Share

บทที่ 10

last update publish date: 2026-01-07 09:52:50

ความสามารถในอดีตที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษของ ทำให้นางได้พบกับพวกเขาในเวลาที่แตกต่างกัน ทว่ามันก็ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

“จะดีหรือ ปล่อยนางไปเช่นนี้ เส้นทางไปชายแดนอาจมีอันตราย” เฟิงชิงก้าวออกมา สายตาของเขามองคนที่กำลังวิ่งไปยังกระท่อมอีกหลัง

“ไม่ให้นางไป คิดหรือว่านางจะยินยอม อย่าว่าแต่นางสังหรณ์ใจเลย ข้าเองก็กังวลอยู่เหมือนกัน ชะตาชีวิตของเจี้ยนหาวนั้นสลับซับซ้อน ข้ามองไม่ออกจริงๆ ว่าเดินทางไปชายแดนครั้งนี้เขาจะเจอกับอะไรบ้าง”

“ท่านทำนายชะตาเขาหรือ”

“ไม่ถึงกับทำนายหรอก ข้ามองจากลายมือเขา ชีวิตของเขายุ่งเหยิงเต็มไปด้วยภยันตราย ตอนนั้นข้าเพียงแต่คิดว่าเพราะเขาใช้ชีวิตอยู่กับความมืด ทั้งยังสังหารคนมามาก กระทั่งเมื่อสามสี่วันก่อนข้าลองตรวจชะตาจากวันตกฟาก เขากำลังมีเคราะห์ครั้งใหญ่ซึ่งอาจถึงกับชีวิต” ซูหย่งจื้อถอนหายใจออกมาเสียงดัง “แต่ก็นั่นแหละ ข้าอาจผิดก็ได้เพราะข้าไม่ได้เก่งกาจเรื่องการทำนาย หากรู้เช่นนี้ข้าน่าจะศึกษาเรื่องนี้ให้มากหน่อย”

“ท่านอาจผิดก็ได้ อย่ากังวลเลย” เฟิงชิงตบบ่าซูหย่งจื้อเบาๆ

“ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นคนในครอบครัวของข้า ข้าไม่อยากให้เรื่องร้ายเกิดขึ้นกับคนใดคนหนึ่งจริงๆ”

บุรุษวัยกลางคนทั้งสองยืนมองออกไปนอกกระท่อม หุบเขามังกรหลับที่เคยสงบสุข มีแต่เสียงหัวเราะ และความอบอุ่น เมื่อเกิดสงครามทางเหนือบุรุษทั้งสามก็มุ่งหน้าไปสนามรบ ทำให้หุบเขาเงียบลงไปถนัดตา

มาตอนนี้ฮูหยินของพวกเขาก็กำลังจะตามไป ด้วยจิตใจที่ห่วงกังวล พวกเขาทั้งสองได้แต่หวนนึกไปถึงวันคืนที่สุขสงบ ซึ่งพวกเขาเคยมีร่วมกันเพื่อปลอบโยนหัวใจที่กำลังว้าวุ่น

ร่างสูงโปร่งของบุรุษรูปร่างหน้าตาธรรมดาไม่ได้ดึงดูดสายตาผู้ใดนัก ทั้งสองกำลังเจรจาซื้อม้าสองตัวอย่างใจเย็น

หน้ากากของเฟิงชิงไม่เคยทำให้คนใส่ผิดหวัง เพราะเหยียนหว่านเอ๋อร์กับอวิ๋นหยาในคราบบุรุษ ทำการซื้อขายได้ราบรื่นในที่สุด

ออกจากหุบเขามังกรหลับมาตั้งแต่เช้ามืด ตะวันยังไม่ทันได้เลยศีรษะม้าสีน้ำตาลสองตัวก็ควบออกมาจากเมืองอู่ถง ตรงขึ้นไปทางเหนือโดยมีจุดหมายปลายทางที่ป้อมเจิ้งจิน

ก่อนออกจากเมืองอู่ถง เหยียนหว่านเอ๋อร์ไม่ลืมที่จะไปยังหอหลิ่งเหอ ซึ่งเป็นโรงรับจำนำที่ใหญ่ที่สุดในเมืองอู่ถง ที่นั่นนางได้พบกับเทียนซื่อ ยมทูตของวังเมฆาอัคคี เขามีหน้าที่ดูแลหอหลิ่งเหอที่เป็นหนึ่งในกิจการของวังเมฆาอัคคี และคือคนที่จะรับหน้าที่ส่งข่าวของนางให้คนในหุบเขามังกรหลับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

กำแพงสูงของป้อมเจิ้งจินยังคงระอุไปด้วยไฟสงคราม ทหารของทั้งสองแคว้นที่เพิ่งจะกลับจากรบพุ่งต่างคนต่างก็บาดเจ็บล้มตาย ทว่าพวกเขาก็หาได้ยอมแพ้ไม่ ในห้องประชุมของแม่ทัพ ตอนนี้ร่างสูงร่างหนึ่งกำลังยืนมองแผนผังการรบด้วยใบหน้าเคร่งเครียด

“แม่ทัพที่ยกทัพมาครานี้หาใช่แม่ทัพหยางอู่เยี่ยไม่ ข้าไม่เคยพบเขามาก่อน” จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยเสียงเครียด

“เขาชื่อเลี่ยเผิงพะย่ะค่ะ เป็นบุตรชายของรองแม่ทัพเลี่ย” จางอู่จิ้งตอบด้วยท่าทีนอบน้อมเช่นเดิม

“รองแม่ทัพเลี่ย เขาคือผู้มีฝีมือคนหนึ่ง ข้าไม่ยักรู้ว่าเขามีบุตรชาย”

“ได้ยินมาว่าเขาคือบุตรที่เกิดจากฮูหยินรอง ทั้งยังไม่ได้รับยศถาใดๆ พะย่ะค่ะ เขาช่วยเหลียงอ๋องชิงบัลลังก์จึงได้ก้าวขึ้นมาเป็นแม่ทัพ การศึกครั้งนี้เขาอาสานำทัพมาเอง”

“อ้อ” จ้าวเหยียนเจี๋ยพยักหน้า ตอนนั้นเองอู๋อิงสงได้ก้าวเข้ามาภายในห้องเสียก่อน “พบเขาหรือไม่”

“ไร้วี่แวว อากาศหนาวเหน็บ เกรงว่าไม่ช้าหิมะคงตกหนักก ข้ายังคงให้คนของเราออกค้นหา ไม่นานน่าจะได้ข่าวคราวบ้าง” อู๋อิงสงเองก็ร้อนใจไม่น้อยไปกว่าจ้าวเหยียนเจี๋ย เขาออกติดตามร่องรอยสือเจี้ยนหาว หวังว่าจะได้ร่องรอยอะไรกลับมาบ้าง

“เอาเถิด ไม่พบเช่นนี้ก็ดี เพราะนั่นแสดงว่าเขาไม่เป็นอะไร...เขาจะต้องไม่เป็นอะไร”

...อยู่ต้องพบตัว ตายต้องพบศพ

“คิดว่าก่อนหิมะตกทัพแคว้นหนานจะต้องบุกเข้ามาแน่” อู๋อิงสงมองผังการรบแล้วขมวดคิ้ว “หากหิมะตกเราจะได้เปรียบ แน่นอนแม่ทัพเลี่ยจะต้องบุกเข้ามาเร็ววัน”

“ใช่ เขาจะต้องบุกเข้ามาแน่ แม่ทัพเลี่ยคนนี้ ดูจากการที่เขาสามารถล้อมพี่รองเอาไว้ในหุบเขาหมาป่า แสดงว่าเขาไม่เลือกวิธีที่จะเอาชนะ”

“เช่นนั้นเราสมควรต้องทำเช่นไรพะย่ะค่ะ”

