تسجيل الدخولเสียงทุ้มเข้มขึ้น “ใช่ ที่นี่ไร่ทับตะวัน เธอฟังไม่ผิดหรอก”
จอมทัพกวาดตามองสำรวจเครื่องหน้าสวยหวาน พลางคิดถึงตำแหน่งงานที่ทางไร่เปิดรับสมัคร ไม่เห็นจะมีตำแหน่งใดเหมาะกับเธอ หรือเธอคิดจะแต่งเรื่องอะไรหลอกเขาอีก
“คิดจะหลอกอะไรอีก หน้าอย่างเธอจะมาสัมภาษณ์งานประเภทไหนที่ไร่นี้ ดูทรงไม่ออกจริงๆ”
คนตัวโตที่มีอำนาจสูงสุดในอาณาจักรที่โอบล้อมด้วยขุนเขาแห่งนี้ไล่สายตาจากเครื่องหน้าสวยลงมาที่ลำคอระหง จนมาหยุดกึกบริเวณหน้าอกที่ดันเสื้อเชิ้ตสีขาวออกมาอย่างหาคำตอบให้กับความสงสัยของตนเอง ดูจากการแต่งกาย เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกระโปรงเข้ารูปสีดำ ไม่น่าจะใช่ประเภทไก่หลง ไก่เล้าที่ไหน แต่ก็ไว้ใจไม่ได้หรอกผู้หญิงสมัยนี้
“หรือว่าเธอจะมาสัมภาษณ์งาน ตำแหน่งเมียน้อยคนที่ร้อยสี่สิบสองของเจ้าของไร่ทับตะวัน หือ?” พ่อเลี้ยงหนุ่มยิ้มหยัน
คำพูดของเขาทำให้เลือดบนใบหน้าของศศิกาญจน์สูบฉีดแรงจนเห่อแดงเป็นสีลูกพีชสุกฉ่ำ
“คนบ้า!” ถ้าเธอเลือกทางเดินเพื่อหนีปัญหาแบบนั้น คงไม่ต้องมาถึงที่นี่ “ฉันมาสมัครงานที่นี่ในตำแหน่งผู้จัดการไร่ ไม่ใช่ตำแหน่งเมียน้อยเจ้าของไร่”
คนโดนดูถูกพ่นลมหายใจแรงๆ ปากผู้ชายตรงหน้าช่างย้อนแย้งกับใบหน้าหล่อเหลาอย่างไม่น่าให้อภัย จ้องหน้าเขานิ่งแล้วเอ่ยต่อ
“ช่วยกรุณาปลดล็อกประตูรถยนต์ให้ฉันด้วยค่ะ ฉันจะลง”
“มาสมัครงานตำแหน่งผู้จัดการไร่?”
พ่อเลี้ยงจอมทัพหัวเราะหึๆ ในลำคอ เขาไม่เห็นใบสมัครของเธอมาวางที่โต๊ะทำงาน คนตัวใหญ่จึงตวาดคำโต
“โกหก!”
ชายหนุ่มแค่นยิ้มที่มุมปาก ตอนแรก เขาพาเธอมาเพราะอยากทาบทามให้มาร่วมงานแสดงละครตบตาแม่เลี้ยงดอกปีบ แต่เธอยังโกหกไม่หยุด หน้าตาซื่อๆ ใสๆ แต่โกหกไฟแลบจนเขาชักจะลังเล
เธอพูดเรื่องจริง แต่ถูกเขาปรามาส ตวาดใส่หน้าว่าเป็นคนโกหก ทำให้ศศิกาญจน์ฉุนจัด
“ฉันไม่ได้โกหกค่ะ ฉันตั้งใจเดินทางมาสัมภาษณ์งานกับฝ่ายบุคคลของไร่ทับตะวันจริงๆ คุณจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่คุณ ฉันคงบังคับความคิดคุณไม่ได้”
หญิงสาวรั้งแขนบอบบางที่ถูกเขาบีบกำจนเจ็บไปหมด พยายามขืนออกจากการจับกุม
“แต่คุณไม่มีสิทธิ์มากักขังหน่วงเหนี่ยวฉันไว้ในรถยนต์แบบนี้ หรือว่าคุณเห็นฉันเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ไม่มีทางสู้ ถึงได้คิดจะรังแกกัน กรี๊ดดด!”
