LOGINบทที่ 5
“พี่กริช!” ธาวินอุทานชื่อพี่ชายด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกอาการตกใจไม่น้อย
ภัคธีมาเองก็ตะลึงไปเหมือนกัน เมื่อสายตาปะทะกับเจ้าของร่างสูงเกือบสองเมตร แม้จะไม่ค่อยได้เจอกันแต่เธอจำได้แม่นว่าเขาคือ ‘ศาสตรา ภูวเดชาธร’ ผู้ชายซึ่งเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง เชื่อมั่นในตัวเองสูง ดิบเถื่อนและแข็งกระด้างเป็นที่สุด!
คำว่าดิบเถื่อนและแข็งกระด้าง มันคือสิ่งที่เธอนิยามขึ้นสำหรับผู้ชายคนนี้โดยเฉพาะ ยิ่งตอนนี้เขาก็ยิ่งดูเหมาะกับคำนี้มากที่สุด ร่างสูงแต่งตัวแบบสบายๆ ด้วยเสื้อยืดกางเกงยีนและรองเท้าหนัง ดูบึกบึนกำยำกว่าตอนที่เธอเจอเขาครั้งล่าสุดเมื่อหลายเดือนก่อนเสียอีก แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยก็คือหน้าตาคมเข้มและน่าเกรงขาม สมกับที่ใครๆ เรียกเขาว่า ‘พ่อเลี้ยงศาสตรา’
เขามาได้ยังไง? หรือว่ามากีดกันเธอกับพี่วิน?
คำถามเกิดขึ้นในใจรัวๆ แต่สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ก็คือยกมือขึ้นไหว้เขา แม้รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีความเอ็นดูใดๆ ให้กับเธอ และเธอก็ค่อนข้างจะเกลียดความหยิ่งทะนงของเขา แต่ถึงยังไงเขาก็เป็นลูกชายของเจ้านายเก่าพ่อ และที่สำคัญเขาคือพี่ชายของธาวินคนรักของเธอ
“สวัสดีค่ะ”
ภัคธีมายกมือขึ้นไหว้เขาตามมารยาทแม้จะไม่อยากไหว้สักนิด การไหว้ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความเคารพนับถือ แต่เป็นมารยาทอันพึงกระทำมากกว่า
ศาสตราไม่ได้รับไหว้ แต่หันไปหาน้องชาย ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“สนุกไหม?” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นด้วยคำถามธรรมดา หากแต่มีผลทำให้ธาวินหน้าเจื่อนไปถนัดตา จนคนยืนมองรู้สึกฮึดฮัดขัดใจยิ่งนักที่แฟนหนุ่มทำท่าหงอพี่ชายแบบนั้น
“สนุกครับ พี่กริชมาเที่ยวด้วยเหรอ”
“ฉันมีสิทธิ์มาไม่ใช่หรือไง แต่ฉันว่านายควรกลับบ้านได้แล้ว เพราะพรุ่งนี้มีงานแต่เช้า” เขาพูดเหมือนออกคำสั่ง
“ผมต้องไปส่งขิมกลับบ้านก่อน”
“ไม่เป็นไร...เดี๋ยวฉันจะไปส่งให้”
ธาวินหันมาทางแฟนสาวพลางทำสีหน้ายุ่งยากใจ
“ไม่เอานะคะพี่วิน ขิมจะให้พี่วินไปส่ง” ภัคธีมารีบแย้งขึ้นและส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ
