Home / วาย / กลิ่นรักของต้นหอม / บทที่ 6 บอลเดือด

Share

บทที่ 6 บอลเดือด

Author: Tawan miki
last update Last Updated: 2026-02-11 13:53:40

บทที่ 6 บอลเดือด

บรรยากาศที่สนามฟุตบอลหลังตึกเรียนยามบ่าย อบอวลไปด้วยไอแดดที่ร้อนระอุจนผิวแทบไหม้ แต่ความร้อนแรงของอากาศยังสู้ความดุเดือดในสนามไม่ได้ เสียงโห่ร้องและเสียงเชียร์จากนักเรียนหลายสิบชีวิตดังระงม บ่งบอกว่าการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรระหว่างห้องกำลังเข้มข้นถึงขีดสุด

ท่ามกลางผู้เล่นนับสิบคน ‘เตอร์’ โดดเด่นขึ้นมาในชุดเสื้อยืดสีกรมท่าที่บัดนี้เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบไปกับแผ่นหลังกว้าง เขาเคลื่อนไหวอย่างทรงพลัง วิ่งไล่บอลด้วยสีหน้าจริงจังขึงขัง นัยน์ตาคมกริบจดจ่ออยู่กับเกมจนดูเหมือนโลกทั้งใบของเขามีเพียงลูกฟุตบอลกลมๆ ลูกเดียว โดยไม่สนเสียงกรี๊ดของสาวๆ ข้างสนามที่ดังขึ้นทุกครั้งยามที่เขาเลี้ยงหลบคู่แข่งอย่างเหนือชั้น

ที่ขอบรั้วฝั่งตรงข้าม ‘ต้นหอม’ ยืนกำรั้วเหล็กแน่นจนมือชื้นเหงื่อ แม้เขาจะพยายามบอกเพื่อนที่ยืนข้างๆ ว่า “แค่ออกมาเดินเล่นแก้เบื่อ” แต่สายตาเรียวกลับไม่เคยละไปจากร่างสูงในสนามได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว ทุกจังหวะที่เตอร์ขยับกาย หัวใจของเขาก็ดูเหมือนจะเต้นตามจังหวะนั้นไปด้วย

“เตอร์เวลาเล่นบอลดูดีชะมัดเลยว่าไหมมึง... เท่อย่างกับคนละคนกับตอนนั่งหลังห้องเลย”เสียงเพื่อนสนิทที่ยืนข้างๆ กระซิบแซวพลางชำเลืองมองมาที่เขาอย่างมีเลศนัย ทำให้ต้นหอมสะดุ้งตัวโยน รีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันควัน

“ใคร... ใครมองมันกันล่ะ มั่วแล้วมึงน่ะ”

ต้นหอมตอบกลับตะกุกตะกัก พยายามทำหน้านิ่งให้ดูเป็นปกติที่สุด ทั้งที่ใบหูขาวสะอาดกลับเปลี่ยนเป็นสีชมพูจัด ลามไปถึงแก้มที่ร้อนผ่าวอย่างปิดไม่มิด

เกมเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ฝ่ายตรงข้ามที่ขึ้นชื่อเรื่องการเล่นสกปรกพยายามเข้าเบียดกระแทกเตอร์ทุกครั้งที่มีโอกาส จนกระทั่งจังหวะหนึ่งที่เตอร์กำลังจะกระชากบอลเข้าทำประตู เขากลับถูกสกัดจากด้านหลังอย่างแรงจนเสียหลักล้มกลิ้งไปกับพื้นสนาม

ปรี๊ดดดดดด!

เสียงนกหวีดเป่ายาวระงับเหตุ ทว่ามันกลับช้าไปกว่าอารมณ์ที่พุ่งสูงถึงขีดสุด เตอร์พยุงตัวลุกขึ้นจากพื้นสนาม ฝุ่นดินคลุ้งกระจายตามแรงขยับ นัยน์ตาคมกริบวาวโรจน์ด้วยโทสะที่เดือดพล่านจนน่ากลัว

“เฮ้ย! เล่นเหี้ยไรของมึงวะ!” เสียงตะคอกของเขาดังก้องไปทั่วสนาม ทำเอาเสียงเชียร์รอบข้างเงียบกริบลงทันที

