Masukบทที่ 5 วันที่ฝนตก
เช้าวันนี้ท้องฟ้าเบื้องบนถูกปกคลุมด้วยม่านเมฆสีตะกั่วครึ้มมาตั้งแต่รุ่งสาง เสียงฟ้าร้องครืนแว่วดังมาจากเส้นขอบฟ้า ลมเย็นที่หอบเอาความชื้นแฉะพัดผ่านเข้าทางหน้าต่าง ชวนให้รู้สึกขี้เกียจจนอยากจะซุกตัวอยู่ในผ้าห่มให้นานกว่านี้ ‘ต้นหอม’ เดินลากเท้าเข้ามาในห้องเรียนด้วยท่าทางอิดโรย ดวงตาเรียวใสดูปรือปรอยพลางบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ “โอ๊ย... ง่วงชะมัดเลย”เขากระชับสายกระเป๋านักเรียนแน่น ในหัวนึกตำหนิตัวเองที่เมื่อคืนเผลอไผลนั่งดูซีรีส์ยาวจนดึกดื่น พอต้องมาเจออากาศขมุกขมัวแบบนี้ สติของเขาแทบจะหลุดลอยไปตั้งแต่นาทีแรกที่ก้าวเข้าโรงเรียน ที่มุมหน้าต่างที่ประจำ เตอร์นั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางเสียบหูฟังฟังเพลงอย่างสบายอารมณ์ สายตาคมจ้องมองออกไปข้างนอกที่มีแต่เงาเมฆหม่นเศร้าพาดผ่านท้องฟ้า เขาดูตัดขาดจากเสียงเอะอะของเพื่อนในกลุ่มที่กำลังถกเถียงเรื่องเกมกันอย่างออกรส ทว่าพอหันมาเห็นร่างโปร่งที่เดินหน้ายุ่งเข้ามาในคลองสายตา เขาก็เอ่ยทักขึ้นทันทีโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้วางกระเป๋าลงบนโต๊ะ “เดี๋ยวฝนตกแน่” น้ำเสียงทุ้มเรียบนั้นดึงความสนใจของต้นหอมไปได้ทันที ต้นหอมหยุดกึกพลางเลิกคิ้วมองอย่างกวนๆ มือหนึ่งยังคงกำสายกระเป๋าเป้ไว้แน่น “อ้าว... นี่เรามีพยากรณ์อากาศส่วนตัวเคลื่อนที่อยู่ในห้องด้วยเหรอเนี่ย” เตอร์ปรายสายตามองกลับพลางกระตุกยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ดูเหนือกว่าเหมือนเขากำลังถือไพ่ตาย “ไม่ต้องเป็นพยากรณ์อากาศก็รู้ได้... หัดใช้สายตาสังเกตโลกภายนอกบ้าง ไม่ใช่จ้องแต่หนังสือ” “ดูออกหรอกน่า แต่ไม่ต้องทำหน้าเหมือนรู้ทุกอย่างบนโลกขนาดนั้นก็ได้” ต้นหอมบ่นอุบพลางทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะข้างๆ เขาแสร้งขยับสมุดหนังสือบนโต๊ะแก้เก้อเพื่อหลบสายตาคมที่ดูเหมือนจะอ่านใจเขาออก “ก็เพราะกูรู้... กูถึงบอกมึงไง”เตอร์พูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับความกวนลงแต่เพิ่มความหนักแน่นขึ้นอย่างประหลาด ก่อนจะหันกลับไปสนใจกลุ่มเมฆสีตะกั่วข้างนอกตามเดิม ทิ้งให้ต้นหอมนั่งทำหน้ายงโย่ยงหยกด้วยความหมั่นไส้ เขาพยายามตีความหมายของประโยคเมื่อครู่จนหัวหมุน ท่าทางที่ดู ‘รู้ดี’ ไปซะทุกเรื่องของเตอร์มันน่าหมั่นไส้พอๆ กับเสียงฟ้าร้องครวญครางที่ดังแว่วมาแต่ไกล ต้นหอมละสายตาจากแผ่นหลังกว้าง พยายามรวบรวมสมาธิที่กระจัดกระจายกลับมาที่บทเรียน ทว่ากลิ่นไอฝนที่เริ่มโชยมากับลมเย็นกลับทำให้บรรยากาศในห้องเรียนดูเงียบงันและชวนให้ใจลอยอย่างบอกไม่ถูก ความเงียบนั้นถูกทำลายลงเมื่อครูประจำวิชาสังคมก้าวเข้ามาพร้อมกับแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดปึกใหญ่และคำประกาศที่ทำให้ทั้งห้องเริ่มวุ่นวาย “วันนี้ครูจะให้จับคู่ทำโปสเตอร์สรุปบทเรียน กลุ่มละสองคนเท่านั้นนะจ๊ะ... เริ่มหาคู่กันได้เลย!”