LOGINทะลุมิติมาทั้งที ดันมาอยู่ในร่าง 'เสิ่นเจียวเจียว' นางร้ายที่กำลังถูกตวาดด่ากลางหอสุรา เพราะเอาแต่ตามตื๊อรัชทายาทจ้าวเย่จนเสียสติ ซ้ำร้ายยังรู้ล่วงหน้าว่าอีกสามปีตระกูลเสิ่นจะต้องถูกใส่ร้ายและต้องโทษประหารล้างตระกูล! เพื่อหนีจากลานประหาร นางจึงตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมายด่วน ทิ้งตี้จวินเฮงซวย แล้วหันไปล็อกเป้าหมายใหม่เพื่อเอาชีวิตรอด นั่นคือ 'ลู่หวูเหยียน' หัวหน้าหน่วยผู้ตรวจการลับ ฉายายมทูตหน้าน้ำแข็ง ผู้กุมอำนาจล้นฟ้า และเป็นคนที่จะสั่งประหารชีวิตครอบครัวนางในอนาคต! ยุทธการ 'อ่อยเพื่อรอดตาย' จึงถูกงัดออกมาใช้อย่างฉับพลัน! นางลงทุนปาของแทนใจทอดสะพานให้เขาถึงกลางถนน ต่อให้ยมทูตหน้าน้ำแข็งจะขู่จับนางโยนเข้าคุกหลวง สตรีหน้าหนาอย่างนางก็ไม่หวั่น! "หากคุกหลวงมีใต้เท้าลู่คอยเฝ้า... ต่อให้ต้องติดคุกไปตลอดชีวิต ข้าก็ยินดีเจ้าค่ะ!" เมื่อเป้าหมายคือการทำให้ยมทูตผู้นี้ยอมมาเป็นสามี ปฏิบัติการหน้ามึนตามจีบพระรองเพื่อหนีตายจึงเริ่มต้นขึ้น!
View More“เพล้ง!”
เสียงถ้วยชาเคลือบชั้นดีแตกกระจายเกลื่อนพื้น ตามมาด้วยเสียงทุ้มต่ำที่ตวาดกร้าวด้วยความรำคาญใจขั้นสุด
“เสิ่นเจียวเจียว! ต่อให้เจ้าจะอาละวาดพังหอสุรานี้จนราบเป็นหน้ากลอง หรือขู่จะผูกคอตายเรียกร้องความสนใจอีกกี่รอบ เปิ่นหวางก็ไม่มีวันชายตามองสตรีร้ายกาจไร้ยางอายเช่นเจ้า! เลิกตามตื๊อข้าเสียที!”
เสิ่นเจียวเจียวกะพริบตาปริบๆ อาการปวดหัวจี๊ดแล่นพล่านราวกับถูกใครเอาค้อนปอนด์มาทุบ ภาพตรงหน้าคือบุรุษรูปงามสวมชุดหรูหราปักลายมังกรสี่เล็บ เขากำลังมองนางด้วยสายตาขยะแขยงราวกับมองก้อนกรวดเปื้อนโคลนริมทาง
เดี๋ยวนะ... สตรีร้ายกาจ? เปิ่นหวาง?
หญิงสาวยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ มองอีกฝ่ายด้วยสายตาว่างเปล่าเหมือนมองคนแปลกหน้า “ขออภัยนะเจ้าคะ เมื่อครู่... ท่านเรียกข้าว่าอะไรนะ?”
บุรุษตรงหน้าแค่นเสียงเหอะ “นี่เจ้าถึงขั้นแกล้งเลอะเลือนลืมชื่อตัวเองเพื่อยื้อเวลาอย่างนั้นรึ? ได้! ข้าจะเรียกชื่อเจ้าซ้ำอีกครั้งให้เต็มสองหู... เสิ่น-เจียว-เจียว!”
เปรี้ยง!
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางกะหม่อม ความทรงจำสายหนึ่งไหลทะลักเข้ามาในหัวทำเอานางแทบทรุด บ้าไปแล้ว! นี่นางทะลุมิติเข้ามาในนิยายเรื่อง ลิขิตรักบุปผาเหนือมังกร ที่เพิ่งด่าไรท์เตอร์ยับจนจบไปเมื่อคืนงั้นเหรอ! แถมไม่ได้เป็นนางเอกแสนดีมีสกุลรุนชาติ แต่ดันมาอยู่ในร่างของ เสิ่นเจียวเจียว คุณหนูตระกูลแม่ทัพผู้เอาแต่ใจ นางร้ายอันดับหนึ่งของเรื่องที่คลั่งรักรัชทายาท จ้าวเย่ จนเสียสติ!