ศศิกาญจน์หลับตาปี๋ ตกใจสุดขีดเมื่อถูกเขากระชากอย่างแรง ดึงเข้าไปใกล้ด้วยอารมณ์และสีหน้าเอาเรื่อง
“ปากดี ถ้าคนอย่างผมคิดจะรังแกคุณ คงเลี้ยวเข้าม่านรูดไปแล้ว”
เขาไม่เคยเจอคนอะไรหลับสนิทเหมือนซ้อมตาย ไม่รู้ไปอดหลับอดนอนมาจากไหน ใบหน้าหล่อที่ก้มต่ำลงมาจนจมูกโด่งรั้นนั้นห่างจากใบหน้านวลไม่ถึงคืบ ทำให้เธอตัวแข็งทื่อ พยายามเบี่ยงใบหน้าหนีเขา หัวใจดวงน้อยเต้นระรัว
“อย่า อย่า ทำอะไรฉันนะคะ ปล่อยฉันไปเถอะค่ะ”
ทว่า ปลายนิ้วแข็งกลับกดลงที่ล็อกประตู เสียงปลดล็อกทำให้ศศิกาญจน์ลืมตาขึ้น และเป็นเวลาเดียวกับที่ชายหนุ่มคลายการกระชับแขนออก พามือหนากลับไปวางบนพวงมาลัยตามเดิม
“รีบๆ ลงไปเลย”
เขาปล่อยเธอลงจากรถ เพราะอยากรู้ว่าเธอมีแผนมาทำอะไรที่ไร่ของเขา กระนั้น สายตาคมดุยังมองตามสรีระอ้อนแอ้นโค้งเว้าไปอย่างคาดโทษ เพราะไม่เชื่อว่าเธอจะมาสัมภาษณ์งานตำแหน่งผู้จัดการไร่ที่กำลังเปิดรับสมัครอยู่จริง
ด้วยสัญชาตญาณ ศศิกาญจน์รีบร้อนลงจากรถของเขาอย่างรวดเร็ว ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองอีก แต่กระนั้นสองหูกลับได้ยินเสียงคำรามแว่วตามหลังฝากสายลมมา
“ถ้าโกหกอีกละก็ เธอโดนเล่นงานหนักแน่”
มือหนาคว้าหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดโทร.ออกไปยังเบอร์ส่วนตัวของผู้จัดการฝ่ายบุคคล ใบหน้าหล่อเหลาแบบเถื่อนๆ ขึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้รับรายงานจากฝ่ายบุคคลว่า วันนี้มีนัดสัมภาษณ์งานหญิงสาวคนหนึ่งในตำแหน่งผู้จัดการไร่จริงๆ แม้ผู้สมัครรายนี้จะอายุน้อยและเป็นผู้หญิง แต่จากประวัติการศึกษาของ ‘นางสาว ศศิกาญจน์ ปานชีวา’ นั้นจบปริญญาตรีคณะเกษตรศาสตร์ สาขาพืชไร่โดยตรง ซ้ำยังได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง มีความสามารถพูดได้ถึงสี่ภาษา และโครงงานที่หญิงสาวทำขึ้นสมัยเรียนมหาวิทยาลัยนั้นยังได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดระดับประเทศ
จอมทัพตัดสายสนทนาพร้อมกับรอยยิ้มหยัน ยอมรับว่าผิดคาด เธอไม่ได้โกหกว่ามาสัมภาษณ์งานในตำแหน่งผู้จัดการไร่ ถึงแม้โปรไฟล์ของเธอจะเข้าตาฝ่ายบุคคล แต่ในฐานะเจ้าของไร่ เขาถือว่าประสบการณ์ทำงานเป็นเรื่องสำคัญ...
ครึ่งชั่วโมงถัดมา...
