LOGIN“พะย่ะค่ะ / ขอรับ” จางอู่จิ้งและอู๋อิงสงต่างก็รับคำสั่งแล้วแยกย้ายกันไป
ร่างสูงก้าวอย่างมั่นคงไปยังห้องพักของแม่ทัพ ระหว่างทางที่เขาเดินผ่าน เหล่าทหารก็ก้มลงคำนับอย่างนอบน้อม แต่มิใช่ในฐานะแม่ทัพและองค์ชายเช่นเดิม ตอนนี้จ้าวเหยียนเจี๋ยอยู่ที่ป้อมเจิ้งจินในฐานะกุนซือจากเมืองหลวง
นายทหารทุกคนเรียกเขาว่า ‘จื่อลู่[1]’ ซึ่งชื่อนี้เขาตั้งขึ้นโดยมีที่มาจากหยกมังกรม่วง ซึ่งเป็นหยกประจำตัวของเขานั่นเอง
ร่างที่นอนอยู่บนเตียงคือจ้าวเหยียนอิ่ง เขาถูกพิษจึงยังคงไม่ได้สติ หมอหลวงที่มากับกองทัพกำลังช่วยกันรักษาเขาอย่างสุดความสามารถ ตอนนี้ผู้ที่มีอำนาจสั่งการในกองทัพก็คือจางซานจิ่ว ซึ่งเขาก็รับคำสั่งจากจ้าวเหยียนเจี๋ยอยู่ลับๆ เพื่อเตรียมทำสงครามกับแคว้นหนาน
“เจ้าสาม” เสียงระโหยของจ้าวเหยียนอิ่งดังขึ้นทันทีที่ทั้งสองอยู่กันตามลำพัง
“พี่รอง ท่านรู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่”
“ไม่เป็นไร การศึกเล่า”
“อย่ากังวลเลย ท่านพักผ่อนเถิด พิษที่ท่านได้รับแม้จะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ช่วงนี้ท่านอย่าออกแรงจะดีกว่า”
“แม่ทัพอย่างข้าถึงกับพลาดพลั้งเพียงเพราะศรของศัตรูเพียงดอกเดียว”
“ท่านอย่าคิดมากเลย แม่ทัพแคว้นหนานใช้วิธีลอบกัดเช่นนี้หาใช่บุรุษชาตินักรบ แม้ในยามสงครามยังต้องมีเวลาให้อีกฝ่ายเก็บศพคนของตัวเอง แต่เขากลับฉวยโอกาสตอนท่านออกไปนำตัวคนเจ็บกลับเข้าป้อมลอบทำร้ายท่าน เขาไม่สมควรเป็นแม่ทัพ ข้าจะสอนเขาเอง ว่าอะไรคือสิ่งที่แม่ทัพสมควรกระทำในสงคราม” จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยเสียงหนักแน่น
“เหยียนเจี๋ย ข้าดีใจที่เจ้ามาที่ป้อมเจิ้งจิน ดีใจที่ได้พบเจ้าอีกครั้ง” จ้าวเหยียนอิ่งยิ้มออกมาอย่างอ่อนแรง
“ท่านพักผ่อนเถิด ไม่มีอะไรที่ท่านต้องกังวล”
ในที่สุดสิ่งที่จ้าวเหยียนเจี๋ยคาดไว้ก็เกิดขึ้น เมื่อกองทัพของแคว้นหนานเริ่มเคลื่อนไหว ทัพหน้าแคว้นหนานจำนวนห้าพันกำลังตั้งแถวเพื่อรอคำสั่งเข้าบุก
ปิศาจสงครามยืนสง่าอยู่บนกำแพงสูงของป้อมเจิ้งจิน ดวงตาวาววับมองไปยังทัพหน้าเหล่านั้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย เขาพยักหน้าให้อู๋อิงสงซึ่งตอนนี้ใช้นามว่า ‘จิ้นหง[2]’ ทั้งยังเป็นคนที่จะนำทัพออกต้านทัพหน้าของแคว้นหนาน
ประตูใหญ่ของป้อมเจิ้งจินเปิดออกช้าๆ ม้าศึกของแคว้นจ้าวเรียงรายเดินเป็นขบวนออกมา ทว่านั่นทำเอาเลี่ยเผิงที่สังเกตุการณ์อยู่ห่างๆ ขมวดคิ้ว
แคว้นจ้าวส่งทัพหน้าออกมารับศึกเพียงแค่หนึ่งพัน วัดจากสายตาที่มองเห็น เท่ากับหนึ่งในห้าของนายทหารที่เขาส่งออกไป
“พวกมันกำลังคิดจะทำอะไร หรือดูถูกทหารแคว้นหนาน” เลี่ยเผิงเอ่ยด้วยดวงตาทอประกายกร้าว “เช่นนั้นข้าก็จะทำให้เห็นว่ายุคของปิศาจสงครามจบสิ้นลงแล้ว สั่งให้ทัพหน้าบุกเข้าไป ฆ่าอย่าให้เหลือ!!!”