“วินมีธุระต้องรีบกลับบ้านพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้มีงานแต่เช้า”
“งานอะไรกันคะถึงต้องรีบนอนและต้องตื่นแต่เช้าขนาดนั้น”
ภัคธีมาถามคนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงห้วนจัด ตอนนี้เธอกำลังโกรธจัดที่ศาสตราทำท่ามาวางอำนาจใส่แบบนี้ ตาสองคู่สบประสานกันอย่างไม่ลดละท่ามกลางไฟสลัว
“แน่ใจเหรอว่าคุณอยากรู้” ใบหน้าคมคายยิ้มแย้มหากแต่เสียงนั้นติดหยันๆ
“ผมจะกลับเดี๋ยวนี้ละครับพี่กริช” ธาวินรีบตัดบทอย่างลนลาน “ผมฝากพี่กริชดูแลขิมด้วย ผมขอร้องนะพี่กริช อย่าพูดอะไรให้ขิมไม่สบายใจ”
“พี่วิน!” ภัคธีมามองหน้าคนรักอย่างตัดพ้อและน้อยใจที่เขายอมพี่ชายง่ายๆ และยังคิดจะทิ้งเธอไว้กับผู้ชายอื่นอีก
“พี่ขอโทษนะขิม แต่พี่ต้องกลับแล้ว”
ธาวินหันมาบอกอย่างอ่อนโยนและขอลุแก่โทษ ก่อนจะรีบหันหลังแล้วเดินออกไปจากผับแห่งนั้นทันที ภัคธีมาได้แต่มองตามอย่างน้อยใจและผิดหวัง ที่เขาทิ้งเธอให้อยู่เผชิญหน้ากับซาตานร้ายอย่างศาสตราเพียงลำพัง
“คุณแกล้งขิมใช่ไหม” ภัคธีมาหันมาต่อว่าคนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทันที เธอคิดเหตุผลอื่นต่อการกระทำของศาสตราไม่ออกจริงๆ นอกจากต้องการกลั่นแกล้ง เพื่อกีดกันเธอให้ออกห่างจากธาวิน เขาไม่อยากได้เธอเป็นน้องสะใภ้ เพราะเห็นว่าครอบครัวของเธอมีฐานะที่ด้อยกว่ามากเหลือเกิน หากเทียบกับความยิ่งใหญ่ของตระกูลภูวเดชาธร
“แกล้งอะไร”
“อย่ามาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หน่อยเลย คุณคิดว่าตัวเองมีอำนาจบาตรใหญ่นักหรือไง ถึงได้บังคับให้คนอื่นทำโน่นทำนี่ตามคำสั่งของตัวเอง!”
“ผมไม่ได้บังคับ นายวินมันกลับเอง”
“แต่พี่วินพาขิมมา ก็ต้องเป็นคนพาขิมกลับสิ”
“ที่โวยวายเนี่ยเพราะยังอยากเต้นรำกับไอ้วินต่องั้นสิ เมื่อกี้เห็นกอดกันซะกลมดิกแบบไม่อายสายตาใครเลยนี่”
เขาชะโงกหน้ามาถามปลายจมูกโด่งอยู่ห่างจากพวงแก้มอิ่มไม่ถึงนิ้ว ภัคธีมาโกรธกรุ่นกับกิริยาและวาจาอันหยาบคายที่เขาจงใจเชือดเฉือนให้เธอเจ็บใจเล่น เธอจึงพูดจาประชดประชันแบบยั้งอารมณ์ตัวเองไม่อยู่
“ใช่! ขิมอยากเต้นรำกับพี่วินต่อ อยากกอดกับแฟนอวดชาวบ้าน ชาวบ้านจะได้อิจฉาความหวานของเราสองคนไงคะ ได้ยินแบบนี้แล้วคุณพอใจหรือยัง”
“งั้นไปลองเต้นรำอวดชาวบ้านกับว่าที่พี่ผัวหน่อยเป็นไง เผื่อชาวบ้านจะเข้าใจว่าเราสองคนเป็นแฟนกันและอิจฉาความหวานของเราบ้าง”
“หยาบคาย!”