ภายในสำนักงานของไร่ทับตะวันที่โอ่อ่ากว้างขวาง แลดูสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบ แบ่งโซนแต่ละแผนกด้วยพาร์ทิชั่นสูงราวร้อยยี่สิบเซนติเมตร ทำจากกระจกใสครึ่งบน ส่วนครึ่งล่างทำจากไม้เคลือบเมลาลามีนสีเทาอ่อนเงาวับ เพิ่มความหรูหรามีระดับสมกับเป็นไร่กาแฟที่มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งของประเทศ
ศศิกาญจน์ยืดอกเดินลำตัวตั้งตรงอย่างคนมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม เข้าไปยังห้องตรงมุมซ้ายด้านในสุดที่เป็นที่ตั้งของผู้จัดการฝ่ายบุคคล
“อะไรนะคะ! ฉันเดินทางมาตั้งไกล แต่ทางฝ่ายบุคคลขอยกเลิกการสัมภาษณ์งานของดิฉัน” ยังไม่ทันที่จะเอ่ยปากแนะนำตัวเองให้ผู้จัดการฝ่ายบุคคลได้รู้จักตามที่ได้เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ก็ถูกบอกยกเลิกนัด ความรู้สึกตอนนี้ไม่ต่างจากถูกเสาไฟฟ้าล้มฟาดใส่หัวอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
“เพราะอะไรเหรอคะ?” ศศิกาญจน์ยืดตัวตรงจ้องมอง ‘คุณรสสุคนธ์’ ผู้จัดการฝ่ายบุคคล วัยสี่สิบห้าปีของไร่แห่งนี้
“เป็นเพราะฉันไม่มีประสบการณ์ในการทำงานหรือเปล่าคะ ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันอยากให้คุณลองพิจารณาใหม่ได้ไหมคะ ครอบครัวของดิฉันมีอาชีพทำสวนผักแบบเดิมๆ อย่างที่เคยทำกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ซึ่งยิ่งทำก็ยิ่งประสบปัญหา แต่ดิฉันนำความรู้ที่เรียนมาใช้ปรับปรุงสวนผักของเราจนได้รับรางวัลจากการประกวดเกษตรก้าวหน้า ดิฉันอยากให้คุณลองเปิดใจสัมภาษณ์ดิฉันก่อนค่ะ”
เธอเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับไร่แห่งนี้มาเป็นอย่างดี แต่กลับมาตกม้าตายเพราะถูกยกเลิกการสัมภาษณ์เนี่ยนะ ทำไมโชคชะตาถึงใจร้ายกับเธอนัก ช่างไม่ยุติธรรมเอาซะเลย
สาวใหญ่ผู้มีอำนาจสูงสุดในฝ่ายบุคคลของไร่ทับตะวันส่ายหน้า ทอดมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกเห็นใจ รสสุคนธ์เป็นคนหัวสมัยใหม่จึงเปิดรับคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ เจ้าของไร่นี้ก็เช่นกัน ถึงได้ตัดสินใจเรียกศศิกาญจน์เข้ามาเพื่อสัมภาษณ์ ยิ่งได้เห็นท่าทางทะมัดทะแมงขัดกับรูปร่างบอบบางและแววตามุ่งมั่นนั้น ยิ่งทำให้เปิดใจรับหญิงสาวมากขึ้น
