로그인บทที่ 2
ทหารชั่ว เซียนจวิน ผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่ม
เจียงหยูหมิงนึกถึงคำที่เขาเคยได้ยินจากในฝัน 'ที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด' กองทัพแคว้นเสวียนอู่ดั้นด้นมาถึงปากอ่าวจะมีเป้าหมายเป็นอันใดได้เล่า นอกเสียจากสำนักงานใหญ่พรรคมารมนตราคู่ที่ตั้งอยู่กลางทะเล ห่างจากปากอ่าวกว่าร้อยลี้[1] จุดมุ่งหมายของกองทัพแคว้นเสวียนอู่คงไม่แคล้วมาตัดกำลังสำนักมนตราคู่ เพื่อให้ไม่อาจหยิบยื่นความช่วยเหลือแก่กองทัพกุยเหว่ยได้
เจียงหยูหมิงทั้งหิ้วทั้งลากน้องชาย หลบซ่อนตามซากร้านรวงรกร้าง มุ่งหน้าไปยังถนนโคมแดง สุดปลายถนนติดขอบทะเลเป็นที่ตั้งของหอหรูซิงที่ฉากหน้าเป็นแหล่งซ่องสุมอบายมุขสิ่งเย้ายวนใจชายหญิงทุกรูปแบบ แต่ไม่ว่าใครก็รู้ดีว่าฉากหลังคือสำนักงานย่อยของสำนักมนตราคู่ มีไว้ติดต่อสื่อสารกับคนนอกสำนัก และยังมีไว้ให้คนในสำนักมาเก็บเกี่ยวหาความสำราญอีกด้วย
ยิ่งเข้าใกล้ถนนโคมแดง เสียงการต่อสู้ยิ่งดังชัดเจน เสียงโลหะกระทบกัน เสียงเลือดเนื้อฉีกขาด และเสียงกรีดร้องโหยหวนดังผสมปนเป บนฟ้ายังเห็นผู้บำเพ็ญเพียรขี่กระบี่เหินหาวโฉบไปมา เจียงหยูหมิงวางน้องชายที่ยังละเมอพึมพำ ตายซะๆๆ จิ้วๆๆๆๆ ลง
"หรือเจ้าไม่ตื่นยังไม่แย่พอ! เอะอะโวยวายเช่นนี้จะหลบซ่อนได้อย่างไร"
เจียงหยูหมิงไร้ทางเลือก ก้มลงถอดถุงเท้ามาขยำเป็นก้อนยัดเข้าปากน้องชาย ก่อนออกจากบ้านเขาเพิ่งตื่นก็รีบร้อนหนีออกมา ไม่มีของติดตัวสักอย่าง ได้แต่จำใจสละถุงเท้าของตนข้างหนึ่งยอมทนหนาวเพื่อไม่ให้เจ้าตัวยุ่งละเมอจนพวกเขาถูกจับได้
"ค่อยดีขึ้นมาหน่อย!" เจียงหยูหมิงเท้าเอว ชื่นชมความฉลาดหลักแหลมของตนเอง เป็นพี่ใหญ่ไหนเลยแค่ถุงเท้าข้างเดียวจะเสียสละไม่ได้! พี่ใหญ่ผู้เสียสละจัดการอุดปากน้องเล็กเสร็จก็ยังไม่รีบร้อนแบกขึ้นหลังต่อ เขาขุดคุ้ยเศษซากปรักหักพังรอบๆ ได้เสื่อผืนใหญ่เอามาคลุมตัวน้องชายไว้ก่อนแบกขึ้นหลัง มีผู้บำเพ็ญเพียรขี่กระบี่มากมาย ต้องมีสักคนที่ก้มมาสังเกตเห็นพวกเขาแน่ แม้สำนักมนตราคู่จะร่วมมือกับเจ้าเมืองลั่ว รับปากจะช่วยปกป้องชาวบ้าน แต่อาจารย์จงบอกว่าพรรคมารก็ยังคงเป็นพรรคมาร ส่วนใหญ่บำเพ็ญตนก่อกรรมทำชั่ว หากพบเจอให้หลีกเลี่ยงไว้จะปลอดภัยกว่า
เจียงหยูหมิงเดินมาถึงโค้งเข้าถนนโคมแดงก็อ้าปากค้างมองภาพตรงหน้า การต่อสู้มีอยู่ทุกตรอกซอกซอย ซากศพผู้บำเพ็ญเพียรและทหารแคว้นเสวียนอู่ล้มเกลื่อนถนน ชิ้นส่วนแขนขา เครื่องในกระจัดกระจาย ยังมีศพของชาวบ้านที่หนีไม่ทัน ทั้งผู้ชรา ทั้งหญิงสาวกอดทารกน้อยนอนจมกองเลือด…
เจียงหยูหมิงรีบหลบออกไป โก่งคออาเจียน เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะผ่านถนนโคมแดงไปได้โดยไม่กลายเป็นหนึ่งในเศษชิ้นส่วนมนุษย์เหล่านั้น!
