Masuk'คีตา' สาวน้อยน่ารักสดใส ที่การเรียนไม่ค่อยสัดทัด ถนัดกิจกรรมมากกว่า ตรงกันข้ามกับ 'แผ่นดิน' รุ่นพี่ข้างบ้าน ที่ทั้งเรียนดี กีฬาเด่น และชอบเล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจ แม่ๆ ของทั้งคู่สนิทสนมกันมาก ถึงขั้นที่เคยพูดว่าอยากให้ลูกๆ มาแต่งงานกัน ทว่าคีตากลับไม่เคยคิดอะไรกับแผ่นดินเลยตั้งแต่แรก ก็เขาทั้งปากร้ายและชอบแกล้งเธอ จนกระทั่งวันหนึ่ง คีตาดันไปตกหลุมรักเพื่อนสนิทของแผ่นดินเข้า เธออยากทำทุกวีถีทางเพื่อให้รุ่นพี่คนนั้นมาสนใจ รวมไปถึงการเรียนให้เก่งขึ้นด้วย และเหมือนโชคชะตาจะเล่นตลก เมื่อยัยตัวเล็กไปแอบรู้ความลับบางอย่างของแผ่นดินเข้า เธอจึงใช้เรื่องนั้นเป็นข้อต่อรอง บังคับให้เขายอมมาช่วยติวหนังสือให้ การติวดำเนินไปอย่างปกติ จนไม่มีใครรู้เลยว่าตั้งแต่เมื่อไร ที่หัวใจของทั้งคู่เริ่มสั่นไหว จากการติวที่แสนธรรมดา กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่เฝ้ารอ คำพูดจาร้ายกาจก็ค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงความใกล้ชิดที่แฝงไปด้วยความหวังดีในทุกครั้งที่ได้เจอกัน จนเมื่อรู้ตัวอีกที คีตาก็เผลอเอาแต่คิดถึงเขาอยู่บ่อยๆ และแผ่นดินเอง ก็เริ่มไม่อยากให้เธอชอบเพื่อนสนิทของตัวเองอีกต่อไปแล้ว...
Lihat lebih banyakณ โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง...
บรรยากาศที่ครึกครื้นไปด้วยเหล่านักเรียนมัธยมทุกชั้นปี รวมถึงผู้ปกครองอีกหลายท่าน
วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกของภาคเรียนที่ 1 กิจกรรมต่างๆ ในวันนี้จึงยังไม่มีการเรียนการสอนตามปกติ แต่จะเป็นการเข้าพบปะกันระหว่างคุณครูประจำชั้นและผู้ปกครองของนักเรียนในแต่ละชั้นปี ซึ่งตอนนี้ต่างก็กระจายกันไปยังห้องเรียนของตนแล้ว
“สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับนักเรียนชั้น ม.4/2 และผู้ปกครองทุกท่าน คุณครูชื่อครูชัญญา หรือจะเรียกว่าครูลูกกวาดก็ได้นะคะ”
ครูสาววัย 30 ต้นๆ กล่าวต้อนรับด้วยน้ำเสียงสดใส ก่อนจะอธิบายถึงรายละเอียดการเรียนการสอนต่างๆ ของนักเรียนชั้นมัธยมปลาย รวมถึงกฎระเบียบอื่นๆ ของทางโรงเรียนเพิ่มเติมด้วย
“ผู้ปกครองท่านใดมีข้อสงสัยตรงไหนไหมเอ่ย ยกมือถามได้เลยนะคะ” ครูลูกกวาดยังคงยิ้มแย้ม หลังจากอธิบายทั้งหมดจบไป
“ผมรบกวนขอช่องทางการติดต่อ ของคุณครูคนสวยไว้หน่อยได้ไหม”
“...”