“ซอเพิ่งดื่มน้ำผึ้งนี่คะ” เธอตอบอุบอิบจอมทัพอมยิ้ม ความหวานที่เขาได้รับมานั้นมีน้ำผึ้งเจือปนในโพรงปากอย่างที่ศศิกาญจน์บอกจริงๆ ความรู้สึกหวานหอม อิ่มเอมจากความน่ารักน่าใคร่ของเมียทำให้เขาอยากจูบให้หายหมั่นเขี้ยว อยากฝากฝังตัวตนเข้าไปในกายสาวให้สมอยาก อยากทำรักเธอแรงๆ ตรอกตรึงให้เธอรู้ว่าร่างกายนี้เป็นของเขาคนเดียว“งั้นผมจะเป็นราหูอมจันทร์แล้วนะครับ” เขาบอกเสียงทุ้มพร่า ดวงตาเป็นประกายแวววาว มือหนาค่อยๆ บรรจงถอดเสื้อผ้าของเมียรักออกจนเหลือแต่กายเปลือยเปล่า ผิวขาวเนียนราวกับนมสดทำให้จอมทัพมองตาวาวศศิกาญจน์อายหน้าแดงก่ำจนต้องรีบยกมือปกปิดทรวงอกคู่งามเอาไว้แต่ก็ถูกเขาดึงออกแล้วยึดไปไว้เหนือหัว กลายเป็นว่าจากท่าทางนี้เท่ากับเปิดเผย แอ่นหยัดให้เขาได้จ้องมองและเท่ากับเสนอให้เขาได้ลองลิ้มชิมรสอย่างถนัดถนี่“อย่าค่ะ” ร่างเล็กบิดเร่าด้วยความอาย แต่นั่นเท่ากับเป็นการยั่วย้ายส่ายทรวงอกดึงดูดสายตาพร่ามัว“อายเหรอ ไม่ต้องอายเราเป็นผัวเมียกันแล้ว ฉันเคยเห็นซอมาแล้วทั้งตัว” เขาบอกแล้วก้มลงมอบจุมพิตหวานล้ำที่กลีบปา
ตั้งแต่วันที่เจอกันในร้านอาหาร ตอนที่พ่อเลี้ยงจอมทัพพาผู้หญิงคนนี้ไปทานข้าว พิมพ์ขวัญก็ลอบถ่ายรูปคนทั้งสองแล้วส่งภาพบาดตาบาดใจไปให้ยัยลูกสาวสส.ขี้วีนนั่นอ้างว่าส่งให้ด้วยความหวังดี วันต่อมาเธอก็ได้ข่าวคราวเรื่องยัยคุณหนูมินตราเข้าไปหาเรื่องเมียพ่อเลี้ยงจอมทัพถึงในบ้าน แต่ก็ถูกตอกหน้าหงายกลับไปเธอไม่รู้จะทำอย่างไร เธอหลงรักพ่อเลี้ยงจอมทัพอย่างหมดหัวใจ พ่อเลี้ยงจอมทัพเป็นคนดี เมื่อสองปีก่อนถึงแม้พิมพ์ขวัญจะเป็นคนรูปร่างหน้าตาดี แต่ครอบครัวฐานะไม่ดีเธอจึงต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย เธอไปสมัครงานเป็นเด็กเชียร์เบียร์ ทำงานในบาห์หลังเลิกเรียน คืนหนึ่งเธอถูกนักเลงเจ้าถิ่นลวนลาม พวกมันพยายามจะฉุดเธอออกนอกร้าน พาขึ้นรถไป ไม่มีใครกล้าช่วยเหลือ เธอพยายามขยับร่างดิ้นรนขัดขืนแต่ก็ถูกพวกมันจับยัดใส่ไปในรถยนต์โชคดีร่างสูงใหญ่ของพ่อเลี้ยงจอมทัพปรากฏขึ้น เขากับลูกน้องอีกสามคน เขาเคยช่วยเหลือเธอไว้ กำปั้นหนักของพ่อเลี้ยงจอมทัพชกเข้าที่โหนกแก้มและหน้าท้องของหนึ่งในสามที่ดูเหมือนหัวหน้ากลุ่ม จากนั้นคนของพ่อเลี้ยงจอมทัพและกลุ่มนักเลงเข้าตะลุมบอนกันเป็นภาพโกลาหลในที่สุดพวกมันสู้ไม่
สักครู่เจ้าหน้าที่ธนาคารก็ขยับริมฝีปากยิ้ม“เรียบร้อยแล้วค่ะ” แล้วยื่นสมุดบัญชีให้ศศิกาญจน์“ขอบคุณนะครับ”“ทางธนาคารยินดีให้บริการค่ะ”ศศิกาญจน์ยังจ้องมองสมุดบัญชีที่ได้มาอย่างงุนงง เธอไม่เคยมีเงินเก็บจำนวนมากเท่านี้มาก่อน แต่ว่าก็ไม่เคยอยากได้ของใครฟรีๆ ของฟรีมีในโลกด้วยเหรอ“เงินของคุณเอาคืนไปค่ะ” เธอคืนให้เขาทั้งสมุดบัญชี แต่ว่าจอมทัพไม่ได้รับในทันที เขาหรี่ตาแคบมอง“ไม่อยากได้เหรอ เงินตั้งห้าล้าน”“ไม่ใช่เงินฉัน ฉันไม่กล้ารับไว้หรอกค่ะ ไม่รู้ว่ารับมาแล้วจะมีเรื่องอะไรไม่ดีตามมาหรือเปล่า เงินได้ฟรีๆ มักมีเรื่องร้ายๆ ตามมา หรือก็มีเงื่อนไขแปลกๆ ให้แสนเดียวยังต้องเป็นเมียกำมะลอ นี่ล่อลวงตั้งห้าล้านฉันจะต้องเสียอะไรบ้าง"“คิดมากไปหรือเปล่า ถ้าผมบอกว่าให้เพราะเสน่หาล่ะ”“ให้ก็ไม่รับค่ะ ซอไม่ชอบรับของใคร ยกเว้นแต่ทำงานแลกเงิน” ศศิกาญจน์จับมือหนาให้แบออกแล้วพยายามยัดใส่มือเขา แต่จอมทัพกลับพลิกฝ่ามือเล็กนั้นแล้วยัดซองสีน้ำตาลกลับคืนไปที่มือเล็