"หยูหยาง ตื่นสิ เราจะทำอย่างไรดี" เจียงหยูหมิงกล่าว อย่างท้อใจ มือน้อยกระชับแขนของน้องชายที่พาดคอของตนอยู่ น้องชายตัวดีของเขาเวลานี้กลับหลับไม่ยอมตื่น พวกเขาสองคนตัวเท่าๆ กัน สูงเท่าๆ กัน น้ำหนักพอๆ กัน กว่าเจียงหยูหมิงจะยกตัวเจียงหยูหยางขึ้นได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แฝดพี่ทั้งลากทั้งแบกแฝดน้องมาหลายชั่วยาม ทั้งต้องคอยหลบซ่อนจากกองทัพแคว้นเสวียนอู่กระหายเลือด คอยหลบสายตาสอดส่องของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรสำนักมนตราคู่ เด็กน้อยอายุสิบสองคิดได้เพียงจะไปหลบใต้ชายคาสำนักพรรคมาร รอจนคลื่นลมสงบค่อยหนีออกมา
บัดนี้ สถานการณ์ตรงหน้าชวนให้สิ้นหวังเหลือเกิน เขาคิดถึงบิดา มารดา คิดถึงท่านลุงท่านป้าสกุลหวังที่โรงเตี๊ยม คิดถึงอาจารย์จง พี่อี้ พลันน้ำตาอุ่นร้อนเอ่อเรื่อดวงตากลมใส เจียงหยูหมิงรีบใช้แขนเสื้อปาดออกก่อนมันจะไหลลงมา คนอย่างเขาเคยร้องไห้ที่ไหนกัน เขาไม่ใช่คนอ่อนแอ! ไม่ใช่เด็กขี้แยร้องไห้ขี้มูกโป่ง!
เจียงหยูหมิงให้กำลังใจตัวเองเสร็จก็ย่องเข้าไปในตรอกแคบแล้วมุดตัวเขาไปในกองซากศพทหารแคว้นเสวียนอู่ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะทะโพรงจมูกน่าสะอิดสะเอียนชวนคลื่นเหียน เจียงหยูหมิงกลั้นหายใจมุดให้ลึกกว่าเดิม จนซากศพเหล่านั้นบดบังพวกเขาจนมิด มือหนึ่งกำด้ามดาบหักๆ ที่ค้นเจอระหว่างแหวกซากศพลงมา มือหนึ่งกอดน้องชายไว้แน่น
"โอย…"
"!"
เสียงครวญครางน่ากลัวดังขึ้นใกล้ๆ เจียงหยูหมิงตกใจสะดุ้งโหยง ที่แท้ยังมีทหารที่ยังตายไม่สนิทอยู่! มือเล็กกำด้ามดาบหักบิ่นแน่น กระชับอ้อมกอดปกป้องน้องชายไว้ในอ้อมแขนน้อยๆ ฝืนกลั้นบังคับร่างตนเองให้หยุดสั่น เพื่อไม่ให้ใครก็ตามรู้ว่าพวกเขายังมีลมหายใจอยู่ตรงนี้
"ช่วย…ช่วยข้า…"
ฉึก!!
