INICIAR SESIÓN
“ข้ายอมมีชีวิตอยู่ต่อเพียงแค่เสี้ยวเวลาหนึ่งกับนาง แต่จะไม่ยอมมีชีวิตที่ไร้นางแม้แต่ชั่วอึดใจ”
เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นไม่ไกล เรียกสติของคนที่กำลังนอนแน่นิ่งอยู่ริมลำธารให้รู้สึกตัว ชายหนุ่มขยับตัวเล็กน้อยก่อนพบว่าความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วร่างยังคงไม่ปรานีเขาแม้แต่น้อย
ความเจ็บปวดแสนสาหัสนี้มีจุดเริ่มตั้งแต่มาจากช่วงต้นขา ไล่ขึ้นไปยังแผ่นหลัง กระทั่งเป็นเหตุให้ร่างทั้งร่างยากที่จะขยับ
คิ้วเข้มขมวดมุ่นก่อนรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดค่อยๆ พยุงตัวขึ้นนั่ง
“ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย ใครก็ได้!”
เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือยังคงดังจนเขารู้สึกรำคาญ จะว่าไปไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนดีจึงหันเหความสนใจไปยังต้นเสียง ที่เขาทำเช่นนั้นก็เพราะกำลังหงุดหงิดเต็มที่
ร่างกายของเขายังคงต้องการเวลาในการพักฟื้น หากยังคงมีเสียงรบกวนดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ เขาจะหลับลงได้อย่างไรเล่า!!
คิดเช่นนั้นมือใหญ่ก็ล้วงเข้าไปหยิบถุงปักใบเล็กออกมาจากอกเสื้อ ในถุงนั้นมียาลูกกลอนสามเม็ด เขาเลือกหยิบเข้าปากสองเม็ด จากนั้นก็ยิ้มออกมาเพราะรู้สึกว่าร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้นทันทีที่ยาละลายในปาก
“ช่วยด้วย!!!”
เสียงนั้นยังคงดังอยู่ไม่ไกล ชายหนุ่มถอนหายใจก่อนผินหน้าไปมอง “พวกเจ้ารีบไสหัวไปเสีย มิเช่นนั้นจะหาว่าข้าไม่ไว้ไมตรี”
เสียงเกียจคร้านเอ่ยขึ้น ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดของเขา ทำให้บุรุษอีกคนที่กำลังคร่อมอยู่บนร่างอรชรของอิสตรีชะงักการกระทำทั้งหมด
“นายท่าน ช่วยข้าด้วย! คนผู้นี้เป็นโจร เขาเข่นฆ่าผู้คน...”
ใบหน้ามอมแมมของหญิงสาวหันมามองเขาอย่างมีความหวัง เสื้อผ้าของนางหลุดลุ่ยฉีกขาดจนแทบไม่อาจปิดบังเรือนร่างอันขาวผ่องน่าหลงใหล
“เจ้าเป็นใคร! ไสหัวไปเสียตั้งแต่ที่ข้ายังใจดี หาไม่...” บุรุษที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นโจรสายตากร้าวขึ้น
“ข้าเป็นใครไม่สำคัญ แต่พวกเจ้าไปส่งเสียงที่อื่น ข้ารำคาญ” ชายหนุ่มยังคงมีท่าทีเยือกเย็น แม้ว่าตัวเองจะบาดเจ็บจนแทบขยับตัวไม่ได้ก็ตาม
“สารเลว”
โจรหนุ่มคว้าร่างของหญิงสาวขึ้น ทว่าไม่ระวังจึงทำให้เสื้อท่อนบนของนางฉีกขาด ร่างเล็กร่วงลงไปกองกับพื้น ก่อนจะตะเกียกตะกายลุกขึ้น
นางล้มลุกคลุกคลานด้วยท่าทางน่าสงสาร เลือกที่จะขอความช่วยเหลือจากบุรุษที่นอนบาดเจ็บอยู่ริมลำธาร มากกว่าอยู่รอให้เจ้าโจรใจทรามย่ำยี เมื่อสบตาดุดันกับเขา ดวงตาของนางก็ฉายแววอ้อนวอน
“ท่านจอมยุทธ์ช่วยข้าด้วย ได้โปรดเถิด” นางละล่ำละลักบอกเขา
