่ทำไมมาวันนี้เฮียบอกว่าเบื่อมุก มันใช่เหรอ” มือเรียวสั่นเทาที่เอื้อมมาเขย่าแขนแกร่งทำอย่างกับคิเรย์เสียสติไปแล้วที่พูดอะไรแบบนั้นออกมา ก็คงใช่ เขาเสียสติไปจริงๆ … “วันก่อนไม่เบื่อแต่วันนี้เบื่อแล้วไง อย่าทำตัวน่ารำคาญดิ” “ฮึก..ฮือออ” มันปวดหน่วงไปทั้งอก มุกดาสูดลมหายใจเข้าออก พยายามเรียกสติให้ตัวเอง แม้จะเจ็บหนักแค่ไหนกับท่าทีเย็นชาราวก้อนน้ำแข็ง เธอก็ต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่อง “เฮียเบื่อมุกตรงไหนบอกสิ มุกเปลี่ยนให้เฮียได้ทุกอย่าง” “พอเถอะมุกดา ต่อให้เธอเปลี่ยนตัวเองแต่มันเปลี่ยนใจฉันให้รักเธอไม่ได้ เลิกจุ้นจ้าน เลิกวุ่นวาย เบื่อก็คือเบื่อไม่มีเหตุผลอื่น” ถ้อยคำแสบทรวงราวตะปูตอกอก ตอกซ้ำๆ ลงกลางใจที่ปวดหนึบของมุกดา ย้ำให้เธอยอมรับความจริง ที่ผ่านมามันไม่มีอะไรจริงสักอย่างเลยเหรอ ทั้งความรู้สึกของเฮียและคำพูดที่เฮียบอกกับเธอ ทำไมถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้ อย่างกับมีผีห่าซาตานที่ไหนสิงร่าง เฮียคิเรย์ถึงใจร้ายกับเธอได้ลงคอ วันเวลาเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ต่างคนต่างกลายเป็นคนแปลกหน้ากันและกัน คนหนึ่งเย็นชา ไร้เยื่อใยอย่างคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ในขณะที่อีกคนยังคงทำใจยอมรับไม่ได้ เห็นหน้าเขาที่ไรก็ปวดหน่วงน้ำตาพาลไหลทุกที ความสัมพันธ์ที่ว่าห่างหายนานนับเดือน แต่ยังคงเห็นหน้ากันประจำเพราะคิเรย์มาที่คลับของพายัพบ่อย มุกดาก็ยังทำงานอยู่ที่นั่น อย่างที่เขาบอกกันว่าวัวเคยค้าม้าเคยขี่ ขี่กันจนนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจะเป็นอะไรไปถ้าจะกลับมารีเทิร์นอีกสักรอบ… สิ่งเกิดขึ้นคือความผิดพลาดทางเทคนิคหรือหัวใจเรียกร้อง มันยังคงตบตีกันซ้ำๆ ในอกคิเรย์มาจนถึงทุกวันนี้ “ทำอะไร” เสียงแข็งกร้าวดังขึ้นหยุดชะงักฝ่ามือหยาบสากที่มุ่งแต่จะลวมลามพนักงานสาว หากไม่เป็นเพราะเอาแต่มองเธออยู่ตลอด ก็คงไม่เห็นอะไรที่มันมองแล้วส้นเท้ากระดิกยิกๆ “ก็แค่ช่วยน้องเขารินเบียร์..” “ช่วยบ้านพ่อมึงต้องจับก้นด้วยเหรอ” “อะ..โอ้ย!” เสียงร้องเจ็บปวดดังขึ้นพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยว มือซึ่งเคยลวมลามลูบก้นมุกดา ถูกคิเรย์จับง้างจนเกือบหัก “ขอโทษเธอซะ!” “โอ้ยยย ปะ…ปล่อยกูก่อนสิวะ” “เร็ว! หรือมึงจะเอาอีกข้าง” ลองดูก็ได้ เพราะเท่าที่เห็นไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วยเหลือสักคน คงกลัวว่าจะต้องถูกหักนิ้วมือแบบมัน “ผมขอโทษครับ โอ้ยยย..ผมขอโทษ ผมผิดไปแล้ว ตะ..