“ก็เผื่อว่า...ต้องการสอบถามเกี่ยวกับการเรียน และพฤติกรรมของนักเรียนไงล่ะครับ” ชายหนุ่มคนหนึ่ง ยกมือขึ้นก่อนจะถามคำถามนั้นออกไป
ชาลีหรือพี่ชายแท้ๆ ของคีตา ซึ่งคำถามที่เขาเอ่ยออกมาทำให้ห้องเงียบกริบไปพักหนึ่ง ก่อนจะเริ่มมีเสียงหัวเราะเบาๆ กับเสียงเห็นด้วยดังตามมาในตอนท้าย
“ถามอะไรของพี่เนี่ย จะบ้าตาย”
เด็กสาวผมเปียหน้าตาน่ารัก จิ้มลิ้ม กระซิบบอกพี่ชายด้วยท่าทีเขินอาย ก่อนจะตีไปที่แขนเขาเบาๆ อีกหนึ่งที
ตอนนี้เพื่อนๆ ในห้อง ต่างก็พร้อมใจกันหันมาให้ความสนใจกับทั้งคู่ จนเหมือนกับว่าสายตาทั้งหมดกำลังมารวมกันอยู่ตรงนี้แล้ว
“แจ่มว่ะพี่ สุดยอดไปเลย” เด็กชายที่นั่งอยู่ด้านข้าง พูดพลางยื่นมือข้ามหน้าคีตา ไปแปะมือกับชาลีอย่างเห็นด้วยเต็มที่ ทำเอาคนตรงกลางได้แต่กุมขมับ
เขาคนนั้นก็คือแมทธิว หนึ่งในเพื่อนสนิทของคีตา ความกวนยกให้เป็นที่หนึ่ง แต่ก็มีความน่ารักขี้เล่น ให้สาวๆ พอได้กรี๊ด
“ได้สิคะคุณผู้ปกครอง แต่ติดต่อได้เฉพาะเรื่องงานเท่านั้นนะ”
ครูลูกกวาดถึงกับหลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะเขียนเบอร์โทรส่วนตัวไว้บนกระดานไวท์บอร์ด รวมถึงช่องทางการติดต่ออื่นๆ อีกด้วย
“ถ้างั้นต่อไปเรามาเลือกหัวหน้าห้อง รองหัวหน้าและเลขาฯ กันนะคะ มีใครจะเสนอชื่อเพื่อนบ้างไหม ยกมือขึ้นได้เลย”
หลังจากฝากช่องทางการติดต่อเสร็จ บรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไป เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อถึงเวลาต้องเลือกตัวแทนของห้อง
“คีตาครับครู” แมทธิวหนุ่มน้อยจอมกวนคนดีคนเดิม ยกมือขึ้นอย่างมั่นใจ พร้อมกับเสนอชื่อเพื่อนสนิทด้านข้างของเขา
“ไม่เอาไอ้แมทธิว” คีตารีบคัดค้านทันทีอย่างไม่เห็นด้วย
คนตัวเล็กหันขวับไปมองแรง ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อให้ได้ ก่อนจะคว้าแขนของไอ้เพื่อนบ้ามาหยิกอย่างแรง ให้สาสมกับความกวน...ประสาท
“เป็นๆ ไปเถอะ เดี๋ยวให้พินอินช่วยไง”
เขายังคงว่าต่อพลางยื่นหน้าไปทางพินอิน แต่ทว่าเธอกลับส่งสายตาอาฆาตผ่านแว่นกรอบสวยมาให้ จนแมทธิวหันหน้าหนีแทบไม่ทัน
พินอิน สาวหมวยสุดเนิร์ด เพื่อนสนิทอีกหนึ่งคนของคีตา เธอทั้งเรียนเก่งและค่อนข้างเนี๊ยบ และที่สำคัญ...บ้านรวยมาก
“ต้นไผ่ค่ะ กรี๊ดด!!”