สิ้นเสียงประกาศ เพื่อนๆ ในห้องต่างพากันลุกพรวดพราดขยับเก้าอี้เข้าหากันอย่างรวดเร็ว เสียงเรียกชื่อเพื่อนสนิทดังระงมไปทั่วห้อง ต้นหอมที่เพิ่งย้ายมาใหม่ได้ไม่นานและยังไม่มีกลุ่มเพื่อนที่สนิทใจด้วยนั่งนิ่งอยู่กับที่ เขาแอบมองไปรอบๆ และพบว่าทุกคนต่างจับคู่กันไปหมดเรียบร้อยแล้ว เขาลอบถอนหายใจพลางเบนสายตาไปทางซ้าย และนั่นเองที่ทำให้เขาสบเข้ากับดวงตาคมกริบของคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่าง... เตอร์เองก็ยังนั่งอยู่ที่เดิมด้วยท่าทางเกียจคร้าน ไม่ได้ขยับตัวไปหาใครเหมือนกัน “เอ้า! ใครที่ยังไม่มีคู่บ้าง?” ครูตะโกนถามพลางกวาดสายตามาที่หลังห้อง ต้นหอมเม้มริมฝีปากแน่น เมื่อตระหนักได้ว่าคนเดียวที่ยังว่างอยู่คือคนที่เขาเพิ่งจะเถียงด้วยเมื่อครู่ “โห... ไม่เอาอะครู” ต้นหอมหลุดปากออกมาด้วยความลืมตัว แววตาที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นฉายชัด “คิดว่ากูอยากทำกับมึงนักหรือไง” เตอร์สวนกลับทันควันพลางกอดอกมองขวาง ทว่าคำค้านของทั้งคู่กลับไร้ความหมายเมื่อครูเดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มใจดี “เหลือกันแค่สองคนพอดี ก็คู่กันไปนั่นแหละจ้ะต้นหอม ช่วยติวให้เตอร์หน่อยนะ ถือว่าครูขอ”สุดท้ายเด็กห้องเพชรกับหัวโจกห้องบ๊วยก็ต้องมานั่งสบตากันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ท่ามกลางเสียงลมพัดแรงจากนอกหน้าต่างที่ดูเหมือนจะเป็นลางบอกเหตุว่า โปสเตอร์แผ่นนี้... คงไม่ได้เสร็จสิ้นลงง่ายๆ แน่ ต้นหอมลอบถอนหายใจยาว ก่อนจะเป็นฝ่ายเริ่มขยับเก้าอี้และลากโต๊ะเข้าไปชิดกับโต๊ะของเตอร์ เสียงขาโต๊ะครูดกับพื้นดัง ครืด บ่งบอกถึงความไม่เต็มใจเล็กๆ ขณะที่เตอร์ยังคงนั่งทอดหุ่ย เอามือล้วงกระเป๋ามองดู ‘คู่หู’ จำเป็นด้วยสายตาอ่านยาก “เอ้า จะเริ่มได้ยัง ยืนบื้ออยู่ได้” เตอร์เลิกคิ้วกวนๆ “ก็รอเธอหยิบปากกาอยู่นี่ไง” ต้นหอมสวนกลับพลางแผ่แผ่นกระดาษขาวขนาดใหญ่ลงบนโต๊ะที่รวมกันและทันทีที่เริ่มวางโครงร่าง บรรยากาศรอบโต๊ะของทั้งคู่ก็เต็มไปด้วยเสียงถกเถียงที่ไม่หยุดหย่อนเหมือนฟ้าฝนข้างนอก เตอร์พยายามแย่งปากกามาร์กเกอร์สีดำมาถือไว้ พร้อมยืนยันหนักแน่นว่าโปสเตอร์ควรออกมาในโทนสีเข้มเรียบๆ เน้นความเท่ตามสไตล์เขา “สีดำกับเทานี่แหละมึง ดูสะอาดตาดี” เตอร์เอ่ยเสียงเรียบพลางเคาะปากกาเคมีสีดำในมือลงบนกระดาษอย่างเอาแต่ใจ สายตามองว่าความเรียบง่ายคือที่สุดของงานวิชาการสำหรับเขา “ไม่ได้! นี่งานวิชาสังคมนะเตอร์ มันต้องดูสดใส มีชีวิตชีวา ข้อมูลต้องแน่นๆ สิ” ต้นหอมค้านเสียงแข็ง เขาขมวดคิ้วมุ่ยพลางเอื้อมมือไปคว้ากล่องปากกาสีพาสเทลออกมาวางเรียงรายจนเต็มโต๊ะ เหมือนกำลังจะจัดทัพเข้าสู้ “เราต้องใช้สีที่ดึงดูดสายตาคนอ่าน ไม่ใช่ทำเหมือนป้ายประกาศจับ” ต้นหอมจิกกัดเบาๆ พร้อมกับถลึงตาใส่คนตัวโตที่นั่งทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว “กูว่ามันดูรกว่ะมึง” เตอร์บ่นอุบพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เขาหยิบแผ่นร่างแบบในมือต้นหอมขึ้นมาพิจารณาแล้วทำหน้าเหยเกเหมือนคนกำลังกินของเปรี้ยว “เราว่ามันไม่ได้รกนะ มันเรียกว่าว่าคอมเพล็กซ์ต่างหาก สวยออก” ต้นหอมเถียงกลับทันควันพลางดึงกระดาษคืนมาวางไว้ตรงหน้าตัวเองอย่างหวงแหน พร้อมกับเชิดหน้าขึ้นนิดๆ อย่างมั่นใจในรสนิยมของตัวเอง ท่าทางดื้อรั้นนั้นทำให้เตอร์เผลอพ่นลมหายใจสั้นๆ ออกมาคล้ายจะขำแต่ก็ยังรักษาฟอร์ม เพื่อนกลุ่มข้างๆ เริ่มแอบสะกิดกันดูแล้วยิ้มขำ เพราะดูเหมือนคนคู่นี้จะสามารถเถียงกันเรื่องโทนสีและขนาดตัวอักษรได้เป็นครึ่งค่อนชั่วโมงโดยไม่มีใครยอมใคร สุดท้ายเมื่อเถียงจนเริ่มเหนื่อย เตอร์จึงถือวิสาสะคว้าปากกาตัดเส้นจากมือต้นหอมไปเสียดื้อๆ “เออๆ เลิกบ่นได้แล้ว เดี๋ยวทำไม่ทัน... เอามานี่” ต้นหอมที่กำลังจะอ้าปากเถียงต่อกลับต้องเบิกตากว้างและเงียบกริบลงทันที เมื่อเห็นปลายปากกาในมือหนาของเตอร์เริ่มจรดลงบนกระดาษ ร่างสูงวาดเส้นสายประกอบและลวดลายตกแต่งได้อย่างวิจิตรบรรจงเกินคาด เส้นที่วาดออกมานั้นคมชัด สม่ำเสมอ และมีสัดส่วนแม่นยำจนคนมองแอบทึ่งในใจ ใครจะไปคิดว่ามือที่ดูเหมือนจะถนัดแต่การกำหมัดปะทะกับคนอื่น จะสามารถถ่ายทอดงานศิลปะออกมาได้นุ่มนวลและเป๊ะขนาดนี้ “ก็... พอใช้ได้นะ” ต้นหอมพึมพำเสียงแผ่ว พยายามรักษาฟอร์มทั้งที่แววตายังคงเป็นประกายด้วยความทึ่ง “ปากไม่ตรงกับใจเลยนะมึงน่ะ... ถ้าพอใช้ได้ แล้วที่มึงจ้องจนตาค้างเมื่อกี้เรียกว่าอะไร” เตอร์เอ่ยขัดขึ้นอย่างรู้ทัน เขาหันมามองขวางใส่คนปากแข็งที่พยายามทำเป็นนิ่ง ทั้งที่แววตามันฟ้องไปหมดแล้ว ต้นหอมหน้าร้อนวาบ ความร้อนนั้นลามไปจนถึงลำคอ เขารีบก้มหน้าลงจัดการกองปากกาสีบนโต๊ะกลบเกลื่อน มือไม้ดูเก้งก้างขึ้นมาทันทียามต้องพยายามเก็บของใส่กล่องทั้งที่นิ้วสั่นน้อยๆ “ก็... ก็แค่แปลกใจเฉยๆ ว่าคนอย่างเธอวาดรูปเป็นด้วย” “คนอย่างกูมันทำไม?” เตอร์เลิกคิ้วถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูท้าทาย พลางจงใจขยับเก้าอี้เข้าหาจนหัวไหล่หนาเบียดเข้ากับไหล่บางของอีกฝ่ายอย่างสนิทสนม “คนอย่างกูก็มีมุมที่มึงยังไม่รู้อีกเยอะ... อยากลองดูป่ะล่ะ” เขาจงใจลดเสียงลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบข้างหู พร้อมกับสายตาคมที่จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของต้นหอมเพื่อค้นหาคำตอบ คำพูดกำกวมกับสายตาคู่นั้นทำให้ต้นหอมไปไม่เป็น เหมือนสมองถูกสั่งให้หยุดทำงานกะทันหัน เขาทำได้เพียงฮึดฮัดใส่เพื่อซ่อนความประหม่า แล้วรีบคว้าแผ่นรายงานขึ้นมาบังหน้าพลางชวนคุยเรื่องงานต่อเสียงรัวเพื่อหนีจากสถานการณ์ชวนใจสั่นนั้น โดยที่หัวใจในอกยังคงเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมาข้างนอก เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงเย็น... ท้องฟ้าที่ตั้งเค้ามาตลอดวันก็เริ่มสำแดงฤทธิ์ เสียงฟ้าร้องครืนใหญ่ดังสนั่นเป็นสัญญาณเตือน ก่อนที่สายฝนจะเทกระหน่ำลงมาอย่างหนักจนม่านน้ำขาวโพลนไปทั่วบริเวณ ต้นหอมยืนเคว้งอยู่ใต้ชายคาหน้าอาคารเรียนเพียงลำพัง เขามองดูหยดน้ำที่ตกลงมาไม่ขาดสายพลางทำหน้าเซ็งสุดขีด มือเรียวล้วงเข้าไปควานหาในกระเป๋าเป้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ความว่างเปล่าก็ตอกย้ำว่าเขา 'ลืมเอาร่มมา' จริงๆ ความหนาวชื้นเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาปะทะตัวจนเขาต้องห่อไหล่เข้าหากัน ตึก... ตึก... เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังมาจากเบื้องหลังท่ามกลางเสียงฝนที่ตกกระทบพื้น พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงที่ถือร่มพับสีดำในมือ เตอร์เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า กลิ่นฝนและกลิ่นบุหรี่จางๆ จากเสื้อกันหนาวของเขาทำเอาบรรยากาศรอบตัวดูนิ่งสงบลง เขาไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากคำเดียวสั้นๆ “ไป” เขาพยักพะเยอหน้าไปทางหน้าโรงเรียนพลางกางร่มออกจนสุด ต้นหอมชี้นิ้วเข้าหาตัวเองอย่างงงๆ ดวงตาเรียวเบิกกว้างขัดกับใบหน้าที่ดูเลอะละอองฝน “หมายถึงเรา?” “แล้วตรงนี้มีหมาที่ไหนให้กูเดินไปส่งอีกล่ะ” เตอร์เลิกคิ้วถาม เขากระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างนึกขำในความบื้อของคนตรงหน้า “หรือจะยืนรอให้ฝนหยุดแล้วกลับบ้านตอนค่ำ? ตะคริวจะกินขาเอาซะก่อนนะมึง” แม้ในใจจะลังเล แต่ด้วยความหนาวเย็นที่เริ่มเกาะกินผิวหนังจนสั่นน้อยๆ ต้นหอมจึงยอมก้าวเท้าเข้าไปอยู่ภายใต้ร่มคันเดียวกันกับเตอร์ ทันทีที่เข้าใกล้ กลิ่นอายความร้อนจากร่างกายของคนตัวโตกว่าก็แผ่ซ่านออกมาจนต้นหอมรู้สึกอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด เตอร์ขยับร่มให้เอียงไปทางต้นหอมมากขึ้นจนไหล่ของเขาเริ่มเปียกฝนเสียเอง ทว่าเขากลับไม่สนใจซ้ำยังออกแรงเดินนำไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ทว่าระหว่างที่เดินเตอร์พยายามถือร่มไว้อย่างมั่นคง แต่ดูเหมือนเขาจะตั้งใจเอียงร่มไปทางคนตัวเล็กกว่าจนไหล่ข้างหนึ่งของเขาเองเริ่มเปียกโชก ทว่าเขากลับแกล้งบ่นเพื่อเรียกร้องความสนใจ “เฮ้ยเตอร์! เปียกแล้วเนี่ย เอียงร่มมาทางนี้หน่อยสิ” ต้นหอมโวยวายพลางพยายามเบียดตัวเข้าไปในพื้นที่จำกัดของร่มพับ “ก็มึงเดินห่างเอง มึงก็เดินเข้ามาใกล้ๆ กูกว่านี้ดิ” เตอร์พูดเสียงเรียบหน้าตาย สายตายังคงจดจ้องไปที่เส้นทางข้างหน้า ทว่าปลายหูเขากลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างผิดสังเกตขัดกับท่าทางนิ่งเฉยที่พยายามแสดงออก “ใกล้ไปเดี๋ยวคนอื่นเข้าใจผิดพอดี” ต้นหอมเถียงกลับหน้าร้อนผ่าว ความใกล้ชิดขนาดที่ไหล่แทบจะเกยกันทำเอาเขาวางตัวไม่ถูก เตอร์หลุดหัวเราะหึๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำนั้นสั่นสะเทือนมาถึงคนที่เดินเบียดกันอยู่ “คนจะเข้าใจผิด... แล้วมันผิดตรงไหนวะ?” คำพูดนั้นทำให้ต้นหอมชะงักไปชั่วครู่ หัวใจกระตุกสั่นจนเกือบก้าวขาไม่ออก เขาทำได้เพียงเมินหน้าไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาคมที่ดูเหมือนจะรอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ เมื่อเดินมาถึงแอ่งน้ำขังบนทางเท้า จู่ๆ เตอร์ก็กระชากแขนต้นหอมให้เบี่ยงออกทันทีเพื่อหลบน้ำที่กระเด็นจากรถที่แล่นผ่าน ร่างของต้นหอมถลันเข้าหาแผ่นอกกว้างอย่างไม่ทันตั้งตัว มือของเตอร์เย็นเยียบเพราะละอองฝนที่สาดซัด ทว่าสัมผัสที่กุมกระชับรอบข้อมือไว้นั้นกลับแน่นหนาและมั่นคงเสียจนต้นหอมรู้สึกอุ่นซ่านไปทั่วทั้งหัวใจ “เดินระวังหน่อยดิ... ถ้าเปียกไปมากกว่านี้กูไม่ช่วยจริงๆ ด้วย” เตอร์บ่นพึมพำขณะพยายามดึงคนตัวเล็กกว่าให้หลบแอ่งน้ำ แต่ถึงปากจะบ่น มือหนากลับยังคงกุมต้นแขนของต้นหอมไว้แน่นไม่ยอมปล่อยแม้แต่อึดใจเดียว