ต่อไปจะไม่ทำแบบนี้อีกครับ” “ดี..แล้วอย่าให้กูเห็นหน้ามึงในผับนี้อีก เพราะครั้งหน้ากูอาจไม่ทำแค่หักนิ้วมึง แต่กูจะหักอย่างอื่นด้วย” ว่าแล้วสายตาอันน่ากลัวมองต่ำลงช่วงล่าง สิ่งที่ผู้ชายทุกคนล้วนภูมิใจนักหนา คนโดนขู่ถึงกับหน้าซีดเผือด รีบยกสองมือปิดอย่างไวพร้อมพยักหน้ารับรัวเร็ว“อื้อ~ เสียวจัง” ร่างเล็กกระตุกหงึก ปิดเปลือกตาแน่นขณะทรมานตัวเองไม่ยอมสอดเอ็นร้อนเข้ามาสักที และคนที่ทรมานไม่แพ้มุกดาเห็นจะเป็นร่างสูงซึ่งนอนมองทุกท่วงท่าของเธอ เอ็นยักษ์เขี่ยปากทางฉ่ำแฉะแต่ไม่ยอมสอดใส่ เขาเองก็เสียวซ่านแทบขาดใจเหมือนกัน “อ๊า! เฮีย..” ทนได้ไม่นานหรอก มือหนากดสะโพกนิ่มให้นั่งทับลงมาพร้อมกับแท่งเนื้อร้อนแทงสวนขึ้นไปจนคนบนร่างตาเหลือกลอยเพราะความจุกกับขนาดเกินมาตรฐานของเขา“อ่า..เสียวชิบ จะนั่งทับอีกนานไหม รีบขย่มสักทีสิ” ฝ่ามือใหญ่บีบจับสะโพกนิ่ม ระบายความเสียวซ่านจากการโดนร่องแฉะๆ ตอดรัดท่อนลำ“ฮึก..อ๊ะ ก็มุกยังจุก”“แค่นี้? อ่อนว่ะ” คำพูดปรามาสของเขาทำเธอกัดปากแน่น มันเป็นเรื่องที่ยอมให้ใครมาสบประมาทไม่ได้ เธอแพ้ไม่เป็น“อ๊ะ..”“เป็นไง โดนมุกบดแค่นี้ก็จะทนไม่ไหวแล้วเหรอคะ อ่อนว่ะ” สวนกลับได้อย่างเจ็บแสบ คิเรย์มันเขี้ยวหน้าสวยๆ แสนขี้อ่อยจนต้องดึงรั้งใบหน้าคนตัวเล็กลงมาประกบริมฝีปากรับจูบดูดดื่ม ลิ้นร้อนฉกชิมความหวานนานนับนาที มุกดาแทบขาดใจเสียให้ได้ “อย่าเก่งแต่ปาก”“ก็คอยดู มุกจะรีดน้ำเฮียให้หมดตัวเลย” เธอยิ้มยั่ว ขย่มร่องชื้นแฉะให้กลืนกินเอ็นร้อนลึกสุ
เรื่องปากไม่ตรงกับใจเป็นสิ่งที่คิเรย์น่าจะถนัดที่สุด แม้จะพร่ำบอกตัวเองให้หยุดได้แล้ว แต่พอโดนกระตุ้นนิดกระตุ้นหน่อย ร่างกายกลับทำตรงกันข้ามอย่างที่ใจคิด “อึ่กก..อืม” ไม่อาจหยุดตัวเองได้ ความหอมหวานและนุ่มนวลเหมือนขนมชิ้นโปรด เป็นใครจะหักห้ามใจได้บ้าง เขาเองก็หนึ่งในที่ว่ามา “เฮีย..อึก จะให้คำตอบมุกได้ยัง” ร่างเล็กสั่นสะท้านเพียงแค่โดนปลายลิ้นอุ่นบดขยี้จุกสีหวาน โดนเขาเล้าโลมเรื่อยๆ รู้สึกตัวอีกที เสื้อคล้องอกที่เธอสวมใส่ก็โดนถอดออกนานแล้ว มุกดาหายใจระทดระทวย มือเรียวพยายามดันบ่าแกร่งของคนตัวโตออกห่าง หากให้เขากินเธออย่างมูมมามต่อไปโดยยังไม่ได้คำตอบชัดเจน เธอเองจะเสียเปรียบ “อืม..ตัวเธอนุ่มมากมุกดา” “ฮื่ออ อ๊ะ…เฮียหยุดก่อน เมื่อไรจะตอบมุก” ปากหยักครอบดูดพลางละเลงลิ้นจนหน้าอกเปียกชุ่ม ทว่าไม่ได้เปียกแค่ช่วงบน ด้านล่างของเธอก็ฉ่ำแฉะเพราะการเล้าโลมสุดยอดของเขา ฝ่ามือสากบีบจับเอวคอดกิ่ว ลูบเบาๆ ผ่านหน้าท้องแบนราบจนกายสาวสยิว ค่อยๆ ลากต่ำลงมาจนถึงขอบกางเกง ป้วนเปี้ยนอยู่ตรงนั้นได้ไม่นาน มือร้ายพยายามสอดเข้ามาด้านในหวังกอบกุมเนินเนื้อสวาท “อ๊ะ! มุกจะไม่ให้เฮียเอา จนกว