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า นางเป็นของข้า ข้าเจอก่อน!” เสียงเจ้าโจรใจหยาบตะคอกดังลั่น
“ข้าก็มิได้รั้งนางเอาไว้นี่”
ชายหนุ่มผู้ซึ่งหญิงสาวอ้อนวอนให้เขาช่วยพลันเอ่ยเสียงเรียบ ใบหน้าที่มีคราบเลือดแห้งเกรอะกรังเย็นเยียบน่ากลัวจนทำให้โจรผู้นั้นชะงัก กระนั้นเขาก็ยังทำใจกล้าเข้ามาดึงร่างน้อยออกไป ติดตรงที่ว่ามือของนางยื่นออกมารั้งข้อมือใหญ่ของเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
คิ้วเข้มเลิกขึ้นจดจ้องใบหน้าน่าสงสารของนาง
หญิงสาวผู้นี้อายุราวๆ ยี่สิบ หากเขาคาดไม่ผิดนางน่าจะอายุไล่เลี่ยกันกับเหยียนหว่านเอ๋อร์ น้องสาวและสหายที่ดีที่สุดของเขา ซึ่งบัดนี้ลงหลักปักฐานอยู่ที่หุบเขามังกรหลับ
มองมือน้อยๆ ที่เกาะกุมข้อมือของเขาเอาไว้แน่น ในใจหวนนึกไปถึงวันที่เขาจากมา
‘พี่ใหญ่ ท่านกลับมาเร็วๆ นะ รองเท้าหนังกวางคู่ใหม่ที่ท่านทำให้ข้ายังไม่เสร็จ ดังนั้นกลับมาทำให้เสร็จด้วย’
เสียงเล็กเจื้อยแจ้วของเหยียนหว่านเอ๋อร์ น้องสาวร่วมสาบานของเขาคล้ายดังอยู่ข้างหู ตอนพูดนางเองก็จับมือของเขาไว้เช่นนี้เหมือนกัน
“ปล่อยนาง”
เขาพูดประโยคนั้นออกมาด้วยท่าทีเฉยชา น้ำเสียงหรือก็เรียบเฉย ใบหน้าเปรอะเปื้อนคราบเลือดค่อยๆ หันไปมองชายหนุ่มอีกคน กระทั่งพบว่าอีกฝ่ายยังคงดึงแขนเล็กเรียวของหญิงสาวเอาไว้อย่างไม่ยินยอม
“อะไรนะ เจ้า!... เจ้าจะไปยมโลกอยู่แล้วยังอยากสอดมือเข้ามายุ่งกับผู้อื่นอีก”
ท่าทีดูแคลนนั้นไม่ได้นำความประหลาดใจมาแต่อย่างใด เพราะไม่ว่าใครเห็นสภาพเช่นนี้ก็สมควรคิดเช่นนั้นอยู่แล้ว ร่างกายร่อแร่คล้ายยืนแทบไม่อยู่ บวกกับบาดแผลที่กระจายอยู่ทั่วร่าง
“หากอยากตายนัก ดี! เช่นนั้นอย่าหาว่าข้ารังแกคนใกล้ตายแล้วกัน” โจรหนุ่มผู้นั้นดึงดาบออกมา
เสียงถอนหายใจดังขึ้นอย่างเหนื่อยหน่าย หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวเงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่นางขอความช่วยเหลือ
มองดูเขาซัดก้อนหินที่อยู่ใกล้มือออกไป แม้จะเป็นเพียงหินก้อนเล็กๆ ทว่าเมื่อบวกกับกำลังภายใน ก้อนหินธรรมดาก็กลับกลายเป็นอาวุธสังหารได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ร่างของโจรหนุ่มชะงัก ทันทีที่ก้อนหินนั้นกระแทกเข้ากับลำคอ ร่างสูงใหญ่ยืนนิ่งคล้ายไม่อยากเชื่อ ดวงตาเบิกโพลงก่อนจะค่อยๆ ล้มลงกระแทกโครมลงกับพื้น
ลงมือครั้งนี้แม้เป็นการออกแรงเล็กน้อย หากแต่สือเจี้ยนหาวไม่คาดว่าเขาจะบาดเจ็บมากถึงเพียงนี้ การที่เขาตกลงมาจากหน้าผาหุบเขาหมาป่า ทำให้ร่างทั้งร่างทั้งภายนอกและภายในบอบช้ำ หากไม่ใช่ว่าก้นหุบเหวคือแม่น้ำ ป่านนี้เขาคงหมดลมหายใจไปแล้วกระมัง
ยาสองเม็ดเมื่อครู่ช่วยให้เขามีกำลังขึ้นมาเล็กน้อย และเพียงพอที่จะไปจากที่นี่ ทว่ามันไม่พอที่จะฟื้นกำลังภายใน ดังนั้นหากเขายังฝืนใช้กำลังภายในออกไป ยิ่งจะทำให้ร่างกายที่ร่อแร่กลับแย่กว่าเดิม เพราะตอนนี้แม้แต่เรี่ยวแรงจะขยับตัวยังไม่มี
