LOGINบทที่ 8 มีเรื่อง... แต่ก็มีความหวัง
หลังจากลิ้มรสความหวานละมุนของเค้กช็อกโกแลตจนหมดจาน ต้นหอมก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นอย่างบอกไม่ถูก เขาลุกขึ้นยืนเตรียมจะเดินกลับบ้านตามลำพังเหมือนทุกวัน ทว่าร่างสูงของเตอร์กลับก้าวมาดักหน้าไว้ด้วยสีหน้านิ่งสนิท แววตาคมกริบคู่นั้นดูจริงจังจนน่าประหลาด “กูไปส่งมึงดีกว่า” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น เป็นน้ำเสียงเชิงคำสั่งที่ไม่ได้เปิดช่องว่างให้ปฏิเสธ “ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราเดินกลับเองได้ ใกล้นิดเดียว” ต้นหอมท้วง “ไม่เอา... กูจะไปส่ง” เตอร์ย้ำคำเดิมพลางคว้ากระเป๋าของต้นหอมไปถือไว้เองเสียดื้อๆ สุดท้ายคนตัวเล็กก็ได้แต่เดินตามแรงดึงดูดของอีกฝ่ายไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งสองเดินเคียงข้างกันไปบนถนนที่เริ่มถูกปกคลุมด้วยความมืด แสงไฟถนนสีส้มสลัววาววับสะท้อนหยดน้ำค้างบนพื้น ท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีหมึกตัดกับเสียงเครื่องยนต์และฝีเท้าของผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา บรรยากาศรอบตัวดูนิ่งสงบจนกระทั่งถึงหัวมุมแยกใกล้บ้านต้นหอม... เงาทมิฬของชายสามคนในชุดมอซอที่ยืนสูบบุหรี่ขวางทางเดินอยู่ทำให้ต้นหอมรู้สึกใจคอไม่ดี หนึ่งในนั้นพ่นควันบุหรี่ออกมาพลางเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “เฮ้ย! ไอ้เตอร์... นี่มึงควงแฟนมาอวดเหรอวะ?” ไม่พูดเปล่า มันยังเอื้อมมือที่ดูหยาบกร้านหมายจะสัมผัสแก้มใสของต้นหอมอย่างถือวิสาสะ สายตาที่มันมองมาเต็มไปด้วยความหยาบคายจนต้นหอมเผลอกลั้นหายใจด้วยความกลัว “เพี๊ยะ!!!” เตอร์ปัดมือหยาบนั้นออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังฉาด แรงปัดนั้นมากพอที่จะทำให้มือของอีกฝ่ายกระเด็นไปตามแรงเหวี่ยง พร้อมกับที่เขาวาดแขนแข็งแรงดันร่างของต้นหอมให้ไปหลบอยู่ด้านหลังแผ่นหลังกว้างของตนอย่างรวดเร็ว แผ่นหลังที่ต้นหอมเคยเห็นว่ากว้าง บัดนี้กลับดูเหมือนกำแพงเหล็กที่ไม่มีใครสามารถฝ่าเข้าไปได้ “ฮ่าๆ... น่ารักนี่หว่า ขาวจั๊วะเลยว่ะ” พวกมันหัวเราะร่วนอย่างไม่สะทกสะท้าน “แต่กูว่ามึงอย่าเผลอแล้วกัน เพราะถ้ามึงเผลอเมื่อไหร่ กูจะจีบเด็กมึงให้ดูว่าใครมันจะแน่กว่ากัน” เตอร์ยืนนิ่งประจันหน้า อกแกร่งกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะอารมณ์ที่เดือดดาล เขาจ้องมองพวกมันด้วยสายตาที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลก ก่อนจะเค้นเสียงรอดไรฟันเน้นหนักในทุกพยางค์ “มึง... อย่า-เสือก-ยุ่ง-กับ-คน-ของ-กู!!!” น้ำเสียงดุดันแฝงอำนาจทำให้พวกนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อนความยำเกรง “วันนี้พวกกูจะไม่ทำอะไรมึงเพราะเห็นว่ามากับเด็ก แต่จำไว้... วันไหนมึงมาคนเดียว