Masukห้าทุ่มสี่สิบห้านาที…
ฝนด้านนอกหยุดตกไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงหยดน้ำที่เกาะพราวบนกระจกหน้าต่างจรดเพดาน แสงไฟระยิบระยับจากตึกระฟ้าสาดส่องเข้ามาเบาๆ ภายในห้องที่เงียบสงบ
กลิ่นแก้วในชุดนอนเดรสสายเดี่ยวสีแชมเปญ เดินเช็ดผมออกมาจากห้องน้ำ เธอโยนผ้าขนหนูลงตะกร้าอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะหยิบสมาร์ตโฟนบนเคาน์เตอร์มากดเปิดแอปพลิเคชันสตรีมมิงเพลง แล้วเชื่อมต่อกับลำโพงบลูทูธมุมห้อง
เสียงบีตหนักๆ สลับเมโลดี้อิเล็กทรอนิกส์ฟังสบายดังคลอขึ้นทันที ช่วยทำลายความเงียบเหงาของวิถีชีวิตสาวโสดได้เป็นอย่างดี
ติ๊ง!
แจ้งเตือนไลน์เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ เป็นข้อความจากพรีมพร้อมสติกเกอร์รูปแมวทำหน้าตื่นเต้น
Primmy: “เป็นไงๆๆๆ เริ่มยัง แกะสูตรถึงไหนแล้วแม่มด”
กลิ่นแก้วระบายยิ้มบาง พิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว
Kaew: “เพิ่งอาบน้ำเสร็จ กำลังจะเริ่ม แกไปนอนก่อนเลย”
เธอกดส่งข้อความ คว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลง แล้วหันไปสนใจพื้นที่ทำงานอดิเรกควบงานประจำถัดจากโซฟา มุมนั้นคือสเตชันปรุงน้ำหอมขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยขวดแก้วสีชาและอุปกรณ์ต่างๆ วางเรียงอย่างเป็นระเบียบ
หญิงสาวลากเก้าอี้สตูลมานั่ง เปิดโคมไฟตั้งโต๊ะให้สว่างพอดี แล้วหยิบซองพลาสติกที่บรรจุกระดาษสูตรโบราณออกมาวาง
“เปลือกชะลูด...ไม้จันทน์หอม...แฝกหอม...”
กลิ่นแก้วพึมพำเสียงแผ่วขณะไล่สายตาอ่านลายมือตวัดๆ บนกระดาษเก่าคร่ำคร่า นิ้วเรียวสไลด์หน้าจอไอแพดเพื่อเทียบคุณสมบัติของกลิ่นตามหลักการปรุงน้ำหอมสมัยใหม่
“ถ้าใช้เอสเซนเชียลออยล์ไม้จันทน์หอมเป็นเบสโน้ต แล้วท็อปด้วยกลิ่นดอกไม้ขาวอย่างพิกุลกับบุนนาค...”
คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่ออ่านถึงบรรทัดถัดมา
“ส่วนชมนาด...ตามหลักกลิ่นมันพุ่งและหวานเลี่ยนง่ายมาก ปกติใช้แค่หยดเดียวก็เกินพอ...แต่ทำไมสูตรนี้ถึงให้ใส่เยอะขนาดนี้นะ”
กลิ่นแก้วลังเล สัญชาตญาณนักปรุงน้ำหอมยุคใหม่ร้องเตือนว่าสัดส่วนที่ผิดเพี้ยนขนาดนี้อาจทำให้กลิ่นตีกันจนพังไม่เป็นท่า แต่เซนส์ประหลาดลึกๆ กลับตอกย้ำว่าสูตรนี้สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว ดังก้องอยู่ในหัว เธอสูดลมหายใจลึก ตัดสินใจปัดความลังเลทิ้งไป แล้วลงมือทำตามสูตรโบราณอย่างเคร่งครัด
มือบางหยิบขวดสารสกัดและน้ำมันหอมระเหยมาวางเรียง ใช้ดรอปเปอร์ดูดของเหลวหยดลงในบีกเกอร์แก้วบนเครื่องชั่งดิจิทัล ทุกการกระทำเป็นไปอย่างเชื่องช้า ละเอียดอ่อน และแม่นยำ
บรรยากาศรอบตัว ทั้งเสียงเพลงอิเล็กทรอนิกส์ และแอร์ที่เป่าลมเย็นฉ่ำ ดูจะตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับกลิ่นอายดอกไม้ไทยโบราณที่เริ่มโชยออกจากบีกเกอร์
“ส่วนสำคัญที่สุด...” กลิ่นแก้วชะงักมือเมื่ออ่านมาถึงบรรทัดล่างสุด
‘ร่ำด้วยควันเทียนอบและกำยาน แลปิดผนึกไว้ในที่มืด’
หญิงสาวลุกไปเปิดตู้กระจกด้านล่าง หยิบกล่องไม้สักเก็บเทียนอบขี้ผึ้งแท้และก้อนกำยานอย่างดีที่เคยซื้อไว้ตอนไปดูงานที่อยุธยาออกมา ปกติเธอไม่ค่อยใช้เทคนิคการ ‘ร่ำ’ หรืออบควันเทียนนัก เพราะอุตสาหกรรมสมัยใหม่นิยมใช้สารเคมีสังเคราะห์ที่ควบคุมทิศทางกลิ่นได้ง่ายกว่า แต่สำหรับสูตรนี้ เซนส์ของเธอบอกว่า...ต้องทำตามวิธีดั้งเดิมเป๊ะๆ เท่านั้น กลิ่นถึงจะสมบูรณ์
กลิ่นแก้ววางถ้วยตะไลใบเล็กสำหรับใส่เทียนอบไว้ข้างบีกเกอร์ จุดไฟแช็กให้เปลวสีส้มแลบเลียปลายเทียนจนลุกไหม้ ปล่อยให้ไฟกินเนื้อขี้ผึ้งเข้าไปจนเริ่มเกิดกลิ่นหอมเฉพาะตัวแล้วจึงเป่าดับ
ทันทีที่เปลวไฟดับลง ควันสีขาวขุ่นก็ลอยกรุ่นขึ้นมาเป็นสาย เธอรีบคว้าโหลแก้วใบใหญ่มาครอบทับทั้งเทียนอบและบีกเกอร์ไว้อย่างรวดเร็ว เพื่อกักควันขาวให้ม้วนตัวซึมซาบลงไปในของเหลว
เสี้ยววินาทีนั้นเอง...เพลงที่เปิดทิ้งไว้คล้ายถูกคลื่นแทรก เสียงบีตหนักๆ ขาดห้วง ก่อนจะดับวูบไปดื้อๆ ตามด้วยเสียงครางหึ่งของเครื่องปรับอากาศที่เงียบสนิท ราวกับมีใครมากระชากปลั๊กไฟออก
กลิ่นแก้วขมวดคิ้วมุ่น เอื้อมมือจะไปกดโทรศัพท์ดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าสัมผัสแรกของกลิ่นที่เล็ดลอดออกจากขอบโหลแก้วก็พุ่งเข้าเตะจมูกอย่างจัง
กลิ่นร่ำ!...ควันเทียนอบขี้ผึ้งผสมผสานกับเปลือกชะลูดและกำยาน มันไม่ได้เหม็นไหม้ฉุนจมูกแบบควันไฟทั่วไป แต่มันหอมนวล ลึกล้ำ และเย็นเยือกจนจับขั้วหัวใจ กลิ่นดอกไม้กลางคืนอย่างชมนาดและพิกุลที่ถูกกดทับไว้ก็แตกกระจายตัวออกมาราวกับมีชีวิต
แม้จะถูกครอบไว้ด้วยโหลแก้วหนา แต่มวลความหอมกลับแทรกซึมตลบอบอวลไปทั่วห้องอย่างรวดเร็ว
คำพูดเสียงเรียบไร้การปฏิเสธของปรมัตถ์ ทำให้อากาศรอบตัวกลิ่นแก้วหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก ร่างกายสั่นสะท้าน ถอยหลังกรูดไปทีละก้าว สองมือที่เคยทุบตีเขาตกอยู่ข้างลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรงดวงตาช้ำแดงมองหน้าชายหนุ่มด้วยความรวดร้าว ความเชื่อใจและความหวังสุดท้ายแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี"คุณไม่ได้คิดจะปฏิเสธเลยใช่ไหม..." น้ำเสียงแผ่วเบาสั่นเครือ "ที่คุณเงียบ... เพราะคุณเป็นคนทำมันจริงๆ สินะ"ปรมัตถ์ยังคงยืนนิ่ง แววตาร้าวระบมแต่ไร้คำอธิบายใดหลุดออกจากปากอีก"ฉันไม่น่าหลงเชื่อคำพูดคุณเลยสักนิด!" กลิ่นแก้วเค้นเสียง ตะโกนใส่หน้าเขาด้วยความผิดหวังจุกอกเธอหมุนตัววิ่งพรวดออกจากห้องใต้บันไดโดยไม่เหลียวหลังเสียงส้นรองเท้ากระทบกระดานไม้เรือนไทยดังกึกก้อง สลับกับเสียงสายฝนสาดกระหน่ำลงมายังหลังคาอย่างบ้าคลั่ง ลมพายุหอบเอาละอองน้ำเย็นจัดผ่านช่องลมเข้ามาปะทะใบหน้าและเสื้อผ้าจนเปียกชื้น แต่นั่นไม่ได้ช่วยดับความร้อนผ่าวในอกลงได้เลยปรมัตถ์มองแผ่นหลังของหญิงสาวที่ลับหายไปในความมืด ดวงตาคู่คมแดงก่ำคลอน้ำตา ชายหนุ่มกำหมัดแน่นจนเล็บจิกลึกเข้าไปในฝ่ามือ แต่ความเจ็บทางกายไม่อาจเทียบเท่าความร้าวรานในใจเขายกเท้าตั้งใจ
คำถามนั้นหลุดออกจากปากกลิ่นแก้ว สะท้อนก้องในห้องใต้บันไดอับชื้น ความเงียบเข้าปกคลุมทันที มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานหึ่ง ๆ แทรกผ่านความอึดอัดรอบตัวปรมัตถ์ยืนนิ่ง สายตาหลุบต่ำมองปลายรองเท้า คิ้วเข้มขมวดแน่น ลมหายใจเข้าออกเริ่มหนักและช้าลงกลิ่นแก้วจ้องทุกปฏิกิริยาของเขา เธอรอให้เขาพูด ให้เขาปฏิเสธ หรือหาเหตุผลมายืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองเหมือนเมื่อครู่ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีแค่ความเงียบงันในหัวของปรมัตถ์กำลังต่อสู้กับความจริงอันทรมานที่เขาตั้งใจซ่อนไว้ คำพูดก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเขาจำอะไรไม่ได้... คือคำโกหกแท้จริงแล้ว เขาจำได้ทุกอย่างเขาจำได้ว่าสั่งให้นางพินพากลิ่นแก้วหนีออกไปทางหลังเรือน เขาจำได้ว่าย้อนกลับไปเอาสูตรปลอมในห้องนอนเพื่อใช้ล่อโจร และก่อนจะวิ่งออกไป เขาแวะมาสับกลอนล็อกประตูห้องเครื่องหอมจากด้านนอก เพราะไม่อยากให้พวกโจรได้สูตรจริงไป โดยไม่เคยรู้เลยว่ากลิ่นแก้วที่ห่วงเขา จะแอบย้อนเข้าไปเอาสูตรจริงในห้องนั้นก่อนที่ประตูจะถูกปิดตายเขาโดนพวกโจรฆ่าตายโดยคิดว่าเธอปลอดภัยแล้ว ไม่เคยรู้เลยว่าพวกมันจะย้อนกลับมาที่เรือน พอเข้าห้องเครื่องหอมไม่ได้เพราะติดกลอนและมีแค่ช่องระบ