แพรวหนึ่งในนักเรียนหญิงเสนอชื่อต้นไผ่ หนุ่มสุดหล่อ ที่มีเสน่ห์และเรียนดี แถมยังเป็นหลานผู้อำนวยการไปอีก ก่อนที่เขาเองจะเชิดอกขึ้นเล็กน้อยอย่างภาคภูมิใจ
“งั้นคีตาขอเสนอพินอินค่ะ” เธอว่าพร้อมกับยกมือขึ้นเสนอบ้าง ก่อนจะส่งสายตาปริบๆ ไปยังเพื่อนสาว ราวกับเป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือ
หลังจากนั้นพินอินก็ละสายตาจากแมทธิว มามองเพื่อนตัวเล็กแทน ก่อนจะฟาดสายตาใส่ด้วยความมันเขี้ยวที่ดูยังไงก็เอ็นดูมากกว่าจะโกรธ
นักเรียนทุกคนทำการยกมือเพื่อลงคะแนนเสียงกันจากตัวเลือกทั้ง 3 คน และคะแนนก็ออกมาอย่างเป็นเอกฉันท์ดังนี้
“ครูขอสรุปนะคะ ที่ 3 คือคีตาเป็นเลขานุการ และที่ 2 คือพินอินเป็นรองหัวหน้า ส่วนหัวหน้าห้องของเราก็คือ...ขอเสียงปรบมือให้กับต้นไผ่ค่ะ”
เมื่อสิ้นเสียงของคุณครู ก็ตามด้วยเสียงปรบมือและเสียงกรี๊ด ที่ส่วนใหญ่จะมาจากสาวๆ จนลืมเกรงใจผู้ปกครองที่ยังอยู่ในห้องกันไปเลย
“เอาล่ะค่ะ...วันนี้ขอจบเพียงเท่านี้ก่อน รบกวนเวลาทางท่านผู้ปกครองนานแล้ว พรุ่งนี้เจอกันนะคะเด็กๆ สวัสดีค่ะ” ครูลูกกวาดกล่าวทิ้งท้าย พร้อมกับยกมือขึ้นไหว้สวัสดีผู้ปกครองทุกท่านอย่างนอบน้อม
หลังจบการพูดคุย ก็พาเอาเสียงเจี๊ยวจ๊าวเมื่อครู่เงียบลงไปด้วย เพราะทุกคนต่างก็กำลังแยกย้ายกลับบ้าน
วัยมัธยมปลายเป็นวัยแรกเริ่มของการเจริญเติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาว จึงเป็นช่วงวัยที่เหมือนยืนอยู่บนทางแยกของชีวิต และเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรหลายๆ อย่าง
บางคนก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจังแล้วว่า ชอบอะไร อยากเรียนอะไร หรืออยากจะทำงานอะไร ในวันข้างหน้า
ความฝันบางอย่างมักจะเริ่มมีรูปร่างชัดเจนมากขึ้น แต่ในขณะที่บางคนก็ยังคงสับสนอยู่ท่ามกลางทางเดินเหล่านั้น
เอาล่ะ!! ค่อยๆ เลือกไป นี่มันเพิ่งเริ่มต้นเอง!!
แต่ในระหว่างที่กำลังค้นหาคำตอบให้กับชีวิต ก็อาจจะมีความรู้สึกบางอย่างแทรกซึมเข้ามาโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกแปลกใหม่ที่อบอุ่นหัวใจอย่างน่าประหลาด และใช่...มันคือช่วงวัยที่ ความรักกำลังผลิบาน
ความรู้สึกของอัตราการเต้นของหัวใจที่เปลี่ยนไป เมื่อได้พบเข้ากับใครบางคน ฟังดูจั๊กจี้ดีเหมือนกันนะ
หนทางข้างหน้า เริ่มดูน่าสนุกแล้วสิ...