กูไม่ปล่อยมึงไว้แน่ ระวังตัวให้ดีนะเด็กมึงน่ะ อย่าเผลอละ...” “ถ้ามึงยุ่งกับคนของกูเมื่อไหร่ กูก็ไม่เอามึงไว้เหมือนกัน” เตอร์สวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิทแต่เปี่ยมไปด้วยรังสีฆ่าฟัน จนกลุ่มชายเหล่านั้นต้องยอมถอยฉากเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและความกดดันที่ยังคงกรุ่นอยู่ในอากาศ เตอร์ถอนหายใจยาวเหมือนต้องการขับไล่อารมณ์คุกรุ่นทิ้งไป ก่อนจะหันมาหาต้นหอม แววตาที่เคยแข็งกร้าวและดุดันเมื่อครู่กลับอ่อนแสงลงอย่างรวดเร็ว มือหนายกขึ้นลูบท้ายทอยตัวเองแก้เก้อ ท่าทางคุกคามหายไปเหลือเพียงไอ้เสือตัวโตที่พยายามทำตัวให้เล็กลงต่อหน้าคนสำคัญ “กูขอโทษนะที่ทำให้มึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างจริงใจ ต้นหอมมองหน้าเตอร์แล้วระบายยิ้มบางๆ อย่างใจเย็น เขาสัมผัสได้ว่าลึกๆ แล้วเตอร์ไม่ใช่คนเลวร้าย แค่โลกที่เขาอยู่มันบังคับให้เขาต้องร้าย “ไม่เป็นไร... แต่เราอยากให้เธอเลิกยุ่งกับเรื่องพวกนี้ได้ไหม? เราไม่อยากเห็นเธอมีเรื่องกับใครเลย” เตอร์นิ่งไปอึดใจ เขาจ้องลึกลงไปในแววตาห่วงใยของคนตรงหน้าก่อนจะพยักหน้ารับคำหนักแน่น “กูจะพยายาม... เพื่อมึง” จังหวะที่ความเงียบเริ่มทำหน้าที่ของมัน ท่ามกลางแสงไฟสลัวริมทางที่ทำให้บรรยากาศเริ่มมวลไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง เตอร์ก็เอ่ยขึ้นทำลายความประหม่า เขากระแอมเบาๆ ในลำคอหนึ่งที “พรุ่งนี้วันเสาร์... ว่างไหม? ไปดูหนังกับกูนะ” ต้นหอมแสร้งทำเป็นคิดหนักพลางข่มใจที่เต้นรัวจนแทบจะทะลุอก เขาแอบเห็นปลายนิ้วของเตอร์ขยับยิกๆ เหมือนคนกำลังลุ้นผลสอบ “เรา... ขอคิดดูก่อนนะ” “คิดนานป่ะ? ถ้าคิดนานกูจะไปนั่งรอหน้าบ้านตั้งแต่หกโมงเช้าเลยนะ” เตอร์ขู่เสียงพึมพำแต่กลับซ่อนรอยยิ้มไว้ไม่มิด ต้นหอมไม่ได้ตอบอะไรนอกจากเดินหนีเข้าบ้านไปพร้อมกับใบหน้าที่ร้อนผ่าว ทิ้งให้เตอร์ยืนยิ้มกว้างอยู่คนเดียวใต้แสงไฟริมถนน... ค่ำคืนวันศุกร์ ภายในห้องนอนที่เงียบสงัด มีเพียงแสงสว่างรำไรจากโคมไฟหัวเตียง ต้นหอมนอนกลิ้งไปมาบนที่นอน พลางเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างหมอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใจหนึ่งก็รอคอย แต่อีกใจก็แอบหวั่นไหวกับความรู้สึกที่เริ่มก่อตัว ติ่ง! เสียงแจ้งเตือนสั้นๆ ดังขึ้นพร้อมกับหน้าจอที่สว่างวับ หัวใจของคนตัวเล็กกระตุกวูบเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนแถบแจ้งเตือน เตอร์ : “สรุป... มึงจะไปกับกูไหม?” ต้นหอมเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาประคองไว้ พิมพ์ข้อความแล้วก็ลบ พิมพ์ใหม่แล้วก็ลบอยู่อย่างนั้น รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าเมื่อนึกถึงท่าทางจริงจังของคนชวนตอนอยู่ที่หน้าบ้าน สุดท้ายเขาก็กลั้นใจพิมพ์ตอบกลับไป