“ก็เล่นตามเกมไง... มึงมันอ่อนเองป่ะ?” อีกฝ่ายยิ้มเหยียดอย่างผู้ชนะ แววตาท้าทายนั้นเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่ทำให้ขีดจำกัดความอดทนของเตอร์ขาดผึง เขาไม่สนคำเตือนของกรรมการหรือสายตาใครทั้งนั้น

เตอร์ก้าวเข้าไปกระแทกไหล่อีกฝ่ายจนเซ เพื่อนทั้งสองทีมวิ่งกรูเข้ามาหวังจะฉุดกระชากร่างสูงใหญ่ของเขาออก แต่คำด่าทอที่สาดใส่กันกลับยิ่งโหมไฟแค้นให้ลุกโชน

และในชั่วพริบตา หมัดหนักๆ ของเตอร์ก็พุ่งเข้าใส่หน้าคู่แข่งเต็มแรงจนเกิดเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่น! ร่างของคู่กรณีล้มตึงลงไปกับพื้นหญ้า ท่ามกลางเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจของคนข้างสนาม

“ผัวะ!”

ต้นหอมที่ยืนดูอยู่หัวใจหล่นวูบไปที่ตาตุ่ม เขาไม่รอช้ารีบปีนข้ามรั้วสนามพุ่งตัวลงไปกลางวงล้อมทันที

“เตอร์! หยุดนะเว้ย!”เขาเอาตัวเข้าแทรกกลางระหว่างคนทั้งสอง หวังจะยุติเหตุการณ์ แต่ในจังหวะนรกนั้นเอง หมัดสวนจากคู่กรณีที่หวังจะเอาคืนเตอร์กลับหลุดเป้า พุ่งเข้ากระแทกที่โหนกแก้มซ้ายของต้นหอมเข้าอย่างจัง!

“ผัวะ!”

“โอ๊ย!”

ต้นหอมร้องลั่น ร่างโปร่งเซถอยหลังไปหลายก้าวตามแรงกระแทก ทุกอย่างรอบข้างพลันเงียบสงัดลงราวกับถูกกดปุ่มปิดเสียง ดวงตาของเตอร์ที่เคยดุดันกลับเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวและเย็นเยียบจนน่าขนลุกเมื่อเห็นรอยแดงปื้นบนหน้าของคนที่เขาเพียรถนอมมาตลอดวัน

“มึงกล้าต่อยต้นหอมเหรอ?”น้ำเสียงนั้นต่ำลึกและสั่นพร่าด้วยความโกรธจัด ไม่ถึงสองวินาทีต่อมา เตอร์ก็พุ่งเข้าใส่คู่กรณีราวกับสัตว์ป่าคลั่ง ซัดหมัดเข้าใส่ชุดใหญ่จนเพื่อนๆ ต้องรีบเข้ามาล็อกตัวเขาไว้ เสียงตะโกนห้ามปรามดังระงม แต่เตอร์ยังคงดิ้นรนจะเข้าไปเอาเรื่องให้ถึงที่สุด จนกระทั่งต้นหอมต้องรวบรวมแรงทั้งหมดเข้าไปกอดแขนแกร่งนั้นไว้แน่น

“พอแล้วเตอร์! เราบอกให้พอไง!”สัมผัสอุ่นจากมือที่สั่นน้อยๆ ของต้นหอมที่กุมแขนเขาไว้แน่น ทำให้สติที่เกือบหลุดลอยของเตอร์ค่อยๆ กลับคืนมา

เขาหยุดชะงัก หอบหายใจแรงจนอกกระเพื่อม ไอร้อนจากความโกรธและอุณหภูมิร่างกายที่พุ่งสูงระเหยออกมาจนต้นหอมสัมผัสได้ถึงไออุ่นนั้น เตอร์ปรายสายตาคมกริบมองคู่กรณีเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะยอมลดหมัดลงแต่โดยดีเมื่อเห็นแววตาสั่นระริกด้วยความขอร้องของคนข้างตัว

“ไปจากตรงนี้เถอะเตอร์... เราขอ”ต้นหอมไม่รอช้า เขาอาศัยจังหวะที่เตอร์กำลังนิ่งงันกึ่งจูงกึ่งลากคนตัวโตเดินเลี่ยงออกจากสนาม

ท่ามกลางสายตาของคนทั้งโรงเรียนที่มองมาด้วยความตะลึงระคนสงสัย บางคนซุบซิบถึง ‘นักเลง’ ที่ยอมสงบลงง่ายๆ เพียงเพราะเด็กเรียนดีคนหนึ่งเดินเข้าไปห้าม

