Masukสาวรุ่นจ้องมองทรรศิกาตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าด้วยความไม่ไว้ใจ สายตาของเด็กรุ่นน้องทำให้ทรรศิกาคาดเดาความคิดของอีกฝ่ายได้
“จะจ้องมองฉันอีกนานไหม รับรองได้ว่าฉันไม่ใช่พวกสิบแปดมงกุฎ”
“ใครหน้าไหนจะยอมรับว่าตัวเองเป็นพวกต้มตุ๋น เป็นนกต่อ หรือเป็นสายโจร เพื่อความปลอดภัยไว้มาใหม่ตอนที่คลินิกเปิดแล้วกัน”
คำตอบของอีกฝ่ายทำให้หลานสาวคุณหญิงทิพย์มณีออกอาการหงุดหงิด และอารมณ์เสียอย่างรุนแรง ที่อีกฝ่ายคิดว่าตนเองเป็นพวกต้มตุ๋นหลอกลวง
‘เชอะ! พวกไม่มีสมอง ฉันดูเหมือนไอ้พวกกะล่อน ปลิ้นปล้อน หลอกลวงตรงไหน ตาต่ำยิ่งกว่าตาตุ่มซะอีก’ ทรรศิกาคิดคำนึงในใจ
แต่ยังไม่ทันที่จะได้ออกฤทธิ์ ก็มีรถยนต์คันหนึ่งขับมาจอดตรงหน้าประตูบ้าน เด็กรับใช้คนดังกล่าวรีบเปิดประตูให้รถเลี้ยวเข้าไปจอด ทรรศิกาใช้โอกาสนี้เดินตามเข้าไปในรั้วบ้าน แต่ไม่ลืมที่จะปิดประตูให้ ถือเป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ
“แก้วเอาของพวกนี้ไปเก็บในบ้าน ฉันซื้อแหนมเนืองมาฝากแก้วด้วย คราวก่อนได้ยินแก้วเล่าว่ายายชอบ ครั้งนี้ก็เลยตั้งใจซื้อมาฝาก”
“ขอบคุณค่ะ หมอรุจใจดีจริง ๆ มีของมาฝากแก้วด้วย แก้วจะได้ไปแบ่งกับยาย” แก้วรับของจากมือเจ้านายหนุ่มพร้อมกับเอ่ยชมในความมีน้ำใจของเขา
เมื่อทรรศิกาเห็นหน้าหมออติรุจชัดเจนก็ได้แต่บ่นพึมพำอยู่ในใจ
‘โอย! ซวยแล้วเรา ทำไมถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนแบบนี้ ที่แท้หมออติรุจที่เราต้องการพบก็คือคู่ปรับเก่าเรานี่เอง’
อติรุจหันกลับไปมองแขกที่ไม่ได้รับเชิญและก็จำเธอได้ทันที ลางสังหรณ์บอกกับเขาว่าความซวยกำลังคืบคลานมาเยือนเขาอีกครั้ง หมอหนุ่มถามทรรศิกาด้วยสายตาเป็นคำถามว่าเธอมาทำอะไรที่บ้านของเขา
“ฉันมาสมัครงาน” หญิงสาวรีบแจ้งความจำนงก่อนที่ตนเองจะเปลี่ยนใจ
อติรุจมองหญิงสาวที่แต่งตัวเปรี้ยวจี๊ดจนเข็ดฟัน ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
‘แม่เจ้าโว้ย! แต่งตัวราวกับจะไปเดินแบบที่ไหน เสื้อผ้า หน้า ผม เป๊ะเวอร์...อย่างกับหลุดออกมาจากแค็ตตาล็อกแฟชั่นนำสมัย’ หมอหนุ่มค่อนขอดเธอในใจก่อนจะย้ำถามอีกครั้ง
“สมัครงาน!”