ต้นหอม : “ไปก็ได้” เพียงไม่กี่วินาที สถานะการอ่านก็ขึ้นทันที ราวกับว่าอีกฝ่ายเองก็ถือโทรศัพท์รอคำตอบอยู่เช่นกัน เตอร์ : “ดี เดี๋ยวกูไปรับหน้าบ้านนะ” เตอร์ : “อย่านอนดึกนักล่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้หน้าเป็นแพนด้า” ต้นหอมขำพรืดกับข้อความกวนๆ นั้น เขาตอบกลับด้วยสติกเกอร์หน้าบึ้งไปหนึ่งที ก่อนจะวางโทรศัพท์แนบกับอกด้วยความรู้สึกอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูก คืนนี้... ดูเหมือนจะเป็นคืนที่เขานอนหลับฝันดีที่สุดในรอบหลายเดือนเลยทีเดียว เช้าวันเสาร์เข็มนาฬิกายังไม่ทันจะบอกเวลาที่นัดหมายดี แต่ร่างสูงของเตอร์ก็มาหยุดรออยู่หน้าประตูบ้านของต้นหอมเสียแล้ว วันนี้เขาอยู่ในลุคที่ดูแปลกตาไปจากชุดนักเรียนหรือชุดกีฬาที่เคยเห็น เสื้อยืดสีดำตัวเก่งขับเน้นช่วงไหล่กว้าง รับกับกางเกงยีนส์สีเข้มที่มีรอยขาดตรงเข่าเพิ่มความเท่สไตล์ดิบๆ แม้ใบหน้าคมจะพยายามรักษามาดมั่นใจเอาไว้ แต่ปลายนิ้วที่เคาะลงบนขาตัวเองเป็นจังหวะรัวเร็ว ก็บ่งบอกว่าคนคูลๆ อย่างเขากำลังตื่นเต้นไม่น้อย ทางด้านหลังบานประตู ต้นหอมส่องกระจกเช็กความเรียบร้อยเป็นรอบที่สิบ เขาจงใจเลือกเสื้อยืดสีชมพูอ่อนที่คิดว่าดูเข้ากับตัวเองที่สุดมาแมตช์กับกางเกงขาสั้นสีเทา ใบหน้าหวานซับสีระเรื่อจากการที่ต้องตั้งใจแต่งตัวมากเป็นพิเศษเพื่อ 'เดต' ครั้งแรก ทันทีที่ประตูบ้านเปิดออก ลมจืดชืดยามเช้าก็พลันสดใสขึ้นมาในสายตาของคนรอ เตอร์ถึงกับนิ่งค้างไปเมื่อเห็นคนตัวเล็กก้าวออกมา แสงแดดอ่อนๆ ที่ตกกระทบผิวขาวผ่องและรอยยิ้มขัดเขินของต้นหอม ทำให้เตอร์รู้สึกเหมือนถูกหมัดฮุกเข้าที่กลางใจอย่างจัง เขาเผลอจ้องมองภาพตรงหน้าตาค้าง ราวกับตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกวินาทีที่ผ่านไป “นี่... จะยืนจ้องอีกนานมั้ย ไปกันยัง?” ต้นหอมเดินเข้าไปใกล้พลางเอื้อมมือมาสะกิดไหล่หนาเบาๆ เพื่อเรียกสติ ตลอดการเดินทางบนรถเมล์ เตอร์เลือกที่นั่งด้านในแล้วให้ต้นหอมนั่งริมหน้าต่าง แม้จะไม่มีคำพูดอะไรกันมากมาย แต่สายตาของเตอร์ก็คอยชำเลืองมองคนข้างๆ อยู่ตลอด จนกระทั่งทั้งคู่มาถึงจุดหมาย เมื่อก้าวเข้ามาภายในห้างสรรพสินค้าที่เย็นฉ่ำ ต้นหอมตั้งท่าจะหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาเตรียมตัว แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เปิดซิป ร่างสูงข้างๆ ก็ก้าวพรวดเข้าไปที่หน้าเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วหนังเสียก่อน “สองที่ครับ... แล้วเอาป๊อปคอร์นชุดใหญ่ที่สุดด้วย” เตอร์สวมวิญญาณป๋า สั่งทุกอย่างเสร็จสรรพพร้อมกับวางธนบัตรลงบนเคาน์เตอร์อย่างรวดเร็วโดยไม่ยอมให้ต้นหอมได้ควักเงินแม้แต่บาทเดียว “เฮ้ยเตอร์! เดี๋ยวเราช่วยออกสิ มันแพงนะ” ต้นหอมรีบประท้วงพลางพยายามจะแทรกตัวเข้าไปจ่าย “ไม่ต้อง... วันนี้กูเลี้ยง