และจุดจบของนางร้ายสายพลีชีพคนนี้คืออะไรน่ะหรือ? อีกสามปีข้างหน้า ตระกูลเสิ่นจะถูกใส่ร้ายด้วยข้อหากบฏ นางและคนทั้งตระกูลจะถูกลากไปตัดหัวเสียบประจานเลือดนองเต็มลานประหารกลางเมือง!
ภาพคมดาบวาววับลอยเข้ามาในหัว เสิ่นเจียวเจียวลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ หญิงสาวกวาดตามองสถานการณ์ปัจจุบัน ตอนนี้นางกำลังยืนขวางทางรัชทายาทจ้าวเย่อยู่ที่ระเบียงชั้นสองของหอสุราอันดับหนึ่งในเมืองหลวง ผู้คนรอบข้างต่างชะเง้อคอมอง ซุบซิบนินทากันสนุกปาก รอดูฉากคุณหนูเสิ่นร้องห่มร้องไห้ลงไปกอดขารัชทายาทเหมือนทุกที
“เจ้าหูหนวกไปแล้วหรือไง!” จ้าวเย่ตวาดซ้ำเมื่อเห็นนางนิ่งอึ้งไป
เสิ่นเจียวเจียวสูดลมหายใจเข้าลึก... ก่อนจะก้าวถอยหลัง หลบทางให้กับรัชทายาทอย่างง่ายดาย พร้อมผายมือเชิญด้วยท่วงท่าสง่างาม
“เชิญเสด็จเพคะ”
จ้าวเย่ชะงักกึก คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความประหลาดใจ ทำไมสตรีบ้าคนนี้ถึงได้เงียบและยอมถอยง่ายๆ เช่นนี้? แต่ความรำคาญมีมากกว่า เขาจึงสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินกระแทกส้นเท้าออกไปอย่างไม่ไยดี
เสิ่นเจียวเจียวมองตามแผ่นหลังนั้นพลางเบะปาก คว่ำตามองบน คนที่อ่านนิยายมาจนทะลุปรุโปร่งอย่างนางรู้หมดเปลือกนั่นแหละ ว่าไอ้คนที่อยู่เบื้องหลังการสร้างหลักฐานเท็จใส่ร้ายครอบครัวนาง ก็คือรัชทายาทเฮงซวยผู้นี้นี่เอง! นิสัยทุเรศแบบนี้ เป็นพระเอกไปได้ยังไงเนี่ย!
“คุณหนู... ท่านไม่เป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ” ชุนเถา สาวใช้คนสนิทรีบถลันเข้ามาประคองผู้เป็นนาย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความร้อนรนเมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดของนาง
เป็นสิ เป็นแน่ๆ! นางคิดในใจอย่างหัวเสีย อยู่ๆ ก็โผล่มาที่ไหนไม่รู้ แถมเปิดฉากมาก็ถูกผู้ชายตะคอกใส่หน้า ท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่มองมาอย่างสมเพชเวทนา
“ชุนเถา กลับจวนกันเถอะ” นางเอ่ยเสียงเรียบ
ทว่า ขณะที่เสิ่นเจียวเจียวกำลังจะก้าวเท้าลงบันได สายตาของนางพลันสะดุดเข้ากับขบวนม้าที่กำลังเคลื่อนผ่านถนนสายหลักหน้าหอสุราเบื้องล่างพอดี
ผู้ที่ขี่ม้านำหน้าสุดคือบุรุษหนุ่มในชุดเครื่องแบบสีดำขลิบแดงของหน่วยผู้ตรวจการลับ (องครักษ์เสื้อแพร) เขามีใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับหยกชั้นดีที่สวรรค์ตั้งใจแกะสลัก ทว่ากลับเย็นชาจนน่าขนลุก คิ้วเข้มพาดเฉียง นัยน์ตาดุดัน แค่เขานั่งอยู่เฉยๆ บนหลังม้า รังสีอำมหิตก็แผ่ซ่านจนชาวบ้านสองข้างทางต้องก้มหน้าหลบสายตาเป็นพัลวัน
เสิ่นเจียวเจียวตาโตเบิกกว้าง หัวใจเต้นระรัว ไม่ใช่เพราะความหล่อสะเทือนใจ แต่เพราะความกลัว!
