LOGIN“เฮ้ย! แกอ่านออกด้วยเหรอวะ โคตรเก่ง!” พรีมทำตาโต
“แล้วสัดส่วนมันโอเคป่าว นึกภาพออกมะว่ากลิ่นจะมาแนวไหน”
“แก...สูตรนี้มันแปลกมาก”
กลิ่นแก้วเงยหน้ามองเพื่อน พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น หัวใจเต้นในจังหวะประหลาด มันไม่ใช่ความตื่นเต้นที่ได้ค้นพบสิ่งใหม่ แต่เป็นความคุ้นเคย...คุ้นเคยจนน่าตกใจ
“สัดส่วนของชมนาดกับไม้จันทน์หอมมันขัดหลักการปรุงไปหน่อย ส่วนพวกสัดส่วนการตวง ลำดับการร่ำกำยาน...ฉันเห็นแล้วมันคุ้นมาก คุ้นจนขนลุก เหมือนฉันเคยทำมันมาก่อนเป็นร้อยๆ ครั้งเลย”
“เว่อร์ละ! แต่แปลว่ากลิ่นมันจะไม่บ้งใช่ปะ”
“ถ้าเบลนด์ออกมาได้ตามนี้เป๊ะๆ กลิ่นมันจะยูนีคมาก มีความลึกลับ ดึงดูด แต่ก็เย็นเยือก...อธิบายไม่ถูกว่ะ ต้องลองดมของจริง”
“เยส! ว่าแล้วเชียวว่าแกต้องชอบ!” พรีมดีดนิ้วดังเป๊าะ
“งั้นแคมเปญหน้าเราลุยคอนเซปต์นี้เลยนะ ‘มนตร์เสน่ห์แห่งอดีตที่จับต้องได้’ โอ๊ย เห็นภาพโปรดักชันลอยมาละ แกเอาไปลองแกะสูตรดูเลยนะแก้ว เอาให้เป๊ะ!”
กลิ่นแก้วมองแผ่นกระดาษในมือราวกับมันกำลังส่งเสียงเรียก ความกลัวลึกๆ ตีตื้นขึ้นมาแข่งกับสัญชาตญาณอยากรู้อยากเห็นของนักปรุงเครื่องหอม เธอก้มมองนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาทุ่มตรง
“โอเค...” หญิงสาวพึมพำ ตัดสินใจเด็ดขาด
“เดี๋ยวคืนนี้ฉันเอาสูตรนี้กลับไปเทสต์เบลนด์ที่ห้องดู”
“เยี่ยมมากเพื่อนรัก! คืนนี้สู้ๆ นะแก ดึกแค่ไหนก็ไลน์มาอัปเดตด้วยล่ะ เดี๋ยวฉันไปปั่นพรีเซนต์รอ”
พรีมยิ้มกว้างอย่างพอใจ โดยไม่ทันสังเกตเห็นแววตาที่สั่นไหวของเพื่อน
กลิ่นแก้วพยักหน้ารับ มือบางสอดซองกระดาษโบราณเข้ากระเป๋าสะพายอย่างระมัดระวัง
...
บรรยากาศยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ ยังคงวุ่นวายไม่เปลี่ยน ยิ่งในวันฝนพรำแบบนี้ การจราจรบนถนนเส้นทองหล่อยิ่งติดหนึบราวกับเป็นอัมพาต กลิ่นแก้วนั่งเหม่อมองหยดน้ำฝนที่เกาะพราวอยู่บนกระจกแท็กซี่ แสงไฟสลัวจากไฟท้ายรถคันหน้าและป้ายโฆษณาริมทางสาดสะท้อนเข้ามาในรถ อาบไล้ใบหน้าเรียวสวยที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความสับสน
ในหัวของเธอยังคงได้ยินเสียงทุ้มต่ำที่กระซิบเรียก ‘แม่แก้ว’ วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา
มันไม่ใช่แค่เสียงที่หลอนอยู่ในหู แต่มันฝังลึกและดังก้องอยู่ในความรู้สึก มือบางกระชับสายกระเป๋าสะพายที่วางอยู่บนตักแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ภายในช่องซิปเล็กๆ นั้นมีซองกระดาษสูตรน้ำอบโบราณซ่อนอยู่...และที่น่าประหลาดที่สุดคือ แม้จะถูกปิดผนึกไว้ในซองพลาสติกและเก็บมิดชิดในกระเป๋าหนังอีกชั้น แต่เธอกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมเย็นเยือกของควันเทียนอบปนดอกไม้สด ที่คอยลอยมาแตะจมูกเป็นระยะ
กลิ่นแก้วหลับตาลง พยายามสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อดึงสติ เธอเป็นนักปรุงน้ำหอมยุคใหม่ อาศัยวิทยาศาสตร์และศิลปะการผสมผสานเอสเซนเชียลออยล์เป็นหลัก ไม่ใช่คนที่เชื่อเรื่องลี้ลับหรือวิญญาณ
แต่ทำไม...สูตรโบราณที่ขัดกับทฤษฎีเคมีแผ่นนั้น ถึงทำให้หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความปรารถนาที่อยากจะปรุงมันขึ้นมาให้สำเร็จ ความอยากรู้อยากเห็นในฐานะเพอร์ฟูมเมอร์กำลังตีรวนกับสัญชาตญาณลึกๆ ที่ร้องเตือนว่า หากของเหลวเหล่านั้นผสมกันจนเสร็จสิ้น ชีวิตของเธออาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ยิ่งนึกถึงสัดส่วนของชมนาดและไม้จันทน์หอมที่เขียนด้วยลายมือตวัดหาง ปลายนิ้วของเธอก็ยิ่งสั่นระริก มันคือความคุ้นชินที่อธิบายไม่ได้ ราวกับกล้ามเนื้อจดจำจังหวะการตวงและหยดน้ำมันหอมระเหยเหล่านั้นได้ดีกว่าสมองเสียอีก
“ถึงแล้วครับน้อง” เสียงคนขับแท็กซี่ปลุกให้เธอสะดุ้งตื่นจากภวังค์
กลิ่นแก้วจ่ายเงินแล้วรีบก้าวลงจากรถ วิ่งฝ่าละอองฝนบางๆ เข้าไปยังล็อบบี้ของคอนโดหรู ความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศด้านในปะทะผิวกายจนต้องลูบแขนตัวเองเบาๆ เธอแตะคีย์การ์ด ก้าวเข้าลิฟต์โดยสารที่พุ่งทะยานสู่ชั้นยี่สิบห้าอย่างรวดเร็ว
ความเงียบของห้องสี่เหลี่ยมกว้างขวางไม่ได้ทำให้จิตใจของเธอสงบลงเลย ตรงกันข้าม มันยิ่งขับเน้นความรู้สึกกระวนกระวายให้ชัดเจนขึ้น หญิงสาวถอดรองเท้าเก็บไว้ และวางกระเป๋าสะพายลงบนโซฟาหนังตัวโปรดอย่างระมัดระวัง
