LOGINเช้าวันอังคาร บรรยากาศบนชั้น 35 ของอิมพีเรียล คอร์ปอเรชัน ยังคงเงียบสงบและเย็นเยียบตามสไตล์ชั้นผู
ความเงียบสงัดทิ้งตัวลงปกคลุมทั่วทั้งห้องทำงานอันโอ่อ่าของรองประธานกรรมการบริหาร ราวกับว่าแม้แต่เสียงการทำงานของเครื่องปรับอากาศก็ยังถูกสูบกลืนหายไปจนหมดสิ้น อากาศภายในห้องที่เคยเย็นฉ่ำ บัดนี้กลับให้ความรู้สึกอึดอัดและหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออกเตชินนั่งนิ่งงันอยู่บนเก้าอี้ผู้บริหารตัวใหญ่ นัยน์ตาคมกริบที่เคยมองหญิงสาวด้วยความอ่อนโยนและห่วงใย บัดนี้กลับเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยและสั่นไหวอย่างรุนแรง สายตาของเขาถูกตรึงเอาไว้กับกระดาษ A4 สีขาวแผ่นบางที่วางเด่นหลาอยู่บนโต๊ะไม้เนื้อแข็งตรงหน้า‘ใบคำร้องขอย้ายแผนก’ตัวอักษรสีดำที่ถูกพิมพ์อย่างเป็นทางการเหล่านั้น เปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลึกลงไปกลางใจของผู้ชายที่เพิ่งจะทุ่มเทดูแลเธออย่างสุดกำลังตลอดหลายวันที่ผ่านมา เตชินกวาดสายตาอ่านเหตุผลที่เธอระบุไว้ในจดหมายอย่างรวดเร็ว...‘เพื่อความเหมาะสม... เพื่อพัฒนาศักยภาพตามสายงานเดิม...’ข้อความพวกนี้มันก็แค่ข้ออ้างทางธุรกิจที่ถูกปั้นแต่งขึ้นมาบังหน้าเท่านั้น เขารู้ดีว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไรนลินกำลังจะหนีเขาไปอีกแ
ตลอดระยะเวลาสามวันที่นลินต้องนอนพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลจากอาการหน้ามืดหมดสติ เตชินใช้อำนาจของรองประธานกรรมการบริหารสั่งลางานให้เธออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และไม่เพียงแค่นั้น ตัวเขาเองก็ยังยกเลิกตารางงานที่ไม่จำเป็นทั้งหมดเพื่อมาคอยเฝ้าไข้ ดูแลเช็ดตัว ป้อนข้าวป้อนน้ำเธออย่างใกล้ชิดไม่ยอมห่าง ความอ่อนโยนและทะนุถนอมที่เขาแสดงออกอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้กำแพงความเย็นชาที่นลินเพียรสร้างขึ้นมาเริ่มมีรอยร้าว ทว่าความสับสนในหัวใจก็ยังคงตีรวนอยู่ลึกๆจนกระทั่งเช้าวันจันทร์... วันที่นลินยืนยันเสียงแข็งว่าร่างกายของเธอหายเป็นปกติและพร้อมกลับไปทำงานแล้วหญิงสาวก้าวเข้ามาภายในโถงล็อบบี้ของตึกอิมพีเรียล คอร์ปอเรชันด้วยชุดสูทกางเกงสีครีมเรียบหรู ใบหน้าหวานที่เคยซีดเซียวกลับมามีสีเลือดฝาดอีกครั้ง นลินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ ก่อนจะเดินไปสมทบกับกลุ่มพนักงานที่กำลังยืนรอลิฟต์โดยสารในช่วงเวลาเร่งด่วนทันทีที่เธอแทรกตัวเข้าไปยืนรวมกลุ่ม บรรยากาศรอบข้างที่เคยมีเสียงพูดคุยจอแจตามประสาเช้าวันจันทร์กลับเงียบกริบลงอย่างกะทันหัน ความเงียบนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต
บรรยากาศบนชั้น 35 ของอิมพีเรียล คอร์ปอเรชัน ตลอดหลายวันที่ผ่านมาดำเนินไปอย่างเงียบเชียบและตึงเครียดจนแทบจะจับต้องได้ หลังจากค่ำคืนพายุฝนที่เต็มไปด้วยการสาดอารมณ์และน้ำตา นลินก็สร้างกำแพงน้ำแข็งที่หนาและเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิมขึ้นมาปิดกั้นตัวเอง หญิงสาวเปลี่ยนโหมดการทำงานเป็น ‘หุ่นยนต์’ อย่างเต็มรูปแบบ เธอสื่อสารกับเตชินเฉพาะเรื่องงานที่จำเป็นเท่านั้น ถามคำตอบคำ ไร้ซึ่งรอยยิ้ม ไร้ซึ่งอารมณ์ และหลีกเลี่ยงการสบตาเขาทุกครั้งที่มีโอกาส“บอสคะ นี่รายงานสรุปยอดขายของสาขาภูเก็ตค่ะ ดิฉันตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยแล้ว หากไม่มีอะไรแก้ไข ดิฉันขอตัวไปเคลียร์ดาต้าของไตรมาสหน้าต่อนะคะ”น้ำเสียงราบเรียบและท่าทีที่ห่างเหินของนลิน ทำเอาเตชินที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานได้แต่ลอบถอนหายใจยาว ชายหนุ่มรับแฟ้มเอกสารมาเปิดดูเพียงผ่านๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่ยืนก้มหน้ามองพื้นราวกับว่าลายพรมบนห้องนั้นน่าสนใจนักหนา“นลิน วันนี้คุณดูซีดๆ นะ พักผ่อนบ้างหรือเปล่า” เตชินเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อสังเกตเห็นใต้ตาที่หมองคล้ำและริมฝีปากที่แห้งผากของเธอ
