LOGINทรรศิการ้องไห้ออกมาด้วยความสับสน เธออยากจะเชื่อคำพูดของชายที่เธอรัก แต่ในเมื่อยังไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาหักลบภาพที่เธอเห็นด้วยตาของตัวเอง มันก็ทำให้เธอเชื่อคำพูดของเขาได้ยากเต็มที
อติรุจสัมผัสได้ถึงความเจ็บช้ำของภรรยากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าเขาเองก็มีส่วนผิดในเรื่องนี้เช่นกัน ผิดที่เขาที่ไว้เนื้อเชื่อใจอัญชิสามากจนเกินไป
ความโมโหที่มาจากความหึงหวง บวกกับความเจ็บช้ำที่ได้รับ ทำให้หญิงสาวพูดออกไปโดยไม่คิด
“เราหย่ากันเถอะ”
“ทรรศิกา!” อติรุจตกใจกับคำพูดที่ได้ยิน
“ไม่มีวันที่ผมจะหย่าขาดจากคุณ ผมรักคุณนะเทย่า”
ทรรศิกาหันไปจ้องหน้าอติรุจ สายตาของเธอฉายแววเจ็บช้ำ
“คุณบอกว่ารักฉัน แต่ก็ยังไปนอนกับผู้หญิงคนอื่นบนเตียงที่เราเคยมีอะไรร่วมกัน คุณทำได้ยังไง ฉันทนอยู่กับผู้ชายที่ไม่มีความซื่อสัตย์ และพร้อมจะนอกใจฉันตลอดเวลาไม่ได้หรอก เพราะฉันจะเกิดความหวาดระแวงและสงสัยในตัวคุณเสมอ หย่าให้ฉัน ทำให้เรื่องของเรามันจบ ๆ กันไป”
“โธ่โว้ย!! ทำไมคุณถึงไม่เชื่อใจผม”
“ฉันก็อยากจะเชื่อคำพูดของคุณ แต่ภาพที่เห็นมันทำให้ฉันเชื่อคุณไม่ลงจริง ๆ จอดรถ”
“ไม่...จนกว่าเราจะคุยกันให้รู้เรื่อง”
“เราไม่มีอะไรที่จะต้องพูดคุยกัน ในเมื่อภาพทุกอย่างมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว จอดรถเดี๋ยวนี้”
แต่เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมจอดรถ ทำให้ทรรศิกาเข้าไปแย่งพวงมาลัยรถเพื่อจะบังคับให้เขาจอด เสียงบีบแตรรถดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว เมื่อรถของอติรุจส่ายไปส่ายมาจนน่าหวาดเสียวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ
อติรุจต้องพยายามประคับประคองรถที่ส่ายไปส่ายมาให้ตรงทาง
“คุณจะบ้าหรือเทย่า ทำอย่างนี้มันอันตรายรู้ไหม”
“ถ้าอย่างนั้นก็จอดรถสิ”
สุดท้ายเขาจำต้องขับรถเข้าไปจอดข้างทางตามความต้องการของเธอ ทรรศิกาเปิดประตูและก้าวลงจากรถไปโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง อติรุจรีบตามลงมาคว้าตัวเธอไว้
“ผมขอร้องนะเทย่า เรามาปรับความเข้าใจกันก่อนได้ไหม อย่าหันหน้าเดินจากไปแบบนี้”
“ปล่อย” ทรรศิกาพยายามสะบัดให้หลุดจากการเกาะกุมแต่ไม่สำเร็จ
“ฉันบอกให้ปล่อย ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”
“ไม่ปล่อย”
อติรุจปลุกปล้ำคว้าตัวทรรศิกาไว้ แต่สุดท้ายเธอก็ดิ้นหลุดไปจากวงแขนของเขาจนได้
ทรรศิกาตัดสินใจก้าวลงจากทางเท้า เพื่อจะข้ามถนนไปยังฝั่งตรงข้าม เพราะต้องการหลีกเลี่ยงการติดตามของเขา ทันใดนั้นเองก็มีรถตู้คันหนึ่งขับมาด้วยความเร็วสูง วิ่งตรงมายังจุดที่เธอยืนอยู่และกำลังจะพุ่งชนเธอ ด้วยความตกใจทำให้ทรรศิกาก้าวขาไม่ออกได้แต่ยืนนิ่งเฉย ตาของเธอเบิกกว้าง เสียงเบรกดังสนั่นหวั่นไหว แต่ก่อนที่รถคันดังกล่าวจะพุ่งชนเธอนั้น ก็มีใครบางคนวิ่งเข้ามาผลักตัวเธอให้พ้นระยะของการพุ่งชนจนเธอเสียหลักล้มลง