“เขามั่นใจแน่ๆ ว่าศึกนี้เขาจะมีชัยเหนือทัพแคว้นจ้าว มั่นใจจนเกินไป ดังนั้นความมั่นใจนี้คือจุดอ่อนของเขา ไป...เจ้าไปเตรียมคนให้พร้อม หากแคว้นหนานอยากจะทำสงคราม ข้าก็จะทำให้พวกมันรู้ว่าอะไรคือสงครามที่แท้จริง”

มือใหญ่ของอดีตปิศาจสงคราม ปักหมุดอันเล็กลงไปบนผังการรบ “ไปเตรียมตัว เราจะดำเนินการตามแผน”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • กับดักเสน่หา   บทที่ 143 จบ

    เขาเดินตรงไปยังแผงขายเนื้อ และซื้อเนื้อตากแห้งมาไม่กี่ชิ้น ด้วยเงินที่นางใส่เอาไว้ในห่อสัมภาระ ทั้งที่เงินนั้นสามารถเหมาทั้งแผงเนื้อเลยก็ได้ แต่เขากลับยืนขมวดคิ้ว คิดแล้วคิดอีกกว่าจะยอมล้วงมันออกมาเพียงไม่กี่อีแปะ ฝีเท้าอันมั่นคงก้าวขึ้นเหนือไปตามถนนสายหลัก ใบหน้ายิ้มแย้มของเขา กวาดไปทั่วบริเวณ บางครั้งเขาก็ส่งเสียงเบาๆ ในลำคอ คล้ายกำลังร้องเพลงอย่างอารมณ์ดี โดยที่เขาไม่ได้ผ่อนฝีเท้าลงเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่เช้ากระทั่งบ่ายคล้อย เขาหยุดพักเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และนั่นทำเอาคนที่ใช้ปีกบินตามเขามาเงียบๆ อยู่เหนือศีรษะถึงกับถอนหายใจ นางกังวลว่ากว่าเขาจะหานางพบ ไม่ล้มป่วยลงก็แปลกแล้ว ห้าวัน! ห้าวันแล้ว! จูเสวี่ยหลินสบถ นางสะกดรอยตามเขามาห้าวันเต็มๆ เขาเอาแต่เดินขึ้นเหนือโดยหยุดพักเพียงไม่กี่ครั้ง อาหารที่กินก็น้อยนิด เงินที่มีติดตัวก็ไม่เคยใช้จ่าย ทั้งยังไม่เคยเข้าพักในโรงเตี๊ยมเลย ได้แต่อาศัยนอนกลางดินกินกลางทราย แต่ใบหน้าของเขาก็ยังประดับรอยยิ้มเบิกบาน ผิดกับนางที่อารมณ์ยิ่งมาก็ยิ่งหงุดหงิดงุ่นง่าน กระทั่ง

  • กับดักเสน่หา   บทที่ 142

    เวทีกลางตลาดที่มีผ้าม่านล้อมรอบ ทำให้ผู้คนต่างก็อดที่จะมองด้วยความสงสัยไม่ได้ เนื่องจากเสียงครางกระเส่า ที่ยิ่งนานก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ เสียงเนื้อกระทบเนื้อที่ดังมากับเสียงครวญคราง ซึ่งไม่ว่าผู้ใดที่ได้ยิน ก็อดที่จะหน้าแดงใจสั่นขึ้นมาไม่ได้ ยิ่งสายตะวันโด่งผู้คนก็ยิ่งมาก เสียงซุบซิบและเสียงชี้ชวนให้กันล้อมวงเข้ามาดูก็ยิ่งทำให้ผู้คนสนใจ กระทั่งจำนวนคนมากพอ ละครฉากใหญ่จึงเริ่มขึ้น หลังจากผ้าม่านถูกดึงออก พร้อมกับเสียงฮือฮาของผู้ชม เมื่อได้เห็นภาพชายร่างใหญ่สามคน และสองสามีภรรยาตระกูลเหวิน ต่างก็เปลือยกายร่วมรักอย่างเร่าร้อน อีกทั้งพวกเขาทั้งห้าคนก็ไม่เลือกหญิงเลือกชาย แต่ต่างคนต่างก็รุกเร้าพัวพันกันแบบเนื้อถึงเนื้อ โดยไม่สนเหล่าผู้ชมที่ยืนดูอยู่ด้านล่างเวทีเลยแม้แต่น้อย ผู้ชมเหล่านั้นถึงแม้ว่าปากจะรุมประณาม ด่าทอ ทั้งยังสบถด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ทว่าพวกเขาทั้งหมดกลับยืนดูอยู่เช่นนั้น ไม่มีใครมีทีท่าจะเดินหนีแม้แต่คนเดียว หลังจากสมรภูมิอันหนักหน่วงบนเวทีกลางตลาด จูเสวี่ยหลินมั่นใจว่าสองสามีภรรยาตระกูลเหวิน คงนั่งไม่ได้ไปอีกนาน เนื่องจากบุรุษกำ

