Masukในค่ำคืนนั้นขณะที่อยู่ตามลำพังในห้องนอน นับดาวได้สอบถามทรรศิกาถึงการไปสมัครงาน
“เทย่าไปสมัครงานมาเป็นไงบ้าง ได้เรื่องไหม ไม่เห็นเล่าให้ฟังบ้างเลย”
“คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทีไรเซ็งทุกที”
“อะไรจะขนาดนั้น ไหนลองเล่าให้ดาวฟังซิว่าเซ็งเรื่องอะไร”
“ทุกเรื่อง...ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง นอกจากจะไม่ได้สมัครงานแล้ว ยังเจอแม่เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดพูดจากระทบกระแทกแดกดันอีก”
ทรรศิกาเอ่ยขึ้นก่อนจะเล่าเรื่องราวที่ตนเองประสบมาในวันนี้ให้เพื่อนรักฟังอย่างหมดเปลือก และพูดสรุปปิดท้ายว่า
“คงจะไปสมัครงานที่บริษัทใหญ่ ๆ ไม่ได้แล้ว เพราะพวกยัยเนตรปากบอนหูตาอย่างกับสับปะรด ขืนให้แม่พวกนั้นรู้ว่าเทย่าตกอับจนต้องออกหางานทำละก็ มีหวังได้เอาเรื่องของเทย่าไปเมาท์ไม่เลิกแน่”
“เราไม่จำเป็นต้องสนใจก็สิ้นเรื่อง”
“ไม่สนใจได้ยังไงละดาว มันเป็นเรื่องศักดิ์ศรีของเทย่านะ ให้คนพวกนั้นรู้ไม่ได้เด็ดขาด ยังไงก็ไม่ได้”
“แล้วเทย่าจะทำยังไงต่อ”
“ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน”
“เอาอย่างนี้ไหม ลองไปสมัครงานที่นี่ดู เขากำลังต้องการผู้ช่วย”
“ที่ไหนหรือดาว” ทรรศิการีบซักถามรายละเอียด
นัยน์ตาของเธอแพรวพราวขึ้นมาทันที เมื่อเพื่อนจุดประกายความหวังให้อีกครั้ง
นับดาวเดินไปหยิบนามบัตรใบหนึ่งจากกระเป๋ามายื่นส่งให้ ทรรศิกายื่นมือออกไปรับมาดูด้วยความสงสัย
คิ้วเรียวสวยขมวดยุ่งเมื่อถาม “อติรุจ ธีร์วรารัศมิ์ เขาเป็นใครหรือดาว แล้วดาวเอานามบัตรเขามาให้เทย่าทำไม”
“เขาเป็นหมอ และเป็นเจ้าของคลินิกที่กำลังต้องการรับสมัครผู้ช่วย คลินิกของเขาก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่”
“ดาวได้นามบัตรนี้มาได้ยังไง”
นับดาวชะงักงันไปครู่หนึ่งก่อนจะบอกถึงที่มาของนามบัตร
“มีคนให้ดาวมาอีกที บังเอิญเขาได้ยินดาวพูดว่าอยากมีรายได้เสริม และเขาเห็นว่าคลินิกนี้ตั้งอยู่ไม่ห่างจากบ้านของดาวเขาก็เลยให้นามบัตรนี้มา ตอนแรกดาวคิดจะไปสมัครเอง แต่ถ้าเทย่าสนใจจะลองไปสมัครดูก็ได้นะ”
แม้คำตอบของเพื่อนจะบ่งบอกถึงแหล่งที่มาของนามบัตรได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ทรรศิกาก็มิได้ใส่ใจและไม่คิดที่จะหาคำตอบว่าใครเป็นผู้นำนามบัตรนี้มาให้นับดาว แต่มุ่งความสนใจไปที่รายละเอียดซึ่งถูกระบุอยู่ในนามบัตรนั้นมากกว่า
“ดาวจะให้เทย่าไปสมัครงานที่นี่”
“ใช่ ถ้าเทย่าสนใจนะ มันเป็นคลินิกที่เปิดช่วงเย็นเพื่อรักษาฟรีให้กับคนที่มีรายได้น้อย การเดินทางก็สะดวกเพราะอยู่ห่างจากที่นี่ไปประมาณสามป้ายรถเมล์”
ทรรศิกาเริ่มคล้อยตามความคิดของนับดาว