จังหวะการก้าวเดินที่ล้อไปกับเสียงหยดน้ำกระทบผ้าร่มเริ่มช้าลงเมื่อทางข้างหน้าคือซอยบ้านที่คุ้นตาลมพายุที่เคยพัดแรงเริ่มสงบเหลือเพียงละอองฝนบางเบาที่โปรยปรายลงมาอย่างนุ่มนวล บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัด มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นแข่งกับเสียงน้ำหยดจากชายคา จนกระทั่งทั้งคู่มาหยุดยืนที่หน้าประตูรั้วบ้านไม้หลังเล็ก ภายใต้แสงไฟกิ่งสีส้มสลัวที่สะท้อนกับพื้นถนนเปียกแฉะ เตอร์หุบร่มลงช้าๆ เมื่อฝนเริ่มซาจนเกือบขาดสาย เขาเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาคมกริบที่เคยดูดุดันกลับโอนอ่อนลงขณะจ้องมองใบหน้าขาวที่เปื้อนละอองน้ำของคนตรงหน้า “คราวหน้าถ้าฝนตก... ทักมาบอกกูนะ เดี๋ยวไปส่ง”น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นนุ่มนวลกว่าปกติจนต้นหอมชะงักไปครู่หนึ่ง ใจมันสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้จนต้องแสร้งทำเป็นเลิกคิ้วสูงเพื่อกลบเกลื่อน “เหรอ... ใครอยากให้เธอไปส่งกันล่ะ ลำบากแย่” “ปากอย่าง... ใจอย่าง”เตอร์ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นพร้อมกระตุกยิ้มมุมปากที่ดูเจ้าเล่ห์แต่ก็แฝงความหมายบางอย่าง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปในจังหวะที่สม่ำเสมอ ต้นหอมยืนนิ่งมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปจนลับสายตา เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นแตะไหล่ตัวเองที่ยังหลงเหลือไอร้อนจากการเบียดชิดเมื่อครู่ ความหนาวจากสายฝนหายไปสิ้น เหลือเพียงความอุ่นซ่านที่ค่อยๆ ซึมลึกเข้าสู่หัวใจ ก่อนที่เขาจะเผลอระบายยิ้มบางๆ ออกมาท่ามกลางไอดินและกลิ่นฝนที่เย็นฉ่ำ พาร์ทเตอร์ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเริ่มขึ้นตอนไหน... ไอ้การที่สายตาของผมมักจะคอยมองหาไอ้เด็กเนิร์ดหน้าจืดที่ชื่อ ‘ต้นหอม’ ตลอดเวลาในห้องเรียน ตอนแรกก็แค่รำคาญที่มันชอบมายุ่งเรื่องของผม แต่พอนานวันเข้า กลายเป็นว่าเสียงบ่น เสียงเถียงของมัน กลับทำให้ห้องเรียนที่น่าเบื่อนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างประหลาด เห็นมันโพสต์หา ‘นมสตรอเบอร์รี่’ ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องขี่รถวนหาเป็นสิบร้าน ทั้งที่มันก็ไม่ใช่ของถูกและหายากชะมัด แต่พอเห็นมันรับไปแล้วยิ้มตาหยีให้... โอเค ผมยอมรับก็ได้ว่ามัน ‘โคตรคุ้ม’ เลย วันนี้เห็นมันยืนหน้าเศร้าอยู่กลางสายฝน ผมรู้ทันทีว่าคนซื่อบื้อแบบมันต้องลืมเอาร่มมาแน่ๆ ผมเลยตัดสินใจเดินเข้าไปชวน ไม่ใช่แค่เพราะกลัวมันเปียก... แต่เพราะผมกลัวว่าถ้าวันนี้ไม่กล้าชวน มันอาจจะไม่มีโอกาสไหนให้ผมได้เดินเคียงข้างมันภายใต้ร่มคันเดียวกันแบบนี้อีก ผมไม่อยากให้เพื่อนในกลุ่มรู้หรอก เพราะพวกนั้นมันปากหมา แต่ในขณะเดียวกันผมก็โคตรหวง... ไม่อยากให้ใครหน้าไหนเข้ามาวุ่นวายกับมันเลยสักคน บางทีผมก็อยากถามออกไปตรงๆ นะว่า ‘มึงคิดยังไงกับกู’ แต่พอเห็นหน้ากวนๆ ของมันเข้าจริงๆ ผมก็เผลอแหย่มันไปทุกที แต่อย่างน้อยแค่ได้เถียงกันแบบนี้ ผมก็รู้สึกได้ว่า... ในโลกของมันมีพื้นที่ของผมวางอยู่ตรงนั้นเสมอบทที่ 19 เรียนจบ…ก้าวไปด้วยกันณ ห้องเรียนมัธยมปลายชั้นสุดท้ายแสงแดดจัดจ้าของฤดูร้อนสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้เก่า ๆ ของห้องเรียนที่เต็มไปด้วยร่องรอยความทรงจำ ละอองฝุ่นปลิวว่อนอยู่ในลำแสงคล้ายกับวันเวลาที่กำลังจะปลิวหายไป เสียงหัวเราะสลับกับบทสนทนาอันครื้นเครงของเพื่อนร่วมห้องดังก้องไปทั่ว วันนี้ไม่ใช่แค่วันสุดท้ายของการเรียน แต่มันคือวันแห่งการทิ้งท้ายชีวิตวัยเยาว์ ก่อนที่แต่ละคนจะต้องโบยบินไปตามเส้นทางของตัวเองต้นหอมกับเตอร์นั่งเคียงข้างกันที่โต๊ะตัวเดิมที่นั่งมาตลอดเทอม ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความใกล้ชิดที่เคยเป็นความลับ บัดนี้กลับถูกเปิดเผยผ่านสายตาและท่าทางที่ดูเป็นธรรมชาติจนคนรอบข้างสัมผัสได้“ถามจริงเหอะ... สรุปมึงกับเตอร์ เป็นแฟนกันจริง ๆ ใช่ป่ะ?”เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มรวบรวมความกล้าถามโพล่งขึ้นมากลางวง เสียงเจื้อยแจ้วในห้องเงียบลงชั่วขณะ ราวกับทุกคนกำลังเงี่ยหูรอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อต้นหอมชะงักไปครู่หนึ่ง เขาหลุบตามองมือตัวเองที่วางอยู่บนหน้าขา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วคลี่ยิ้มออกมาด้วยความสบายใจ “ใช่... เราเป็นแฟนกัน”คำตอบนั้นนิ่งสนิทแต่กลับเต็มไปด้วยควา
บทที่ 18 คืนที่เงียบงัน (ละมุนใจ)ภายในห้องนอนสี่เหลี่ยมขนาดกำลังดีของเตอร์ แสงสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะทอดเงาอ่อนโยนไปทั่วบริเวณ เสียงพัดลมไอเย็นครางแผ่วเบาเคล้าไปกับเสียงเรไรจากพุ่มไม้ด้านนอกที่แว่วเข้ามาเป็นระยะ แม้จะเป็นค่ำคืนที่แสนธรรมดาในความรู้สึกของคนทั่วไป แต่สำหรับคนสองคนที่นั่งอยู่บนเตียงผ้าใบสีเทาอ่อนในขณะนี้ ทุกวินาทีกลับเต็มไปด้วยมวลความรู้สึกมหาศาลที่ก้าวข้ามคำว่าเพื่อนไปไกลแสนไกลเตอร์รวบร่างโปร่งของต้นหอมเข้ามาไว้ในอ้อมกอดกว้าง แผ่นหลังบางพิงเข้ากับอกแกร่งที่อบอุ่นจนรู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวแรงประสานกันเป็นจังหวะเดียว มือใหญ่ของเขาลูบไล้แผ่นหลังของต้นหอมอย่างแผ่วเบาปลายนิ้วกรีดกรายวนเวียนอยู่บนผิวเนียนละเอียดราวกับกำลังทะนุถนอมอัญมณีล้ำค่า เพราะเขากลัวเหลือเกินว่าหากพลั้งมือออกแรงมากกว่านี้เพียงนิด สัมผัสอันแสนเปราะบางและงดงามนี้จะสลายหายไปราวกับความฝันต้นหอมหลับตาพริ้ม ปล่อยให้เปลือกตาที่หนักอึ้งปิดลงอย่างสมบูรณ์ ผ่อนลมหายใจเข้าออกช้า ๆ ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดสัปดาห์ และความวุ่นวายใจทั้งหลายมลายหายไปสิ้นเมื่อได้รับไออุ่นจากอ้อมแขนที่แสนมั่นคงนี
บทที่ 17 ฉลองหลังสอบณ ห้องสอบช่วงบ่ายเสียงกริ่งยาวดังก้องไปทั่วตึกเรียน เปรียบเสมือนเสียงสวรรค์ที่ปลดปล่อยเหล่านักเรียนออกจากพันธนาการของโจทย์วิชาอันแสนสาหัส เสียงเฮดังกระหึ่มขึ้นทันทีที่อาจารย์ผู้คุมสอบประกาศอนุญาตให้เก็บอุปกรณ์และออกจากห้องสอบได้เตอร์รูดซิบกระเป๋าปากกาพลางพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ "โห... เหมือนยกภูเขาออกจากอกชิบหาย" เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหันไปหาคนข้างกายที่ยังคงเก็บอุปกรณ์อย่างเป็นระเบียบและใจเย็นผิดกับคนอื่น"ทำไมหน้าดูชิลล์จังวะ... มึงทำได้หมดเลยดิ?" เตอร์เอ่ยแซวพลางโน้มตัวเข้าไปใกล้ต้นหอมละสายตาจากสมุดจดมายิ้มบางให้คนถาม"ก็เตรียมตัวมาดีไง... ติวเตอร์เขาเก่งน่ะ""อวดป่ะเนี่ย" เตอร์หรี่ตามอง