‘ข้าให้ยาไปก็เพื่อให้ท่านรักษาชีวิตตัวเอง แต่ท่านกลับเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อช่วยผู้หญิงเรอะ’
คล้ายเสียงเดือดดาลของเหยียนหว่านเอ๋อร์ดังแว่วเข้ามาในหู “ได้ ได้ เจ้าพูดถูก ข้านี่มันยุ่งไม่เข้าเรื่องจริงๆ ใครใช้ให้ข้านึกถึงเจ้าเวลามองนางเล่า”
เขาถอนหายใจออกมาพร้อมกับพึมพำเสียงเบา ดวงตาดุดันค่อยๆ ปิดลง ไม่นานเขาก็หมดสติไปโดยไม่ได้หันมามองหญิงสาวที่เขาเพิ่งจะช่วยเหลือเอาไว้แม้แต่น้อย
“นางเป็นใครหรือ” บุรุษชุดขาวถามเสียงเบา และจดจ้องใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดของสือเจี้ยนหาว“ฮูหยินของข้า” เขาตัดสินใจบอกออกไปแบบนั้นเพราะนึกถึงเหตุการณ์ในคืนที่พวกเขาพักค้างแรม แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือจูอี้หลินตื่นขึ้นมาได้ยินพอดีหญิงสาวเงยหน้ามามองหน้าเขาด้วยใบหน้าตื่นตกใจ ก่อนจะขยับตัวเมื่อรับรู้ว่าตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างสนิทสนม หากแต่...นางขยับไม่ได้เพราะร่างถูกพันเอาไว้ด้วยผ้าห่มจนคล้ายรังไหมสือเจี้ยนหาวก้มลงมองใบหน้าแดงก่ำที่เต็มไปด้วยเลือดฝาดของอีกฝ่ายแล้วถอนหายใจ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านางดีขึ้นมากแล้ว“อย่าขยับ เจ้าเผลอหลับไป อากาศหนาวทำให้ร่างกายของเจ้าเย็นเฉียบ ต้องทำให้ตัวเจ้าอุ่นกว่านี้สักหน่อย” เสียงราบเรียบของเขาเอ่ยขึ้นข้างหู ลมหายใจอบอุ่นที่เป่ารดแก้ม จูอี้หลินรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งกาย และนางยิ่งขวยอายมากขึ้นเมื่อพบว่าตนไม่ได้อยู่ลำพังกับเขาเพียงสองคน เนื่องจากการกระทำของทั้งคู่ ช่างดูสนิทสนมจนเกินงามบุรุษชุดขาวมองสือเจี้ยนหาวด้วยความประหลาดใจ ตอนพบสือเจี้ยนหาวครั้งแรก เขาจำได้ว่าทั้งสองพักกันคนละห้อง อีกทั้งหญิงสาวที่อยู่ในอ้อมกอดก็ไม่ได้รวบผมขึ้นอย่า
เงาร่างที่พุ่งเข้ามาขวาง ทำให้สือเจี้ยนหาวยืนนิ่งตะลึง เขาไม่คาดว่าจะมีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ตอนที่เขากำลังจะพุ่งเข้าหาบุรุษชุดดำสั้งสามคน กลับมีกลุ่มคนลึกลับเข้ามาช่วยเขารับมือเขารู้สึกได้ว่าผู้มาใหม่ไม่ได้ประสงค์ร้ายกับเขา ทั้งยังตั้งใจเข้ามาช่วยเหลือด้วยซ้ำ เพราะตั้งแต่คนทั้งห้าปรากฏกายขึ้น เขาก็ได้แต่ยืนมองพวกคนเหล่านั้นประมือกัน อีกทั้งหนึ่งในบุรุษห้าคนยังก้าวมายืนขวางเขาเอาไว้คล้ายกำลังปกป้องผู้มาใหม่สี่ในห้าคนดูมีฝีมือไม่น้อย ทว่าบุรุษชุดขาวสะอาดทั้งร่างที่ยืนอยู่ด้านหลังสุด ทำให้เขาตระหนักว่าคนผู้นี้น่าจะเป็นนายของคนทั้งสี่ เพราะเขาไม่มีวรยุทธ์แม้แต่น้อย ดังนั้นจึงถูกปกป้องเอาไว้ด้านหลังสือเจี้ยนหาวลอบประเมินคนทั้งห้าเงียบๆ หมวกที่อำพรางใบหน้าของบุรุษชุดขาวอย่างมิดชิด ทำให้มองไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย ทั้งยังไม่อาจรู้ได้ว่าเขาคือผู้ใด และประสงค์สิ่งใดจึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือไม่นานบุรุษชุดดำที่จู่โจมสือเจี้ยนหาวก็ล่าถอยไป พวกเขาถึงกับลากคนที่ถูกสังหารกลับไปด้วย ไม่ได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้แม้แต่น้อย“พวกท่านเป็นใคร เหตุใดยื่นมือเข้าช่วย” สือเจี้ยนหาวมองออกว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้ยื่น
“พะย่ะค่ะ / ขอรับ” จางอู่จิ้งและอู๋อิงสงต่างก็รับคำสั่งแล้วแยกย้ายกันไปร่างสูงก้าวอย่างมั่นคงไปยังห้องพักของแม่ทัพ ระหว่างทางที่เขาเดินผ่าน เหล่าทหารก็ก้มลงคำนับอย่างนอบน้อม แต่มิใช่ในฐานะแม่ทัพและองค์ชายเช่นเดิม ตอนนี้จ้าวเหยียนเจี๋ยอยู่ที่ป้อมเจิ้งจินในฐานะกุนซือจากเมืองหลวงนายทหารทุกคนเรียกเขาว่า ‘จื่อลู่[1]’ ซึ่งชื่อนี้เขาตั้งขึ้นโดยมีที่มาจากหยกมังกรม่วง ซึ่งเป็นหยกประจำตัวของเขานั่นเองร่างที่นอนอยู่บนเตียงคือจ้าวเหยียนอิ่ง เขาถูกพิษจึงยังคงไม่ได้สติ หมอหลวงที่มากับกองทัพกำลังช่วยกันรักษาเขาอย่างสุดความสามารถ ตอนนี้ผู้ที่มีอำนาจสั่งการในกองทัพก็คือจางซานจิ่ว ซึ่งเขาก็รับคำสั่งจากจ้าวเหยียนเจี๋ยอยู่ลับๆ เพื่อเตรียมทำสงครามกับแคว้นหนาน“เจ้าสาม” เสียงระโหยของจ้าวเหยียนอิ่งดังขึ้นทันทีที่ทั้งสองอยู่กันตามลำพัง“พี่รอง ท่านรู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่”“ไม่เป็นไร การศึกเล่า”“อย่ากังวลเลย ท่านพักผ่อนเถิด พิษที่ท่านได้รับแม้จะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ช่วงนี้ท่านอย่าออกแรงจะดีกว่า”“แม่ทัพอย่างข้าถึงกับพลาดพลั้งเพียงเพราะศรของศัตรูเพียงดอกเดียว”“ท่านอย่าคิดมากเลย แม่ทัพแคว้นหนานใช้วิธีลอบก
ความสามารถในอดีตที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษของ ทำให้นางได้พบกับพวกเขาในเวลาที่แตกต่างกัน ทว่ามันก็ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น“จะดีหรือ ปล่อยนางไปเช่นนี้ เส้นทางไปชายแดนอาจมีอันตราย” เฟิงชิงก้าวออกมา สายตาของเขามองคนที่กำลังวิ่งไปยังกระท่อมอีกหลัง“ไม่ให้นางไป คิดหรือว่านางจะยินยอม อย่าว่าแต่นางสังหรณ์ใจเลย ข้าเองก็กังวลอยู่เหมือนกัน ชะตาชีวิตของเจี้ยนหาวนั้นสลับซับซ้อน ข้ามองไม่ออกจริงๆ ว่าเดินทางไปชายแดนครั้งนี้เขาจะเจอกับอะไรบ้าง”“ท่านทำนายชะตาเขาหรือ”“ไม่ถึงกับทำนายหรอก ข้ามองจากลายมือเขา ชีวิตของเขายุ่งเหยิงเต็มไปด้วยภยันตราย ตอนนั้นข้าเพียงแต่คิดว่าเพราะเขาใช้ชีวิตอยู่กับความมืด ทั้งยังสังหารคนมามาก กระทั่งเมื่อสามสี่วันก่อนข้าลองตรวจชะตาจากวันตกฟาก เขากำลังมีเคราะห์ครั้งใหญ่ซึ่งอาจถึงกับชีวิต” ซูหย่งจื้อถอนหายใจออกมาเสียงดัง “แต่ก็นั่นแหละ ข้าอาจผิดก็ได้เพราะข้าไม่ได้เก่งกาจเรื่องการทำนาย หากรู้เช่นนี้ข้าน่าจะศึกษาเรื่องนี้ให้มากหน่อย”“ท่านอาจผิดก็ได้ อย่ากังวลเลย” เฟิงชิงตบบ่าซูหย่งจื้อเบาๆ“ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นคนในครอบครัวของข้า ข้าไม่อย