เสียงครวญครางเงียบลง ของเหลวอุ่นสีแดงสดไหลลงมาตามกองซากศพ หยดลงที่มือเล็กที่กำด้ามดาบ เจียงหยูหมิง มองมือของตนที่สั่นอย่างห้ามไม่อยู่ เลือดนั้นอุ่นยิ่งนัก แต่เขากลับหนาวสะท้านไปทั้งตัว
"ไม่ใช่"
เสียงเย็นดังขึ้นเหนือกองซากศพ
"นี่ก็ไม่ใช่"
น้ำหนักที่ทับถมบนร่างน้อยของเจียงหยูหมิงลดลง ตามมาด้วยเสียงเหมือนกระสอบข้าวกระแทกพื้น
"ไม่ใช่ ไม่ใช่"
ทุกครั้งที่คำว่า 'ไม่ใช่' ดังขึ้น น้ำหนักบนตัวเจียงหยูหมิงจะลดลง ตามด้วยเสียงกระแทกพื้น เป็นเช่นนี้เรื่อยๆ
มีคนกำลังรื้อกองซากศพ!
มารดามันเถอะ ข้าอุตส่าห์มุดลงมาลึกขนาดนี้เพื่อให้เจ้ารื้อออกรึ! กองซากศพมีตั้งเยอะแยะ เหตุใดต้องมาค้นกองที่ข้าซ่อนตัวอยู่เล่า!
เจียงหยูหมิงสบถในใจ ร่างน้อยสั่นเป็นเจ้าเข้า มือกำด้ามดาบแน่นจนชา เขากอดน้องชายแน่น ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองอย่างเตรียมพร้อม
น้ำหนักบนตัวลดลงเรื่อยๆ จนในที่สุด
"ไม่ใช่"
"ย้ากกกกกก!"
ศพสุดท้ายถูกกระชากออก เจียงหยูหมิงกระโจนพุ่งเข้าใส่ศัตรู เสือกดาบหักบิ่นไปข้างหน้าด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี หวังแทงมิดด้ามในดาบเดียว!
ชั่วขณะที่ปลายดาบบิ่นแทงถึงคน คนผู้นั้นกลับไม่หลบ ปล่อยให้ดาบที่เสียหายจนเรียกได้ว่า 'ขยะ' แทงโดนเกราะเหล็กชั้นดีของตน แรงอันน้อยนิดที่เจียงหยูหมิงทุ่มเทจึงสะท้อนกลับออกมาทั้งหมด มือเล็กที่กำด้ามดาบแน่นหากแต่ชุ่มไปด้วยโลหิตอุ่นเหลวของทหารที่ถูกแทงก่อนหน้า ด้ามดาบจึงลื่นหลุดมือ กระเด็นย้อนกลับกระทบหน้าผากกลมมนเข้าอย่างแรง
โป๊ก!
"โอ๊ยยยยย!"
"…"
"อ๊ากกกกกก เจ็บๆๆๆๆ ทหารชั่วจะฆ่าข้าแล้ว! อ๊ากก"
เจียงหยูหมิงล้มลงนอนแด้ดิ้น ก่ายหน้าผากที่ปูดเป็นลูกของตัวเอง น้ำตาเล็ดด้วยความเจ็บปวด
"หุบปาก" ทหารชั่วคุกเข่า ยื่นมือออกมา
"อ๊ากกกก ฆ่าคนแล้ว ฆ่าแล้ว...อุบ!"