ต้นหอมพาเตอร์เดินลัดเลาะมาจนถึงม้านั่งไม้ใต้ร่มไม้ใหญ่ข้างตึกเรียน บรรยากาศเงียบสงัดลงเหลือเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหว

เขาปล่อยมือออกจากแขนของเตอร์ทันทีที่ถึงที่หมาย ก่อนจะกุลีกุจอเปิดกระเป๋าหยิบทิชชู่เย็นและน้ำดื่มขวดใหม่ออกมาด้วยมือที่ยังไม่หายสั่นดี

เตอร์นั่งลงบนม้านั่งอย่างจำใจ เขาพิงหลังกับพนักไม้อย่างหมดแรง สายตายังคงจ้องมองไปข้างหน้าด้วยความขุ่นมัว ทว่ากลับต้องสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อคนตัวเล็กเดินมาหยุดยืนประจันหน้า

“ยื่นหน้ามานี่!” ต้นหอมสั่งเสียงเข้มจนน่าเกรงขาม แววตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้วาวโรจน์ไปด้วยความโกรธระคนเสียใจ เป็นน้ำเสียงเด็ดขาดแบบที่เตอร์ไม่เคยได้ยินมาก่อนจนเขาถึงกับชะงัก

“ไม่เป็นไร...” เตอร์พึมพำเสียงค่อย ท่าทางพยศลดลงอย่างเห็นได้ชัด เขาหลบสายตาตั้งมั่นของคนตัวเล็กกว่า แขนแกร่งที่เคยเหวี่ยงหมัดใส่คนอื่นบัดนี้กลับทิ้งลงข้างลำตัวอย่างคนทำอะไรไม่ถูก

“เราบอกให้ยื่นหน้ามาไง!” คำตวาดสวนกลับมาทันควันทำให้เตอร์จำใจต้องโน้มใบหน้าลงมาหาจนจมูกเกือบชนกัน ทิชชู่เย็นเฉียบถูกกดลงบนขมับที่มีรอยช้ำของเตอร์เบาๆ แม้จะดูทะนุถนอมแต่แรงอารมณ์ของต้นหอมยังไม่มอดลง

“นายบ้าไปแล้วเหรอ! รู้มั้ยว่ามันอันตรายแค่ไหน ถ้าเราไม่วิ่งเข้าไป ป่านนี้นายอาจจะไปนอนในโรงพักแล้วนะ!” ต้นหอมต่อว่าเสียงสั่นพรือ มือที่ถือทิชชู่อยู่สั่นน้อยๆ จนเตอร์รู้สึกได้ถึงความกังวลที่อัดแน่นอยู่ในใจของอีกฝ่าย

“...” เตอร์ยังคงนิ่งเงียบ เขาปล่อยให้ต้นหอมดุด่าตามใจชอบ นัยน์ตาคมกริบที่เคยดุดันบัดนี้กลับอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด เขาลอบมองใบหน้าของต้นหอมที่อยู่ใกล้แค่คืบ เห็นความโกรธที่ผสมปนเปมากับคราบน้ำตาจางๆ ที่คลออยู่ที่เบ้าตา... และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาเจ็บยิ่งกว่าแผลที่ขมับเสียอีก

“แล้วดูนี่!” ต้นหอมชี้ไปที่แก้มตัวเองที่เริ่มบวมช้ำจากละอองแรงปะทะในช่วงโกลาหล ผิวขาวจัดที่เคยเนียนละเอียดบัดนี้กลับมีรอยแดงเข้มตัดกับผิวอย่างน่ากลัว

“นี่ผลของการที่นายไม่ยอมหยุดไง!”

เตอร์ขมวดคิ้วมองรอยช้ำบนแก้มขาวด้วยความรู้สึกผิดที่ท่วมท้นใจ เขารู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น เขาได้แต่เงียบ ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาคู่ที่กำลังตัดพ้อ เพราะรู้ดีว่าตัวเองคือต้นเหตุของแผลนั้น

“ทำไมไม่ตอบล่ะ! ไม่มีอะไรจะแก้ตัวเลยใช่ไหม!”