“ดีเหมือนกันนะ อย่างน้อยพวกเพื่อนปากนีออนทั้งหลายก็คงจะไม่โคจรมาในสถานที่แบบนี้ พรุ่งนี้เทย่าจะลองไปสมัครงานที่นี่”
“แน่ใจหรือว่าจะทำงานนี้จริง ๆ”
“แน่ใจสิ งานอะไรก็ต้องเอาไว้ก่อน เพราะเทย่าจะต้องรีบหาเงินมาคืนดาวให้เร็วที่สุด”
“เรื่องเงินสองแสน...เทย่ามีเมื่อไรค่อยเอามาคืนก็ได้”
“ทำแบบนั้นได้ยังไง ในเมื่อเราก็รู้กันอยู่ว่าดาวเองก็จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนนี้ เป็นค่ารักษาพยาบาลของพ่อ”
“ถึงอย่างนั้นดาวก็ไม่อยากให้เทย่ากดดันตัวเองมากเกินไป ถ้าอยากจะลองก็ลองทำดู แต่รับปากดาวอย่างหนึ่งถ้าเทย่าทำไม่ไหวก็ไม่จำเป็นต้องฝืนทน ตกลงไหม”
“เทย่ารับปากดาว” สองสาวยิ้มให้กันและกันอย่างอบอุ่น
แม้ทรรศิกาจะยังไม่รู้ว่าตนเองจะทนทำงานนี้ได้นานแค่ไหน แต่ด้วยสถานการณ์บังคับทำให้หญิงสาวตัดสินใจที่จะลองดูสักครั้ง และเมื่อเธอตั้งใจที่จะทำอะไรแล้วละก็เธอจะพยายามให้ถึงที่สุด ไม่มีคำว่าถอดใจเด็ดขาด
บ่ายวันต่อมาทรรศิกาบรรจงแต่งตัวแต่งหน้าชนิดจัดเต็ม เพื่อมิให้เสียชื่อแฟชั่นนิสต้าตัวแม่ และไม่ลืมที่จะฉีดน้ำหอมยี่ห้อดังหรือจะเรียกว่าอาบน้ำหอมก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะถึงอยู่ห่างไปร้อยเมตรก็ยังได้กลิ่นน้ำหอมของเธอ จากนั้นก็เรียกแท็กซี่ให้ขับไปส่งเธอตามที่อยู่ที่ระบุไว้ในนามบัตร ใช้เวลาไม่นานก็มายืนอยู่ที่หน้าบ้านหลังดังกล่าว
บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านของผู้มีอันจะกิน ประเมินจากสายตาราคาบ้านหลังนี้ไม่น่าจะต่ำกว่าสิบถึงยี่สิบล้าน เมื่อมั่นใจว่ามาถูกหลังจึงกดกริ่งประตูบ้าน ระหว่างรอคนออกมาเปิดประตูสายตาก็สำรวจไปรอบ ๆ บริเวณดังกล่าว และไปสะดุดกับป้าย ‘คลินิกคนยาก’ ที่ดูอย่างไรก็ไม่เหมาะหรือคู่ควรกับบ้านหลังงามหลังนี้
สักพักก็มีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งเดินออกมาที่หน้าประตู พร้อมถามด้วยน้ำเสียงห้วนสั้น
“มาพบใคร!”
“หมออติรุจ” ทรรศิกาพูดกลับไปด้วยน้ำเสียงมะนาวไม่มีน้ำเช่นกัน
“ไม่อยู่”
“รู้ไหมเมื่อไรเขาจะกลับ”
“หมอรุจจะกลับมาเปิดคลินิกในช่วงเย็น”
ทรรศิกาก้มดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือของตนเอง นี่ก็เพิ่งจะบ่ายสามโมงเย็น ไม่รู้จะต้องรออีกนานแค่ไหนกว่าเขาจะกลับมา
“คลินิกจะเปิดกี่โมง”
“ถ้าจะมารักษากับหมอรุจละก็ แวะมาใหม่ตอนห้าโมงเย็น”
“ฉันไม่ได้จะมารักษากับเขา”
“แล้วจะถามหาเขาทำไม”
“ก็เพราะว่าฉันมีธุระสำคัญที่จะพูดกับเจ้านายของเธอ เปิดประตูสิ ฉันจะได้เข้าไปรอในบ้าน”
แต่เมื่ออีกฝ่ายยังคงนิ่งเฉย ทำให้ทรรศิกาเผลอตัวออกคำสั่ง
“มัวยืนเซ่ออยู่ทำไม...รีบเปิดประตูสิ ปล่อยให้ฉันยืนตากแดดอยู่ได้ ไม่เห็นหรือไงว่าอากาศมันร้อน”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