บุรุษผู้นั้นคือ ลู่หวูเหยียน หัวหน้าหน่วยผู้ตรวจการลับ เจ้าของฉายา ยมทูตหน้าน้ำแข็ง ผู้กุมอำนาจล้นฟ้า... และที่สำคัญที่สุด เขาคือ คนที่จะเป็นผู้สั่งประหารชีวิตครอบครัวนางในอีกสามปีข้างหน้า!
ตึกตัก... ตึกตัก...
สมองของนางเริ่มคิดหาวิธีอย่างรวดเร็ว วิธีไหนจะทำให้นางรอดพ้นจากลานประหาร? ดูเหมือนผู้ชายเพียงคนเดียวในเมืองหลวงแห่งนี้ ที่มีอำนาจมากพอจะช่วยนางสืบหาความจริงและคุ้มกะลาหัวนางได้ ก็คงมีแต่ พระรอง สายโหดผู้นี้เท่านั้น
แล้วจะทำอย่างไรให้ยมทูตผู้นี้ยอมมาอยู่ข้างนางล่ะ? คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียว... ก็คือต้องทำให้ผู้ชายคนนี้ หลงรักนาง และยอมมาเป็น สามี ของนางให้จงได้!
เมื่อเป้าหมายชัดเจน ยุทธการ อ่อยเพื่อรอดตาย จึงถูกงัดออกมาใช้อย่างฉับพลัน!
หญิงสาวรีบปลดป้ายหยกประจำตัวที่ห้อยเอวออกมา ผูกติดกับผ้าเช็ดหน้าไหมปักลายดอกมู่ตันที่อบร่ำกลิ่นหอมฟุ้งประจำกายของนางอย่างแน่นหนา นางกะระยะสายตา มองตวัดลงมาจากระเบียงชั้นสอง เล็งเป้าหมาย ก่อนจะ...
ฟิ้ววว!
“ว้ายยย!” เสิ่นเจียวเจียวแสร้งทำเสียงตกใจ (ด้วยจริตที่ฟังดูปลอมจนชุนเถายังต้องเบือนหน้าหนี)
ป้ายหยกที่ห่อหุ้มด้วยผ้าเช็ดหน้าลอยละลิ่วลงมาจากชั้นสอง พุ่งหลาวดิ่งลงไปหาบุรุษบนหลังม้าอย่างแม่นยำราวกับจับวาง ลู่หวูเหยียนผู้มีวรยุทธ์ล้ำเลิศย่อมสัมผัสได้ถึงสิ่งผิดปกติที่พุ่งลงมา เขาเพียงแค่ตวัดมือขึ้นเบาๆ ก็สามารถคว้ารับสิ่งของชิ้นนั้นไว้ได้อย่างง่ายดาย
ลู่หวูเหยียนขมวดคิ้วมุ่น ก้มลงมองผ้าเช็ดหน้าสตรีที่ส่งกลิ่นหอมฉุนกึก และป้ายหยกเนื้อดีสลักคำว่า เสิ่น ในมือ นัยน์ตาดุดันตวัดขวับ พุ่งเป้าสายตากลับขึ้นไปยังต้นเหตุบนชั้นสองทันที
สิ่งที่สะท้อนอยู่ในนัยน์ตาสีรัตติกาลของเขา คือร่างของคุณหนูตระกูลเสิ่นผู้โด่งดังเรื่องความฉาวโฉ่ นางกำลังยืนเท้าคางกับระเบียงไม้ด้วยท่วงท่าเย้ายวนใจเกินสตรีทั่วไป นัยน์ตาส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มมาให้เขา พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่ดูเจ้าเล่ห์เพทุบาย
“อัยหยา... ขออภัยด้วยเจ้าค่ะใต้เท้าลู่ พอดีมือข้ามันลื่นน่ะเจ้าค่ะ” เสิ่นเจียวเจียวส่งเสียงหวานใสเจือความหยอกเย้า จงใจเปล่งเสียงให้ดังพอที่คนทั้งถนนจะได้ยิน “แต่ในเมื่อ ของแทนใจ ของข้าตกไปอยู่ในมือท่านแล้ว... ไม่ทราบว่าใต้เท้าลู่จะส่งแม่สื่อมาสู่ขอข้าเมื่อใดดีเจ้าคะ?”