บอกแล้วไงว่าอยากรับผิดชอบที่ทำให้มึงเจ็บตัว” เตอร์หันมาสบตาแล้วใช้แผ่นหลังกว้างบังทางไว้ไม่ให้ต้นหอมเข้าถึงตัวพนักงาน “เก็บเงินมึงไว้เหอะ เอาไว้ซื้อขนมกินวันหลัง... วันนี้อยู่เฉยๆ ก็พอ” รอยยิ้มมุมปากที่ดูอบอุ่นกว่าทุกวันทำเอาต้นหอมเถียงไม่ออก เขาได้แต่ยืนถือตั๋วหนังใบยาวพลางมองตามคนตัวโตที่เดินไปรอรับถุงป๊อปคอร์นใบยักษ์ด้วยหัวใจที่เริ่มเต้นผิดจังหวะอีกครั้ง ภายในโรงหนังที่มืดมิดและอบอวลไปด้วยกลิ่นป๊อปคอร์นหอมกรุ่น ความตื่นเต้นของทั้งคู่ดูจะชัดเจนขึ้นท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงเสียงระบบเสียงรอบทิศทาง แสงสลัวที่วูบวาบจากจอภาพยนตร์สะท้อนให้เห็นเสี้ยวหน้าของกันและกัน เตอร์ค่อยๆ เอื้อมมือหนาไปตามพนักวางแขน ก่อนจะทาบทับและกุมมือเรียวของต้นหอมไว้อย่างช้าๆ สัมผัสอุ่นจัดที่สัมผัสลงมาทำให้ต้นหอมสะดุ้งเล็กน้อย แต่เขากลับไม่ได้ปัดป้อง ซ้ำยังยอมปล่อยให้ปลายนิ้วของทั้งคู่สอดประสานกันอย่างเงียบเชียบ “จับมือเราทำไม?” ต้นหอมเอียงหน้าไปกระซิบถามเสียงแผ่ว พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น “กูแค่อยากให้มึงรู้ว่า... กูอยู่ตรงนี้นะ” เตอร์ตอบกลับด้วยเสียงทุ้มต่ำที่ก้องอยู่ในโสตประสาท พลางกระชับมือแน่นขึ้นราวกับจะย้ำคำพูดนั้น ในจังหวะที่ตัวละครบนจอกำลังส่งยิ้มให้กันอย่างมีความสุข แสงไฟจากจอภาพยนตร์สว่างวาบขึ้นพอดี เตอร์จึงหันมาสบตากับต้นหอมในความมืด แววตาของเขาในตอนนี้ไม่มีวี่แววของความดุดันเหลืออยู่เลย “มึงรู้ไหม... กูชอบเวลาที่มึงยิ้มแบบนี้ที่สุดเลยว่ะ” “ก็... เราไม่ได้ตั้งใจจะยิ้มซะหน่อย มืดขนาดนี้เธอยังจะเห็นอีกเหรอ” ต้นหอมแก้เก้อพลางก้มหน้าหนีสายตาคม “มึงโกหกกูไม่พ้นหรอก... กูเห็นหมดนั่นแหละ” เตอร์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวใจที่ทำให้คนฟังรู้สึกหน้าร้อนผ่าวไปหมด เวลาผ่านไปจนกระทั่งภาพยนตร์จบลงพร้อมกับเสียงเพลงเครดิตที่ดังขึ้น ผู้คนรอบข้างเริ่มขยับตัวลุกออกไป แต่ทั้งคู่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม มือที่กุมกันไว้ยังคงแนบแน่น ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนอยู่แค่ตรงที่นั่งสองตัวนี้ ในความสลัวที่กำลังจะหายไป เตอร์หันมามองคนข้างกายอีกครั้ง “ขอบคุณนะ... ที่ยอมมาดูหนังกับกูวันนี้” “เราก็ขอบคุณเหมือนกัน... ที่ชวนเรามา” ต้นหอมตอบพลางสบตาตอบกลับด้วยความหมายที่ลึกซึ้งไม่แพ้กัน เมื่อแสงไฟในโรงหนังค่อยๆ สว่างขึ้นจนเห็นใบหน้าของกันและกันชัดเจน ทั้งคู่ต่างแย้มยิ้มออกมาพร้อมกัน เป็นยิ้มที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและคำมั่นสัญญาที่ไม่ได้พูดออกมา แต่กลับรับรู้ได้ด้วยใจว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้... กำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างสวยงามจริงๆบทที่ 9 