Masukเมื่ออัญชิสาสวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็เดินกลับลงมาด้านล่าง เธอแสร้งทำสีหน้าเศร้าโศกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะเดินตรงเข้าไปทรุดนั่งลงข้างตัวมารดาของชายที่เธอรัก
“เล่าให้ป้าฟังซิว่ามันเกิดอะไรขึ้น และเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ยังไง”
“อัญเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันเริ่มต้นขึ้นได้ยังไง คงเป็นเพราะอารมณ์พาไปก็เลยทำให้เราสองคนมีอะไรกันอย่างที่เห็น”
“หนูกำลังจะยืนยันกับป้าว่าหนูกับรุจมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกันอย่างนั้นใช่ไหม” รจนาถามย้ำด้วยน้ำเสียงราบเรียบยากที่จะจับอารมณ์ความรู้สึก
“ใช่แล้วค่ะคุณป้า แต่คุณป้าอย่าไปตำหนิพี่รุจเลยนะคะ พี่รุจคงอดใจไม่ไหวก็เลย...” อัญชิสาจงใจที่จะพูดค้างไว้เพียงเท่านั้นเพื่อให้อีกฝ่ายคาดเดาเอาเอง
“ถ้าพูดไม่จริงบ่อยๆ ระวังมันจะติดเป็นนิสัยนะจ๊ะ”
“นี่คุณป้าไม่เชื่อคำพูดของอัญ และกล่าวหาว่าอัญโกหกคุณป้าอย่างนั้นหรือคะ”
น้ำเสียงของอัญชิสาติดจะเหวี่ยงวีน แต่รจนาไม่คิดที่จะถือสาหาความ และเลือกที่จะใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว
“แล้วมันเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า”
“อัญจะสร้างเรื่องโกหกพวกนี้ขึ้นมาทำไมคะคุณป้า ในเมื่ออัญตกเป็นฝ่ายเสียหาย” น้ำเสียงของเธอติดจะหาเรื่อง
“ถ้าหนูอัญเสียหายจริงป้าก็จะให้ความเป็นธรรม แต่ป้ารู้จักนิสัยลูกชายของป้าเป็นอย่างดี ป้าไม่เคยสอนให้เขาทำผิดศีลธรรม”
“คุณป้าพูดแบบนี้เพราะต้องการที่จะปกป้องลูกชายของตัวเองใช่ไหมคะ คุณป้าจะปัดความรับผิดชอบแบบนี้ไม่ได้นะคะ” อัญชิสาเอ่ยด้วยความฉุนเฉียว เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเริ่มจะไม่เป็นไปตามแผน และดูเหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่คิด
“ป้ายังไม่ได้พูดสักคำว่าจะปัดความรับผิดชอบ แต่ป้าต้องสอบถามเรื่องราวความเป็นมาจากปากทั้งสองฝ่ายก่อน อย่างน้อยก็ต้องมีหลักฐานมายืนยันคำพูด”
“สิ่งที่คุณป้าเห็นยังไม่ถือเป็นหลักฐานอีกหรือคะ”
“จะแน่ใจได้ยังไงว่าสิ่งที่ป้าเห็นด้วยตาของตัวเองเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่หลักฐานเท็จที่ถูกจัดฉากขึ้น”
“คุณป้า!” อัญชิสาอุทานด้วยความไม่พอใจ
“หนูรู้ใช่ไหมว่าตอนนี้รุจกำลังคบอยู่กับใคร”
“หมายถึงนังเทย่าหรือคะ”
“หนูไม่ควรจิกเรียกใครแบบนั้นนะจ๊ะ” รจนาสั่งสอนหญิงสาวคราวลูกด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย เพราะไม่พอใจสรรพนามที่อีกฝ่ายจิกเรียกทรรศิกา คำพูดตลอดจนการแสดงออกของอัญชิสามันทอนความน่ารักในตัวเธอลงจนหมดสิ้น
นึกไม่ถึงเลยว่ารูปลักษณ์ภายนอกของอัญชิสาที่ดูเหมือนหญิงสาวอ่อนใสไร้เดียงสา แต่ในความเป็นจริงเธอมิได้เป็นเช่นนั้น เธอมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวมากกว่าที่คิด นั่นยิ่งตอกย้ำให้รจนารู้ว่าการมองคนที่เปลือกนอกจะไม่สามารถบ่งบอกความเป็นตัวตนของคนคนนั้นได้ จนกว่าอีกฝ่ายจะเผยธาตุแท้หรือแสดงตัวตนที่แท้จริงของตนเองออกมา เหมือนเช่นในกรณีนี้ถ้าเธอไม่รู้จักนิสัยของบุตรชายเป็นอย่างดีแล้วล่ะก็คงจะเชื่อในสิ่งที่ตนเองเห็นอย่างแน่นอน
“ก็แค่นางบำเรอคนหนึ่งของพี่รุจ คงไม่จำเป็นต้องให้อัญพูดจายกย่องมันหรอกค่ะคุณป้า”
คำพูดของอัญชิสาทำให้รจนามองอีกฝ่ายด้วยความเวทนา “ใครกันแน่ที่กำลังตกอยู่ในสถานะนั้น”
“ทำไมคุณป้าถึงพูดแปลก ๆ แบบนี้คะ!?”