เมื่อเหล่าทหารแคว้นหนานได้ยินแม่ทัพของตนสั่งการก็กู่ร้องแล้วควบม้าบุกเข้าไป ด้านหลังยังมีนายทหารที่เดินเท้าตามไปติดๆ
อู๋อิงสงนั่งตัวตรงอยู่บนหลังม้าด้านหน้าสุด เบื้องหลังของชายหนุ่ม มีนายทหารหนึ่งพันนายเรียงแถวกันเป็นรูปลูกศรยาว โดยมีเขายืนอยู่ด้านหน้าสุดในจุดที่เป็นหัวลูกศร พร้อมกับนายทหารคนอื่นๆ ที่ยืนเรียงลดหลั่นกันไป ทหารม้าที่ยืนอยู่ด้านหลัง จ้องเขม็งไปยังทหารแคว้นหนานที่โห่ร้องและบุกใกล้เข้ามา
“อย่าปล่อยให้ทหารแคว้นหนานผู้ใดเล็ดลอดแนวป้องกันของพวกเจ้าเข้ามาได้!”
อู๋อิงสงตะโกนก่อนหนีบท้องม้าไว้แน่น ม้าศึกสีดำปรอทของเขาส่งเสียงฟืดฟาดออกมาทางจมูก ราวกำลังบอกว่ามันเองก็พร้อมรบเช่นกัน
เสียงกลองศึกดังกึกก้อง พร้อมกับทัพม้าของทั้งสองแคว้นต่างก็ควบเข้าหากันด้วยความเร็ว
อู๋อิงสงตวัดกระบี่ยาวในมือเพื่อส่งสัญญาณเมื่อกำลังจะเกิดการปะทะ ทหารม้าที่อยู่ด้านหน้าเหวี่ยงบางอย่างขึ้นไปบนอากาศ มันคือกระเพาะของสัตว์ที่ภายในบรรจุของเหลวเอาไว้
“ทวน!” อู๋อิงสงตะโกนจบ ทวนทุกเล่มในมือของนายทหารชุดที่สองก็ถูกเหวี่ยงขึ้นไป ปลายแหลมของทวนพุ่งไปเสียบกระเพาะสัตว์ถุงใหญ่จนแตกออก
“ยิง!” อู๋อิงสงตะโกนทันทีที่ทวนพุ่งออกไป
พลธนูที่ขี่ม้าอยู่ตรงกลางแถวยิงศรที่จุดไฟออกไปทันทีที่ได้รับสัญญาณ กระเพาะสัตว์ที่บรรจุไขมันสัตว์เอาไว้จนเต็มระเบิดขึ้นกลางอากาศ ทันทีที่ศรติดไฟพุ่งเข้าใกล้
แรงระเบิดจากกระเพาะไขมันสัตว์นับร้อยทำให้นายทหารนับพันของแคว้นหนาน บ้างก็ร่วงลงไปจากหลังม้า บ้างก็โดนไฟคลอก บ้างก็ถูกแรงระเบิดจนบาดเจ็บล้มตาย
ทัพของแคว้นจ้าวหนึ่งพันนาย ด้วยการนำของอู๋อิงสง ตีฝ่าทัพของแคว้นหนานจากตรงกลาง จนแยกออกเป็นสองส่วน ระหว่างที่ฝ่าเข้าไปตรงกลาง กระเพาะไขมันสัตว์ก็ถูกโยนขึ้น แล้วตามไปด้วยศรติดไฟ แรงระเบิดทำให้นายทหารของแคว้นหนานมีไฟลุกท่วมทั้งตัว ควันไฟที่ลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ บดบังการมองเห็นของทัพด้านหลังจึงไม่รู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น
อู๋อิงสงตีฝ่ามาจนถึงด้านหลังสุด ก่อนที่จะส่งสัญญาณให้นายทหารแคว้นจ้าวแยกออกไปซ้ายขวา แล้วตีขนาบเข้าไปจากด้านข้างอีกครั้ง
ในขณะที่ทัพแคว้นหนานพยายามดับไฟที่กำลังลุกไหม้บนร่างกายของตัวเองนั้น นายทหารของแคว้นจ้าวหนึ่งนาย ก็สามารถปลิดชีพทหารแคว้นหนานได้เกือบสิบคน
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ทัพหลังของแคว้นหนานอ้าปากค้าง ควันที่ลอยอยู่เหนือการรบพุ่ง หลังจากที่เกิดการปะทะของทัพสองแคว้นเพียงไม่นานก็เริ่มจางลง
ผลการบุกของทัพหน้าห้าพัน ทำให้เลี่ยเผิงตกตะลึง เขาพบว่าตอนนี้ทัพของแคว้นจ้าวกลับไปตั้งแถวอยู่ที่หน้าป้อมเช่นเดิมแล้ว
ที่สำคัญจำนวนทหารของทัพหน้าแคว้นจ้าวไม่ได้ลดจำนวนลงไปแม้แต่น้อย ในขณะที่ทัพของแคว้นหนานแทบไม่มีคนรอดชีวิตกลับมา
กลศึกเช่นนี้ทำให้เขากังขายิ่งนัก ล้ำเลิศ ลึกล้ำ ทั้งยังโหดเหี้ยม มีเพียงองค์ชายสามปิศาจสงคราม ผู้ที่ได้รับการยกย่องเหนือแม่ทัพทั้งปวงเท่านั้นที่เขานึกถึง ทว่าคนผู้นั้นสิ้นใจไปสองปีแล้ว ทำไมยังมีคนสามารถมาแทนที่เขาได้อีก!!!
“ส่งคนไปสืบมาว่าเป็นผู้ใดที่คิดกลศึกครานี้”
[1] จื่อลู่ แปลว่า หยกสีม่วง
[2] จิ้นหง แปลว่า ความซื่อสัตย์อันยิ่งใหญ่
เขาเดินตรงไปยังแผงขายเนื้อ และซื้อเนื้อตากแห้งมาไม่กี่ชิ้น ด้วยเงินที่นางใส่เอาไว้ในห่อสัมภาระ ทั้งที่เงินนั้นสามารถเหมาทั้งแผงเนื้อเลยก็ได้ แต่เขากลับยืนขมวดคิ้ว คิดแล้วคิดอีกกว่าจะยอมล้วงมันออกมาเพียงไม่กี่อีแปะ ฝีเท้าอันมั่นคงก้าวขึ้นเหนือไปตามถนนสายหลัก ใบหน้ายิ้มแย้มของเขา กวาดไปทั่วบริเวณ บางครั้งเขาก็ส่งเสียงเบาๆ ในลำคอ คล้ายกำลังร้องเพลงอย่างอารมณ์ดี โดยที่เขาไม่ได้ผ่อนฝีเท้าลงเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่เช้ากระทั่งบ่ายคล้อย เขาหยุดพักเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และนั่นทำเอาคนที่ใช้ปีกบินตามเขามาเงียบๆ อยู่เหนือศีรษะถึงกับถอนหายใจ นางกังวลว่ากว่าเขาจะหานางพบ ไม่ล้มป่วยลงก็แปลกแล้ว ห้าวัน! ห้าวันแล้ว! จูเสวี่ยหลินสบถ นางสะกดรอยตามเขามาห้าวันเต็มๆ เขาเอาแต่เดินขึ้นเหนือโดยหยุดพักเพียงไม่กี่ครั้ง อาหารที่กินก็น้อยนิด เงินที่มีติดตัวก็ไม่เคยใช้จ่าย ทั้งยังไม่เคยเข้าพักในโรงเตี๊ยมเลย ได้แต่อาศัยนอนกลางดินกินกลางทราย แต่ใบหน้าของเขาก็ยังประดับรอยยิ้มเบิกบาน ผิดกับนางที่อารมณ์ยิ่งมาก็ยิ่งหงุดหงิดงุ่นง่าน กระทั่ง