เป็นแฟนกันนะหลังจากก้าวพ้นความพลุกพล่านของห้างสรรพสินค้า ทั้งคู่จูงมือกันเดินลัดเลาะมาจนถึงสวนสาธารณะที่เงียบสงบ แสงไฟสีนวลตาตามทางเดินสาดกระทบใบไม้เกิดเป็นเงาวูบวาบ บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความสลัวที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะเตอร์หยุดเดินกะทันหัน เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่เหมือนกำลังรวบรวมความกล้าครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต ก่อนจะเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่สั่นเครือ“กู... มีเรื่องอยากจะคุยกับมึงหน่อย”ต้นหอมหยุดฝีเท้าตามพลางเลิกคิ้วมองอย่างสงสัยในท่าทีที่เปลี่ยนไป “มีเรื่องอะไรจะคุยกับเราเหรอ? ทำไมหน้าเครียดจัง”ร่างสูงไม่ได้ตอบในทันที เขาขยับก้าวเข้ามาหาจนระยะห่างลดน้อยลง ดวงตาคมกริบที่มักจะดูดุดัน บัดนี้กลับสั่นไหวและฉายแววจริงจังจนต้นหอมรู้สึกหายใจติดขัด“กูไม่รู้จะพูดยังไงให้มึงเข้าใจหมด แต่วันนี้กูแน่ใจแล้ว...” เตอร์เว้นวรรคไปอึดใจหนึ่งเพื่อรวบรวมความกล้า“กูชอบมึงว่ะต้นหอม ชอบ... มากกว่าที่เพื่อนเขาชอบกัน”คำสารภาพที่ตรงไปตรงมาและไม่มีการอ้อมค้อมทำเอาต้นหอมนิ่งงันไปเหมือนถูกสาป ความร้อนวูบวาบพุ่งขึ้นสู่ใบหน้าจนห้ามไม่อยู่ เขาทำอะไรไม่ถูกจนต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื
บทที่ 8 มีเรื่อง... แต่ก็มีความหวังหลังจากลิ้มรสความหวานละมุนของเค้กช็อกโกแลตจนหมดจาน ต้นหอมก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นอย่างบอกไม่ถูก เขาลุกขึ้นยืนเตรียมจะเดินกลับบ้านตามลำพังเหมือนทุกวัน ทว่าร่างสูงของเตอร์กลับก้าวมาดักหน้าไว้ด้วยสีหน้านิ่งสนิท แววตาคมกริบคู่นั้นดูจริงจังจนน่าประหลาด“กูไปส่งมึงดีกว่า” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น เป็นน้ำเสียงเชิงคำสั่งที่ไม่ได้เปิดช่องว่างให้ปฏิเสธ“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราเดินกลับเองได้ ใกล้นิดเดียว” ต้นหอมท้วง“ไม่เอา... กูจะไปส่ง” เตอร์ย้ำคำเดิมพลางคว้ากระเป๋าของต้นหอมไปถือไว้เองเสียดื้อๆ สุดท้ายคนตัวเล็กก็ได้แต่เดินตามแรงดึงดูดของอีกฝ่ายไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ทั้งสองเดินเคียงข้างกันไปบนถนนที่เริ่มถูกปกคลุมด้วยความมืด แสงไฟถนนสีส้มสลัววาววับสะท้อนหยดน้ำค้างบนพื้น ท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีหมึกตัดกับเสียงเครื่องยนต์และฝีเท้าของผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา บรรยากาศรอบตัวดูนิ่งสงบจนกระทั่งถึงหัวมุมแยกใกล้บ้านต้นหอม...เงาทมิฬของชายสามคนในชุดมอซอที่ยืนสูบบุหรี่ขวางทางเดินอยู่ทำให้ต้นหอมรู้สึกใจคอไม่ดี หนึ่งในนั้นพ่นควันบุหรี่ออกมาพลางเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน“เฮ้ย
