Masuk“ไหนลองบอกเหตุผลมาซิว่าทำไมผมต้องรับคุณเข้าทำงาน”
“เหตุผลง่าย ๆ ก็คุณกำลังขาดคน ส่วนฉันก็กำลังหางาน”
“แล้วคุณทำอะไรเป็นบ้าง”
“ไม่เป็นสักอย่าง...แต่ไม่ต้องกังวลไป...ฉันเป็นคนหัวไว แค่คุณแนะนำนิดหน่อยรับรองว่าไร้ปัญหากวนใจคุณแน่นอน”
‘ปัญหามาแน่นอนน่ะสิไม่ว่า’ หมอหนุ่มค่อนขอดเธออยู่ในใจ เพราะเคยประสบกับฤทธิ์เดชของอีกฝ่ายด้วยตัวเองมาแล้วหลายครั้ง
เมื่อเธอเห็นเขาเงียบไป ทำให้ทรรศิกาต้องรีบเอ่ยขึ้นมาว่า “ใจจริงฉันก็อยากจะตอบว่าฉันทำได้ทุกอย่าง แต่ฉันไม่อยากโกหกคุณ จุดนี้ต้องถือเป็นข้อดีของฉันนะ ที่ฉันพูดตรงไปตรงมากับคุณตั้งแต่แรก”
“แต่เงินเดือนที่นี่ไม่สูง ผมว่าคุณคงรับไม่ได้หรอก ไปสมัครงานที่อื่นน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ด้วยคุณสมบัติของคุณคงจะหางานได้ไม่ยาก”
ใช่ว่าทรรศิกาอยากที่จะทำกับคู่ปรับเก่าของตัวเอง แต่เพราะที่นี่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้ เธอจึงจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้เขารับเธอเข้าทำงาน
“อย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปแบบนั้นสิคะ จะรับได้หรือรับไม่ได้ควรจะให้ฉันเป็นคนตัดสินใจเอง ว่าแต่คุณยังไม่ได้บอกเลยว่าคุณจะจ่ายค่าตอบแทนให้ฉันเดือนละเท่าไร”
“หมื่นห้า”
ทรรศิกาตาโตเท่าไข่ห่านด้วยความคาดไม่ถึง “หมื่นห้า! ฉันคงไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม”
“คุณได้ยินถูกต้องแล้ว”
“ฉันได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง มาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังก้องโลกของสหรัฐอเมริกา ผลการเรียนระดับนี้ไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้นะ มีแต่คนฉลาดอย่างฉันเท่านั้นล่ะที่ทำได้ แล้วคุณจะจ่ายเงินเดือนให้ฉันแค่หมื่นห้า แสนห้าฉันยังต้องขอคิดดูก่อนเลย”
“ก็ผมบอกคุณแล้วไงว่าคุณรับอัตราเงินเดือนที่ผมจะจ่ายให้ไม่ได้หรอก อีกอย่างคุณก็ไม่เหมาะที่จะทำงานนี้ และผมก็ไม่คิดที่จะจ่ายเงินเดือนหลักแสนให้คุณตามที่คุณต้องการ”
“นอกจากเงินเดือนแล้ว...คุณยังมีสวัสดิการอื่นอีกไหม ฉันจะได้นำมาประกอบการตัดสินใจ”
“อย่างเช่น...”
“ที่พักพร้อมอาหารสามมื้ออะไรประมาณนี้”
“ที่พัก!”