“ก็... ไม่อยากเถียง” เตอร์พูดเสียงแผ่ว น้ำเสียงทุ้มพร่าดูเจียมตัวเหมือนเด็กที่ทำความผิดครั้งใหญ่จนไม่กล้าขอความเมตตา

“ไม่อยากเถียงหรือพูดไม่ออกกันแน่! รู้ไหมว่าตอนเห็นหมัดมันพุ่งมา... เราตกใจขนาดไหน!” เสียงของต้นหอมสั่นเครือ ความหวาดกลัวที่เก็บกดไว้เริ่มพรั่งพรูออกมาทางสายตา

“คิดว่าตัวเองเป็นฮีโร่เหรอ? ปกป้องคนอื่นจนตัวเองเดือดร้อนมันโอเคตรงไหน แล้วถ้าเราเป็นอะไรมากกว่านี้... นายจะทำยังไง!”

เตอร์ก้มหน้ามองพื้น นิ่งงันไปครู่ใหญ่จนบรรยากาศรอบตัวหนักอึ้ง มือแกร่งบีบขวดน้ำในมือจนเกิดเสียงพลาสติกบุบดังกร๊อบสะท้อนความอัดอั้นในใจ

“กูจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก... สาบานเลย” เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับต้นหอมด้วยแววตาแน่วแน่และจริงจังจนน่าขนลุก มันไม่ใช่คำสัญญาพล่อยๆ แต่เป็นคำปฏิญาณที่เขาใช้เกียรติของตัวเองเป็นเดิมพัน

ต้นหอมชะงักไปกับความหนักแน่นในน้ำเสียงนั้น ความโกรธที่เคยเป็นไฟกองใหญ่ถูกดับลงด้วยน้ำคำเพียงประโยคเดียว เขาถอนหายใจยาวอย่างอ่อนใจพลางส่งขวดน้ำให้

“เออ... ช่างมันเถอะ ดื่มน้ำซะ เดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งไปซะก่อน” แม้จะยังพยายามทำเสียงแข็งใส่ แต่แววตาของต้นหอมกลับเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนและห่วงใยอย่างปิดไม่มิด เขาส่งขวดน้ำเย็นจัดให้พลางเมินหน้ามองไปทางสนามฟุตบอลเพื่อซ่อนความประหม่า เตอร์รับน้ำขวดนั้นไปถือไว้แต่ยังไม่ยอมเปิดดื่ม สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่รอยช้ำจางๆ บนแก้มของคนข้างตัว

บรรยากาศใต้ร่มไม้กว้างกลับคืนสู่ความสงบเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงกระแสลมพัดใบไม้ไหวแว่วมาเป็นระยะ ผสมกับเสียงหัวใจสองดวงที่ยังคงเต้นรัวแรงไม่เป็นจังหวะจากความตื่นเต้นที่ยังหลงเหลืออยู่ ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครพูดอะไรออกมา แต่กลับรับรู้ได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ท่ามกลางความเงียบนั้น

เตอร์ยกน้ำขึ้นดื่มรวดเดียวเกือบหมดขวดเพื่อดับอารมณ์พลุ่งพล่านที่ยังค้างคา เขาแอบชำเลืองมองต้นหอมที่นั่งก้มหน้าเม้มปากแน่นอยู่ข้างๆ ความรู้สึกผิดในใจเริ่มทำงานหนักขึ้นจนเขาต้องพ่นลมหายใจออกมาพรืดใหญ่

หลังจากนั่งพักนิ่งๆ จนเหงื่อเริ่มแห้งและอุณหภูมิในร่างกายกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เตอร์ก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพลางตบฝุ่นออกจากกางเกงกีฬา ท่าทางดุดันก่อนหน้านี้เลือนหายไปเหลือเพียงไออุ่นของวัยรุ่นธรรมดาคนหนึ่ง เขาคว้ากระเป๋าสะพายพาดบ่าแล้วบุ้ยหน้าส่งสัญญาณให้คนตัวเล็กที่ยังนั่งนิ่งอยู่

“ไป...” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่ฟังดูอ่อนลงกว่าตอนอยู่ที่สนามมาก นัยน์ตาคมที่เคยวาวโรจน์บัดนี้แฝงไปด้วยความรู้สึกผิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่

“วันนี้กูไปส่งบ้านเอง”

“ไม่ต้อง เรากลับเองได้” ต้นหอมขืนตัวไว้พลางจัดระเบียบข้าวของของตัวเอง แสร้งทำเป็นเมินเฉยต่อข้อเสนอ