แม้ว่าเสียงนั้นจะเบาหวิวแต่กลับไม่อาจปิดบังความตื่นตระหนก ดวงตาจ้องไปยังมีดสั้นของสือเจี้ยนหาวเขม็ง “เจ้าเป็นอะไรกับสือเจี้ยนเหวิน ปิศาจเงาพันปี”สือเจี้ยนหาวขมวดคิ้ว ในใจก็นึกสงสัยยิ่งนักที่มีคนรู้จักผู้เป็นบิดารวมไปถึงมีดสั้นซึ่งตกทอดมายังเขา มีดสั้นซึ่งตีขึ้นด้วยเหล็กกล้า แกะลวดลายกรงเล็บของพญาเหยี่ยว ทั้งยังฝังพลอยล้ำค่าสีแดงลงไป ‘วิหคยมทูต’“ทำไมเจ้าจึงมีเพียงหนึ่ง อีกหนึ่งเล่า”“ไม่ใช่กงการใดของเจ้า” สือเจี้ยนหาวเอ่ยเสียงเย็น เขาไม่ชอบความรู้สึกคลุมเครือนี้เลย เพราะตลอดมาเขารู้เรื่องของบิดาน้อยมาก จึงรู้สึกขัดใจที่มีผู้อื่นล่วงรู้เกี่ยวกับมีดสั้นคู่กายมากกว่าตัวเอง“มอบมันให้ข้า แล้วเจ้าไปได้ ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า”“ก็ต้องดูว่าเจ้ามีความสามารถหรือไม่ เข้ามา!”แม้ว่าจะบาดเจ็บ ทว่าสือเจี้ยนหาวก็ยังคงรวบรวมกำลังภายใน เขามองออกถึงความมุ่งร้ายของอีกฝ่าย ทันทีที่เอ่ยถึงมีดสั้นวิหคยมทูตไม่ว่าเขาจะมีความคิดที่จะมอบมีดสั้นออกไปหรือไม่ อีกฝ่ายก็คงไม่มีทางละเว้นเขา แต่นั่นเป็นเพียงความคิดเท่านั้น แน่นอนว่าเขาไม่มีวันมอบวิหคยมทูตของบิดาให้ผู้ใดเงาร่างสีดำพุ่งเข้าหาสือเจี้ยนหาวพร้อมกัน แต่ชาย
สือเจี้ยนหาวควบม้าขึ้นเขาไปอย่างคล่องแคล่ว เขารู้เส้นทางในละแวกนี้เป็นอย่างดี ดินแดนเหนือแห่งนี้นานมาแล้วเขาเคยสำรวจเส้นทางทั้งหมดด้วยตัวเองตอนนั้นเขายังเป็นองครักษ์เงาของแม่ทัพใหญ่ และหน้าที่รองอีกอย่าง ก็คือสำรวจเส้นทางที่จำเป็นในการเดินทัพ ดังนั้นแถบชายแดนทางเหนือ เขาจึงคุ้นเคยเป็นอย่างดี และหุบเขาแห่งนี้เขาก็ค้นพบถ้ำแห่งหนึ่งที่สามารถใช้หลบศัตรูได้เขาคือนักล่าที่ไม่ชอบและไม่มียอมเป็นฝ่ายถูกไล่ล่า ดังนั้นเขาต้องหาที่ปลอดภัยให้หญิงสาวเสียก่อน เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียเปรียบ จากนั้นเขาก็จะกลายมาเป็นผู้ล่าเสียเอง นั่นจึงจะเป็นวิธีที่เขาถนัดสูงขึ้นไปยังยอดหุบเขาอันเหน็บหนาว ดอกเหมยสีแดงต้นหนึ่งกำลังผลิบาน ราวกับเย้ยหยันความหนาวเย็นอย่างเดียวดายเมื่อเดินไปด้านหลังต้นไม้สูงใหญ่ สุดทางเดินริมหน้าผามีถ้ำหินขนาดเล็กแห่งหนึ่งซุกซ่อนอยู่ หากไม่สังเกตให้ดี ไม่มีทางที่จะเห็นทางเข้าถ้ำแห่งนี้ได้ เนื่องจากปล่องหินที่มีขนาดเล็กมาก ทั้งยังหลบอยู่ด้านหลังเถาไม้เลื้อยที่ปกคลุมจนหนาทึบ ทว่าสือเจี้ยนหาวที่เป็นคนพบมันก่อนผู้ใดยังจดจำมันได้เป็นอย่างดี“เจ้าเข้าไปหลบอยู่ด้านในก่อน ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าพวกเข