ทำท่าจะเอื้อมมือไปบีบจมูกรั้นด้วยความหมั่นไส้ แต่ต้นหอมกลับหัวเราะร่าแล้วไหวตัวทัน เดินนำลิ่วออกจากห้องสอบไปเสียก่อน ทิ้งให้เตอร์รีบคว้ากระเป๋าวิ่งตามไปติด ๆบรรยากาศหน้าตึกเรียนเต็มไปด้วยความคึกคัก กลุ่มเพื่อนฝูงต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ข้อสอบกันเสียงดังลั่น บ้างก็ทำหน้าโล่งอก บ้างก็บ่นอุบว่าทำไมคำตอบไม่ตรงกับเพื่อน ทันใดนั้น เพชร ก็โผล่เข้ามาโอบคอเตอร์ไว้แน่น"เฮ้ย! คื
บทที่ 16 วันเสาร์ ติวพิเศษเช้าวันเสาร์ ณ บ้านของต้นหอมแสงแดดอุ่นจัดยามสายลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านสีครีมเข้ามาทาบทับบนเตียงนอน ต้นหอมยันตัวลุกขึ้นพิงพนักเตียงพลางคว้าโทรศัพท์เครื่องหรูมากดต่อสายหาใครบางคนที่คาดว่าน่าจะยังจมกองผ้าห่มอยู่"เตอร์ วันนี้ว่างหรือเปล่า? มาติวหนังสือที่บ้านเราหน่อยสิ อาทิตย์หน้าจะสอบแล้วนะ"ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงงัวเงียจัดติดจะแหบพร่า"โอย... ตื่นมาก็วิชาการเลยนะมึง ไม่คิดจะชวนแฟนไปเที่ยวบ้างหรือไง ชวนแต่ติว ติว ติว... สมองกูจะบวมเป็นดิกชันนารีแล้วเนี่ย"ต้นหอมหลุดขำแต่ก็รีบทำเสียงเข้มกลบเกลื่อน "ก็มันใกล้สอบแล้วไง ถ้าไม่มาวันนี้ก็ไม่ต้องมาแล้วนะ จะมามั้ย?""โอเคค้าบบบ... ไปเดี๋ยวนี้แหละ ยอมแล้วครับคุณหนู รอเปิดประตูให้ด้วยนะ" เตอร์หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะวางสายไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ที่คุ้นหูก็ดังสนั่นอยู่หน้าบ้าน แม่ของต้นหอมที่กำลังรดน้ำต้นไม้เดินออกมาเปิดประตูต้อนรับด้วยรอยยิ้มเอ็นดูเป็นพิเศษ เพราะพักหลังมานี้ 'เจ้าเด็กแสบ' คนนี้ดูจะขยันผิดหูผิดตา"สวัสดีครับแม่" เตอร์ยกมือไหว้พร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจที่เอาไว้ใช้มัดใจผู้ใหญ
บทที่ 15 บรรยากาศก่อนสอบบรรยากาศยามเช้าในห้องเรียนเสียงกริ่งบอกเวลาพักคาบเพิ่งเงียบลงไป แต่ความวุ่นวายใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อครูประจำชั้นเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารปึกใหญ่ในมือ บรรยากาศที่เคยสดใสพลันหนักอึ้งขึ้นทันทีเมื่อได้ยินประโยคถัดมา“อาทิตย์หน้าเราจะเริ่มสอบกลางภาคกันแล้วนะครูอยากให้ทุกคนดึงสมาธิกลับมา ตั้งใจสอบ และช่วยกันติวหน่อย อย่าให้มีใครต้องสอบซ่อมล่ะ”เสียงโอดครวญดังระงมไปทั่วห้องทันที เพื่อนบางคนถึงกับฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างหมดอาลัยตายอยาก“โหครูคราวนี้เนื้อหายากชิบหายจะรอดมั้ยเนี่ย”ครูยิ้มละมุนพลางปรายตาไปทางร่างโปร่งที่นั่งหน้าสุด “ไม่ต้องห่วงหรอก ห้องเรามี ‘ต้นหอม’ อยู่ทั้งคน รับรองว่าถ้าพวกเธอตั้งใจฟังเขา ต้องผ่านแน่นอน”สิ้นคำพูดครู เพื่อนเกือบทั้งห้องก็หันมามองต้นหอมเป็นตาเดียวราวกับเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์“โอ้โห! ฝากตัวด้วยนะเทพต้นหอม!”“ต้นหอม... ติวให้พวกกูด้วยนะเว้ย ไม่งั้นกลุ่มพวกกูตายเรียบแน่!”ต้นหอมยิ้มเก้อ ๆ ด้วยความเขินอายพลางพยักหน้ารับคำอย่างใจดี“โอเค ๆ เดี๋ยวเราช่วยสรุปให้ทุกคนเอง ไม่ต้องกลัวนะ”ทว่าที่มุมโต๊ะด้านข้าง... บรรยากาศกลับมาคุขึ้นมาดื้อ ๆ