ทันทีที่ตัวอักษร ‘คนทรยศกลับมาแล้ว’ สิ้นสุดลงพร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ในกระจก ความเย็นเยียบและกลิ่นอับของห้องใต้บันไดยิ่งชวนให้อึดอัด กลิ่นน้ำหอมผู้ชายแนววู้ดดี้ที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก กลิ่นที่เคยทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย ตอนนี้กลับทำให้หัวใจเต้นระทึกด้วยความหวาดระแวง ท่ามกลางหลักฐานที่คลุมเครือและนิมิตที่จงใจปั่นหัวเธอละสายตาจากกระจกเงาที่ดับแสงลง กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ก่อนจะรวบรวมความกล้าหันไปเผชิญหน้ากับคนที่ยืนอยู่ด้านหลังอย่างเชื่องช้าปรมัตถ์ยืนอยู่ตรงกรอบประตู เสื้อสูทสีเข้มที่เคยเนี้ยบกริบดูหลุดลุ่ย คอเสื้อถูกปลดกระดุมออกเหมือนคนอึดอัด แสงสลัวจากไฟฉายมือถือสาดกระทบใบหน้า เผยให้เห็นรอยคล้ำใต้ตา ดวงตาที่เคยเรียบเฉยตอนนี้แดงก่ำและสั่นไหวอย่างที่เธอไม่เคยเห็น เขามองเธอที่กอดสมุดบันทึกไว้แนบอก แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดกลิ่นแก้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ความคิดในหัวตีรวน แม้สติจะบอกว่านิมิตและข้อความในสมุดคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบิดเบือนความจริงและชี้นำ โดยจงใจละเว้นสิ่งที่เกิดขึ้นนอกห้อง แต่คำสารภาพของเขาก่อนหน้านี้ก็ยังดังก้องในหัว‘ผมเป็นคนฆ่าเธอ’ประโยคนั้นยังฝังลึกอยู่ในควา
ความเงียบในห้องเก็บของใต้บันไดอับชื้นและมืดทึบ ยิ่งนั่งนานก็ยิ่งชวนให้อึดอัด กลิ่นแก้วยังคงจดจ่ออยู่กับสมุดบันทึกสำนวนคดีเปื้อนเลือด คำถามเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวคือ ‘ใครเป็นคนล็อกประตู’ มันคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของอดีตที่หายไป และยังไม่มีใครให้คำตอบได้ทว่าระหว่างที่ความสับสนกำลังก่อตัว ความเย็นเยียบระลอกใหม่ก็พัดวูบเข้าปะทะผิว กลิ่นอับฝุ่นจางหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นเหม็นไหม้ลอยคลุ้งขึ้นมาในอากาศ หญิงสาวชะงัก ลมหายใจสะดุดเมื่อหางตาสังเกตเห็นความผิดปกติที่มุมห้องกระจกเงากรอบไม้สักบานเก่าที่เคยวางพิงผนังอิฐอย่างเงียบเชียบ จู่ ๆ ก็สว่างวาบขึ้นมา แสงสลัวนั้นไม่ได้เกิดจากไฟฉายในมือเธอ แต่มันเรืองแสงออกมาจากเนื้อกระจกโดยตรง ราวกับกำลังเปิดฉายภาพจากอีกห้วงเวลาหนึ่งกลิ่นแก้วแทบลืมหายใจ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองแผ่นกระจกอย่างไม่อาจละสายตา ภาพที่ปรากฏคมชัด แต่มันกลับถูกหั่นแบ่งเป็นสองเหตุการณ์อย่างชัดเจนเหตุการณ์แรก... ภาพสะท้อนฉายให้เห็นบรรยากาศในห้องเครื่องหอมที่เธอคุ้นเคย แต่มันเป็นมุมมองที่ถูกจำกัดไว้แค่ภายในห้องเท่านั้น เธอเห็นร่างของแม่หญิงกลิ่นแก้วในชุดสไบกำลังยืนอยู่หน้าบานประตูไม้กระดานหนา