มือที่ยื่นออกมาหาได้บีบคอเจียงหยูหมิงตามจินตนาการของเจ้าตัวไม่ แต่มือใหญ่หยาบหนากลับอุดปากของเด็กน้อยเอาไว้ ด้วยขนาดมือที่ใหญ่เทียบกับใบหน้าเล็กของเด็กน้อย จึงปิดทั้งปากทั้งจมูก ส่งผลให้เจียงหยูหมิงหายใจไม่ออกจนหน้าดำหน้าแดง
"อ้าอนแล้ว อ้าอนแอ๊วววว[2]"
"หากเจ้าไม่หุบปากก็ขาดอากาศตายไป" เสียงเย็นยะเยียบเอ่ยขึ้น
เจียงหยูหมิงหุบปากทันที
ทหารชั่วชักมือกลับ "หากคิดจะทำอะไรโง่ๆ ข้าจะฆ่าเจ้าทันที"
เจียงหยูหมิงที่กำลังจะพุ่งไปหาดาบบิ่นชะงักค้าง ค่อยๆ เงยหน้ามองทหารชั่วด้วยความหวาดกลัว ทหารชั่วที่เขาคิดเป็นเพียงชายหนุ่มอายุช่วงวัยสวมกวาน[3] หน้าตาหล่อเหลาคมคาย หากแต่คราบเลือดที่เปรอะเปื้อนเต็มใบหน้าและสายตาเย็นชาที่มองกลับมาทำให้เขาดูเหมือนมารปีศาจยิ่งนัก เห็นทีจะไม่ใช่ทหารแคว้นเสวียนอู่แต่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรสำนักมนตราคู่ที่บำเพ็ญมรรคามารเสียมากกว่า
"เซียนจวินโปรดไว้ชีวิต ข้าน้อยกับน้องชายเป็นชาวบ้านเกาะกุยเหว่ย ต้องโทษเราสองพี่น้องเป็นคนหลับลึกนัก ตื่นมาอีกทีเมืองก็ร้างแล้ว ไม่รู้จะหนีไปที่ใด จึงพาน้องชายมาหวังอาศัยสำนักมนตราคู่คุ้มหัว" เจียงหยูหมิงกำมือคำนับผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่ม อย่างน้อยสำนักมนตราคู่ก็อยู่ฝ่ายเดียวกับกุยเหว่ย เผยตัวกับคนในสำนักย่อมดีกว่าถูกทหารแคว้นเสวียนอู่พบเจอเป็นไหนๆ จึงลองเสี่ยงขอความช่วยเหลือ
ผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มปรายตามองเด็กน้อยที่ก้มคำนับตน คนพรรคมารยังเรียกว่าเซียนจวิน? ช่างประไร ถึงอย่างไรพวกพรรคมารก็ชอบให้คนอื่นเรียกเช่นนี้อยู่แล้ว "เจ้าเป็นคนกุยเหว่ย? "
"ใช่แล้ว"
"เจ้ามากับน้องชาย? "
"ใช่แล้ว นี่คือน้องชายข้า" เจียงหยูหมิงว่าพลางดึงตัวเจียงหยูหยางขึ้นมา ผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มมองด้วยสีหน้าระแคะระคาย
"น้องชายเจ้า? เหตุใดจึงเหมือนสหายมากกว่า"
"เป็นน้องชายจริงๆ เพียงแต่พวกเราเป็นฝาแฝด"
"ฝาแฝด? เหตุใดหน้าตาไม่เหมือนกัน?"
เจียงหยูหมิงอยู่ในอารามร้อนใจ อีกฝ่ายกลับสอบปากคำเขาเสียละเอียดยิบ "เซียนจวิน ท่านคงไม่รู้ ฝาแฝดไม่จำเป็นต้องหน้าตาเหมือนกันไปเสียหมด ท่านไม่เคยเห็นฝาแฝดหรืออย่างไร?"