“หนูคงยังไม่รู้สินะว่าเทย่าเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของรุจ”
“ไม่จริง! เป็นไปไม่ได้” อัญชิสาพูดเสียงแหลมขึ้นมาทันที
“เป็นความจริงหนูอัญ ป้าขอยืนยันว่ารุจและเทย่าได้จดทะเบียนสมรสกันมาก่อนหน้านี้ ตอนนี้ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายก็กำลังเจรจาพูดคุยกันถึงเรื่องการจัดพิธีแต่งงานของพวกเขา แต่มาเกิดเรื่องนี้ขึ้นซะก่อน ป้าจึงต้องสอบสวนเรื่องราวความเป็นมาเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย”
“กรี๊ดดดดด ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ คุณป้าโกหกอัญเพื่อให้อัญล้มเลิกความตั้งใจที่จะแต่งงานกับพี่รุจใช่ไหมคะ”
“จนป่านนี้แล้วหนูยังไม่ยอมรับความจริงอีกหรือจ๊ะ”
“นี่คุณป้าคิดที่จะปัดความรับผิดชอบกันง่ายๆ แบบนี้เลยหรือคะ”
“เปล่า ป้ากำลังหาหลักฐานมามัดตัวนายรุจให้ดิ้นไม่หลุดต่างหาก ถ้าลูกชายของป้าทำจริงป้าจะได้ให้เขารับผิดชอบในตัวหนู ว่าแต่หนูพร้อมที่จะไปกับป้าตอนนี้เลยหรือเปล่า”
“ไปไหนคะ!”
“ก็ไปตรวจร่างกายไงจ๊ะหนูอัญ เราจะได้มีหลักฐานที่จะมายืนยันให้นายรุจดิ้นไม่หลุด”
อัญชิสาลืมไปสนิทเลยว่ามารดาของอติรุจเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสูตินรีเวช เพราะฉะนั้นเธอต้องเชื่อคำยืนยันทางการแพทย์มากกว่าที่จะเชื่อคำพูดกล่าวหากันลอย ๆ แบบนี้
“ว่าไงจ๊ะหนูอัญเราไปกันตอนนี้เลยดีไหม”
อัญชิสาไม่โต้ตอบอะไร แต่เลือกที่จะคว้ากระเป๋าและสะบัดหน้าเดินจากไปโดยไม่กล่าวลา การกระทำของหญิงสาวทำให้รจนามั่นใจว่าเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำบางอย่าง ที่เธอจำเป็นต้องสืบหาความจริงให้กระจ่าง ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้มีปัญหาเกิดขึ้นได้ในอนาคต รจนาเก็บแก้วกาแฟทั้งสองใบเพื่อส่งไปตรวจ ด้วยสังหรณ์ใจว่าอาจจะมีตัวยาบางอย่างผสมอยู่ ซึ่งอาจจะเป็นที่มาของเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น
ทันใดนั้นเธอก็ได้รับโทรศัพท์จากสามีเกี่ยวกับอุบัติเหตุของบุตรชาย ทำให้รีบขับรถตรงไปยังโรงพยาบาลด้วยความร้อนใจ ระหว่างทางเธอได้โทรศัพท์ติดต่อเพื่อแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นให้มารดาของตนเองและคุณหญิงทิพย์มณีฟัง ทั้งสองต่างก็บอกว่าจะรีบเดินทางมาที่โรงพยาบาลทันที
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