“ไปเถอะ... เดี๋ยวกูเลี้ยงไอติม ถือเป็นคำขอโทษที่ทำให้มึงต้องเจ็บตัว” เตอร์พูดด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยความดื้อดึงที่ต้นหอมรู้ดีว่าขัดใจไม่ได้ มันคือการง้อในแบบคนที่พูดคำว่าขอโทษไม่เก่งเลือกใช้

“เราไม่อยากกิน”

เตอร์หยุดเดินกะทันหัน หันมาจ้องตาต้นหอมตรงๆ สายตาคู่นั้นไม่ได้กดดันแต่กลับดูอ้อนวอนอยู่ในที

“ไป... กูเลี้ยงเอง ไม่ต้องเถียง”

“เฮ้ย บอกว่าไม่...”

“กู-จะ-กิน” เตอร์ตัดบทหน้าตายพลางหมุนตัวเดินนำหน้าไปทันที แผ่นหลังกว้างของเขาสั่นน้อยๆ เหมือนกำลังลอบยิ้มสะใจที่คนข้างหลังเถียงไม่ออก สุดท้ายต้นหอมก็ได้แต่เดินฟึดฟัดตามหลังไปอย่างเสียไม่ได้ ใบหน้าหวานยังคงบึ้งตึงแต่ฝีเท้ากลับก้าวตามจังหวะของคนตัวโตไปอย่างสม่ำเสมอ ความโกรธที่สะสมมาทั้งวันดูเหมือนจะมลายหายไปเพียงเพราะคำชวนกินไอติมโง่ๆ ของผู้ชายที่ชื่อว่าเตอร์

ทั้งคู่เดินเคียงกันไปตามถนนยามเย็นที่มีแสงแดดรำไรลอดผ่านกิ่งไม้ ต้นหอมยังคงบ่นกระปอดกระแปดเรื่องอุบัติเหตุในสนาม ส่วนเตอร์ก็พยักหน้าตอบรับเป็นพักๆ เขาฟังสิ่งที่คนตัวเล็กพูดเพียงครึ่งเดียว ส่วนอีกครึ่ง... เขาเอาไว้แอบลอบมองเสี้ยวหน้าหวานที่กำลังเจื้อยแจ้วไม่หยุด

ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็มาหยุดอยู่ที่ร้านไอศกรีมเล็กๆ หน้าปากซอยบ้าน ต้นหอมเลือกเมนูจนได้รสนมสดส่วนเตอร์สั่งช็อกโกแลตมาถ้วยใหญ่ ทั้งคู่นั่งลงที่โต๊ะริมหน้าต่างที่มีลมโชยมาเย็นสบาย

“ของมึง” เตอร์เลื่อนถ้วยไอศกรีมไปให้พร้อมวางช้อนอย่างใส่ใจ

ต้นหอมตักไอศกรีมเข้าปากคำใหญ่เพื่อดับอารมณ์กรุ่นๆ แต่พอกินไปได้ไม่กี่คำ เตอร์ก็โน้มหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจเป่ารดแก้มพลางหัวเราะในลำคอเบาๆ

“ปากมึงเลอะว่ะ”

“ห๊ะ? ตรงไหน?” ต้นหอมยกมือจะเช็ด แต่เตอร์กลับคว้าทิชชู่แล้วเอื้อมมือมาประคองใบหน้าของเขาไว้ ก่อนจะค่อยๆ ซับมุมปากให้ด้วยความแผ่วเบาอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

หัวใจของต้นหอมเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก สายตาจดจ้องใบหน้าคมของคนตรงหน้าที่ทำเหมือนเป็นเรื่องปรกติ ทว่าใบหูสีเข้มของเตอร์กลับแดงก่ำจนปิดไม่มิด

“กูแค่เช็ดให้เฉยๆ... ทำหน้าเหมือนเห็นผีไปได้” เตอร์พูดเสียงเรียบแล้วหันกลับไปสนใจไอศกรีมของตัวเองต่อ

“ก็... เปล่าซะหน่อย” ต้นหอมรีบก้มหน้าก้มตาตักไอศกรีมเข้าปาก กลบเกลื่อนความปั่นป่วนในใจที่ดูเหมือนจะรุนแรงยิ่งกว่าพายุฝนเมื่อวันวานเสียอีก

