Masukในขณะที่เขาเดินลงไปรอเธอที่ห้องตรวจคนไข้ ทรรศิกายังคงยืนใช้ความคิดอยู่ภายในห้องนั้น
“นี่ฉันมองคุณผิดไปจริง ๆ หรือ” เธอพึมพำเบา ๆ ก่อนจะส่ายหัว
“ไม่น่าเป็นไปได้ เขาดูไม่เหมือนหมอหื่น คงจะทำเพื่อขู่ให้เรากลัวมากกว่า สายตาของทรรศิกาไม่เคยมองอะไรผิดพลาด”
แต่เพื่อความไม่ประมาทเห็นทีคงต้องระวังตัวไว้บ้าง เพราะถึงยังไงเขาก็เป็นผู้ชายที่มีเลือดเนื้อ มีความต้องการไม่ใช่พระอิฐพระปูน ขืนยั่วผิดเวลาก็อาจจะพลาดท่าเสียทีเขาได้เหมือนกัน หญิงสาวมองไปรอบห้องนั้นอีกครั้งก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องของตัวเอง และลงมือจัดเก็บข้าวของทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทาง ใจก็นึกว่าจะต้องหาโอกาสพูดถึงเรื่องสำคัญกับเขาอย่างที่เธอตั้งใจไว้โดยเร็วที่สุด หวังว่ามันจะสำเร็จและผ่านพ้นไปอย่างที่ใจคิด
เมื่อทำทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็เดินลงไปที่ห้องตรวจคนไข้ เธอพบอติรุจนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“นั่งลง”
ทรรศิกาทิ้งตัวนั่งลงตรงข้ามเขา “คุณอยากจะพูดอะไรก็พูดมาได้เลยค่ะ ฉันกำลังรอฟังอยู่”
“หน้าที่หลักของคุณคือคอยดูแลความเรียบร้อยของคลินิกแห่งนี้ คุณจะต้องรับผิดชอบและจัดเตรียมประวัติของคนไข้ที่จะมาเข้ารับการรักษาในแต่ละวัน ไปจนถึงการจ่ายยาตามใบสั่งของผม โดยที่ผมจะคอยควบคุมในเรื่องนี้อีกที เราจะเปิดคลินิกทุกวันอังคาร พฤหัส เสาร์ และอาทิตย์ ในเวลาห้าโมงเย็นไปจนถึงสามทุ่มโดยประมาณ หรือจนกว่าคนไข้จะหมด”
“หมายความว่าฉันจะปิดคลินิกได้ก็ต่อเมื่อคุณตรวจคนไข้ครบทุกคน”
“ใช่ นอกเหนือจากนั้นหน้าที่อีกอย่างของคุณก็คือคอยติดตามไปเป็นผู้ช่วยผม เมื่อผมออกไปตรวจคนไข้นอกสถานที่”
“อะไรนะ! นี่คุณรับตรวจคนไข้นอกสถานที่ด้วยหรือ ทำไมไม่บอกให้พวกเขามารักษาที่คลินิก เราจะได้ไม่ต้องเสียเวลาตระเวนไปตรวจเขาให้เหนื่อย”
“ผมกำลังบอกถึงขอบข่ายงานในหน้าที่ที่คุณจะต้องรับผิดชอบ ไม่ได้ต้องการคำแนะนำจากคุณ เพราะฉะนั้นฟังให้จบ”
“ก็ได้”
“มีชุมชนอยู่ชุมชนหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากแถวนี้มากนัก...”
นายแพทย์หนุ่มพูดค้างไว้แต่เพียงเท่านั้น เพราะจู่ ๆ ทรรศิกาก็พูดทะลุขึ้นมากลางปล้อง โดยไม่รอฟังสิ่งที่เขาจะพูดให้จบซะก่อน
“เดี๋ยวนะชุมชนที่คุณพูดถึงเมื่อครู่ คงจะไม่ได้หมายถึงชุมชนแออัดหรอกใช่ไหม ฉันคงจะเข้าใจผิดพลาดไปเอง”
“ถ้าเป็นชุมชนแออัดแล้วมันเป็นยังไง!?”
