Masuk'คีตา' สาวน้อยน่ารักสดใส ที่การเรียนไม่ค่อยสัดทัด ถนัดกิจกรรมมากกว่า ตรงกันข้ามกับ 'แผ่นดิน' รุ่นพี่ข้างบ้าน ที่ทั้งเรียนดี กีฬาเด่น และชอบเล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจ แม่ๆ ของทั้งคู่สนิทสนมกันมาก ถึงขั้นที่เคยพูดว่าอยากให้ลูกๆ มาแต่งงานกัน ทว่าคีตากลับไม่เคยคิดอะไรกับแผ่นดินเลยตั้งแต่แรก ก็เขาทั้งปากร้ายและชอบแกล้งเธอ จนกระทั่งวันหนึ่ง คีตาดันไปตกหลุมรักเพื่อนสนิทของแผ่นดินเข้า เธออยากทำทุกวีถีทางเพื่อให้รุ่นพี่คนนั้นมาสนใจ รวมไปถึงการเรียนให้เก่งขึ้นด้วย และเหมือนโชคชะตาจะเล่นตลก เมื่อยัยตัวเล็กไปแอบรู้ความลับบางอย่างของแผ่นดินเข้า เธอจึงใช้เรื่องนั้นเป็นข้อต่อรอง บังคับให้เขายอมมาช่วยติวหนังสือให้ การติวดำเนินไปอย่างปกติ จนไม่มีใครรู้เลยว่าตั้งแต่เมื่อไร ที่หัวใจของทั้งคู่เริ่มสั่นไหว จากการติวที่แสนธรรมดา กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่เฝ้ารอ คำพูดจาร้ายกาจก็ค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงความใกล้ชิดที่แฝงไปด้วยความหวังดีในทุกครั้งที่ได้เจอกัน จนเมื่อรู้ตัวอีกที คีตาก็เผลอเอาแต่คิดถึงเขาอยู่บ่อยๆ และแผ่นดินเอง ก็เริ่มไม่อยากให้เธอชอบเพื่อนสนิทของตัวเองอีกต่อไปแล้ว...
Lihat lebih banyakChloe was eighteen years old and was living in a small village named Edenwall.
She had two older brothers: Nicholas and Andrew. They were living in a small cottage with their mother, as their father passed away when they were little. He had drowned on the river which was not far from their home.Chloe was a shy, sensitive girl who would spend most of her time reading romance books, especially the ones that were about werewolves and vampires.She knew lots of boys, but she never had a boyfriend, nor had she ever been kissed.Chloe was in desperate need for an adventure in her life, but there wasn't much to do in her village.One night her brothers asked her to go with them to a small party which was being held in a cave.They assured her that she will be safe with them, as they will protect her from anyone or anything that might want to hurt her.Chloe didn't really want to go, as she was too shy around people, but the adventurous spirit in her made her decide to finally go.Nicholas and Andrew were already ready for the party, but Chloe had nothing to wear.She started crying, but then her mom came with a beautiful outfit perfect for a party, it was an old dress of hers which she modified especially for Chloe, as she has been listening to what her children talked about.Chloe couldn't have been happier, that the outfit fit her perfectly!Nicholas, Andrew and Chloe made their way to the cave, Chloe was standing in the middle, proud of her two brothers.Arrived at the party, the boys grabbed themselves some beer and went dancing with two gorgeous girls they knew.Chloe was so surprised that they have already ditched her like that. She didn't know what to do so she just hid