ความเงียบที่ปกคลุมหลังจากนั้นไม่ใช่ความอึดอัด แต่มันคือความเงียบที่บรรจุความรู้สึกบางอย่างที่ต่างฝ่ายต่างรู้ดี... แต่ยังไม่มีใครกล้าที่จะเอ่ยมันออกมา

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • กลิ่นรักของต้นหอม   บทที่ 9 เป็นแฟนกันนะ

    บทที่ 9 เป็นแฟนกันนะหลังจากก้าวพ้นความพลุกพล่านของห้างสรรพสินค้า ทั้งคู่จูงมือกันเดินลัดเลาะมาจนถึงสวนสาธารณะที่เงียบสงบ แสงไฟสีนวลตาตามทางเดินสาดกระทบใบไม้เกิดเป็นเงาวูบวาบ บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความสลัวที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะเตอร์หยุดเดินกะทันหัน เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่เหมือนกำลังรวบรวมความกล้าครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต ก่อนจะเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่สั่นเครือ“กู... มีเรื่องอยากจะคุยกับมึงหน่อย”ต้นหอมหยุดฝีเท้าตามพลางเลิกคิ้วมองอย่างสงสัยในท่าทีที่เปลี่ยนไป “มีเรื่องอะไรจะคุยกับเราเหรอ? ทำไมหน้าเครียดจัง”ร่างสูงไม่ได้ตอบในทันที เขาขยับก้าวเข้ามาหาจนระยะห่างลดน้อยลง ดวงตาคมกริบที่มักจะดูดุดัน บัดนี้กลับสั่นไหวและฉายแววจริงจังจนต้นหอมรู้สึกหายใจติดขัด“กูไม่รู้จะพูดยังไงให้มึงเข้าใจหมด แต่วันนี้กูแน่ใจแล้ว...” เตอร์เว้นวรรคไปอึดใจหนึ่งเพื่อรวบรวมความกล้า“กูชอบมึงว่ะต้นหอม ชอบ... มากกว่าที่เพื่อนเขาชอบกัน”คำสารภาพที่ตรงไปตรงมาและไม่มีการอ้อมค้อมทำเอาต้นหอมนิ่งงันไปเหมือนถูกสาป ความร้อนวูบวาบพุ่งขึ้นสู่ใบหน้าจนห้ามไม่อยู่ เขาทำอะไรไม่ถูกจนต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื

  • กลิ่นรักของต้นหอม   บทที่ 8 มีเรื่อง... แต่ก็มีความหวัง

    บทที่ 8 มีเรื่อง... แต่ก็มีความหวังหลังจากลิ้มรสความหวานละมุนของเค้กช็อกโกแลตจนหมดจาน ต้นหอมก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นอย่างบอกไม่ถูก เขาลุกขึ้นยืนเตรียมจะเดินกลับบ้านตามลำพังเหมือนทุกวัน ทว่าร่างสูงของเตอร์กลับก้าวมาดักหน้าไว้ด้วยสีหน้านิ่งสนิท แววตาคมกริบคู่นั้นดูจริงจังจนน่าประหลาด“กูไปส่งมึงดีกว่า” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น เป็นน้ำเสียงเชิงคำสั่งที่ไม่ได้เปิดช่องว่างให้ปฏิเสธ“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราเดินกลับเองได้ ใกล้นิดเดียว” ต้นหอมท้วง“ไม่เอา... กูจะไปส่ง” เตอร์ย้ำคำเดิมพลางคว้ากระเป๋าของต้นหอมไปถือไว้เองเสียดื้อๆ สุดท้ายคนตัวเล็กก็ได้แต่เดินตามแรงดึงดูดของอีกฝ่ายไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ทั้งสองเดินเคียงข้างกันไปบนถนนที่เริ่มถูกปกคลุมด้วยความมืด แสงไฟถนนสีส้มสลัววาววับสะท้อนหยดน้ำค้างบนพื้น ท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีหมึกตัดกับเสียงเครื่องยนต์และฝีเท้าของผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา บรรยากาศรอบตัวดูนิ่งสงบจนกระทั่งถึงหัวมุมแยกใกล้บ้านต้นหอม...เงาทมิฬของชายสามคนในชุดมอซอที่ยืนสูบบุหรี่ขวางทางเดินอยู่ทำให้ต้นหอมรู้สึกใจคอไม่ดี หนึ่งในนั้นพ่นควันบุหรี่ออกมาพลางเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน“เฮ้ย