เขาอยากให้รางวัลเธอบ้างเพราะตั้งแต่ศศิกาญจน์ปรากฏตัวเข้ามาในไร่ทับตะวัน หญิงสาวคล้ายของขวัญที่นำความโชคดีมาสู่ที่ไร่ เวลานี้นอกจากรีสอร์ตบ้านพัก ถูกจองข้ามปี ออเดอร์ในไร่กาแฟและปัญหามากมายที่เกิดขึ้นกับค่อยคลี่คลายลง เมื่อวันก่อนคนงานของเขาจับชายสองคนที่ลักลอบเข้ามาในไร่เพื่อเอามอดมาปล่อย ที่แท้พวกมันเป็นลูกน้องของ ส.ส. มนัส ได้รับคำสั่งมาให้นำมอดมาปล่อยในไร่ทับตะวันของเขา และไร่แสนรักของพ่อเลี้ยงแสนชัย เพื่อให้ผลผลิตของทั้งสองไร่มีปัญหา และปล่อยให้เสือสองตัวกัดกันเอง ส่วนเสือเฒ่าอย่าง ส.ส มนัส อีกด้านนึงก็เปิดบริษัทรับซื้อเมล็ดกาแฟ เมื่อผลผลิตในพื้นที่น้อยลง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านมีการปลูกาแฟจำนวนมาก ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าประเทศไทย ส.ส. มนัส เป็นผู้ประกอบการหัวไสนำเข้าเมล็ดกาแฟจากเพื่อนบ้านเข้ามาจากนั้นสวสมสิทธิ์ว่าเป็นเมล็ดกาแฟที่ผลิตได้ในพื้นที่แล้วนำไปขายให้กับบริษัทใหญ่ๆ จากนั้นปล่อยให้เขากับพ่อเลี้ยงแสนชัยทะเลาะกันเอง แต่เมื่อรู้ถึงต้นสายปลายเหตุ เวลานี้เขากับพ่อเลี้ยงแสนชัยจึงจับมือกันหาหลักฐานเอาผิด ส.ส มนัส แล้วเมื่อความผิดของคนชั่วถูกเปิดโปง แผนการนำเข้ากาแฟจากประเทศเพื่อน
1 เดือนถัดมาหลังจากถูกเขาปลุกด้วยริมฝีปากผ่าวร้อนก่อนทุกอย่างจะลุกโชนคนทั้งคู่สาดไฟเสน่หาใส่กันนานนับชั่วโมงกว่าที่เพลิงจะสงบลงไปหลังสองร่างผละออกจากกัน ศศิกาญจน์บอกเขาว่าจะขอกลับไปที่บ้านสวนผักเพราะรู้สึกคิดถึงบิดา เพราะตั้งแต่เกิดเรื่อง ที่ณกรณ์บุกเข้ามาลักพาตัวเธอออกจากไล่โดยโปะยาสลบ แต่จอมทัพก็ตามไปช่วยเหลือได้ทัน ณกรณ์ถูกจับด้วยหลายข้อหา แต่ข้อหาใหญ่คือการที่เขาลอบเข้ามาวางเพลิงทำให้ไร่ทับตะวันทำให้ทางไร่ได้รับความเสียหาย และพ่อเลี้ยงจอมทัพไม่ได้คิดจะยอมความบิดาของเธอโมโหจัดเมื่อรู้ว่าณกรณ์กล้าทำเรื่องแบบนี้กับลูกสาวคนเดียวของท่านได้ลงคอ แล้วยังเสียใจที่ทำสิ่งผิดพลาดนั่นคือการโอนที่ให้นวลปรางค์ เพราะนวลปรางค์อ้างว่าเศรษฐกิจโลกที่แย่ส่งผลให้ธุรกิจเล็กๆ ร้านเสริมสวยที่ลงทุนกับเพื่อนมีปัญหาต้องการนำที่ดินไปจดจำนองแล้วจะไม่มีวันปล่อยให้ที่ดินผืนนี้หลุดไปเป็นของใคร เพราะนายณรงค์ประกาศชัดว่าจะยกให้ลูกสาวคนเดียวครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งเป็นของนวลปรางค์ แต่เวลานี้นวลปรางค์เป็นหนี้เป็นสินมากมายเพราะติดการพนัน ทำให้ที่ดินผืนนี้หลุดไปเป็นของคนอื่น นวลปรางค์