อติรุจสามารถช่วยหญิงสาวที่เขารักไว้ได้อย่างทันท่วงที แต่เขากลับเป็นผู้เคราะห์ร้ายถูกรถตู้คันดังกล่าวพุ่งชน ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็ร้องวี้ดว้ายออกมาด้วยความตกใจ และเริ่มที่จะล้อมวงเข้ามายืนมุงดูคนเจ็บ
“เฮ้ย! รถชนคน”
“ตายหรือเปล่า” เสียงคนที่มายืนมุงดูที่เกิดเหตุเอ่ย
“ใครก็ได้ช่วยเรียกรถพยาบาลทีค่ะ”
ทรรศิกาตะโกนบอกพร้อมกับรีบวิ่งตรงเข้าไปประคองร่างของคนเจ็บ น้ำตาของเธอไหลพรากลงมาไม่ขาดสายเมื่อเห็นเลือดหลั่งไหลออกมาจากตัวเขา
“คุณปลอดภัยใช่ไหมเทย่า” อติรุจถามพร้อมกับยกมือขึ้นลูบไล้ใบหน้าของเธอ
“เทย่าไม่เป็นไรค่ะ คุณอย่าเป็นอะไรไปนะ”
“โชคดีที่คุณปลอดภัย”จากนั้นเขาก็หมดสติไป
ทรรศิการ้องไห้ฟูมฟายและกอดเขาไว้แน่น เธอเขย่าตัวเขาเพื่อเรียกสติ
“รุจคะ...รุจ...คุณอย่าเป็นอะไรนะ...อย่าทิ้งเทย่าไปแบบนี้”
ทรรศิกาสั่งให้รถพยาบาลนำตัวอติรุจไปส่งโรงพยาบาลของครอบครัวเขา โชคดีที่อยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ จากนั้นก็โทร.ไปแจ้งให้บิดาของเขาทราบ เธอพยายามประคองสติของตนเอง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นคร่าว ๆ ให้อติเทพฟัง หลังจากนั้นไม่นานร่างของอติรุจก็ถูกนำเข้าไปในห้องฉุกเฉิน อติเทพมาตรวจดูอาการของบุตรชายด้วยตัวเองก่อนจะสั่งการให้นำตัวเข้าห้องผ่าตัดโดยด่วน แต่ก่อนที่จะเข้าไปทำการผ่าตัดให้บุตรชาย เขาได้หันมาพูดกับทรรศิกาเพื่อให้อีกฝ่ายคลายความวิตกกังวล
“ไม่ต้องห่วงนะเทย่า พ่อจะดูแลอาการของรุจเอง รุจจะต้องปลอดภัย”
คำปลอบโยนนั้นดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยให้หญิงสาวรู้สึกดีขึ้น ทรรศิกาได้โทรศัพท์ไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้นับดาวฟัง ในเวลานี้เธอต้องการให้ใครสักคนมาอยู่เคียงข้างเธอ เวลาที่ผ่านไปแต่ละนาทียาวนานเสมือนหนึ่งปีในความรู้สึก และได้แต่ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอให้คุ้มครองเขาให้ปลอดภัย
ณ วินาทีนั้นทรรศิกาจึงได้รู้ใจของตัวเองอย่างถ่องแท้ว่ารักอติรุจมากมายแค่ไหน หญิงสาวร้องไห้มากอย่างที่ไม่เคยร้องมาก่อน ด้วยเกรงว่าจะสูญเสียคนที่รักไป และได้แต่ภาวนากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้เขาปลอดภัย
กว่าจะรู้ว่าเขามีค่าและมีความหมายกับเธอมากแค่ไหนก็เกือบที่จะสายเกินไป
ถ้าเขาเป็นอะไรไป เธอคงจะทุกข์ทรมานกับการที่ต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังโดยปราศจากเขาไปชั่วชีวิต จึงได้แต่อ้อนวอนและภาวนาขอให้เขาปลอดภัย และให้สัญญากับตัวเองว่าจะเลิกทำตัวงี่เง่า ไร้เหตุผลแบบนี้อีกเด็ดขาด
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