ทั้งวันที่โรงเรียน ผมเอาแต่คิดถึงคำที่พี่ธารน้ำบอกไว้เมื่อคืนก่อน มันก็ตลกดีเหมือนกัน เพราะที่ผ่านมาผมไม่เคยเก็บเรื่องพวกนี้มาคิดจริงจังเลยนอกจากเรื่องเรียน กีฬา และเกม ที่ผมให้ความสำคัญไว้ในอันดับต้นๆ ก็มีเรื่องของเธอนี่แหละ ที่จู่ๆ ก็เข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตผมเสียอย่างนั้นช่วงเย็นหลังเลิกเรียน ผมเดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยเปื่อย พลางครุ่นคิดถึงเรื่องที่กวนใจมาหลายวัน มันทำให้รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้น ทุกครั้งที่เผลอนึกถึง ผมกลับยิ้มออกมาเสมอหรือว่าถึงเวลา...ที่ผมจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้วสินะ“เฮ้ย!! ไอ้ดินรอด้วย กลับบ้านไม่รอกูเลยนะ”ผมสะดุ้งเล็กน้อยหลังถูกเรียก และคนที่ทำให้ผมหลุดจากภวังค์ความคิดก็คือ ไอ้เจ้าขุนเพื่อนรักของผมนั่นเอง“ปกติกูต้องรอมึงด้วยเหรอ” ผมเอ่ยกวนๆ ใส่มัน ทั้งที่ยังคงเดินไปเรื่อยๆ“วันนี้มึงดูลอยๆ นะ มีอะไรบอกกูได้”ผมไม่แน่ใจว่าเมื่อกี้อาการมันชัดขนาดนั้นเลยหรือยังไง แต่หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น เพื่อนผมคนนี้ก็มักจะสังเกตเห็นได้ก่อนเสมอ“ไ
สวัสดีครับ ผมแผ่นดินเอง...คงรู้กันดีอยู่แล้วว่าครอบครัวของผมและคีตาสนิทกัน เราเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันมานาน เพราะคุณพ่อของเราทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อน ส่วนเรื่องการจับคู่อะไรนั่น แม่ๆ ของเราต่างหากที่เป็นตัวตั้งตัวตีช่วงแรกพยายามจะจับคู่ให้พี่ธารน้ำกับพี่ชาลี แต่ไม่สำเร็จ เพราะสองคนนั้นค่อนข้างเป็นตัวของตัวเองกันมาก สุดท้ายเรื่องนี้เลยต้องตกมาเป็นความหนักใจของผมแทนสินะที่จริงส่วนตัวผมรู้สึกเฉยๆ เพราะแรกเริ่มผมไม่ได้สนใจอะไรเธอเลย ถ้าจะถามว่าเธอน่ารักไหมน่ะเหรอ แน่นอนเธอน่ารักมาก แถมดูๆ ไปก็นิสัยดี ทำขนมก็อร่อย และที่สำคัญเธอน่าแกล้งสุดๆ ...แต่พอเวลาผ่านไป เธอกลับเข้ามาอยู่ในสายตาของผมเสมอ โดยที่ผมเองก็ไม่ทันรู้ตัวเลยเหมือนกันจนตอนนี้คีตาเข้าสู่ช่วงมัธยมปลายแล้ว ผมยังไม่เคยเห็นเธอสนใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ อะไรนั่นเลย หมายถึงผมไม่เคยเห็นเธอมีแฟนน่ะ ทั้งที่หน้าตาก็ออกจะน่ารักดึงดูดเสียขนาดนั้นแต่แล้ววันนี้ก็มาถึง ไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจให้เธอไปสนใจไอ้เจ้าขุนเพื่อนรักของผมเข้า เธอดูคลั่งมันมากจนผมหงุดหงิด แล้วมิหนำซ้ำยังมารู้ความลับของผมอีกด้วยยัยตัวแสบใช้เรื่องนั้นเป็นข้อต่อรองให้
นาทีที่ลืมตาขึ้นมา เรารีบหลุบมองสิ่งที่อยู่บนมือทันที แต่ทว่านั่นกลับทำให้เรากรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง“กรี๊ดด ไอ้พี่ดินบ้า!!” ก็จะไม่ให้ร้องกรี๊ดได้ยังไงล่ะ บนมือเรามีไส้เดือนดินตัวเล็กนอนแอ้งแม้งอยู่น่ะสิเรารีบสะบัดมือทันทีด้วยความขยะแขยง ทั้งที่จริงๆ มันไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรเลย ส่วนเขาน่ะเหรอ ก็ยืนหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว ก่อนจะหนีเข้าบ้านไปเวลาล่วงเลยผ่านไป พวกเราโตขึ้นกว่าเดิมจนเข้าสู่ช่วงมัธยม เราและพี่แผ่นดินเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน เจอกันที่โรงเรียนก็ออกจะบ่อย แต่เราทั้งคู่แทบจะไม่ค่อยคุยกันเลย มีก็แค่เวลาแม่นินอยู่ด้วย หรือเวลาเอากับข้าวไปให้บ้านเขานั่นแหละแต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ต่อให้ได้พูดกัน เขาก็แทบไม่เคยพูดดีกับเราเลย บางทีก็ชอบแกล้ง และบางทีก็หลบตา อย่างกับไม่อยากจะมองหน้ากันอย่างไรอย่างนั้นในวันหยุดที่อากาศดี เรานั่งทำการบ้านอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนหน้าบ้าน อีกไม่นานเราก็จะขึ้น ม.ปลายแล้ว แต่ทำไมการบ้านของชั้น ม.3 มันยากนักก็ไม่รู้ เรานั่งทำไปพลางบ่นพึมพำไปด้วยอย่างปวดหัว“มีอะไรให้ช่วยไหม” เสียงเรียบของพี่ชายข
มีคนเคยบอกว่า "ไม่ชอบอย่างไร ระวังจะได้อย่างนั้น"...เราไม่เชื่อมันหรอกนะ ยิ่งเด็กผู้ชายข้างบ้านน่ะเหรอ ยิ่งไม่มีวัน คนอะไรปากร้าย!!เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว..บ้านปูนสองชั้นที่ตั้งอยู่ท้ายซอยด้านในสุด ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่น และเป็นสิ่งที่คุณพ่อของคีตาซื้อไว้ให้ครอบครัว ก่อนที่ท่านจะจากโลกนี้ไปสวัสดีเราชื่อคีตา..เมื่อหลายปีก่อนครอบครัวของเราได้ย้ายมาอยู่ที่นี่แม่นินบอกว่า คุณพ่อท่านซื้อบ้านหลังนี้จากเพื่อนสนิทที่ชื่อว่าลุงภพ โดยหวังไว้ว่าวันข้างหน้า เราจะได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ท่านก็ดันมาจากไปเสียก่อน“สวัสดีค่ะพี่นิน ขาดเหลืออะไรบอกนภาได้เลยนะคะ”หญิงวัยกลางคนอายุไล่เลี่ยกับแม่นินคนนี้ มีชื่อว่าน้านภา เธอเป็นภรรยาของลุงภพน้านภาดูเป็นคนใจดี อ่อนโยน และพูดเพราะ เราสัมผัสได้ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน เพราะทันทีที่ก้าวเข้ามา น้านภาก็มาต้อนรับพวกเราอย่า
หน้าโรงหนังวันนี้แออัดไปด้วยผู้คนมากมายเนื่องจากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ แล้วช่วงนี้ก็มีหนังหลายเรื่องเข้าฉายพร้อมๆ กันด้วยพอดี ถือว่ามาได้ถูกจังหวะอยู่พอสมควรเลย“ดูเรื่องอะไรกันดีคะ” หญิงสาวว่าพลางดูรายละเอียดการเข้าฉายของหนังแต่ละเรื่องไปด้วย ที่จอบริเวณหน้าเคาน์เตอร์&l
สายลมอ่อนพัดเข้ามาทางหน้าต่าง พาผ้าม่านสีฟ้าพลิ้วไหวเบาๆ ไปตามแรงลม วันนี้คีตาตั้งใจจะอ่านหนังสือสักสองสามบทไว้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้ ดูเหมือนเธอจะมีแรงฮึดเต็มร้อยกว่าทุกวันเลยทีเดียวติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ~แต่ถึงอย่างนั้น ความตั้งใจก็กำลังจะถูกทำลายลง เพราะเสียงแจ้งเต
หลังจากเปิดเทอมในช่วงสัปดาห์ที่ 2 การเรียนการสอนก็ค่อยๆ เข้าที่เข้าทางมากขึ้น ต่อจากนี้คงต้องเข้าสู่โหมดจริงจังกันแล้วสินะในช่วงของการเปลี่ยนคาบเรียนวันนี้ ห้อง ม.4/2 จะต้องเข้าแล็บของภาควิชาวิทยาศาสตร์ ที่อยู่ตึกเดียวกับห้องสโมสรนักเรียน และเมื่อกริ่งดังขึ้น ทุกคนต่างก็พากันเก็บข้าวของและเดินไปยั
ณ โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง...บรรยากาศที่ครึกครื้นไปด้วยเหล่านักเรียนมัธยมทุกชั้นปี รวมถึงผู้ปกครองอีกหลายท่านวันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกของภาคเรียนที่ 1 กิจกรรมต่างๆ ในวันนี้จึงยังไม่มีการเรียนการสอนตามปกติ แต่จะเป็นการเข้าพบปะกันระหว่างคุณครูประจำชั้นและผู้ปกครองของนักเรียนในแต่ละชั้นปี ซึ่งตอนนี้