เวทีกลางตลาดที่มีผ้าม่านล้อมรอบ ทำให้ผู้คนต่างก็อดที่จะมองด้วยความสงสัยไม่ได้ เนื่องจากเสียงครางกระเส่า ที่ยิ่งนานก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ เสียงเนื้อกระทบเนื้อที่ดังมากับเสียงครวญคราง ซึ่งไม่ว่าผู้ใดที่ได้ยิน ก็อดที่จะหน้าแดงใจสั่นขึ้นมาไม่ได้ ยิ่งสายตะวันโด่งผู้คนก็ยิ่งมาก เสียงซุบซิบและเสียงชี้ชวนให้กันล้อมวงเข้ามาดูก็ยิ่งทำให้ผู้คนสนใจ กระทั่งจำนวนคนมากพอ ละครฉากใหญ่จึงเริ่มขึ้น หลังจากผ้าม่านถูกดึงออก พร้อมกับเสียงฮือฮาของผู้ชม เมื่อได้เห็นภาพชายร่างใหญ่สามคน และสองสามีภรรยาตระกูลเหวิน ต่างก็เปลือยกายร่วมรักอย่างเร่าร้อน อีกทั้งพวกเขาทั้งห้าคนก็ไม่เลือกหญิงเลือกชาย แต่ต่างคนต่างก็รุกเร้าพัวพันกันแบบเนื้อถึงเนื้อ โดยไม่สนเหล่าผู้ชมที่ยืนดูอยู่ด้านล่างเวทีเลยแม้แต่น้อย ผู้ชมเหล่านั้นถึงแม้ว่าปากจะรุมประณาม ด่าทอ ทั้งยังสบถด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ทว่าพวกเขาทั้งหมดกลับยืนดูอยู่เช่นนั้น ไม่มีใครมีทีท่าจะเดินหนีแม้แต่คนเดียว หลังจากสมรภูมิอันหนักหน่วงบนเวทีกลางตลาด จูเสวี่ยหลินมั่นใจว่าสองสามีภรรยาตระกูลเหวิน คงนั่งไม่ได้ไปอีกนาน เนื่องจากบุรุษกำ
จูเสวี่ยหลินเบือนหน้าไปมองด้านอื่น เพราะเกรงว่านางจะใจอ่อนยอมให้เขาขึ้นรถม้าไปด้วย ...นางจำเป็นต้องทำเช่นนี้... ภาพของบุรุษที่นั่งคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูเมือง เรียกความสนใจของชาวเมืองได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าใครจะเข้าไปคุยกับเขา หรือเข้าไปซักถาม เขาก็ไม่ยอมขยับแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะฝนตก แดดออก หรือว่ามีเด็กขว้างปาข้าวของใส่เขา เขาก็ไม่ขยับกายไปไหน ได้แต่นั่งนิ่งๆ ภายในใจก็คอยนับว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว เมื่อผ่านไปได้หนึ่งวันเขาก็จะยิ้มออกมา และนับวันใหม่ต่อไป จนแทบจะทนรอให้ครบสามวันไม่ไหว จูเสวี่ยหลินได้แต่ถอนหายใจ ภาพที่เจี่ยนอิงนั่งนิ่งไม่ขยับไปไหน ทำให้นางกลัดกลุ้มยิ่งนัก เขาทำตามที่นางสั่งอย่างเคร่งครัด นางสมควรจะดีใจจึงถูก แต่มันกลับทำให้นางหงุดหงิดเสียนี่ เขาไม่ยอมลุกไปกินข้าวกินปลา ไม่ยอมแม้กระทั่งลุกไปเข้าสุขา แล้วอย่างนี้หากครบสามวันจริงๆ ไม่หน้ามืดไปก่อนที่จะทันได้ตามหานางหรอกหรือ คิดแล้วก็ได้แต่หนักใจ ก่อนจะหันหลังไปมองบุรุษกำยำหลายคนที่โดนนางฟาดจนสลบ คนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนข
เนื่องจากถูกเลี้ยงดูให้ยืดมั่นถือมั่นในคนผู้เดียว แม้เขาจะสูญเสียความทรงจำ ทว่าจิตใต้สำนึกของเขายังคงผลักดันให้เขาทำเช่นนั้น โดยเฉพาะในยามนี้ที่เขาตระหนักชัดว่าจูเสวี่ยหลินคือคนเดียวที่ดีต่อเขาอย่างแท้จริง เขายึดนางเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และการที่เขาพบว่านางกำลังอยู่กับเหวินอี๋ชิว ทำให้เขาเกิดอารมณ์พลุ่งพล่าน กระทั่งใช้วรยุทธ์ที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวว่ามีออกไป ร่างสูงคำรามลั่นก่อนที่จะพุ่งตัวออกไป เมื่อเห็นมือของเหวินอี๋ชิวกำลังยื่นออกมาแตะที่ต้นแขนของจูเสวี่ยหลิน “เอามือสกปรกของเจ้าออกไปจากนายหญิง!” กว่าที่ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เหวินอี๋ชิวก็ล้มตัวลงไปนอนกองกับพื้น โดยมีเท้าข้างหนึ่งของเจี่ยนอิงวางอยู่บนลำตัว เขาค่อยๆ ย่อตัวลง ดวงตาทั้งสองข้างปรากฏแววอำมหิตอย่างเห็นได้ชัด มือข้างหนึ่งยกขึ้นแล้วกางออกคล้ายกรงเล็บ ก่อนจะเงื้อขึ้นเหนือศีรษะแล้วตั้งใจจะฟาดลงไป โดยเล็งที่กลางกระหม่อมของผู้ที่อยู่ใต้ร่าง “อิง!” เสียงของจูเสวี่ยหลินทำให้เขาชะงัก ใบหน้าเหมือนกำลังสับสนมึนงงหันมามองหญิงสา
รุ่งเช้าวันต่อมารถม้าที่นางมอบเงินให้เขา และวานให้บอกเสี่ยวเอ้อจัดหามาให้ก็จอดรออยู่แล้ว ยังมีเสบียงอาหารสำหรับคนสองคน ตระเตรียมเอาไว้เรียบร้อย ทว่าใบหน้าของเสี่ยวเอ้อ ทำเอาหญิงสาวได้แต่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “เขานึกอยู่ครึ่งค่อนคืนขอรับว่าท่านจะเอาอะไรบ้าง กว่าจะนึกออกข้าเกือบจัดเตรียมทุกอย่างไม่ทัน” นั่นคือคำตอบที่ทำเอานางเกือบหลุดหัวเราะ ทว่านางไม่ได้ทำเพียงแต่เอ่ยชมเขาออกมาคำสองคำ ในที่สุดจูเสวี่ยหลินก็มีโอกาสได้ใช้เงินก้อนใหญ่เป็นครั้งแรก นางใช้มันซื้อรถม้าอย่างดี มีที่นั่งบุนวมรอบด้านและมีข้าวของเครื่องใช้หลายอย่าง เรื่องค่าเดินทางที่นางใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายนั้น นางไม่ได้กังวลเลยสักนิด ความจุของนาฬิกาไมโครของนางที่เรียกได้ว่าเดินทางทั้งชีวิต เงินที่ได้มาจากหนานเฟยหลงก็ไม่มีวันหมด คิดแล้วได้แต่นึกขำ ในยามที่หนานเฟยหลงให้นางเอ่ยความปรารถนาในใจได้สองข้อ เพื่อเป็นรางวัลที่นางช่วยเหลือเขาในการกอบกู้บัลลังก์ และสิ่งที่นางขอก็มีสองข้อจริงๆ ข้อที่หนึ่งคือเงิน ข้อสองก็คือเงินอีกนั่นแหละ