บทที่ 14 ความรู้สึกที่ไม่กล้าพูดช่วงพักเที่ยง ณ โรงอาหารแสงแดดยามเที่ยงสาดส่องผ่านบานหน้าต่างกระจกเข้ามาปะทะกับไอร้อนของกลุ่มคนที่เบียดเสียด แม้เสียงจานชามและเสียงพูดคุยจะดังระงม แต่บรรยากาศที่โต๊ะมุมหนึ่งกลับเริ่มเย็นเยียบลงอย่างกะทันหันต้นหอมนั่งเขี่ยเม็ดข้าวในจานไปมาอย่างเลื่อนลอย พลางลอบสังเกตคนข้างกายผ่านหางตา เตอร์ที่เพิ่งจัดการมื้อเที่ยงเสร็จกำลังนั่งเหยียดขาพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายอารมณ์ตามนิสัย ท่ามกลางเสียงจอแจในโรงอาหารที่ดูเหมือนจะเป็นปรกติทว่าความสงบสุขเพียงชั่วครู่ก็ถูกพังทลายลง เมื่อกลุ่มรุ่นน้องผู้หญิงห้าหกคนเดินตรงดิ่งเข้ามาหยุดอยู่ที่โต๊ะของพวกเขา ดวงตาของพวกเธอเป็นประกายระยิบระยับยามจ้องมองมาที่ร่างสูง ในมือแต่ละคนต่างหอบหิ้วทั้งขวดน้ำที่มีหยดน้ำเกาะพราวเย็นฉ่ำ และกล่องขนมผูกโบว์สีหวานดูประณีต“พี่เตอร์คะ... คือหนูชอบพี่มาก ๆ เลยค่ะ!” รุ่นน้องคนหนึ่งรวบรวมความกล้าเอ่ยออกมาเสียงดังจนโต๊ะข้างๆ เริ่มหันมามอง“พี่เตอร์เท่มากเลยนะคะ เป็นนักเลงที่ใจดีสุด ๆ ไปเลย” อีกคนเสริมพร้อมบิดตัวไปมาด้วยความเขินอาย “หนูอยากได้พี่เป็นแฟนจังเลยค่ะ รับน้ำหนูไว้หน่อยนะคะ”เสียงเจ
บทที่ 4 นมรสสตอเบอรี่แสงจันทร์นวลตาลอดผ่านผ้าม่านสีอ่อนในห้องนอนที่เงียบสงบ ต้นหอมทิ้งตัวลงบนเตียงกว้างหลังจากจัดการกิจวัตรประจำวันจนเสร็จสิ้น กลิ่นสบู่อ่อนๆ จากการอาบน้ำช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เขากลิ้งตัวไปมาบนฟูกนุ่มพลางถอนหายใจยาวทิ้งความเหนื่อยล้าของวัน มือเรียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอปพลิเค
บทที่ 3 เรื่องวุ่นหลังเลิกเรียนเสียงออดเลิกเรียนดังยาวกังวานไปทั่วอาคารเรียนไม้เก่าๆ นักเรียนพากันทยอยเก็บกระเป๋า บ้างก็รีบร้อนไปเรียนกวดวิชา บ้างก็เดินทอดน่องคุยกันตามประสาวัยรุ่นที่เพิ่งหลุดพ้นจากชั่วโมงเรียนอันแสนน่าเบื่อ‘เตอร์’ เดินนำพรรคพวกกลุ่มใหญ่ออกมาทางหน้าโรงเรียน ชายเสื้อเชิ้ตสีขาวปล่
บทที่ 2 ติวหนังสือ บรรยากาศช่วงบ่ายในห้องเรียนเต็มไปด้วยความเงียบสงัดที่ชวนให้ง่วงงุน แสงแดดรำไรทอดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาเป็นลำแสง ละอองฝุ่นเล็กๆ เต้นระบำอยู่ในอากาศ ต้นหอมยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเดิม มือเรียวบรรจงจัดวางสมุดเล่มหนาและเปิดตำราเรียนค้างไว้เขาลอบเหลือบมองร่างสูงข้างกายที่ยังคงจมดิ่
แวะมาทำความรู้จักกันก่อนนะครับมาล้อมวงกันเข้ามาจ้า! วันนี้กระผมจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับเหล่าตัวละครที่จะมาสร้างความละมุน ชวนให้ใจสั่น ในบรรยากาศของโรงเรียนที่เต็มไปด้วยความแตกต่างระหว่าง ‘เด็กเรียน’ กับ ‘เด็กหลังห้อง’ แห่งนี้กันครับภาษาในเรื่องในนิยายเรื่องนี้ ไรต์มีการใช้ภาษาที่เรียบง่าย เป็น



![ผัวของผมมันคลั่งรักเกินไปแล้วนะ [YAOI] + [BDSM] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