พรวดดด!
“แค่กๆๆ!” อาสือ องครักษ์คนสนิทที่ขี่ม้าตามหลังมาถึงกับสำลักน้ำลายตัวเองจนหน้าแดง ชาวบ้านรอบข้างเบิกตาค้างอ้าปากหวอ แม้แต่รัชทายาทจ้าวเย่ที่เพิ่งก้าวเดินพ้นประตูหอสุราออกมาดู ยังชะงักงันด้วยความตกตะลึง
ลู่หวูเหยียนมองสตรีหน้าหนาบนระเบียงด้วยใบหน้าเรียบตึงไร้ความรู้สึก ทว่ามือแกร่งกลับกำผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นแน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดโปน
“คุณหนูเสิ่น...” เสียงทุ้มเย็นชาเปล่งออกมาเรียบๆ แต่มันชวนให้คนฟังรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูกดำ “ท่านอยากลองเข้าไปนั่งเล่นในคุกหลวงดูหรือไม่?”
คำขู่ที่ทำเอาชาวบ้านหัวหด แทบจะมุดดินหนี แต่เสิ่นเจียวเจียวผู้เพิ่งก้าวข้ามมิติมา มีหรือจะกลัว? นางหัวเราะคิกคักราวกับได้ยินเรื่องตลก ยักคิ้วหลิ่วตาให้เขาหนึ่งที ก่อนจะโน้มตัวลงไปข้างหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงยั่วยวนท้าทาย
“หากคุกหลวงมีใต้เท้าลู่คอยเฝ้า... ต่อให้ต้องติดคุกไปตลอดชีวิต ข้าก็ยินดีเจ้าค่ะ!”
“...” ลู่หวูเหยียนหรี่ตาลง สตรีบ้าผู้นี้... กำลังคิดจะทำอะไรอยู่กันแน่?
ตอนพิเศษ: ค่ำคืนวสันต์แห่งรักนิรันดร์ยามค่ำคืนที่ความวุ่นวายภายนอกเงียบสงบลง ภายในห้องหอของจวนอัครมหาเสนาบดีกลับอบอวลไปด้วยบรรยากาศที่ยากจะบรรยาย กลิ่นหอมของกำยานกุ้ยฮวาที่ถูกจุดไว้ที่มุมห้อง ลอยอวลผสมผสานกับความอบอุ่นของแสงเทียนมงคลสีชาดเล่มโตที่ส่องแสงสว่างไสววูบไหวบนเตียงไม้แกะสลักหลังใหญ่ ร่างระหงของเสิ่นเจียวเจียวนั่งสงบนิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีแดงสดที่ปักดิ้นทองอย่างวิจิตรบรรจง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวอยู่ในอก เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยกำลังก้าวเข้ามาใกล้ ทำให้นางเผลอกำชายกระโปรงแน่นด้วยความประหม่าปนเปไปกับความรอคอยลู่หวูเหยียนก้าวมายืนอยู่เบื้องหน้านาง นัยน์ตาสีเข้มที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็ง บัดนี้กลับหลอมละลายกลายเป็นความอ่อนโยนและเต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาที่ถูกเก็บกดมาเนิ่นนาน ชายหนุ่มใช้คันชั่งหยกในมือ ค่อยๆ เลิกผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงออกอย่างทะนุถนอมทันทีที่ผ้าคลุมถูกเปิดออก ภาพที่ปรากฏก็ทำให้ลมหายใจของมัจจุราชหน้าหยกสะดุดไปชั่วขณะ...ใบหน้างดงามที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบาของเสิ่นเจียวเจียวช่างสะกดสายตา แก้มเนียนของนางขึ้นสีระเรื่อดั่งลูกท้อสุกงอม ริมฝีปากอวบอิ่มเคลือบช