“ผมหยาบได้มากกว่านี้อีกภัคธีมา”
ว่าแล้วร่างสูงกำยำก็ก้าวเข้ามาประชิด ก่อนจะกระชากแขนเล็กๆ ดึงให้เดินตามไปยังฟลอร์เต้นรำที่รายล้อมไปด้วยคู่ของหนุ่มสาวซึ่งกำลังอิงแอบแนบซบกันไปตามท่วงทำนองของบทเพลง ลำแขนแข็งแรงทั้งสองข้างสอดเข้าที่เอวเล็กของเธอ ร่างอรชรดิ้นขลุกขลักพยายามขืนตัวออกห่าง แต่คนร้ายกาจยิ่งโอบกระชับวงแขนแน่นขึ้นกว่าเดิม แรงกอดของเขาทำให้ทรวงอกนุ่มหยุ่นปะทะอกกว้างของเขาจนแนบชิด จนรู้สึกได้ถึงความแน่นตึงของกล้ามเนื้อบริเวณนั้น ทำให้ภัคธีมาตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ
“เพราะจัง ร้องเพลงกล่อมลูกและร้องให้ผัวด้วยใช่ไหม” เสียงทุ้มเอ่ยถามหลังจากเสียงเพลงสุดไพเราะนั้นเงียบลง แม้เนื้อร้องจะเป็นภาษาอีสานแต่เขาก็ฟังออก“ขี้ตู่ค่ะ ขิมร้องกล่อมลูกต่างหาก”“ผมชอบนะ ชอบความหมายของมัน เพลงนี้ได้มาจากไหนเหรอ ทำไมผมไม่เคยได้ยิน”“เพลงนี้เป็นเพลงที่ดังมากนะคะ คนงานในไร่ก็ฟังประจำ แต่คุณอาจไม่เคยได้ยิน วันก่อนขิมเห็นคลิปในยูทูป มีผู้หญิงคนหนึ่งร้องเพลงนี้กล่อมลูกน่ะค่ะ เนื้อร้องสวยงามและมีความหมายดีมาก ขิมก็เลยเอามาร้องกล่อมตาวินบ้าง”“ตาวินคงชอบ ดูสิหลับปุ๋ยเลย” ศาสตราว่าพลางโน้มหน้าลงใกล้ๆ ลูกและใช้นิ้วเขี่ยแก้มแดงนั้นด้วยสัมผัสอันสุดอ่อนโยนทะนุถนอม หน้าของลูกเขาละม้ายคล้ายเขากับภัคธีมามาก แต่ที่คล้ายที่สุดก็คือคล้ายคนเป็นอาผู้ล่วงลับ ทำให้คนในครอบครัวของเขายิ่งเชื่อว่า ธาวินมาเกิดใหม่เป็นลูกของเขาจริงๆ“คุณกินอะไรมาหรือยังคะ หิวไหมขิมจะได้หาอะไรให้กิน”“ยังไม่ได้กินอะไร หิว...อยากกินขิม” ตาเข้มพราวระยับขณะเงยหน้าขึ้นมองเรียวปากนุ่มสีชมพูระเรื่ออย่างมีความหมาย“กินตะกละแบบนี้ เดี๋ยวก็มีลูกหัวปีท้ายปีหรอกค่ะ” เสียงหวานว่าอุบอิบเพราะสามีเรียกร้องบ่อยเหลือเกิน แต่เธ
“โกรธผมเหรอ ไม่ดีใจเหรอที่เรากำลังจะมีลูกด้วยกัน ทำไมไม่ยิ้มเลย” “ดีใจค่ะ แค่เจ็บใจที่เสียรู้คนเจ้าเล่ห์” “บอกแล้วไงว่าที่ทำไปทุกอย่างก็เพราะรักและอยากให้เราสองคนได้อยู่ด้วยกันในฐานะสามีภรรยาตลอดไป” “แล้วหลังจากนี้จะมีเล่ห์เหลี่ยมอะไรกับขิมอีกหรือเปล่าคะ” “อาจจะ แต่จะเอาไว้ใช้เฉพาะเวลาที่คุณงอนหรือโกรธผมมากๆ แล้วผมง้อไม่สำเร็จ” “คุณนี่นะ...” ภัคธีมามองค้อนแต่ก็ไม่ได้โกรธอะไรจริงจัง หลังจากผ่านความสงสัยมาได้ ตอนนี้ความรู้สึกตื้นตันของการได้เป็นแม่มันกำลังเอ่อล้นขึ้นมาเต็มหัวใจ ลูกของเธอน่าจะเกิดไล่ๆ กับลูกของจันทริกา และลูกๆ ก็น่าจะเป็นเพื่อนกันเหมือนรุ่นพ่อรุ่นแม่อีกเจ็ดเดือนต่อมา...เด็กชายหน้าตาน่ารักน่าชังอยู่ในอ้อมแขนของผู้เป็นแม่ ปากเล็กๆ ของทายาทหมื่นล้านกำลังดูดนมอุ่นๆ จากอกมารดาจนอิ่ม ก่อนจะหลับปุ๋ยอย่างมีความสุข โดยมีพ่อกับย่านั่งมองภาพนั้นด้วยสายตาอ่อนโยน เด็กน้อยมีชื่อจริงว่า ‘มาวิน’ และชื่อเล่นว่า ‘วิน’ โดยแม่เลี้ยงแสงหล้าเป็นคนตั้งให้ เพราะภัคธีมาเคยเล่าให้ฟังว่าเธอฝันถึงธาวินก่อนจะทราบว่าตัวเองตั้งท้องในเช้าต่อมา ศาสตราและภัคธีมาเ