โดยไม่รู้ตัวเลยว่า...การตัดสินใจปรุงเครื่องหอมสูตรนี้ จะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ไขประตูซึ่งถูกปิดตายมาเนิ่นนาน และปลุกบางสิ่งที่เฝ้ารอเธอมาหลายร้อยปีให้ตื่นจากการหลับใหล
คำพูดเสียงเรียบไร้การปฏิเสธของปรมัตถ์ ทำให้อากาศรอบตัวกลิ่นแก้วหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก ร่างกายสั่นสะท้าน ถอยหลังกรูดไปทีละก้าว สองมือที่เคยทุบตีเขาตกอยู่ข้างลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรงดวงตาช้ำแดงมองหน้าชายหนุ่มด้วยความรวดร้าว ความเชื่อใจและความหวังสุดท้ายแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี"คุณไม่ได้คิดจะปฏิเสธเลยใช่ไหม..." น้ำเสียงแผ่วเบาสั่นเครือ "ที่คุณเงียบ... เพราะคุณเป็นคนทำมันจริงๆ สินะ"ปรมัตถ์ยังคงยืนนิ่ง แววตาร้าวระบมแต่ไร้คำอธิบายใดหลุดออกจากปากอีก"ฉันไม่น่าหลงเชื่อคำพูดคุณเลยสักนิด!" กลิ่นแก้วเค้นเสียง ตะโกนใส่หน้าเขาด้วยความผิดหวังจุกอกเธอหมุนตัววิ่งพรวดออกจากห้องใต้บันไดโดยไม่เหลียวหลังเสียงส้นรองเท้ากระทบกระดานไม้เรือนไทยดังกึกก้อง สลับกับเสียงสายฝนสาดกระหน่ำลงมายังหลังคาอย่างบ้าคลั่ง ลมพายุหอบเอาละอองน้ำเย็นจัดผ่านช่องลมเข้ามาปะทะใบหน้าและเสื้อผ้าจนเปียกชื้น แต่นั่นไม่ได้ช่วยดับความร้อนผ่าวในอกลงได้เลยปรมัตถ์มองแผ่นหลังของหญิงสาวที่ลับหายไปในความมืด ดวงตาคู่คมแดงก่ำคลอน้ำตา ชายหนุ่มกำหมัดแน่นจนเล็บจิกลึกเข้าไปในฝ่ามือ แต่ความเจ็บทางกายไม่อาจเทียบเท่าความร้าวรานในใจเขายกเท้าตั้งใจ
คำถามนั้นหลุดออกจากปากกลิ่นแก้ว สะท้อนก้องในห้องใต้บันไดอับชื้น ความเงียบเข้าปกคลุมทันที มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานหึ่ง ๆ แทรกผ่านความอึดอัดรอบตัวปรมัตถ์ยืนนิ่ง สายตาหลุบต่ำมองปลายรองเท้า คิ้วเข้มขมวดแน่น ลมหายใจเข้าออกเริ่มหนักและช้าลงกลิ่นแก้วจ้องทุกปฏิกิริยาของเขา เธอรอให้เขาพูด ให้เขาปฏิเสธ หรือหาเหตุผลมายืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองเหมือนเมื่อครู่ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีแค่ความเงียบงันในหัวของปรมัตถ์กำลังต่อสู้กับความจริงอันทรมานที่เขาตั้งใจซ่อนไว้ คำพูดก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเขาจำอะไรไม่ได้... คือคำโกหกแท้จริงแล้ว เขาจำได้ทุกอย่างเขาจำได้ว่าสั่งให้นางพินพากลิ่นแก้วหนีออกไปทางหลังเรือน เขาจำได้ว่าย้อนกลับไปเอาสูตรปลอมในห้องนอนเพื่อใช้ล่อโจร และก่อนจะวิ่งออกไป เขาแวะมาสับกลอนล็อกประตูห้องเครื่องหอมจากด้านนอก เพราะไม่อยากให้พวกโจรได้สูตรจริงไป โดยไม่เคยรู้เลยว่ากลิ่นแก้วที่ห่วงเขา จะแอบย้อนเข้าไปเอาสูตรจริงในห้องนั้นก่อนที่ประตูจะถูกปิดตายเขาโดนพวกโจรฆ่าตายโดยคิดว่าเธอปลอดภัยแล้ว ไม่เคยรู้เลยว่าพวกมันจะย้อนกลับมาที่เรือน พอเข้าห้องเครื่องหอมไม่ได้เพราะติดกลอนและมีแค่ช่องระบ