  • กับดักเสน่หา   บทที่ 141

    จูเสวี่ยหลินเบือนหน้าไปมองด้านอื่น เพราะเกรงว่านางจะใจอ่อนยอมให้เขาขึ้นรถม้าไปด้วย ...นางจำเป็นต้องทำเช่นนี้... ภาพของบุรุษที่นั่งคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูเมือง เรียกความสนใจของชาวเมืองได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าใครจะเข้าไปคุยกับเขา หรือเข้าไปซักถาม เขาก็ไม่ยอมขยับแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะฝนตก แดดออก หรือว่ามีเด็กขว้างปาข้าวของใส่เขา เขาก็ไม่ขยับกายไปไหน ได้แต่นั่งนิ่งๆ ภายในใจก็คอยนับว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว เมื่อผ่านไปได้หนึ่งวันเขาก็จะยิ้มออกมา และนับวันใหม่ต่อไป จนแทบจะทนรอให้ครบสามวันไม่ไหว จูเสวี่ยหลินได้แต่ถอนหายใจ ภาพที่เจี่ยนอิงนั่งนิ่งไม่ขยับไปไหน ทำให้นางกลัดกลุ้มยิ่งนัก เขาทำตามที่นางสั่งอย่างเคร่งครัด นางสมควรจะดีใจจึงถูก แต่มันกลับทำให้นางหงุดหงิดเสียนี่ เขาไม่ยอมลุกไปกินข้าวกินปลา ไม่ยอมแม้กระทั่งลุกไปเข้าสุขา แล้วอย่างนี้หากครบสามวันจริงๆ ไม่หน้ามืดไปก่อนที่จะทันได้ตามหานางหรอกหรือ คิดแล้วก็ได้แต่หนักใจ ก่อนจะหันหลังไปมองบุรุษกำยำหลายคนที่โดนนางฟาดจนสลบ คนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนข

  • กับดักเสน่หา   บทที่ 140

    เนื่องจากถูกเลี้ยงดูให้ยืดมั่นถือมั่นในคนผู้เดียว แม้เขาจะสูญเสียความทรงจำ ทว่าจิตใต้สำนึกของเขายังคงผลักดันให้เขาทำเช่นนั้น โดยเฉพาะในยามนี้ที่เขาตระหนักชัดว่าจูเสวี่ยหลินคือคนเดียวที่ดีต่อเขาอย่างแท้จริง เขายึดนางเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และการที่เขาพบว่านางกำลังอยู่กับเหวินอี๋ชิว ทำให้เขาเกิดอารมณ์พลุ่งพล่าน กระทั่งใช้วรยุทธ์ที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวว่ามีออกไป ร่างสูงคำรามลั่นก่อนที่จะพุ่งตัวออกไป เมื่อเห็นมือของเหวินอี๋ชิวกำลังยื่นออกมาแตะที่ต้นแขนของจูเสวี่ยหลิน “เอามือสกปรกของเจ้าออกไปจากนายหญิง!” กว่าที่ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เหวินอี๋ชิวก็ล้มตัวลงไปนอนกองกับพื้น โดยมีเท้าข้างหนึ่งของเจี่ยนอิงวางอยู่บนลำตัว เขาค่อยๆ ย่อตัวลง ดวงตาทั้งสองข้างปรากฏแววอำมหิตอย่างเห็นได้ชัด มือข้างหนึ่งยกขึ้นแล้วกางออกคล้ายกรงเล็บ ก่อนจะเงื้อขึ้นเหนือศีรษะแล้วตั้งใจจะฟาดลงไป โดยเล็งที่กลางกระหม่อมของผู้ที่อยู่ใต้ร่าง “อิง!” เสียงของจูเสวี่ยหลินทำให้เขาชะงัก ใบหน้าเหมือนกำลังสับสนมึนงงหันมามองหญิงสา