  • กลิ่นรักของต้นหอม   บทที่ 7 ความรู้สึกที่เริ่มสั่นไหว

    บทที่ 7 ความรู้สึกที่เริ่มสั่นไหวเช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอ่อนละมุนที่ลอดผ่านม่านหน้าต่างห้องนอนของต้นหอม เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วสอดประสานกับเสียงใบไม้ไหวตามแรงลมพัดเอื่อย บรรยากาศภายนอกดูสงบและสดชื่นผิดกับภายในใจของต้นหอมที่ยังคงว้าวุ่นไม่หยุดเขานั่งเหม่ออยู่บนเตียง สายตาจับจ้องออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย ในหัวมีแต่ภาพเหตุการณ์เมื่อวานวนเวียนอยู่ซ้ำ ๆ ทั้งตอนที่เตอร์พาไปกินไอศกรีม และจังหวะที่นิ้วหนาบรรจงเช็ดมุมปากให้เขาอย่างแผ่วเบา ท่าทางกวนประสาทที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนที่ไม่เคยสัมผัสจากใครมาก่อน ทำให้หัวใจของต้นหอมเต้นผิดจังหวะอย่างน่าประหลาด“นี่ฉันกำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย...” เขาพึมพำกับตัวเองพลางใช้หมอนปิดหน้า พยายามผลักไสความรู้สึกซับซ้อนนี้ออกไป แต่มันกลับยิ่งชัดเจนและหนักแน่นขึ้นทุกทีเมื่อก้าวเท้าออกจากรั้วบ้าน ต้นหอมก็ต้องชะงักกึก เมื่อเห็นร่างสูงที่คุ้นตาในชุดนักเรียนยืนพิงกำแพงรออยู่ รอยยิ้มบาง ๆ ที่หาดูได้ยากแต้มอยู่บนใบหน้าคมคายของเตอร์“เฮ้ย! มาทำอะไรตรงนี้เนี่ย?” ต้นหอมถามด้วยความตกใจผสมปนเปกับความสงสัย เขามองร่างสูงที่ยืนอยู่ แสงแดดยามเช้าที่ตกกระทบใบหน้าคมทำให

  • กลิ่นรักของต้นหอม   บทที่ 6 บอลเดือด

    บทที่ 6 บอลเดือดบรรยากาศที่สนามฟุตบอลหลังตึกเรียนยามบ่าย อบอวลไปด้วยไอแดดที่ร้อนระอุจนผิวแทบไหม้ แต่ความร้อนแรงของอากาศยังสู้ความดุเดือดในสนามไม่ได้ เสียงโห่ร้องและเสียงเชียร์จากนักเรียนหลายสิบชีวิตดังระงม บ่งบอกว่าการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรระหว่างห้องกำลังเข้มข้นถึงขีดสุดท่ามกลางผู้เล่นนับสิบคน ‘เตอร์’ โดดเด่นขึ้นมาในชุดเสื้อยืดสีกรมท่าที่บัดนี้เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบไปกับแผ่นหลังกว้าง เขาเคลื่อนไหวอย่างทรงพลัง วิ่งไล่บอลด้วยสีหน้าจริงจังขึงขัง นัยน์ตาคมกริบจดจ่ออยู่กับเกมจนดูเหมือนโลกทั้งใบของเขามีเพียงลูกฟุตบอลกลมๆ ลูกเดียว โดยไม่สนเสียงกรี๊ดของสาวๆ ข้างสนามที่ดังขึ้นทุกครั้งยามที่เขาเลี้ยงหลบคู่แข่งอย่างเหนือชั้นที่ขอบรั้วฝั่งตรงข้าม ‘ต้นหอม’ ยืนกำรั้วเหล็กแน่นจนมือชื้นเหงื่อ แม้เขาจะพยายามบอกเพื่อนที่ยืนข้างๆ ว่า “แค่ออกมาเดินเล่นแก้เบื่อ” แต่สายตาเรียวกลับไม่เคยละไปจากร่างสูงในสนามได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว ทุกจังหวะที่เตอร์ขยับกาย หัวใจของเขาก็ดูเหมือนจะเต้นตามจังหวะนั้นไปด้วย“เตอร์เวลาเล่นบอลดูดีชะมัดเลยว่าไหมมึง... เท่อย่างกับคนละคนกับตอนนั่งหลังห้องเลย”เสียงเพื่อนสนิทที่