“อีตาเฮียนี่ก็ยังไง เต้นได้ทุกเพลงจริงๆ เจ้ก็ด้วย ไม่เมื่อยขาบ้างเหรอ”“เมื่อยสิซาร่าห์ แต่ทำไงได้..”มุกดามองน้องด้วยสายตาขอความเห็นใจ ซาร่าห์ถึงกับพ่นลมเฮือกใหญ่ออกทางปาก “เดี๋ยวหนูจัดการเอง” เธอยักคิ้วส่งสัญญาณบางอย่างให้ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจ แต่พอเพลงใหม่ขึ้นและมาร์ตินกินกับแกล้มเสร็จพอดี เขาส่งสายตาแพรวพราวและยิ้มหวานมองมุกดา ตั้งท่าเดินหน้ามาหา“เฮียเต้นเก่งจัง เต้นกับหนูสักเพลงสิ” ซาร่าห์รีบออกตัวแทนพี่สาว ปรี่เข้าหามาร์ตินอย่างไวจนเขาตั้งตัวไม่ทัน รู้ตัวอีกทีก็โดนซาร่าห์ล็อคตัวไว้แล้วมุกดาถึงกับถอนหายใจโล่งอก นึกขอบคุณน้องรักที่รู้ใจได้นั่งพักขาบ้าง มือเรียวบีบๆ นวดๆ ไล่ความปวดเมื่อยพลางมองไปทางเฮียคิเรย์ พบว่าไอ้สายตาเย็นยะเยือกคู่นั้นมันยังตามมองเธอไม่หยุด หัวใจสะดุ้งเต้นแรงก่อนทำทีเป็นชมนกชมไม้ ตบตาคนตัวสูงไม่ค่อยเนียนคิเรย์ก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมเขาต้องมองแรงที่เห็นเพื่อนเต้นกับมุกดาด้วย ใจหนึ่งบอกว่าดีแล้ว ทุกอย่างมันควรเป็นแบบนั้น ในขณะอีกใจแย้งขึ้นมาดื้อๆ ว่าถ้าดีแล้วจริงๆ เขาจะหงุดหงิดทำไม นั่นสิวะ…กูหงุดหงิดอะไรของกู กับอีแค่เห็นเขาเต้นกัน ไม่เข้าใจตัวเองเ
หญิงสาวยังคงยืนล้างมือหันหน้าเข้าหากระจกและหันหลังให้คนตัวสูง แต่เธอรู้สึกได้ว่าเขากำลังย่างกรายเข้ามาหากันมากขึ้นเรื่อยๆ“แค่ตอบว่าเป็นอะไรมันยากขนาดนั้นเลยเหรอ”“จะอ้วกค่ะ มุกจะอ้วก” “เธอเมาเรือ?” คิ้วหนาขมวดสูงในขณะที่สายตาคู่คมจ้องมองการกระทำของหญิงสาว เธอเปิดก๊อกในน้ำไหลผ่านและล้างมือเอาเป็นเอาตาย ถูซ้ำๆ แรงๆ จนแดงเถือก“พอได้แล้ว” คิเรย์ไม่อยากทนมอง ปิดก๊อกและชักมือเรียวออกมาจากอ่างล้างมือ มุกดาขืนไว้เล็กน้อยแต่ก็สู้แรงชายไม่ได้ เธอก้มหน้าถอนหายใจเฮือกเล็กๆ พอเงยหน้าขึ้นมองคิเรย์เท่านั้น เขาถึงได้เห็นว่าขอบตาหญิงสาวรื้นหยาดน้ำใส สีหน้ากล้ำกลืนแบบที่ทำอกแกร่งไขว้เขว“มุกไม่ได้จะอ้วกเพราะเมาเรือ แต่เป็นเพราะเห็นผู้หญิงคนสำคัญของเฮีย” ถ้าไม่สำคัญก็คงไม่พากันมาด้วย มุกดาคิดไว้ตั้งแต่ตอนเห็นสตอรี่ไอจีมาร์ตินแล้ว ถึงขั้นออกไปเที่ยวด้วยกัน เฮียคิเรย์ก็คงชวนเธอมาด้วย และมันก็ถูกเผงตามที่เธอคิดไว้หมดเลย “เฮียพาเธอมาที่นี่ คงกะพามาเปิดตัวสินะ”“ไร้สาระ ทำไมชอบคิดไปเอง” เขาชักสีหน้าไม่พอใจเพราะสิ่งที่เธอพูดคงจี้ใจกันไม่น้อย แล้วทำไมต้องโมโห ในเมื่อบอกมาตรงๆ เลยก็ได้ เธอจะได