ร่างสูงลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างดีใจจนออกนอกหน้า เมื่อหมอเจ้าของไข้ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทเข้ามาบอกว่า อาการของเขาไม่มีอะไรน่าวิตก และอนุญาตให้กลับบ้านได้ ตาคมจ้องใบหน้าหวานๆ ของคนที่กำลังช่วยติดกระดุมเสื้อให้อย่างรักใคร่สุดหัวใจ พลางคิดว่าวันนี้ตัวเองจะเกงานแล้วนอนกอดเมียอยู่ที่บ้านทั้งวัน ซึ่งหวังว่าภัคธีมาจะยอมตามใจเขา“มองอะไรคะ” เสียงหวานเอ่ยถามเมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่าสามีจ้องมองอย่างไม่วางตา“มองเมียน่ะสิ อิจฉาตัวเองสุดๆ เพราะตอนนี้คงไม่มีใครมีความสุขเท่าผม”“มีสิคะ ก็ขิมไง”“งั้นขอดูหน้าคนมีความสุขชัดๆ หน่อยซิ”มือใหญ่เอื้อมไปเชยคางมนขึ้น สบประสานสายตากันอย่างหวานซึ้ง ก่อนที่เรียวปากหยักจะค่อยๆ โน้มต่ำลงมาเพื่อหวังจะประกบจูบปากนุ่มๆ ให้สมรัก ทว่าภัคธีมากลับเบี่ยงหน้าหลบ ปากและจมูกโด่งจึงพลาดไปโดนแก้มแทน“ไม่เอาค่ะ...เดี๋ยวมีคนเข้ามาเห็น”“เมียใครนะหวงตัวจริง คอยดูนะถึงบ้านเมื่อไหร่จะจับฟัดให้สมกับที่ปล่อยให้อด”“แน่ใจนะคะว่าแข็งแรงดีแล้ว”“เอาไว้พิสูจน์กันตอนกลับถึงบ้านนะที่รัก แล้วคุณจะรู้ว่าผมทั้ง ‘แข็ง’ ทั้ง ‘แรง’ ดีมากเชียวละ” เขากระซิบหยอกเย้าและเคลียจมูกไปตามแก้มใส“เมื่อคื
“จำได้สิคะ จำมาตลอดเพราะเหตุการณ์วันนั้นมันคือจุดเริ่มต้นของความรักที่ขิมมีให้พี่วิน”“แล้วถ้าคนที่ปลอบคุณวันนั้นเป็นผมล่ะ มันจะเป็นจุดเริ่มต้นของความรักที่คุณมีต่อผมหรือเปล่า”“หมายความว่ายังไงเหรอคะ”“ทั้งวันนั้นและวันที่รุ้งรวียิงคุณ ผมกับไอ้วินล้วนแต่ใจตรงกัน คืออยากเข้าไปปลอบและปกป้องคุณ แต่ไอ้วินมันไวกว่าผม ผมจึงได้แต่เฝ้ามองอยู่เงียบๆ”“ขิมนึกว่าคุณรังเกียจขิมที่ขิมเป็นเพียงลูกสาวของลูกจ้างเสียอีก”“เปล่าเลย ไม่เคยเกลียดหรือรังเกียจ เพียงแต่รู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์รัก จึงต้องทำตัวให้คุณเกลียด แต่ถึงขนาดนั้นผมก็ไม่เคยรักใครได้เลย ได้แต่แอบรักแฟนน้องและเฝ้ามองอย่างคนไม่มีสิทธิ์ คุณพูดถูกว่าผมเลว ตอนที่ไอ้วินมันนอกใจคุณ ผมก็เลือกที่จะเฉย ไม่เอ่ยเตือนสติน้อง ทั้งที่ผมรู้ดีว่าคุณต้องเสียใจมาก แต่ให้ตายเถอะขิม ผมแม่งดีใจแทบบ้า เลยต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ครอบครองคุณ แม้ไม่รู้ว่าจะเอาชนะใจคุณได้หรือเปล่าก็ตาม ขอโทษที่เห็นแก่ตัวจนทำลายความฝันของคุณ แต่ที่ทำไปทั้งหมดก็เพราะรักและอยากดูแล รวมทั้งอยากเก็บคุณไว้ชื่นชมคนเดียวด้วย”“แล้วทำไมไม่บอกขิมดีๆ แต่แรกล่ะคะ”“ก็พยายามจะบอกหลายครั้ง แต่คุ