ทันทีที่ตัวอักษร ‘คนทรยศกลับมาแล้ว’ สิ้นสุดลงพร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ในกระจก ความเย็นเยียบและกลิ่นอับของห้องใต้บันไดยิ่งชวนให้อึดอัด กลิ่นน้ำหอมผู้ชายแนววู้ดดี้ที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก กลิ่นที่เคยทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย ตอนนี้กลับทำให้หัวใจเต้นระทึกด้วยความหวาดระแวง ท่ามกลางหลักฐานที่คลุมเครือและนิมิตที่จงใจปั่นหัวเธอละสายตาจากกระจกเงาที่ดับแสงลง กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ก่อนจะรวบรวมความกล้าหันไปเผชิญหน้ากับคนที่ยืนอยู่ด้านหลังอย่างเชื่องช้าปรมัตถ์ยืนอยู่ตรงกรอบประตู เสื้อสูทสีเข้มที่เคยเนี้ยบกริบดูหลุดลุ่ย คอเสื้อถูกปลดกระดุมออกเหมือนคนอึดอัด แสงสลัวจากไฟฉายมือถือสาดกระทบใบหน้า เผยให้เห็นรอยคล้ำใต้ตา ดวงตาที่เคยเรียบเฉยตอนนี้แดงก่ำและสั่นไหวอย่างที่เธอไม่เคยเห็น เขามองเธอที่กอดสมุดบันทึกไว้แนบอก แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดกลิ่นแก้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ความคิดในหัวตีรวน แม้สติจะบอกว่านิมิตและข้อความในสมุดคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบิดเบือนความจริงและชี้นำ โดยจงใจละเว้นสิ่งที่เกิดขึ้นนอกห้อง แต่คำสารภาพของเขาก่อนหน้านี้ก็ยังดังก้องในหัว‘ผมเป็นคนฆ่าเธอ’ประโยคนั้นยังฝังลึกอยู่ในควา
ความเงียบในห้องเก็บของใต้บันไดอับชื้นและมืดทึบ ยิ่งนั่งนานก็ยิ่งชวนให้อึดอัด กลิ่นแก้วยังคงจดจ่ออยู่กับสมุดบันทึกสำนวนคดีเปื้อนเลือด คำถามเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวคือ ‘ใครเป็นคนล็อกประตู’ มันคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของอดีตที่หายไป และยังไม่มีใครให้คำตอบได้ทว่าระหว่างที่ความสับสนกำลังก่อตัว ความเย็นเยียบระลอกใหม่ก็พัดวูบเข้าปะทะผิว กลิ่นอับฝุ่นจางหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นเหม็นไหม้ลอยคลุ้งขึ้นมาในอากาศ หญิงสาวชะงัก ลมหายใจสะดุดเมื่อหางตาสังเกตเห็นความผิดปกติที่มุมห้องกระจกเงากรอบไม้สักบานเก่าที่เคยวางพิงผนังอิฐอย่างเงียบเชียบ จู่ ๆ ก็สว่างวาบขึ้นมา แสงสลัวนั้นไม่ได้เกิดจากไฟฉายในมือเธอ แต่มันเรืองแสงออกมาจากเนื้อกระจกโดยตรง ราวกับกำลังเปิดฉายภาพจากอีกห้วงเวลาหนึ่งกลิ่นแก้วแทบลืมหายใจ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองแผ่นกระจกอย่างไม่อาจละสายตา ภาพที่ปรากฏคมชัด แต่มันกลับถูกหั่นแบ่งเป็นสองเหตุการณ์อย่างชัดเจนเหตุการณ์แรก... ภาพสะท้อนฉายให้เห็นบรรยากาศในห้องเครื่องหอมที่เธอคุ้นเคย แต่มันเป็นมุมมองที่ถูกจำกัดไว้แค่ภายในห้องเท่านั้น เธอเห็นร่างของแม่หญิงกลิ่นแก้วในชุดสไบกำลังยืนอยู่หน้าบานประตูไม้กระดานหนา