"ข้าถาม เจ้าตอบ อย่าไร้สาระ" ผู้บำเพ็ญเพียรเส้นเลือดที่ขมับกระตุก ใจไม่อยากเสียเวลาทิ้งเปล่าอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอเด็กไม่รู้ที่ต่ำที่สูง แต่ถึงอย่างไรก็เป็นชาวเมืองกุยเหว่ย อีกทั้งยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง เขาจึงฝืนระงับโทสะ "ไม่อย่างนั้นก็ตาย"
เจียงหยูหมิงหุบปากอีกครั้ง ในใจกลับสุมไฟกองโต
คำก็ขู่ตาย สองคำก็ขู่ตาย เหตุใดเจ้าไม่รีบช่วยคนเล่า เอาแต่ซักไซ้น่ารำคาญ!
"เหตุใดเขาหมดสติ แล้วอุดปากไว้ทำไม" ผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มพยักพเยิดไปยังเจียงหยูหยาง เขาสัมผัสได้ถึงลมหายใจสม่ำเสมอชัดเจน เป็นคนเป็นโดยไม่ต้องสงสัย
"อ้อ เขาหลับน่ะ ที่อุดปากไว้เพราะเขาละเมอเสียงดัง เดี๋ยวโดนจับได้พอดี"
"…"
คำตอบเช่นนี้เอาให้บิดาเจ้าฟังเถอะใครจะเชื่อ!
ผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มจ้องสองฝาแฝดเขม็ง สักพักจึงยกมือนวดขมับ ถึงอย่างไรหากแคว้นเสวียนอู่จะส่งสายลับมาก็คงไม่ส่งเด็กสองคนที่ไร้ซึ่งวรยุทธและลมปราณ คนหนึ่งโง่งม คนหนึ่งหลับไม่ตื่นหรอกกระมัง
"ตามข้ามา"
[1] 1 ลี้ มีความยามเท่ากับ 500 เมตร
[2] เจียงหยูหมิงจะพูดว่า "ฆ่าคนแล้ว ฆ่าคนแล้ววว"
[3] กวาน คือ รัดเกล้าที่จะสวมครอบรัดมวยผม เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของชายชาวจีนในสมัยก่อน (ในเรื่องนี้กำหนดให้มีพิธีสวมกวานเมื่ออายุครบ 18 ปี)
บทนำปฐมบทตำนานเทพศัสตราวุธ"ก็อย่างที่ข้าว่าไป ศิษย์น้องสะใภ้ เจ้าจะรับนางไว้หรือไม่?"คุณชายเฟิงจูยิ้มยิบหยีโบกพัดกลมอยู่ในเรือนน้ำหมึกดำ"เจ้าจะบอกว่าสุนัขทมิฬที่พวกข้าเคยสู้ด้วยในคุกวงกตใต้สมุทรนอกจากจะไม่โกรธที่พวกข้าทำมันตาบอดไปข้าง แต่ยังอยากจะติดตามรับใช้ข้าเนี่ยนะ?" เจียงหยูหมิงถามซ้ำด้วยความเหลือเชื่อ กับคนที่เคยทำร้ายตัวเองย่อมต้องหนีไปให้ไกลสิ คงไม่ใช่ว่าอยากจะหาโอกาสแก้แค้นหรอกนะ"ถูกแล้ว นางบอกว่าตอนนั้นนางโดนการกระตุ้นกู่เข้าครอบงำทำให้ขาดสติ อีกทั้งนางก็ตั้งครรภ์อยู่ด้วยจึงต้องการสารอาหารมาเลี้ยงลูกๆ ในท้อง สัญชาตญาณทำให้นางดุร้ายเป็นพิเศษ นางนึกถึงสภาพตัวเองในตอนนั้นก็ละอายใจนัก วางใจได้ นางเพียงแค่อยากตอบแทนบุญคุณเจ้า" คุณชายเฟิงจูเล่าสิ่งที่หมาป่าโลกันตร์แปลออกมาให้ฟังเมื่อตอนยังอยู่ที่หุบเขาร้อยอสูร"ตอบแทนบุญคุณ?" เจียงหยูหมิงยิ่งงงหนักกว่าเดิม นี่มิใช่ต้องเป็นความแค้นหรอกรึ"ข้าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร แต่นางบอกว่าหากไม่ได้น้ำของเจ้าช่วยไว้คงถูกศิษย์น้องเล็กสังหารไปแล้ว ไม่มีโอกาสรอดชีวิตจนคลอดบุตรธิดาออกมาได้"เจียงหยูหมิงหันไปมองว่าที่ฆาตกรด้านข้างด้วยสายตาแห่งผู้ชน
จิ้งจอกหิมะพรมจูบโลมเลียทั่วทั้งใบหน้างดงามของเจ้านาย มือที่เต็มไปด้วยกรงเล็บแหลมคมฉีกกระชากอาภรณ์ของตน แต่เมื่อวางลงบนร่างของอีกฝ่ายกลับประดิดประดอยถอดออกด้วยความทะนุถนอม เมื่อไม่มีส่วนใดของใบหน้าแดงก่ำที่เขายังไม่ได้ประทับริมฝีปากลงไปอีก ไป๋ซีหลางก็เลื่อนใบหน้าลากลิ้นที่เดี๋ยวเย็นเดี๋ยวร้อนเหมือนไอเย็นของยอดเขาหนันซานเริ่มจะต้านทานไฟวิญญาณที่ลุกโหมกระพือไว้ไม่อยู่ ลิ้นลากไล้ไปถึงใบหูแดงก่ำตวัดซอกซอนทุกซอกมุมและสันนูนของกระดูกอ่อนก่อนจะขบเม้มไปที่ติ่งหูนุ่มนิ่มปลายเขี้ยวแหลมคมที่ลากผ่านก่อนจะงับเข้าที่ติ่งหูกระตุ้นความรู้สึกแปลกใหม่ที่ทำให้เจียงหยูหยางสะดุ้งตัวโยน จิ้งจอกหิมะปลดอาภรณ์ของเขาไปจนถึงชั้นในแล้วมือซุกซนก็ลูบไล้บีบคลึงไปทั่วอย่างหิวกระหายดั่งจิ้งจอกที่อดอาหารมานาน แม้จะรุกรานอย่างหนักหน่วงแต่ไป๋ซีหลางก็ระมัดระวังเป็นอย่างดี ปลายกรงเล็บแหลมคมไม่เคยเฉียดกรายเกี่ยวเนื้อเนียนนุ่มเลยสักครั้งไป๋ซีหลางเห็นอีกฝ่ายตอบสนองก็รัวลิ้นโลมเลียดูดดุนติ่งหูทั้งสองข้างจนมันแดงช้ำ เจียงหยูหยางถูกกระตุ้นซ้ำๆ จนต้องแอ่นตัวขึ้นมารับสัมผัสเร่าร้อนของเขา มือน้อยกำใบหูจิ้งจอกไว้แน่นระบายความรู้ส
บทพิเศษห้องหอที่แท้จริงทันทีที่ประตูเรือนสองบานปิดลงทั้งสี่ก็กลับไปสู่ห้องหอที่แท้จริงของตนที่เรือนนอนในเกาะน้ำหมึก สองร่างพัวพันเกี่ยวกระหวัดตั้งแต่เท้ายังไม่ถึงพื้น อาหารทิพย์ที่พวกเขากินเข้าไปละลายเป็นสารอาหารทันที ช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายให้กระชุ่มกระชวยมากกว่าเก่า ลั่วถิงลู่ยกร่างของเจียงหยูหมิงขึ้นนั่งบนโต๊ะน้ำชาจนจอกสุรามงคลที่เตรียมไว้ตกกระจายเกลื่อนพื้น ถึงกระนั้นสองร่างก็ยังไม่แยกจากกัน