  • กลิ่นรักของต้นหอม   บทที่ 5 วันที่ฝนตก

    บทที่ 5 วันที่ฝนตกเช้าวันนี้ท้องฟ้าเบื้องบนถูกปกคลุมด้วยม่านเมฆสีตะกั่วครึ้มมาตั้งแต่รุ่งสาง เสียงฟ้าร้องครืนแว่วดังมาจากเส้นขอบฟ้า ลมเย็นที่หอบเอาความชื้นแฉะพัดผ่านเข้าทางหน้าต่าง ชวนให้รู้สึกขี้เกียจจนอยากจะซุกตัวอยู่ในผ้าห่มให้นานกว่านี้ ‘ต้นหอม’ เดินลากเท้าเข้ามาในห้องเรียนด้วยท่าทางอิดโรย ดวงตาเรียวใสดูปรือปรอยพลางบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ“โอ๊ย... ง่วงชะมัดเลย”เขากระชับสายกระเป๋านักเรียนแน่น ในหัวนึกตำหนิตัวเองที่เมื่อคืนเผลอไผลนั่งดูซีรีส์ยาวจนดึกดื่น พอต้องมาเจออากาศขมุกขมัวแบบนี้ สติของเขาแทบจะหลุดลอยไปตั้งแต่นาทีแรกที่ก้าวเข้าโรงเรียนที่มุมหน้าต่างที่ประจำ เตอร์นั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางเสียบหูฟังฟังเพลงอย่างสบายอารมณ์ สายตาคมจ้องมองออกไปข้างนอกที่มีแต่เงาเมฆหม่นเศร้าพาดผ่านท้องฟ้า เขาดูตัดขาดจากเสียงเอะอะของเพื่อนในกลุ่มที่กำลังถกเถียงเรื่องเกมกันอย่างออกรส ทว่าพอหันมาเห็นร่างโปร่งที่เดินหน้ายุ่งเข้ามาในคลองสายตา เขาก็เอ่ยทักขึ้นทันทีโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้วางกระเป๋าลงบนโต๊ะ“เดี๋ยวฝนตกแน่” น้ำเสียงทุ้มเรียบนั้นดึงความสนใจของต้นหอมไปได้ทันทีต้นหอมหยุดกึกพลางเลิกคิ้วมองอ

  • กลิ่นรักของต้นหอม   บทที่ 4 นมรสสตอเบอรี่

    บทที่ 4 นมรสสตอเบอรี่แสงจันทร์นวลตาลอดผ่านผ้าม่านสีอ่อนในห้องนอนที่เงียบสงบ ต้นหอมทิ้งตัวลงบนเตียงกว้างหลังจากจัดการกิจวัตรประจำวันจนเสร็จสิ้น กลิ่นสบู่อ่อนๆ จากการอาบน้ำช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เขากลิ้งตัวไปมาบนฟูกนุ่มพลางถอนหายใจยาวทิ้งความเหนื่อยล้าของวัน มือเรียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันยอดฮิต เลื่อนหน้าจอไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับโพสต์โฆษณาชิ้นหนึ่ง‘นมรสสตรอเบอร์รี่รสใหม่นำเข้า กลิ่นหอมหวานละมุน มีจำหน่ายเฉพาะบางสาขาเท่านั้น!’ภาพนมกล่องสีชมพูหวานแหววดูน่าลิ้มลองจนต้นหอมอดไม่ได้ที่จะตาโต ประกายในดวงตาเรียวใสกลับมาสดใสอีกครั้ง เขาเป็นพวกแพ้อะไรที่เป็นรสสตรอเบอร์รี่อยู่แล้ว ยิ่งหาซื้อยากเขายิ่งอยากลอง ปลายนิ้วรีบกดแชร์โพสต์ลงในสตอรี่ส่วนตัวทันที พร้อมแคปชั่นสั้นๆ ว่า“นมรสนี้น่าลองจัง แต่ท่าทางจะหายากสุดๆ เลยแฮะ” พ่วงด้วยอีโมจิรูปหน้าแมวร้องไห้หนึ่งตัวเขาไม่ได้คาดหวังให้ใครมาตอบ แค่โพสต์บ่นไปตามประสา ก่อนจะวางโทรศัพท์ไว้ข้างหมอนแล้วจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา พร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่ยังค้างอยู่บนใบหน้าขณะเข้าสู่ห้วงฝันโดยไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนกำลังจ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status