“นี่ฉันต้องตามคุณเข้าไปตรวจคนไข้ในสลัมด้วย” เธอเอ่ยถามเสียงสูงปรี๊ด
“มีปัญหาอะไร!”
“เป็นความจริงหรือ” ทรรศิกาถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“จริง! โดยปกติแล้วผมจะหาเวลาแวะไปที่นั่น เพื่อให้คำแนะนำและตรวจดูอาการของผู้คนที่พักอาศัยอยู่ที่ชุมชน คนพวกนั้นส่วนใหญ่เป็นคนหาเช้ากินค่ำ ไม่มีเวลาที่จะเดินทางมารักษาที่คลินิกแห่งนี้หรอก”
“โอมายก๊อด! นี่ฉันกำลังคุยอยู่กับนายแพทย์หรือพ่อพระในชีวิตจริงกันแน่”
“ผมไม่สนใจหรอกนะว่าผมจะเป็นคนแบบไหนในสายตาของคุณ แต่ถ้าคุณจะทำงานร่วมกับผมได้อย่างราบรื่น คุณต้องเป็นคนมีความรับผิดชอบในหน้าที่ มีความอดทน และรู้จักคำว่าเสียสละ”
“สิ่งที่คุณพูดมาทั้งหมดมันเป็นนิสัยส่วนตัวของฉันเลย”
“แน่ใจหรือถึงได้พูดออกมาแบบนั้น เท่าที่ผมสังเกตดูคุณมันจัดอยู่ในประเภทคุณหนูขี้วีน จับจด เอาแต่ใจ และก็เห็นแก่ตัว”
“นี่คุณกำลังด่าฉันอยู่นะ”
“ผมกำลังจะสะท้อนให้คุณเห็นว่าคุณเป็นคนแบบไหนในสายตาของคนอื่น”
‘อดทนไว้ทรรศิกา อดทนไว้ เธอต้องอดทน’ หญิงสาวได้แต่ย้ำเตือนตัวเองในใจ
เธอพยายามนับหนึ่งถึงร้อย เพื่อระงับความโกรธของตัวเอง และเพื่อไม่ให้ระเบิดอารมณ์ใส่เขา มิฉะนั้นมันจะบ่งชี้ว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาพูด แม้ว่าสิ่งที่เขาพูดมามันจะตรงกับนิสัยของเธออยู่บ้าง แต่ก็ไม่จำเป็นจะต้องยอมรับกับเขานี่จริงไหม
“อย่าเพิ่งสบประมาทกันสิ ในเมื่อฉันยังไม่ได้ลงมือทำงานแล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าฉันเป็นคนจับจด ฉันมีดีกว่าที่คุณคิดไว้เยอะ”
“แล้วเราจะได้พิสูจน์กัน”
“นอกจากงานสองอย่างนี้แล้ว มีอะไรอีกไหมที่ฉันต้องทำ”
“ในฐานะที่เราต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน คุณก็เลยต้องมีหน้าที่ช่วยดูแลงานทุกอย่างในบ้านหลังนี้แทนผม”
“คงไม่ได้หมายความว่าฉันต้องคอยดูแลทำความสะอาด ปัด กวาด เช็ด ถูบ้านหลังนี้หรอกใช่ไหม นั่นมันงานของคนใช้ชัด ๆ”
“คุณไม่เคยได้ยินคำสุภาษิตที่ว่าอยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดายหรือ”
“แล้วสุภาษิตนี้มาเกี่ยวอะไรด้วย ในเมื่อคุณเองก็มีคนคอยทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว ก็ให้เขาทำหน้าที่ของเขาต่อไปสิ ไม่เห็นจะต้องมาสั่งให้ฉันไปแย่งงานเขาทำเลย”
“แก้วเป็นเด็กที่ผมจ้างมาทำงานบ้านแบบไปเช้าเย็นกลับ แต่คุณก็น่าจะเห็นแล้วว่าบ้านหลังนี้มันใหญ่โตเกินกว่าที่เด็กอย่างแก้วจะทำทุกอย่างได้เพียงลำพัง”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