ริมฝีปากร้อนรุ่มสองคู่ยังคงแย่งกันกลืนกินอีกฝ่ายอย่างหิวกระหายดั่งเมื่อสักครู่ไม่ได้เพิ่งจะกินมื้อใหญ่มาลั่วถิงลู่เอื้อมมือข้างหนึ่งไปหยิบป้านสุราที่ไม่ได้ตกกระเด็นไป แล้วเกี่ยวคล้องแขนกับอีกฝ่าย เจียงหยูหมิงที่ตกอยู่ในกองเพลิงร้อนเร่าเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการจะทำอะไร มือข้างที่ถูกคล้องแขนจับป้านสุราร่วมกับลั่วถิงลู่ สุรามงคลรินรดระหว่างจุดประสานเชื่อมต่อ ทั้งสองผละจากกันเล็กน้อยเพื่อให้สุราได้มีช่องทางเข้าสู่โพรงปากที่เชื่อมประสาน ลิ้นร้อนทั้งสองยังคงพัวพันแย่งกันดูดกวักสุรามงคลที่รสชาติเหมือนกับร่างกายของอีกฝ่ายสองแขนเกี่ยวพันคล้องกันเพื่อร่วมดื่มสุรา ประสานสัญญาแห่งรักนิรันดร์ สัญญานี้กลับ
คำอวยพรจากแดนไกลจบลง ก็ได้ฤกษ์ยามแห่งงานมงคลบ่าวสาวสองคู่ร่วมถือผ้าแดงจูงคู่ของตนเดินเข้าเรือนหลักไปหยุดอยู่เบื้องหน้าผู้ใหญ่ที่พวกเขาเคารพรัก อาจารย์จงหานถึงกับออกจากการจำศีลชั่วคราวเพื่อมาช่วยดำเนินพิธีการแห่งชีวิต แม้เขาจะเหนื่อยล้าง่วงงุนเพราะยังจำศีลไม่เสร็จดี แต่สีหน้าและน้ำเสียงกลับเบิกบานเป็นอย่างยิ่ง"สองดวงใจโยงเป็นหนึ่ง ไม่แยกจากชั่วนิรันดร์ จากวันนี้ไป สามีภรรยามีใจเดียว เป็นตายมิพลัดพราก ผูกพันธนาแม้สิ้นลม บ่าวสาวคำนับ คำนับที่หนึ่ง คำนับฟ้าดิน"สองแฝดหันมามองหน้ากันแล้วก็หัวเราะออกมาก่อนจะหันหน้าเข้าหากันแล้วคำนับกันเอง เจ้าบ่าวทั้งสองเห็นเข้าก็ยิ้มอ่อนอย่างขบขันแล้วทำตามพวกเขา ฟ้าดินก็อยู่ตรงนี้แล้วไม่ใช่รึไง พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีสามหนังสือหกพิธีการยิ่งใหญ่คับฟ้าเพื่อประกาศให้ใต้หล้าได้รับรู้ เพราะฟ้าดินร่วมเป็นสักขีพยานด้วยกัน ณ ที่นี่แล้วแม้สองฝาแฝดจะไม่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งกับฟ้าดิน แต่สำหรับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นเมื่อใดฟ้าดินนี้มีเพียงกันและกันเท่านั้น"คำนับที่สอง คำนับบิดามารดา บรรพบุรุษ"ทั้งสี่ลุกขึ้นยืนแล้วหันทิศทางไปยังสองสามีภรรยาสกุลเจียงที่นั่งอยู่ด้านหน้า ถัด