in one dark corner of the cave."What am I going to do? My brothers left me all alone, just to dance with some stupid girls! They were supossed to take care of me..." Chloe thought outloud.Right after that, a tall, brunette girl, about twenty-five years old, approached Chloe." Why are you sitting here by yourself? You should be there with all the people dancing and partying!" The girl said to Chloe.Chloe looked at the stranger girl with her big blue eyes and didn't know what to say. She just got up and tried to say something, but she could only blabber."- Did the cat eat your tongue? The girl asked.- Sorry, I...- It's okay just come with me and I will introduce you to some people that will help you relax and have a good time."Hearing that, Chloe didn't know what to do so she just gave her hand to the girl and went back to the party.She found out the girl's name was Sarah and she wasn't from her village, she was there on holiday only visiting her grandma.Sarah introduced Chloe to three of her friends, one was a handsome man with hazel eyes and dark hair, named Jonas and the other two were two gorgeous blonde women.Chloe was mesmerised by Jonas's eyes. She couldn't stop staring at him.Sarah noticed that and slowly bumped her with her elbow.A slow song started playing and everyone started dancing with their partners.Chloe got sad, but right then Jonas came and took her to dance with him.She was so happy inside, but didn't want to show that to Jonas, so he wouldn't think that she was so desperate.As they were dancing, Jonas was smiling at Chloe and because she was so shy she couldn't resist seeing his eyes so she slowly put her head on Jonas's chest.She loved the sound of his heart racing rapidly, although that was weird to hear as he wasn't doing any effort that would have been responsible for an increased heart rate.But she didn't care thinking too much about it as she was enjoying that dance to the most.Right before the song ended Jonas whispered in Chloe's ear to follow him outside so they can talk.She did it without hesitation as if she was hypnotised by him.Luckily her brothers didn't see her going out as they were too busy kissing with the girls. They would have probably stopped Chloe from leaving without them.Jonas asked for Chloe to give him his hand so she wouldn't stumble on rocks.She reached to him and stumbled, almost falling on the ground, but Jonas catched her in a second."- Wow, great reflexes you have! Chloe said.- Oh wow, she speaks!" Jonas replied.Chloe was blushing as she was still in Jonas's arms, feeling his great, hard like a rock muscles.It was very cloudy when Chloe arrived at the party, but now the clouds were slowly dissapearing and revealing the full moon."