“ใช่! คุณมีตำแหน่งว่างอยู่ไม่ใช่หรือ”
“เข้ามาก่อนสิ”
พูดจบก็เดินนำหญิงสาวเข้าไปในตัวบ้าน ทรรศิการีบเดินตามไปโดยไม่รีรอให้เขาต้องเอ่ยซ้ำ แต่ยังไม่วายตวัดสายตาคมจ้องมองนางสาวแก้ว ก่อนจะเดินเชิดหน้าเข้าไปในตัวบ้าน เธอเดินตามเขาเข้าไปในห้องที่ใช้ตรวจคนไข้
“นั่งก่อนสิ”
ทรรศิกานั่งลงตามคำเชิญ สายตาของเธอจับจ้องไปที่อติรุจนิ่งนาน คะเนดูจากสายตาแล้วอายุของเขาน่าจะอยู่ที่ยี่สิบปลาย ๆ หรือไม่ก็สามสิบต้น ๆ หน้าตาที่มีหนวดเคราเขียวครึ้มประกอบกับเสื้อผ้ายับยู่ยี่ที่เขาสวมใส่ ช่างห่างไกลจากบุคลิกของนายแพทย์หนุ่มในความคิดของเธอ เรียกว่าต่างกันราวฟ้ากับเหว
‘ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะเป็นหมอ ถ้ามีใครบอกว่าเขาเป็นพวกวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ยังน่าเชื่อซะกว่า’ ทรรศิกาคิดคำนึงอยู่ในใจก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา
“ฉันขอแนะนำตัวก่อนนะคะ ทรรศิกา เขมะสิริกุล”
“มีอะไรก็ว่ามา”
“ไม่คิดที่จะแนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อยหรือคะ”
“อติรุจ ธีร์วรารัศมิ์” หมอหนุ่มเอ่ยพร้อมถามด้วยสายตาว่า ‘พอใจหรือยัง’
ทรรศิกาพยักหน้าแทนคำตอบ
“ตกลงคุณยังยืนยันที่จะสมัครงานที่นี่” อติรุจพูดเข้าประเด็น
“ค่ะ...นี่ประวัติการศึกษาของฉัน”
อติรุจไม่ได้ให้ความสนใจเอกสารที่เธอยื่นส่งให้ แต่เลือกที่จะปฏิเสธที่จะรับเธอเข้าทำงาน
“เสียใจด้วยนะผมไม่รับ”
ที่เขาต้องปฏิเสธ เพราะมีลางสังหรณ์ว่าถ้าเขายอมให้ผู้หญิงคนนี้ผ่านเข้ามาในชีวิต ความซวยจะมาเยือนเขาไม่สิ้นสุด
แม้ว่าทรรศิกาอยากที่จะได้งานนี้ แต่การที่จะให้เธอลงทุนอ้อนวอนเพื่อขอให้เขารับเธอเข้าทำงาน ก็ดูจะเป็นเรื่องที่มากเกินไปหน่อย ที่ถูกคงต้องบอกว่ามันจะไม่มีทางเกิดขึ้นต่างหาก เพราะไม่ใช่นิสัยของเธอ
“เชอะ! คุณปฏิเสธที่จะรับฉันเข้าทำงาน โดยที่ยังไม่ได้พิจารณาวุฒิการศึกษาของฉันสักนิดเลยหรือคะ”
“ไม่จำเป็น เพราะผมรู้ว่าคุณไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้”
“รู้ได้ยังไงว่าฉันไม่เหมาะกับงานนี้ ในเมื่อคุณยังไม่ได้พิจารณาเอกสารของฉัน และฉันก็มั่นใจว่าฉันมีคุณสมบัติมากเกินพอกับตำแหน่งที่ว่างอยู่ของคุณ”
แม่ตัวแสบยกยอตนเองซะเลอเลิศ ทำให้อติรุจต้องเอื้อมมือไปหยิบเอกสารเหล่านั้นมาพิจารณา
“เกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของอเมริกา และเป็นมหาวิทยาลัยที่ได้รับการยอมรับจากทั่วทุกมุมโลก เป็นไงคะวุฒิการศึกษานี้ดีพอที่จะให้คุณพิจารณารับฉันเข้าทำงานนี้ไหม” ทรรศิกาเอ่ยด้วยความภาคภูมิใจ
หลังจากพิจารณาแล้วอติรุจได้เอ่ยถามเธอว่าเคยผ่านงานที่ไหนมาบ้าง
คำตอบที่ได้รับกลับมานั้นห้วนสั้น “ไม่เคย”
หลานสาวคุณหญิงทิพย์มณียิ้มหวานหว่านเสน่ห์ “แต่จะเริ่มลงมือทำที่นี่เป็นที่แรก”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