ห้องใต้บันไดลับทั้งมืด อับชื้น และคลุ้งด้วยกลิ่นฝุ่นเก่า ความเย็นจากผนังอิฐแผ่ซ่านจนกลิ่นแก้วต้องห่อไหล่ ลมหายใจของเธอควบแน่นเป็นฝ้าขาว แสงจากหน้าจอโทรศัพท์ในมือสั่นไหว หญิงสาวพยายามเรียกสติ เพ่งสายตาลงบนกระดาษเหลืองกรอบของสมุดสำนวนคดีโบราณข้อความหน้านี้ไม่ใช่คำพิพากษาหรือคำให้การมัดตัวฆาตกรอย่างที่คิด แต่เป็นบันทึกการตรวจค้นสถานที่เกิดเหตุอย่างเป็นทางการหลังเพลิงสงบเธอเพ่งมองตัวอักษรสีหมึกจางซีดบนกระดาษสา‘...รายงานบันทึกตรวจค้นซากปรักหักพัง ณ เรือนไม้หอม หลังเปลวเพลิงมอดดับ เจ้าพนักงานเข้าตรวจพื้นที่ พบร่างผู้เสียชีวิตติดอยู่ภายในห้องเครื่องหอมชั้นล่าง บานประตูทางเข้าออกถูกสับกลอนและลงกุญแจเหล็กอย่างแน่นหนาจากภายนอก ผู้เสียชีวิตจึงไม่สามารถเปิดประตูหนีออกมาได้...’กลิ่นแก้วตาค้าง ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่าน นิ้วมือที่เย็นเฉียบแตะไล้ไปตามตัวอักษรบรรทัดถัดไปอย่างระมัดระวัง‘...จากการไต่สวนผู้คนในเรือนใกล้เคียง ต่างให้การว่าช่วงที่เพลิงเริ่มลุกไหม้เป็นยามวิกาล ไม่มีผู้ใดเห็นเหตุการณ์ขณะประตูห้องเครื่องหอมถูกล็อก จึงไร้เบาะแสว่าผู้ใดขังผู้ตาย ล็อกไว้ตั้งแต่เมื่อใด และด้วยเหตุผลใด...’ค
บานประตูไม้ลูกฟักที่แง้มอยู่ถูกมือเล็กออกแรงผลักให้เปิดกว้างขึ้น เสียงบานพับฝืดเคืองดังลากยาวสะท้อนในความเงียบ กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นผงลอยคลุ้งจนกลิ่นแก้วต้องยกมือขึ้นปิดจมูก หญิงสาวล้วงเอาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าขึ้นมาเปิดไฟฉาย สาดแสงสีขาวสว่างวาบเข้าไปในความมืดมิดของห้องใต้บันไดพื้นที่แคบ ๆ แห่งนี้เต็มไปด้วยข้าวของที่ถูกทิ้งร้าง กล่องลังไม้ซ้อนทับกัน และหยากไย่ที่เกาะเกี่ยวตามมุมเพดาน แสงไฟในมือของเธอไปสะท้อนเข้ากับตู้เอกสารเหล็กสีเขียวขี้ม้าเก่าคร่ำคร่าที่ตั้งหลบมุมอยู่ด้านในสุด กลิ่นแก้วเดินเบี่ยงหลบกองผ้าใบเข้าไปใกล้ บนบานประตูตู้มีแม่กุญแจทองเหลืองขนาดใหญ่คล้องล็อกเอาไว้อย่างแน่นหนาหญิงสาวถอนหายใจแผ่วเบา ตู้ที่ถูกปิดตายแน่นหนาขนาดนี้ กระดาษสูตรน้ำหอมของเธอคงไม่มีทางหลุดรอดเข้าไปอยู่ข้างในได้แน่ ๆทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะถอยห่างเพื่อกลับออกไป เสียงกลไกโลหะก็ดังขึ้นกึกก้องท่ามกลางความคับแคบกริ๊ก!แม่กุญแจทองเหลืองที่เห็นว่าล็อกสนิท กลับดีดตัวเปิดออกเองราวกับมีมือที่มองไม่เห็นสอดแทรกเข้าไปไขกลไก ก่อนที่ห่วงเหล็กหนักอึ้งจะร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นกระดานเสียงดังทึบกลิ่นแก้