- Oh, look, we can almost see the moon shining!"Noticing it too Jonas gives Chloe a long passionate kiss and he runs so fast that Chloe couldn't even see in which direction he went.It was Chloe's first kiss and she couldn't have enoyed it more!ทั้งวันที่โรงเรียน ผมเอาแต่คิดถึงคำที่พี่ธารน้ำบอกไว้เมื่อคืนก่อน มันก็ตลกดีเหมือนกัน เพราะที่ผ่านมาผมไม่เคยเก็บเรื่องพวกนี้มาคิดจริงจังเลยนอกจากเรื่องเรียน กีฬา และเกม ที่ผมให้ความสำคัญไว้ในอันดับต้นๆ ก็มีเรื่องของเธอนี่แหละ ที่จู่ๆ ก็เข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตผมเสียอย่างนั้นช่วงเย็นหลังเลิกเรียน ผมเดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยเปื่อย พลางครุ่นคิดถึงเรื่องที่กวนใจมาหลายวัน มันทำให้รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้น ทุกครั้งที่เผลอนึกถึง ผมกลับยิ้มออกมาเสมอหรือว่าถึงเวลา...ที่ผมจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้วสินะ“เฮ้ย!! ไอ้ดินรอด้วย กลับบ้านไม่รอกูเลยนะ”ผมสะดุ้งเล็กน้อยหลังถูกเรียก และคนที่ทำให้ผมหลุดจากภวังค์ความคิดก็คือ ไอ้เจ้าขุนเพื่อนรักของผมนั่นเอง“ปกติกูต้องรอมึงด้วยเหรอ” ผมเอ่ยกวนๆ ใส่มัน ทั้งที่ยังคงเดินไปเรื่อยๆ“วันนี้มึงดูลอยๆ นะ มีอะไรบอกกูได้”ผมไม่แน่ใจว่าเมื่อกี้อาการมันชัดขนาดนั้นเลยหรือยังไง แต่หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น เพื่อนผมคนนี้ก็มักจะสังเกตเห็นได้ก่อนเสมอ“ไ
สวัสดีครับ ผมแผ่นดินเอง...คงรู้กันดีอยู่แล้วว่าครอบครัวของผมและคีตาสนิทกัน เราเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันมานาน เพราะคุณพ่อของเราทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อน ส่วนเรื่องการจับคู่อะไรนั่น แม่ๆ ของเราต่างหากที่เป็นตัวตั้งตัวตีช่วงแรกพยายามจะจับคู่ให้พี่ธารน้ำกับพี่ชาลี แต่ไม่สำเร็จ เพราะสองคนนั้นค่อนข้างเป็นตัวของตัวเองกันมาก สุดท้ายเรื่องนี้เลยต้องตกมาเป็นความหนักใจของผมแทนสินะที่จริงส่วนตัวผมรู้สึกเฉยๆ เพราะแรกเริ่มผมไม่ได้สนใจอะไรเธอเลย ถ้าจะถามว่าเธอน่ารักไหมน่ะเหรอ แน่นอนเธอน่ารักมาก แถมดูๆ ไปก็นิสัยดี ทำขนมก็อร่อย และที่สำคัญเธอน่าแกล้งสุดๆ ...แต่พอเวลาผ่านไป เธอกลับเข้ามาอยู่ในสายตาของผมเสมอ โดยที่ผมเองก็ไม่ทันรู้ตัวเลยเหมือนกันจนตอนนี้คีตาเข้าสู่ช่วงมัธยมปลายแล้ว ผมยังไม่เคยเห็นเธอสนใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ อะไรนั่นเลย หมายถึงผมไม่เคยเห็นเธอมีแฟนน่ะ ทั้งที่หน้าตาก็ออกจะน่ารักดึงดูดเสียขนาดนั้นแต่แล้ววันนี้ก็มาถึง ไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจให้เธอไปสนใจไอ้เจ้าขุนเพื่อนรักของผมเข้า เธอดูคลั่งมันมากจนผมหงุดหงิด แล้วมิหนำซ้ำยังมารู้ความลับของผมอีกด้วยยัยตัวแสบใช้เรื่องนั้นเป็นข้อต่อรองให้
นาทีที่ลืมตาขึ้นมา เรารีบหลุบมองสิ่งที่อยู่บนมือทันที แต่ทว่านั่นกลับทำให้เรากรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง“กรี๊ดด ไอ้พี่ดินบ้า!!” ก็จะไม่ให้ร้องกรี๊ดได้ยังไงล่ะ บนมือเรามีไส้เดือนดินตัวเล็กนอนแอ้งแม้งอยู่น่ะสิเรารีบสะบัดมือทันทีด้วยความขยะแขยง ทั้งที่จริงๆ มันไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรเลย ส่วนเขาน่ะเหรอ ก็ยืนหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว ก่อนจะหนีเข้าบ้านไปเวลาล่วงเลยผ่านไป พวกเราโตขึ้นกว่าเดิมจนเข้าสู่ช่วงมัธยม เราและพี่แผ่นดินเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน เจอกันที่โรงเรียนก็ออกจะบ่อย แต่เราทั้งคู่แทบจะไม่ค่อยคุยกันเลย มีก็แค่เวลาแม่นินอยู่ด้วย หรือเวลาเอากับข้าวไปให้บ้านเขานั่นแหละแต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ต่อให้ได้พูดกัน เขาก็แทบไม่เคยพูดดีกับเราเลย บางทีก็ชอบแกล้ง และบางทีก็หลบตา อย่างกับไม่อยากจะมองหน้ากันอย่างไรอย่างนั้นในวันหยุดที่อากาศดี เรานั่งทำการบ้านอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนหน้าบ้าน อีกไม่นานเราก็จะขึ้น ม.ปลายแล้ว แต่ทำไมการบ้านของชั้น ม.3 มันยากนักก็ไม่รู้ เรานั่งทำไปพลางบ่นพึมพำไปด้วยอย่างปวดหัว“มีอะไรให้ช่วยไหม” เสียงเรียบของพี่ชายข
มีคนเคยบอกว่า "ไม่ชอบอย่างไร ระวังจะได้อย่างนั้น"...เราไม่เชื่อมันหรอกนะ ยิ่งเด็กผู้ชายข้างบ้านน่ะเหรอ ยิ่งไม่มีวัน คนอะไรปากร้าย!!เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว..บ้านปูนสองชั้นที่ตั้งอยู่ท้ายซอยด้านในสุด ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่น และเป็นสิ่งที่คุณพ่อของคีตาซื้อไว้ให้ครอบครัว ก่อนที่ท่านจะจากโลกนี้ไปสวัสดีเราชื่อคีตา..เมื่อหลายปีก่อนครอบครัวของเราได้ย้ายมาอยู่ที่นี่แม่นินบอกว่า คุณพ่อท่านซื้อบ้านหลังนี้จากเพื่อนสนิทที่ชื่อว่าลุงภพ โดยหวังไว้ว่าวันข้างหน้า เราจะได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ท่านก็ดันมาจากไปเสียก่อน“สวัสดีค่ะพี่นิน ขาดเหลืออะไรบอกนภาได้เลยนะคะ”หญิงวัยกลางคนอายุไล่เลี่ยกับแม่นินคนนี้ มีชื่อว่าน้านภา เธอเป็นภรรยาของลุงภพน้านภาดูเป็นคนใจดี อ่อนโยน และพูดเพราะ เราสัมผัสได้ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน เพราะทันทีที่ก้าวเข้ามา น้านภาก็มาต้อนรับพวกเราอย่า
หน้าโรงหนังวันนี้แออัดไปด้วยผู้คนมากมายเนื่องจากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ แล้วช่วงนี้ก็มีหนังหลายเรื่องเข้าฉายพร้อมๆ กันด้วยพอดี ถือว่ามาได้ถูกจังหวะอยู่พอสมควรเลย“ดูเรื่องอะไรกันดีคะ” หญิงสาวว่าพลางดูรายละเอียดการเข้าฉายของหนังแต่ละเรื่องไปด้วย ที่จอบริเวณหน้าเคาน์เตอร์&l
สายลมอ่อนพัดเข้ามาทางหน้าต่าง พาผ้าม่านสีฟ้าพลิ้วไหวเบาๆ ไปตามแรงลม วันนี้คีตาตั้งใจจะอ่านหนังสือสักสองสามบทไว้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้ ดูเหมือนเธอจะมีแรงฮึดเต็มร้อยกว่าทุกวันเลยทีเดียวติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ~แต่ถึงอย่างนั้น ความตั้งใจก็กำลังจะถูกทำลายลง เพราะเสียงแจ้งเต
ภาคเรียนที่ 2 กำลังเริ่มต้นขึ้น แต่คะแนนสอบเทอมก่อนของคีตายังคงเป็นที่ไม่น่าพอใจนัก ทั้งที่เธอพยายามอ่านหนังสือและท่องจำอยู่เสมอ แต่ดูเหมือนว่าความพยายามนั้น ยังไม่มากพอ“เกรดเทอมที่แล้วของฉันแย่สุดๆ ทำไมฉันโง่แบบนี้นะ” คีตานั่งกุมขมับกับคะแนนเฉลี่ยที่ออกมา ที่จริงมันก็ไม่ได้แย
และวันประกวดรอบสุดท้ายก็มาถึง คิวแสดงความสามารถรันไปเรื่อยๆ จนมาถึงคีตา ที่ตอนนี้กำลังถูกตรวจสอบความเรียบร้อยของเสื้อผ้าหน้าผมจากเพื่อนสาวคนสนิทของเธอ“เอาล่ะสวยแล้ว สู้เค้านะคีตา!! ฉันไปรอเชียร์ที่หน้าเวทีนะ” พินอินเอ่ยอย่างอ่อนโยน พลางจับมือให้กำลังใจ“พวกแกสองคนนี่อย่างกับคู่ยูริ