มือไม้เย็นเฉียบ ใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ มาตลอดทาง ครึ่งหนึ่งเตรียมยอมรับความจริงหากเห็นกับตา ส่วนอีกครึ่งเตรียมรับแรงกระแทกความบอบช้ำและภาพบาดตาบาดใจที่คงเล่นกันไม่เหลือชิ้นดี มุกดาประคองสติอารมณ์ของตัวเองมาถึงสนามบิน จนกระทั่งเข้ามาใน gate ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอกังวลมาตลอดมันคือเรื่องจริงหมดเลยเธอเห็นผู้หญิงคนนั้นนั่งข้างเฮียคิเรย์ สนิทชิดเชื้อแบบที่คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ “เจ้..โอเคมั้ย” คนข้างๆ อย่างซาร่าห์พลอยเป็นห่วงเพื่อนรุ่นพี่ที่เคารพรักเหมือนพี่แท้ๆ เธอให้กำลังใจด้วยการกุมมือ บีบเบาๆ เพื่อบอกให้รู้ว่าอยู่ข้างๆ เสมอ อยู่กับเจ้มาตั้งกี่ปี ทำไมแค่นี้เธอจะมองไม่ออกว่าเจ้กำลังเสียใจแค่ไหน “ไปกันเถอะ คนอื่นรออยู่” มุกดาฝืนยิ้มกลบเกลื่อนสีหน้าไม่สู้ดีของตัวเอง รีบปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติ อุตส่าห์ได้ไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจทั้งที เธอควรร่าเริงและมีความสุข ไม่ใช่เศร้าตลอดทริป “น้องมุกมาแล้ว” มาร์ตินยิ้มหล่อมาแต่ไกล เขารีบเข้ามาพามุกดาไปนั่งด้วยกัน ซึ่งทันทีที่หญิงสาวปะทะหน้ากับอีกฝ่าย น้ำฟ้าที่จำเธอได้แม่นตาลุกโพลงราวกับเจอเรื่องคาดไม่ถึง“พวกเธอมาได้ไง!”“ก็เห็นอยู่ว่าเดินมา”
หลังอาบน้ำเสร็จจัดการตัวเองอยู่ในชุดพร้อมนอน แต่ฉันและซาร่าห์ยังไม่ง่วง นอนเล่นมือถือได้นานนับชั่วโมง จากที่บอกเฮียตินว่าอยากพักผ่อน ถ้าเฮียมาเห็นเราในสภาพนี้คงขายหน้าแย่“เจ้ ดูอะไรนี่สิ” “หืม มีอะไร” ฉันเลิกคิ้วมองซาร่าห์ที่ส่งโทรศัพท์มือถือของตัวเองให้ดูบางอย่าง สิ่งที่ปรากฏในจอคือข่าวเกี่ยวกับแม่นางแบบน้ำฟ้า พาดหัวข่าวทำนองว่าแอบเดตกับหนุ่มนักธุรกิจไฟแรงฉันคงจะไม่สนใจหากไม่ติดตรงภาพในข่าวเพิ่งแอบโดนถ่ายสดๆ ร้อนๆ วันนี้ ดูได้จากชุดที่เธอใส่ กระเป๋าที่เธอถือ แล้วไหนจะหนุ่มนักธุรกิจไฟแรงในข่าวแอบถ่ายได้ไกลมาก ต่อให้เห็นยัยน้ำฟ้าชัดแต่นักธุรกิจหนุ่มที่ว่าค่อนข้างจะเบลอไปหน่อย แต่ว่ารถนี่สิ รถที่พวกเขานั่งด้วยกันมันสะดุดตาสะดุดใจฉันเหลือเกิน “เห็นผู้ชายไม่ชัด แต่รถนี่คล้ายของเขามากเลยนะเจ้” ‘เขา’ ที่ซาร่าห์หมายถึงคงไม่ใช่ใครอื่นไกล และน้องก็คิดเหมือนฉันซะด้วยสิ“เฮียคิเรย์เหรอ..” เอ่ยออกไปแผ่วเบาเหมือนคนหาเสียงตัวเองไม่เจอ หัวสมองหนักอึ้งอย่างกับถูกทุบด้วยของแข็ง“แต่รถแบบเฮียไม่ได้มีคันเดียวสักหน่อยเนอะ เลขทะเบียนก็เห็นแบบลางๆ อาจไม่ใช่ก็ได้นะเจ้” น้องพยายามปลอบฉันเมื่อเห