“ถ้าผมต่อยปากหมอปากหมาจะเสียค่าปรับเท่าไหร่ครับ” ศาสตราตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่าข่มขู่และเอาเรื่องเต็มที่ จนปราณต์ต้องยักไหล่และหัวเราะเบาๆ“ผมพูดความจริงครับพ่อเลี้ยง อย่าเพิ่งมีอาการหมัดหรือตีนลั่นแทรกซ้อน ไม่งั้นผมอาจจะส่งเข้าไปตรวจสุขภาพจิตด้วย”“แกรู้ป่ะปราณต์ว่าแกควรไปเป็นหมอเกาหลีและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ‘จอมวอนตีน’”“เป็นชื่อที่เพราะดี ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับพ่อเลี้ยงศาสตรา แต่คนที่คู่ควรกับชื่อนี้คือแกมากกว่าว่ะ” หมอกับคนไข้สัพยอกกันไปมาราวกับเรื่องเจ็บไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้วในตอนนี้ ทว่าภัคธีมายังรู้สึกเป็นกังวล“เอ่อ...หมอปราณต์คะ ถ้าขิมจะขอให้พ่อเลี้ยงแอดมิทสักคืนจะได้ไหมคะ” เสียงหวานเอ่ยแทรกขัดการหยอกเย้าระหว่างเพื่อนสนิทสองคน“ถ้าคุณขิมไม่สบายใจ อยากจะให้ไอ้กริชมันแอดมิทเพื่อดูอาการสักคืนก็ได้นะครับ” ปราณต์หันไปตอบภรรยาของเพื่อน แต่น้ำเสียงเวลาที่พูดฟังดูเป็นการเป็นงานและสุภาพราวกับเป็นคนละคนกับที่พูดกับศาสตรา“ถ้าอย่างนั้นขิมขอแอดมิทนะคะ”“ได้ครับ”“ไม่นะขิม ผมไม่อยากนอนโรงพยาบาล” ศาสตรารีบขัดเมื่อภรรยากับเพื่อนของเขาที่เป็นหมอตกลงกันเสร็จสรรพแบบไม่ถามเขาเลย“นอนเถอะนะค
ศาสตราจูงมือเล็กไปนั่งที่เนินหญ้าเตี้ยๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมลำธาร โดยมีร่างใหญ่นั่งลงแนบข้าง และอ้อมแขนของเขาก็ตวัดกอดร่างบางไปแนบชิด“แน่ใจเหรอคะว่าจะไม่มีใคร”“แน่ใจสิ”“ขิมหิวข้าวนะคะ”“แต่ผมหิวคุณ ตามใจผมนะที่รัก เสร็จแล้วเดี๋ยวจะพากลับไปกินข้าว” เสียงทุ้มกระซิบเว้าวอน ก่อนจะทาบริมฝีปากลงประกบปากสีหวานแล้วบดจูบอย่างเร่าร้อนหิวกระหาย ราวกับไม่ได้จูบเธอมาเป็นแรมเดือน ทั้งๆ ที่เมื่อคืนเขาจูบเธอแทบจะทั้งคืน แต่กระนั้นภัคธีมาก็ต้านทานความปรารถนาของเขาและของตัวเองไม่ได้ สุดท้ายน้ำพริกหนุ่มของจันทริกาจึงถูกวางไว้ที่หลังรถตลอดบ่าย เพราะเจ้าของไร่กับภรรยาสาวอิ่มเอมด้วยรสเสน่หาจนไม่มีใครหิวข้าวเมื่อคืนนี้งานแต่งงานของจันทริกากับรังสิมันต์ผ่านไปอย่างอบอุ่นและหวานชื่น ภัคธีมารู้สึกดีใจกับน้องสาวผู้น่ารักอย่างจันทริกามาก ที่นับแต่จากนี้ไปจะมีดวงตะวันอันแสนอบอุ่นคอยปกป้องดูแล เพราะจันทริกาเป็นน้องสาวที่มีชะตากรรมชีวิตน่าสงสารมาก ในงานเธอยังได้มีโอกาสเจอกับธรินดาน้องสาวที่สนิทกันมากอีกคนในตอนเรียนมัธยม นอกจากนั้นยังได้พบกับนัสรินภรรยาของหมอปราณต์ที่เคยมาบ้านเดชาธรแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นยังไม่มีโอ