บทพิเศษฟ้าดินร่วมกราบฟ้าดิน"เหตุใดข้าต้องใส่ชุดเจ้าสาว"เจียงหยูหยางขมวดคิ้วมุ่น ปากพูดไปก็เคี้ยวซาลาเปาไส้เนื้อไป"นั่นสิ ทำไมไม่เป็นพวกเจ้าที่ใส่ชุดเจ้าสาวเล่า มาๆ แต่งเป็นสะใภ้ตระกูลเจียงให้พ่อสามีของพวกเจ้าซาบซึ้งใจเร็ว"เจียงหยูหมิงเองก็ยืนเท้าเอวอยู่เคียงข้างน้องชาย สองฝาแฝดกำลังต่อสู้สุดชีวิตเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายตระกูลเจียงจงหลินอี้ที่กลับมาเพื่อช่วยงานใหญ่ยืนกุมขมับ เขารู้อยู่แล้วว่าเจ้าสองแฝดตัวแสบต้องไม่ยอม "ก็พวกเจ้าทั้งคู่เป็นฝ่าย...""หา? ฝ่ายอะไร พูดให้มันดีๆ นะ พี่อี้!"ยังไม่ทันที่จงหลินอี้จะได้พูดจบประโยค แฝดน้องก็จับซาลาเปายัดปากเขา ส่วนแฝดพี่ก็แทบจะตีหัวด่าคนอยู่รอมร่อจงหลินอี้ปวดหัวจนอยากจะกลับไปท่องโลกยุทธภพต่อเสียตอนนี้ ไม่น่าจับสองฝาแฝดมาอยู่รวมกันเลย"น้องชายหมิง น้องชายหยาง พวกเจ้าใจเย็นก่อน เช่นนั้นพวกเจ้าก็แต่งตัวด้วยชุดเจ้าบ่าวแต่คลุมผ้าปิดหน้าไว้ดีหรือไม่?" เซียวซิงโหรวที่ตามติดญาติผู้น้องมาช่วยงานด้วยพยายามช่วยเกลี้ยกล่อมแฝดปลาที่ตีครีบตีหางใส่ทุกคน"จริงด้วย ความคิดเข้าท่านัก พวกท่านว่าอย่างไร?" หลิวจิ่นเหอเองก็ปิดภัตตาคารเพื่อมาช่วยงานและรับ
บทพิเศษในห้วงความฝันหวังหยูหยางลืมตาโพลง เสียงนาฬิกาปลุกกรีดร้องบอกเวลาเริ่มต้นวันใหม่ หวังหยูหยางกดปิดเสียงแจ้งเตือนในโทรศัพท์มือถือแล้วกระเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงไปล้างหน้าแปรงฟัน เขาเป็นพวกมีพลังงานเหลือล้นในตอนเช้า ซึ่งทำให้เขาไม่มีปัญหากับการตื่นเช้ากว่าเพื่อนสนิทบ้านข้างๆ เพื่อจะได้มากินโจ๊กปลาฝีมือแม่ ยังไงเรื่องปากท้องก็ต้องมาเป็นอันดับแรก!"ผมไปก่อนนะครับแม่""ตั้งใจเรียนนะลูก อย่าลืมข้าวกล่องด้วยล่ะ"หวังหยูหยางสะพายเป้ออกจากบ้าน เขาไม่ได้ตรงไปที่โรงเรียนโดยทันทีแต่กลับไปหยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้านหลังข้างๆ"หยูหมิง ไปโรงเรียนได้แล้ว!"ประตูบ้านสกุลเจียงเปิดออกมาโดยเพื่อนสนิทของเขาเป็นเจียงหยูหมิงที่ในปากยังคาบขนมปังอยู่ มือหนึ่งก็เกี่ยวดึงปลายถุงเท้าขึ้น กระโดดขาเดียวออกมาจากบ้าน"มาแล้วๆ บอกแล้วไงว่าอย่าตะโกน มันรบกวนเพื่อนบ้าน""งั้นวันหลังนายก็ออกมาให้ทันก่อนฉันจะตะโกนสิ" หวังหยูหยางเดินนำเพื่อนสนิทไปเจียงหยูหมิงที่ยังสวมรองเท้าไม่เสร็จดีกระโดดเหยงตามหลังหวังหยูหยาง เขาพ่นลมออกจมูกเพราะปากคาบขนมปังไว้อยู่ "เป็นไปไม่ได้ ฉันเคยตื่นก่อนนายซะที่ไหนล่ะ""ก็จริง"สองเพื่อนซี้เดิ