“ฉันเดาว่าคลินิกคุณคงจะปิดดึก และบ้านฉันก็อยู่ไกลจากที่นี่มาก จะให้เดินทางไปกลับทุกวันในเวลาค่ำมืดดึกดื่นก็คงจะไม่สะดวก และก็ดูจะไม่ปลอดภัยกับชีวิตและทรัพย์สินของฉัน แต่ถ้าคุณให้ฉันพักที่นี่พร้อมอาหารสามมื้อ ฉันก็จะรับไว้พิจารณา”
ทรรศิกาจำเป็นต้องโกหกและชักแม่น้ำทั้งห้าเพื่อทำให้เขาเกิดความเห็นใจ
“ตกลงคุณหรือผมที่เป็นนายจ้าง”
“ไม่เห็นต้องถามเลย...ก็คุณน่ะสินายจ้าง”
“เอาเป็นว่าผมจะติดต่อกลับไปแล้วกัน”
“ไม่ต้องเสียเวลาคิดนานนักหรอก คุณควรจะต้องดีใจและภูมิใจด้วยซ้ำ ที่จะมีพนักงานที่ทั้งสวย ทั้งฉลาด และแสนดี แถมยังมีดีกรีชั้นเลิศมาการันตี ผู้หญิงเพอร์เฟคอย่างฉันหาไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะคะ เพราะฉะนั้นคุณไม่ควรละทิ้งโอกาสที่ฉันหยิบยื่นให้ โอกาสแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักหรอกนะ”
“ถ้าผมสนใจแล้วผมจะติดต่อกลับไป” อติรุจยังยืนยันคำเดิม
“ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้นจนกว่าคุณจะรับฉันเข้าทำงานนี้” ทรรศิกายืนกรานหนักแน่น
อติรุจไหวไหล่ พูดทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินจากไป “ก็ตามใจคุณ แต่ห้ามมาเกะกะเวลาที่ผมทำงานเด็ดขาด”
หลานสาวคุณหญิงทิพย์มณีเดินตามเขาไปติดๆ เธอกลั้นโทสะไม่อยู่เผลอแว้ดใส่เขาตามนิสัยเดิม
“หมอบ้า!! กล้าดียังไงมาว่าฉัน”
“ผมแค่เตือนคุณเท่านั้นว่าอย่ามาเกะกะการทำงานของผม แต่คุณกลับมาระรานเพราะแปลเจตนาของผมผิด”
“ใครระรานคุณไม่ทราบ” เธอโต้ตอบสวนกลับไปทันทีที่เขาพูดจบ
“ก็คุณนั่นแหละ”
“คุณมีสิทธิ์อะไรมาว่าฉัน”
เมื่ออีกฝ่ายเจอคำถามนี้เข้าไป ความหงุดหงิดที่มีเป็นทุนเดิมก็เพิ่มสูงปรี๊ดขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่ก็ต้องพยายามข่มความโกรธเอาไว้ เพราะถ้าเธอขืนพูดจาโมโหโกรธาใส่เขามากไปกว่านี้ ก็อาจจะทำให้เธอชวดงานนี้เป็นการถาวร เห็นทีวันนี้คงต้องถอยไปตั้งหลักก่อน คิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงเชิดหน้าเดินจากไปด้วยความหงุดหงิด
“หมอบ้า...บ้าที่สุด...กล้ามาว่าฉันเกะกะระราน ฝากไว้ก่อนเถอะ แล้วเราจะได้เห็นดีกัน” ทรรศิกาตะโกนออกมาด้วยความโกรธ ก่อนจะตรงดิ่งกลับไปที่บ้านของนับดาว
เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดสมาชิกทุกคนในครอบครัวของนับดาวจึงอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา
“ใครทำอะไรให้ไม่พอใจหรือเทย่า ถึงได้กลับมาพร้อมกับพายุทอร์นาโด” นับดาวเอ่ยทักทรรศิกาด้วยรอยยิ้ม
“นั่นสิ...พี่เทย่าโกรธใครมาหรือคะ ถึงได้หน้าบึ้งตึงแบบนี้” เดือนประดับเอ่ยถามด้วยความเป็นกันเอง
“ถึงพี่เทย่าจะทำหน้าบึ้งตึงแต่ก็ยังสวยอยู่ดี จริงไหมครับแม่” น้องชายคนสุดท้องเอ่ยชมเพื่อนของพี่สาว
“จริงจ้ะ”
เมื่อทรรศิกาได้ยินคำชมเหล่านั้นก็ทอนความโมโหของเธอลงได้เล็กน้อย แถมยังหันไปเอ่ยชมน้องชายเพื่อน
“ตาแหลมเหมือนกันนะเรา” ทรรศิกาเอ่ยชมธีรเดช
อติรุจไม่ตอบแต่เลือกที่จะย้อนถาม “นี่บ้านใคร!?”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