บทที่ 7 ความรู้สึกที่เริ่มสั่นไหวเช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอ่อนละมุนที่ลอดผ่านม่านหน้าต่างห้องนอนของต้นหอม เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วสอดประสานกับเสียงใบไม้ไหวตามแรงลมพัดเอื่อย บรรยากาศภายนอกดูสงบและสดชื่นผิดกับภายในใจของต้นหอมที่ยังคงว้าวุ่นไม่หยุดเขานั่งเหม่ออยู่บนเตียง สายตาจับจ้องออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย ในหัวมีแต่ภาพเหตุการณ์เมื่อวานวนเวียนอยู่ซ้ำ ๆ ทั้งตอนที่เตอร์พาไปกินไอศกรีม และจังหวะที่นิ้วหนาบรรจงเช็ดมุมปากให้เขาอย่างแผ่วเบา ท่าทางกวนประสาทที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนที่ไม่เคยสัมผัสจากใครมาก่อน ทำให้หัวใจของต้นหอมเต้นผิดจังหวะอย่างน่าประหลาด“นี่ฉันกำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย...” เขาพึมพำกับตัวเองพลางใช้หมอนปิดหน้า พยายามผลักไสความรู้สึกซับซ้อนนี้ออกไป แต่มันกลับยิ่งชัดเจนและหนักแน่นขึ้นทุกทีเมื่อก้าวเท้าออกจากรั้วบ้าน ต้นหอมก็ต้องชะงักกึก เมื่อเห็นร่างสูงที่คุ้นตาในชุดนักเรียนยืนพิงกำแพงรออยู่ รอยยิ้มบาง ๆ ที่หาดูได้ยากแต้มอยู่บนใบหน้าคมคายของเตอร์“เฮ้ย! มาทำอะไรตรงนี้เนี่ย?” ต้นหอมถามด้วยความตกใจผสมปนเปกับความสงสัย เขามองร่างสูงที่ยืนอยู่ แสงแดดยามเช้าที่ตกกระทบใบหน้าคมทำให
บทที่ 6 บอลเดือดบรรยากาศที่สนามฟุตบอลหลังตึกเรียนยามบ่าย อบอวลไปด้วยไอแดดที่ร้อนระอุจนผิวแทบไหม้ แต่ความร้อนแรงของอากาศยังสู้ความดุเดือดในสนามไม่ได้ เสียงโห่ร้องและเสียงเชียร์จากนักเรียนหลายสิบชีวิตดังระงม บ่งบอกว่าการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรระหว่างห้องกำลังเข้มข้นถึงขีดสุดท่ามกลางผู้เล่นนับสิบคน ‘เตอร์’ โดดเด่นขึ้นมาในชุดเสื้อยืดสีกรมท่าที่บัดนี้เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบไปกับแผ่นหลังกว้าง เขาเคลื่อนไหวอย่างทรงพลัง วิ่งไล่บอลด้วยสีหน้าจริงจังขึงขัง นัยน์ตาคมกริบจดจ่ออยู่กับเกมจนดูเหมือนโลกทั้งใบของเขามีเพียงลูกฟุตบอลกลมๆ ลูกเดียว โดยไม่สนเสียงกรี๊ดของสาวๆ ข้างสนามที่ดังขึ้นทุกครั้งยามที่เขาเลี้ยงหลบคู่แข่งอย่างเหนือชั้นที่ขอบรั้วฝั่งตรงข้าม ‘ต้นหอม’ ยืนกำรั้วเหล็กแน่นจนมือชื้นเหงื่อ แม้เขาจะพยายามบอกเพื่อนที่ยืนข้างๆ ว่า “แค่ออกมาเดินเล่นแก้เบื่อ” แต่สายตาเรียวกลับไม่เคยละไปจากร่างสูงในสนามได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว ทุกจังหวะที่เตอร์ขยับกาย หัวใจของเขาก็ดูเหมือนจะเต้นตามจังหวะนั้นไปด้วย“เตอร์เวลาเล่นบอลดูดีชะมัดเลยว่าไหมมึง... เท่อย่างกับคนละคนกับตอนนั่งหลังห้องเลย”เสียงเพื่อนสนิทที่