บทที่ 41 : สองเกี้ยววิวาห์ กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน ฤดูเหมันต์อันหนาวเหน็บและพายุโลหิตที่เคยพัดถล่มราชสำนักได้ถูกสายลมแห่งวสันตฤดูพัดพาให้จางหายไปจนสิ้น บัดนี้เมืองหลวงกลับมาสงบร่มเย็นและเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง ภายใต้การปกครองของฮ่องเต้ที่เปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม และองค์รัชทายาทพระองค์ใหม่... จ้าวหรง ผู้เป็นดั่งแสงสว่างแห่งความหวังของราษฎร และวันนี้... ก็คือวันมงคลฤกษ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีของเมืองหลวง! ตั้งแต่รุ่งสาง ตลอดสองฝั่งถนนสายหลักทอดแนวยาวไปด้วยผ้าผูกประดับสีแดงมงคลและโคมไฟสีชาดที่แกว่งไกวไปตามสายลม เสียงดนตรีบรรเลงเพลงมงคลดังกึกก้องไปทั่วทุกหัวระแหง กลิ่นหอมของดอกไม้มงคลและควันประทัดอบอวลไปทั่วทั้งเมือง ชาวเมืองนับหมื่นต่างพากันละทิ้งการงาน สวมชุดสีสันสดใสมายืนอออยู่สองฟากฝั่งถนน เพื่อรอชมขบวนเกี้ยววิวาห์ที่ยิ่งใหญ่ตระการตาที่สุดในประวัติศาสตร์ ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนตื่นเต้นจนแทบหยุดหายใจ ไม่ใช่เพียงเพราะมีงานแต่งงานของขุนนางใหญ่ ทว่า... เป็นเพราะวันนี้มีขบวนเกี้ยวเจ้าสาวถึง 'สองขบวน' ที่กำลังเคลื่อนมาบรรจบและสวนทางกัน ณ ใจกลางเมืองหลวง! เกี้ยวหลังแรก ประดับ
บทที่ 40 : เลือดล้างบัลลังก์มังกรสิ้นคำสั่งสังหารขององค์รัชทายาท ทหารกบฏในชุดเกราะนับสิบคนก็ส่งเสียงคำราม พุ่งทะยานเข้าหาเป้าหมายพร้อมกระบี่ในมือทันที!ทว่ายังไม่ทันที่ปลายกระบี่ของพวกมันจะได้สัมผัสแม้แต่ชายแขนเสื้อของเป้าหมาย ร่างสูงใหญ่ของเสิ่นอวี้ก็พุ่งทะยานตัดหน้าดุจพยัคฆ์ร้าย แม่ทัพหนุ่มชักดาบประจำกายตวัดรับการโจมตี ปกป้องเบื้องหน้าของฮ่องเต้และองค์ชายรองเอาไว้ราวกับกำแพงเหล็กกล้า!“ผู้ใดกล้าแตะต้องฮ่องเต้ ข้าจะสับมันให้เป็นชิ้นๆ!” เสิ่นอวี้คำรามลั่น เพลงดาบของแม่ทัพผู้ผ่านศึกเหนือเสือใต้ช่างดุดันและเฉียบขาด เพียงการตวัดดาบไม่กี่ครั้ง ทหารกบฏแนวหน้าก็ล้มลงไปนอนจมกองเลือด ร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดในขณะเดียวกัน ทางด้านของลู่หวูเหยียน มัจจุราชหน้าหยกไม่แม้แต่จะละสายตาไปจากภรรยา แขนแกร่งรวบเอวบางของเสิ่นเจียวเจียวเข้ามากอดกระชับไว้แนบอกเพื่อปกป้องนางจากอันตรายทุกทิศทาง ส่วนมืออีกข้างชักกระบี่อ่อนที่ซ่อนอยู่ออกมา ร่ายรำเพลงกระบี่สังหารที่รวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ!ฉัวะ! ฉัวะ!เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็น ลู่หวูเหยียนก้าวเท้าเพียงไม่กี่ก้าว ทหารกบฏนับสิบคนที่ดาหน้าเข้ามาหมายจะเอาชีวิตเขากับภรร