ห้องใต้บันไดลับทั้งมืด อับชื้น และคลุ้งด้วยกลิ่นฝุ่นเก่า ความเย็นจากผนังอิฐแผ่ซ่านจนกลิ่นแก้วต้องห่อไหล่ ลมหายใจของเธอควบแน่นเป็นฝ้าขาว แสงจากหน้าจอโทรศัพท์ในมือสั่นไหว หญิงสาวพยายามเรียกสติ เพ่งสายตาลงบนกระดาษเหลืองกรอบของสมุดสำนวนคดีโบราณข้อความหน้านี้ไม่ใช่คำพิพากษาหรือคำให้การมัดตัวฆาตกรอย่างที่คิด แต่เป็นบันทึกการตรวจค้นสถานที่เกิดเหตุอย่างเป็นทางการหลังเพลิงสงบเธอเพ่งมองตัวอักษรสีหมึกจางซีดบนกระดาษสา‘...รายงานบันทึกตรวจค้นซากปรักหักพัง ณ เรือนไม้หอม หลังเปลวเพลิงมอดดับ เจ้าพนักงานเข้าตรวจพื้นที่ พบร่างผู้เสียชีวิตติดอยู่ภายในห้องเครื่องหอมชั้นล่าง บานประตูทางเข้าออกถูกสับกลอนและลงกุญแจเหล็กอย่างแน่นหนาจากภายนอก ผู้เสียชีวิตจึงไม่สามารถเปิดประตูหนีออกมาได้...’กลิ่นแก้วตาค้าง ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่าน นิ้วมือที่เย็นเฉียบแตะไล้ไปตามตัวอักษรบรรทัดถัดไปอย่างระมัดระวัง‘...จากการไต่สวนผู้คนในเรือนใกล้เคียง ต่างให้การว่าช่วงที่เพลิงเริ่มลุกไหม้เป็นยามวิกาล ไม่มีผู้ใดเห็นเหตุการณ์ขณะประตูห้องเครื่องหอมถูกล็อก จึงไร้เบาะแสว่าผู้ใดขังผู้ตาย ล็อกไว้ตั้งแต่เมื่อใด และด้วยเหตุผลใด...’ค
บานประตูไม้ลูกฟักที่แง้มอยู่ถูกมือเล็กออกแรงผลักให้เปิดกว้างขึ้น เสียงบานพับฝืดเคืองดังลากยาวสะท้อนในความเงียบ กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นผงลอยคลุ้งจนกลิ่นแก้วต้องยกมือขึ้นปิดจมูก หญิงสาวล้วงเอาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าขึ้นมาเปิดไฟฉาย สาดแสงสีขาวสว่างวาบเข้าไปในความมืดมิดของห้องใต้บันไดพื้นที่แคบ ๆ แห่งนี้เต็มไปด้วยข้าวของที่ถูกทิ้งร้าง กล่องลังไม้ซ้อนทับกัน และหยากไย่ที่เกาะเกี่ยวตามมุมเพดาน แสงไฟในมือของเธอไปสะท้อนเข้ากับตู้เอกสารเหล็กสีเขียวขี้ม้าเก่าคร่ำคร่าที่ตั้งหลบมุมอยู่ด้านในสุด กลิ่นแก้วเดินเบี่ยงหลบกองผ้าใบเข้าไปใกล้ บนบานประตูตู้มีแม่กุญแจทองเหลืองขนาดใหญ่คล้องล็อกเอาไว้อย่างแน่นหนาหญิงสาวถอนหายใจแผ่วเบา ตู้ที่ถูกปิดตายแน่นหนาขนาดนี้ กระดาษสูตรน้ำหอมของเธอคงไม่มีทางหลุดรอดเข้าไปอยู่ข้างในได้แน่ ๆทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะถอยห่างเพื่อกลับออกไป เสียงกลไกโลหะก็ดังขึ้นกึกก้องท่ามกลางความคับแคบกริ๊ก!แม่กุญแจทองเหลืองที่เห็นว่าล็อกสนิท กลับดีดตัวเปิดออกเองราวกับมีมือที่มองไม่เห็นสอดแทรกเข้าไปไขกลไก ก่อนที่ห่วงเหล็กหนักอึ้งจะร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นกระดานเสียงดังทึบกลิ่นแก้