บทที่ 5 วันที่ฝนตกเช้าวันนี้ท้องฟ้าเบื้องบนถูกปกคลุมด้วยม่านเมฆสีตะกั่วครึ้มมาตั้งแต่รุ่งสาง เสียงฟ้าร้องครืนแว่วดังมาจากเส้นขอบฟ้า ลมเย็นที่หอบเอาความชื้นแฉะพัดผ่านเข้าทางหน้าต่าง ชวนให้รู้สึกขี้เกียจจนอยากจะซุกตัวอยู่ในผ้าห่มให้นานกว่านี้ ‘ต้นหอม’ เดินลากเท้าเข้ามาในห้องเรียนด้วยท่าทางอิดโรย ดวงตาเรียวใสดูปรือปรอยพลางบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ“โอ๊ย... ง่วงชะมัดเลย”เขากระชับสายกระเป๋านักเรียนแน่น ในหัวนึกตำหนิตัวเองที่เมื่อคืนเผลอไผลนั่งดูซีรีส์ยาวจนดึกดื่น พอต้องมาเจออากาศขมุกขมัวแบบนี้ สติของเขาแทบจะหลุดลอยไปตั้งแต่นาทีแรกที่ก้าวเข้าโรงเรียนที่มุมหน้าต่างที่ประจำ เตอร์นั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางเสียบหูฟังฟังเพลงอย่างสบายอารมณ์ สายตาคมจ้องมองออกไปข้างนอกที่มีแต่เงาเมฆหม่นเศร้าพาดผ่านท้องฟ้า เขาดูตัดขาดจากเสียงเอะอะของเพื่อนในกลุ่มที่กำลังถกเถียงเรื่องเกมกันอย่างออกรส ทว่าพอหันมาเห็นร่างโปร่งที่เดินหน้ายุ่งเข้ามาในคลองสายตา เขาก็เอ่ยทักขึ้นทันทีโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้วางกระเป๋าลงบนโต๊ะ“เดี๋ยวฝนตกแน่” น้ำเสียงทุ้มเรียบนั้นดึงความสนใจของต้นหอมไปได้ทันทีต้นหอมหยุดกึกพลางเลิกคิ้วมองอ
บทที่ 4 นมรสสตอเบอรี่แสงจันทร์นวลตาลอดผ่านผ้าม่านสีอ่อนในห้องนอนที่เงียบสงบ ต้นหอมทิ้งตัวลงบนเตียงกว้างหลังจากจัดการกิจวัตรประจำวันจนเสร็จสิ้น กลิ่นสบู่อ่อนๆ จากการอาบน้ำช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เขากลิ้งตัวไปมาบนฟูกนุ่มพลางถอนหายใจยาวทิ้งความเหนื่อยล้าของวัน มือเรียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันยอดฮิต เลื่อนหน้าจอไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับโพสต์โฆษณาชิ้นหนึ่ง‘นมรสสตรอเบอร์รี่รสใหม่นำเข้า กลิ่นหอมหวานละมุน มีจำหน่ายเฉพาะบางสาขาเท่านั้น!’ภาพนมกล่องสีชมพูหวานแหววดูน่าลิ้มลองจนต้นหอมอดไม่ได้ที่จะตาโต ประกายในดวงตาเรียวใสกลับมาสดใสอีกครั้ง เขาเป็นพวกแพ้อะไรที่เป็นรสสตรอเบอร์รี่อยู่แล้ว ยิ่งหาซื้อยากเขายิ่งอยากลอง ปลายนิ้วรีบกดแชร์โพสต์ลงในสตอรี่ส่วนตัวทันที พร้อมแคปชั่นสั้นๆ ว่า“นมรสนี้น่าลองจัง แต่ท่าทางจะหายากสุดๆ เลยแฮะ” พ่วงด้วยอีโมจิรูปหน้าแมวร้องไห้หนึ่งตัวเขาไม่ได้คาดหวังให้ใครมาตอบ แค่โพสต์บ่นไปตามประสา ก่อนจะวางโทรศัพท์ไว้ข้างหมอนแล้วจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา พร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่ยังค้างอยู่บนใบหน้าขณะเข้าสู่ห้วงฝันโดยไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนกำลังจ
![What is a divorce? [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




![หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

![เกือบหอบลูกหนีเพราะสามีไม่รัก[PWP]-Omegaverse](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)