บทที่ 39 : สองพยัคฆ์ณ ท้องพระโรงใหญ่ร่างสูงใหญ่ของลู่หวูเหยียนและเสิ่นอวี้ ก้าวเดินเข้ามาภายในงานเลี้ยงด้วยท่วงท่าองอาจและเยือกเย็น ปราศจากความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ลู่หวูเหยียนในชุดผู้ตรวจการลับสีนิลดูเยือกเย็นดุจมัจจุราชหน้าหยก ขณะที่เสิ่นอวี้ในชุดเกราะอ่อนของแม่ทัพทอประกายเด็ดเดี่ยวราวนักรบผู้ไม่รู้จักความตาย ทั้งสองเดินเคียงข้างกันเข้ามา หยุดยืนอยู่ท่ามกลางลานจัดเลี้ยงองค์รัชทายาท ทอดเนตรมองบุรุษทั้งสองด้วยแววตาแดงก่ำ บิดเบี้ยวไปด้วยไฟแค้นที่แผดเผา!ความโกรธเกรี้ยวทำให้ภาพลักษณ์อันแสนดีมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงใบหน้าที่แท้จริงอันโหดเหี้ยม องค์รัชทายาทขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน ทรงกำหมัดแน่นพลางหมายหัวเสิ่นอวี้เอาไว้เป็นศัตรูอันดับหนึ่งที่ต้องกำจัดทิ้งโดยเร็วที่สุด!'ในที่สุดพวกเจ้าก็โผล่หัวออกมา...' องค์รัชทายาทแสยะยิ้มอำมหิต แววตาสาดประกายรังสีสังหาร 'ขอเพียงแค่ข้าสังหารพวกเจ้าสองคนทิ้งเสียที่นี่... เสี้ยนหนามชิ้นใหญ่ที่คอยขัดขวางข้ามาตลอดก็จะถูกขุดรากถอนโคน! บัลลังก์มังกร และซูชิงชิงสตรีผู้นั้น... ย่อมต้องตกเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว!'“ฮ่องเต้เสด็จ!”สิ้นเสียงประกาศก้อง โอรสสวรรค
บทที่ 6: พี่สาวแสนดีณ ห้องรับรองส่วนตัว โรงเตี๊ยมชิงเฟิงบรรยากาศบนโต๊ะน้ำชาเต็มไปด้วยความชื่นมื่น เสิ่นเจียวเจียวสั่งขนมหวานขึ้นชื่อมาวางจนเต็มโต๊ะ คอยคีบป้อนซูชิงชิงอย่างเอาอกเอาใจ ประหนึ่งพี่สาวที่แสนดี โดยมีลู่หวูเหยียนนั่งกอดอกหน้าตึงเป็นรูปปั้นน้ำแข็ง คอยสังเกตการณ์อยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง“น้
บทที่ 5: ปฏิบัติการชิงตัวนางเอก“ใต้เท้าลู่! ทางนี้ๆ!”เสิ่นเจียวเจียวออกแรงลากท่อนแขนแกร่งของลู่หวูเหยียนฝ่าฝูงชนไปอย่างไม่ลดละ แม้ว่าบุรุษชุดดำข้างกายจะทำหน้าไม่พอใจและแผ่รังสีอำมหิตออกมาจางๆ แต่แปลกนักที่เขากลับไม่ได้สะบัดแขนออกอย่างจริงจัง เพียงแค่เดินตามแรงลากของนางไปด้วยใบหน้าเคร่งขรึมเท่านั้
บทที่ 4: เดตแรกในระหว่างที่นั่งรออาสือไปทำภารกิจ บรรยากาศในห้องรับรองก็กลับมาเงียบกริบอีกครั้งเสิ่นเจียวเจียวพยายามงัดสารพัดเรื่องขึ้นมาชวนคุย แต่ลู่หวูเหยียนกลับเอาแต่นั่งหลับตาพิงพนักเก้าอี้ ถามสิบคำ ตอบหนึ่งคำ... แถมคำที่ตอบก็มีแค่ “อืม” กับ “ไร้สาระ” หญิงสาวเริ่มกลอกตาบน ร่นระยะความอดทนลงเรื่
บทที่ 3: สินสอดแรกของว่าที่ภรรยา... คือเบาะแสคดีทุจริต!ยามเซิน ณ โรงเตี๊ยมชิงเฟิงบรรยากาศในห้องรับรองพิเศษชั้นสองเงียบสงัดจนน่าอึดอัด ลู่หวูเหยียนเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างเหนื่อยล้า นัยน์ตาหลับพริ้มลงชั่วครู่เพื่อพักสายตาจากกองเอกสารคดีที่สุมหัวมาตลอดสามวันสามคืนคดีทุจริตเสบียงกองทัพขอ


















reviewsMore