  • กับดักเสน่หา   บทที่ 139

    รุ่งเช้าวันต่อมารถม้าที่นางมอบเงินให้เขา และวานให้บอกเสี่ยวเอ้อจัดหามาให้ก็จอดรออยู่แล้ว ยังมีเสบียงอาหารสำหรับคนสองคน ตระเตรียมเอาไว้เรียบร้อย ทว่าใบหน้าของเสี่ยวเอ้อ ทำเอาหญิงสาวได้แต่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “เขานึกอยู่ครึ่งค่อนคืนขอรับว่าท่านจะเอาอะไรบ้าง กว่าจะนึกออกข้าเกือบจัดเตรียมทุกอย่างไม่ทัน” นั่นคือคำตอบที่ทำเอานางเกือบหลุดหัวเราะ ทว่านางไม่ได้ทำเพียงแต่เอ่ยชมเขาออกมาคำสองคำ ในที่สุดจูเสวี่ยหลินก็มีโอกาสได้ใช้เงินก้อนใหญ่เป็นครั้งแรก นางใช้มันซื้อรถม้าอย่างดี มีที่นั่งบุนวมรอบด้านและมีข้าวของเครื่องใช้หลายอย่าง เรื่องค่าเดินทางที่นางใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายนั้น นางไม่ได้กังวลเลยสักนิด ความจุของนาฬิกาไมโครของนางที่เรียกได้ว่าเดินทางทั้งชีวิต เงินที่ได้มาจากหนานเฟยหลงก็ไม่มีวันหมด คิดแล้วได้แต่นึกขำ ในยามที่หนานเฟยหลงให้นางเอ่ยความปรารถนาในใจได้สองข้อ เพื่อเป็นรางวัลที่นางช่วยเหลือเขาในการกอบกู้บัลลังก์ และสิ่งที่นางขอก็มีสองข้อจริงๆ ข้อที่หนึ่งคือเงิน ข้อสองก็คือเงินอีกนั่นแหละ