จอมทัพฟอนเฟ้นสองเต้าด้วยความหลงใหล ขบเม้มกายสาวจนขึ้นสีชมพูระเรื่อหลายจุด เขาเองก็ไม่เคยทำตัวหื่นกระหายขนาดนี้มาก่อน หากแต่เป็นศศิกาญจน์คนเดียวที่ทำให้เขาหลุดการควบคุม โงหัวไม่ขึ้นจากร่างกายนุ่มนิ่ม ขาวผ่องเหมือนมีน้ำนมหล่อเลี้ยงเอาไว้ทั้งตัวชายหนุ่มขบเม้มตรงไหนก็หวานฉ่ำจนอดใจไม่อยู่ ไล้ชิมไปจนถึงแอ่งสะดือเล็กน่ารักก็ใช้ลิ้นเกี่ยวกระหวัดแหย่เข้าไปหยอกเอินจนเจ้าของร่างสะดุ้ง แอ่นตัวหนี แต่ถูกเขาตามกลับมาพรมจูบปากร้อนดั่งไฟลากไล้ลมหายใจลงไปตามหน้าท้องจนมาถึงเนินเนื้อสาว แล้วเขาก็ใช้นิ้วเกี่ยวให้ชั้นในลงไปกองที่ต้นขานวลเนียน ก่อนดึงออกไปทิ้งไว้ข้างเตียงอย่างไม่แยแสศศิกาญจน์ยกมือน้อยขึ้นปิดความเป็นหญิง แต่ก็ถูกเขาดึงมือออกแล้วจุมพิตที่เนินเนื้อเบาๆ จนเธอวาบหวาม ซ่านเสียวไปทั้งร่าง“ซอพร้อมไหมครับ” เอ่ยเสียงนุ่มถาม ขณะที่หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธจอมทัพยิ้มตาพร่า เขาไม่เชื่อที่ศศิกาญจน์ปฏิเสธ เพราะร่างกายของเธอมันฟ้องว่าชอบสัมผัสของเขามาก แล้วคนช่ำชองกว่าก็ใช้นิ้วมือหยั่งเชิงเข้าไปในความอ่อนนุ่มที่แสนจะรัดรึง เพื่อทดสอบความพร้อมของร่างเล็ก เม
“คนบ้า จะฉวยโอกาสหรือไง แบบนี้เรียกว่าหลอกจูบ อย่าคิดว่าฉันรู้ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมคุณ”จอมทัพเห็นสายตาคู่หวานขึงดุกว่าที่เคย เขาซ่อนยิ้มขำเอาไว้ “ผมไม่ได้ฉวยโอกาส แค่อยากช่วยคุณทบทวนความทรงจำ ว่าจูบของผม เหมือนจูบของคนในความฝันคุณหรือเปล่า”ศศิกาญจน์ร้องกรี๊ดด้
เนื้อตัวนุ่มนิ่มที่เบียดเสียดกับแผ่นอกกำยำทำให้คนทั้งคู่สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ยามที่ปากร้อนรุ่มประกบลงมาราวกับจับวางครั้งนี้เนิบนาบ เนิ่นนาน เมื่อสัมผัสได้ถึงความอ่อนนุ่มของกลีบปากบาง จอมทัพแทบคลั่ง เขาก็ไล้เลียชิม ขบเม้มอย่างช้าๆ ละเลียดความหอมหวานทีล
แต่ ณ เวลานั้น ภาพลักษณ์ของสาวเปรี้ยว เฉี่ยวคม มาดมั่น ไม่สน ไม่แคร์ใครทั้งนั้นกลับไม่ปรากฏให้มารดาเขาเห็น มีเพียง ‘หนูมินนี่’ สาวสวย ผู้เพียบพร้อมทุกอย่างตามแบบฉบับกุลสตรีไทยที่แม่เลี้ยงดอกปีบออกปากชื่นชมและเป็นปลื้มนักหนาอยากได้มาเป็นสะใภ้ จนอยากเกี่ยวดองสองครอบครัวด้วยการหมั้นหมายล
สาบานได้ ถ้ามินตราไม่ได้ยืนเป็นส่วนเกินอยู่แบบนี้ เขาคงไม่ยอมถอนริมฝีปากออกจากกลีบปากนุ่มๆ ที่จูบเพียงครั้งแรกแต่กลับรู้สึกคุ้นเคย ราวกับมีพลังบางอย่างที่เรียกร้อง เร่งเร้า แต่จอมทัพก็ยอมหักใจ ค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกจากคนที่กำลังตกใจ และหญิงสาวก็ฉลาดพอจะไม่โวยวายว่ากำลังถูกเอาเปรียบเล่นเกินบท