ปัง!บานประตูห้องชุดขนาดกะทัดรัดถูกปิดลงพร้อมกับระบบล็อกอัตโนมัติที่ทำงานทันที นลินทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดพิงแผ่นหลังเข้ากับบานประตูไม้เนื้อแข็ง ร่างบอบบางสั่นสะท้านอย่างรุนแรงตามจังหวะการหอบหายใจ หญิงสาวยืนนิ่งอยู่ในความมืดมิดของห้องที่คุ้นเคย ทว่าวันนี้มันกลับดูอ้างว้างและเหน็บหนาวกว่าทุกวัน เสียงพายุฝนที่โหมกระหน่ำอยู่ภายนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ดังกึกก้องสอดประสานกับเสียงหัวใจที่แตกสลายของเธอหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้อย่างสุดความสามารถตลอดทางเดินตั้งแต่ล็อบบี้จนถึงหน้าห้อง บัดนี้พังทลายลงมาอย่างไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป นลินทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าตัวเองอยู่บนพื้นพรมหน้าประตู ปล่อยโฮออกมาอย่างน่าเวทนา เสียงสะอื้นไห้ดังก้องไปทั่วห้องที่เงียบสนิท“ทำไม... ทำไมพี่ต้องกลับมาทำร้ายลินอีก...” หญิงสาวพร่ำถามตัวเองผ่านม่านน้ำตาสัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือของเขา แววตาที่เต็มไปด้วยความรวดร้าว และน้ำเสียงที่พยายามอธิบายเรื่องราวบ้าๆ พวกนั้น มันกำลังตีรวนอยู่ในสมองของเธอจนแทบจะระเบิด นลินยกมือขึ้นกุมขมับ ส่ายหน้าไปมาราวกับคนเสียสติ เธอไม่อยากรับรู้ ไ
ความเงียบภายในห้องโดยสารของรถยุโรปคันหรูหนักอึ้งราวกับมีก้อนตะกั่วถ่วงอยู่ มีเพียงเสียงที่ปัดน้ำฝนทำงานเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แข่งกับเสียงพายุฝนที่โหมกระหน่ำอยู่ภายนอก นลินนั่งหันหน้าออกไปทางหน้าต่าง ปล่อยให้น้ำตาเม็ดเล็กๆ ไหลรินลงมาอาบสองแก้มอย่างเงียบเชียบโดยไม่คิดจะเช็ดมันออก ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกหนาวสั่นเท่ากับความเหน็บหนาวที่เกาะกินอยู่ก้นบึ้งของหัวใจการสะบัดมือของเขาออกเมื่อครู่นี้ ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกเป็นผู้ชนะเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับไปสะกิดแผลเป็นที่ซ่อนอยู่ให้เปิดอ้าออกอีกครั้ง ความอ่อนโยนที่เขามอบให้ สัมผัสที่คุ้นเคย มันกำลังทำร้ายเธออย่างเลือดเย็นที่สุด เพราะมันตอกย้ำให้เธอรู้ว่า เธอไม่เคยลืมเขาได้เลย และเธอกำลังจะพ่ายแพ้ให้กับผู้ชายใจร้ายคนนี้อีกครั้งเตชินขับรถต่อไปด้วยความเร็วที่ช้าลงกว่าเดิมมาก มือหนากำพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด นัยน์ตาคมกริบที่เคยมั่นใจและทรงอำนาจ บัดนี้เต็มไปด้วยความรวดร้าวและสับสน เขาลอบมองเสี้ยวหน้าของหญิงสาวที่สะท้อนผ่านกระจกหน้าต่างเป็นระยะ เห็นหยาดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้มใสแล้วหัวใจของเขาก็เหมือนถูกบีบขยี้ เข
ข่าวลือมักจะเดินทางเร็วกว่าความจริงเสมอ... และในออฟฟิศขนาดใหญ่ที่มีพนักงานนับพันชีวิต ข่าวคราวการปะทะกันกลางห้องประชุมบอร์ดบริหารเมื่อช่วงเช้าก็ถูกกระพือไปไกลจนกู่ไม่กลับหลังจากที่นลินหอบหลักฐานชิ้นสำคัญตอกหน้า ‘เอมอร’ จนอีกฝ่ายต้องถูกพักงานและถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวน สายตาของเพื่อนร่วมงานที่เคยมองเธอด้วยความเฉยเมยก็เปลี่ยนไป บางคนมองด้วยความชื่นชมและเกรงใจ แต่ส่วนใหญ่มักจะมองด้วยสายตาจับผิดและซุบซิบนินทาว่าเธอคือ ‘เด็กเส้น’ ที่มีรองประธานบริษัทคอยหนุนหลังและออกตัวปกป้องอย่างออกหน้าออกตาเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาและคำถามเหล่านั้น นลินจึงเลือกที่จะขลุกตัวอยู่แต่หน้าโต๊ะทำงานของตัวเองบนชั้น 35 หญิงสาวก้มหน้าก้มตาเคลียร์ข้อมูลสถิติของโปรเจกต์อื่นๆ อย่างบ้าคลั่ง เธอปฏิเสธคำชวนไปทานมื้อเที่ยงของพรีม โดยอ้างว่างานล้นมือ และเลือกที่จะนั่งกินแซนด์วิชเย็นๆ อยู่ที่โต๊ะแทนเวลาล่วงเลยไปจนถึงสองทุ่มเศษ กรณ์เลิกงานและขอตัวกลับไปตั้งแต่หกโมงเย็น ทิ้งให้พื้นที่หน้าห้องผู้บริหารเหลือเพียงความเงียบสงัด นลินปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ ยืดแขนบิดขี้เกียจเพื่อคลายความเมื