“ขะ..ขอรับ” อาฉินก้มหน้าลงอย่างขลาดกลัว ก่อนจะเริ่มเล่าต่อ “นะ...นายท่านลงมือเฆี่ยนตีก็จริง แต่เพราะแผลนั่นนายท่านจึงเกรงว่าเขาจะรับไม่ไหวจึงเฆี่ยนลงไปบนแขนขาเขาแทน ตอนแรกข้าคิดว่าเป็นเพราะหึงหวงนายหญิง กระทั่งวันหนึ่งข้าได้ยินนายท่านทะเลาะกับนายหญิง ข้าจึงรู้มาว่าที่นายท่านเดือดดาลถึงเพียงนั้น ก็เพราะนายท่านชอบพอเขา และนายหญิงรู้ถึงความชอบนั้นจึงพยายามยั่วยวนเขาให้นายท่านเห็น ทั้งยังเอ่ยขอเขากับนายท่าน หรือไม่เช่นนั้นก็แบ่งกันคนละวัน นับจากนั้นทั้งสองก็เข้าไปในห้องใต้ดินสลับกัน หลังจากกลับออกมาแผลที่ถูกเฆี่ยนตีบนตัวเขาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นไม่นานนายท่านก็ขายเขาออกมา ส่วนนายหญิงรู้ว่าข้าแอบส่งน้ำส่งอาหารให้เขา ข้าจึงถูกขายออกมาด้วย” อาฉินเอ่ยจบก็มีเพียงความเงียบงัน จูเสวี่ยหลินสูดลมหายใจเข้า มือสองข้างกำแน่นจนขาวซีด ขนลุกขนพองไปทั้งร่าง เมื่อหันไปมองใบหน้าเดือดดาลของหญิงสาว อาฉินจึงรีบเล่าเรื่องสุดท้ายให้ฟัง “ตอนที่เดินทางมากับขบวนค้าทาส เขาถูกซื้อไปหลายรอบ แต่ทุกครั้งก็จะถูกนำมาคืน และเขาก็ถูกทุบตีกลับมาแทบจะทุกครั้ง คิดว่าน่าจะเป็นเพราะเขามีท่าทีหวาดกลัวแ
เจี่ยนอิงนั่งตัวเกร็งอย่างไม่เป็นธรรมชาติ เพราะปกติแล้วเขาไม่เคยได้รับอนุญาตให้นั่งร่วมโต๊ะกับผู้เป็นนาย แต่นายหญิงของเขาผู้นี้ ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งนัก ไม่เพียงแต่บังคับให้เขานั่งร่วมโต๊ะกับนางเท่านั้น แต่นางถึงกับบังคับให้เขากินกับข้าวในจาน ซึ่งปกติเขาเคยได้แต่ยืนมอง ไม่นั
ตอนพิเศษ 2การเดินทางของจูเสวี่ยหลินนับตั้งแต่แยกกับไป๋หลินและสือเจี้ยนหาวที่มุ่งหน้ากลับแคว้นจ้าว จูเสวี่ยหลินก็เดินทางกลับเข้ามายังเมืองหลวงแคว้นหนานเงียบๆความหดหู่สิ้นหวังในใจ ทำให้นางไม่อาจสงบใจลงได้ คำสั่งเสียสุดท้ายของพอล ยังคงดังก้องในความทรงจำ เช่นกันกับภาพที่เจี่ยนอิงถูกไซฟรอสเหวี่ยงร่าง
หวังอี้เฟยเกล้าผมปักปิ่นอย่างสตรีที่ออกเรือนแล้ว เร่งเดินทางออกจากเมืองหลวง ความตั้งใจเดิมที่จะเดินทางกลับบ้านเกิดของมารดา เป็นอันต้องแปรเปลี่ยน เมื่อนึกถึงสหายผู้หนึ่งขึ้นมาหญิงสาวเปลี่ยนเส้นทาง โดยมุ่งหน้าไปเมืองหยางที่อยู่ไม่ไกลจากชายแดนแคว้นเยวี่ยปีแรกที่ถูกส่งตัวเข้าไปในวังหลวง หวังอี้เฟยมีส
ตอนพิเศษแค้นลิขิตรัก(ต้วนหง-หวังอี้เฟย)เงาร่างเล็กที่กำลังด้อมๆ มองๆ อย่างมีพิรุธในความมืด ทำให้ต้วนหงหรี่ดวงตาคมเข้มลงอย่างมาดร้าย เขาคิดเอาไว้ไม่มีผิดว่านางต้องมาแน่นอนอยู่แล้วในเมื่อคนของเรารายงานว่าอดีตเสนาบดีหวังกำลังวางแผนที่จะหลบหนีคืนนี้ คนคดเห็นแก่ตัวเช่นหวังจื่ออี้ มีหรือจะยินยอมรอการ