  • กับดักเสน่หา   บทที่ 138

    “ขะ..ขอรับ” อาฉินก้มหน้าลงอย่างขลาดกลัว ก่อนจะเริ่มเล่าต่อ “นะ...นายท่านลงมือเฆี่ยนตีก็จริง แต่เพราะแผลนั่นนายท่านจึงเกรงว่าเขาจะรับไม่ไหวจึงเฆี่ยนลงไปบนแขนขาเขาแทน ตอนแรกข้าคิดว่าเป็นเพราะหึงหวงนายหญิง กระทั่งวันหนึ่งข้าได้ยินนายท่านทะเลาะกับนายหญิง ข้าจึงรู้มาว่าที่นายท่านเดือดดาลถึงเพียงนั้น ก็เพราะนายท่านชอบพอเขา และนายหญิงรู้ถึงความชอบนั้นจึงพยายามยั่วยวนเขาให้นายท่านเห็น ทั้งยังเอ่ยขอเขากับนายท่าน หรือไม่เช่นนั้นก็แบ่งกันคนละวัน นับจากนั้นทั้งสองก็เข้าไปในห้องใต้ดินสลับกัน หลังจากกลับออกมาแผลที่ถูกเฆี่ยนตีบนตัวเขาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นไม่นานนายท่านก็ขายเขาออกมา ส่วนนายหญิงรู้ว่าข้าแอบส่งน้ำส่งอาหารให้เขา ข้าจึงถูกขายออกมาด้วย” อาฉินเอ่ยจบก็มีเพียงความเงียบงัน จูเสวี่ยหลินสูดลมหายใจเข้า มือสองข้างกำแน่นจนขาวซีด ขนลุกขนพองไปทั้งร่าง เมื่อหันไปมองใบหน้าเดือดดาลของหญิงสาว อาฉินจึงรีบเล่าเรื่องสุดท้ายให้ฟัง “ตอนที่เดินทางมากับขบวนค้าทาส เขาถูกซื้อไปหลายรอบ แต่ทุกครั้งก็จะถูกนำมาคืน และเขาก็ถูกทุบตีกลับมาแทบจะทุกครั้ง คิดว่าน่าจะเป็นเพราะเขามีท่าทีหวาดกลัวแ

  • กับดักเสน่หา   บทที่ 30

    ความรู้สึกนี้มันช่างบริสุทธิ์เหลือเกิน มือใหญ่ยื่นออกไปเพื่อเขี่ยปอยผมที่เปียกชื้นอยู่บนหน้าผากนวล‘นางหลับลึกไปหรือไม่ เมื่อครู่มิใช่ว่าข้าเพิ่งจะตะโกนออกมาสุดเสียงหรือ’ สือเจี้ยนหาวคิดพลางขมวดคิ้ว ทว่ามือของเขายังไปไม่ถึงใบหน้าซึ่งกำลังนอนหลับใหลของนาง หูก็พลันได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวด้านนอกมือใ

  • กับดักเสน่หา   บทที่ 29

    “ขอบใจเจ้า ขอบใจเจ้าจริงๆ น้องเล็ก” เสียงของสือเจี้ยนหาวแหบพร่าเขากำลังร้องไห้จริงๆ น้ำตาที่ไหลออกมาเงียบๆ นั้นเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเขาเป็นคนที่มีหัวใจ มีความรู้สึก เขาไม่ได้ไร้หัวใจ ไร้ซึ่งความรู้สึกอย่างที่เขาคิดว่าตัวเองเป็น ในที่สุดเขาก็กลายเป็นบุรุษธรรมดาผู้หนึ่ง อย่างที่เขาต้องการจะเป็นม

  • กับดักเสน่หา   บทที่ 28

    “นางไม่เป็นอะไรหรอก พอไปถึงที่หมู่บ้านได้พักสักหน่อยก็จะดีขึ้น” อวิ๋นหยาช่วยเหยียนหว่านเอ๋อร์แก้ตัวอีกแรง“ขอบคุณนะพี่สะใภ้”“เอาเถิด ตอนนี้เจ้ายังไม่อยากพูดก็นับว่าไม่ผิด นายท่านเหยียนเจี๋ยสมควรรู้เป็นคนแรก แต่เจ้าอย่าหักโหมจนเกินไป รู้สึกเหนื่อยก็บอกข้าเข้าใจหรือไม่”“ข้ารู้แล้ว ขอบคุณพี่สะใภ้”ก

  • กับดักเสน่หา   บทที่ 27

    สือเจี้ยนหาวก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าเหยียนหว่านเอ๋อร์มีสหายอยู่คนหนึ่งจริงๆ เพียงแต่เขาจำชื่อของอีกฝ่ายไม่ได้อวิ๋นหยาที่เดินตามเข้ามาได้แต่ขมวดคิ้ว นางสังเกตเห็นความผิดปกติของคนทั้งสองที่นั่งกอดกันอยู่กลางห้องเก็บฟืนความเศร้าโศกที่ก่อตัวขึ้นรอบกาย ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถาม และยิ่งไปกว่านั้นใบหน้าท

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status