Masuk“แล้วที่ผ่านมาคุณทำยังไง”
“ผมก็ต้องช่วยแก้วทำงานเหล่านั้นเท่าที่เวลาของผมจะเอื้ออำนวย”
“คุณทำงานบ้านเป็นด้วย” ทรรศิกาถามย้ำคล้ายกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ทำได้หมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะ ปัด กวาด เช็ด ถู หรือแม้แต่เข้าครัวทำอาหาร”
ทรรศิกาจ้องมองเขาตาค้างกับสิ่งที่เธอได้ยิน “อะเมซิ่ง!”
“ปกติแก้วจะมาดูแลเรื่องการทำความสะอาด ส่วนคุณรับผิดชอบเรื่องการจัดเตรียมอาหารก็แล้วกัน”
“แน่ใจหรือว่าจะให้ฉันเป็นคนทำอาหารให้คุณทาน”
“มีปัญหาหรือ!?”
“แน่นอนว่าไม่มี ฉันจะเป็นคนจัดเตรียมอาหารสำหรับเราตามที่คุณต้องการ แต่ถ้ากินไม่ได้ห้ามว่านะ”
ปากพูดอย่างแต่ใจคิดอีกอย่าง ‘รับรองได้เลยว่าคุณจะต้องประทับใจกับฝีมือการทำอาหารของฉันจนไม่มีวันลืม’
และมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
“หมดแล้วใช่ไหมสิ่งที่คุณอยากจะพูดกับฉัน”
“ใช่”
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอพูดอะไรบ้างได้ไหม”
“เชิญ”
“ฉันอยากจะขอโทษกับสิ่งที่ฉันเคยทำไว้กับคุณ โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อเย็นวานนี้”
ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนอย่างทรรศิกาจะสำนึกผิดจนถึงขั้นยอมเอ่ยปากขอโทษเขาก่อน แม้ว่าสีหน้าและแววตาของเธอมันจะบ่งบอกให้เขารู้ว่าเธอรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ แต่จะเชื่อถือเธอได้มากน้อยแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาเธอแสดงละครได้แนบเนียนสมบทบาทจนเขาอยากจะมอบรางวัลนักแสดงดีเด่นให้ แต่ในเมื่อเธอกล้าเอ่ยปากขอโทษ เขาก็พร้อมที่จะยกโทษให้ อติรุจพยักหน้ารับคำขอโทษจากเธอ
“อย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีกแล้วกัน”
“แค่นี้ใช่ไหม”
“เอ่อ...”
ทรรศิกากำลังชั่งใจว่าเธอควรจะพูดขอความช่วยเหลือจากเขาในตอนนี้เลยดีหรือไม่ อาการอ้ำอึ้งของทรรศิกาทำให้อติรุจรู้ว่าเธอมีบางอย่างที่ต้องการจะพูดกับเขา แต่ยังไม่แน่ใจว่าควรจะพูดดีไหม
“ใบ้กินไปซะละ...อยากจะพูดอะไรก็พูดมา พูดออกมาให้หมดจะได้เคลียร์”
หลังจากที่ตัดสินใจอยู่นาน สุดท้ายทรรศิกาหลับตาพูดโพล่งออกไป “ฉันขอเบิกเงินเดือนคุณล่วงหน้าได้ไหม”
“คุณยังไม่ได้เริ่มลงมือทำงานแต่จะขอเบิกเงินล่วงหน้า ใช้สมองส่วนไหนคิด”
“แต่ฉันมีความจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนนั้นจริง ๆ”
“บอกความจำเป็นของคุณมาซิเผื่อผมว่าผมจะรับไว้พิจารณา”
“ถ้าฉันบอกเหตุผลของฉัน คุณจะยอมให้ฉันเบิกเงินล่วงหน้าใช่ไหมคะ”
“มันก็ขึ้นอยู่กับเหตุผลของคุณ”
ทรรศิกาตัดสินใจบอกความจริงกับเขา เผื่อว่าเขาจะยอมช่วยเหลือเธอตามที่เธอร้องขอ
“ฉันต้องการเงินไปจ่ายค่ารักษาพยาบาล และเตรียมไว้สำหรับเป็นค่าผ่าตัดพ่อของนับดาว ดาวเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของฉันและเป็นเพื่อนที่ฉันรักมาก”
“คุณเป็นแม่พระหรือไง!”
“แน่นอนว่าไม่ใช่ แต่ฉันติดหนี้เพื่อนคนนี้โดยที่ไม่รู้มาก่อนว่า เงินนั่นถูกเตรียมไว้สำหรับเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าผ่าตัดพ่อของเพื่อนฉัน”
“เท่าไร”
“สองแสน”
“คุณเอาเงินเขาไปทำอะไรตั้งสองแสน”
“เรื่องนั้นน่ะช่างมันเถอะ ตกลงว่าคุณจะช่วยฉันไหม”
“พ่อเพื่อนของคุณชื่ออะไร และตอนนี้เขารักษาตัวอยู่ที่ไหน”
ทรรศิกาบอกข้อมูลทุกอย่างที่เขาอยากรู้ พร้อมกับพูดสรุปปิดท้ายว่า
“ถ้าคุณยอมจ่ายเงินให้ก่อน ฉันจะเขียนสัญญาเงินกู้ให้คุณ โดยให้คุณหักจากเงินเดือนของฉันเดือนละหมื่น”
“ขอผมคิดเรื่องนี้ดูอีกทีแล้วผมจะให้คำตอบคุณ ส่วนเรื่องงานของคุณก็เริ่มจากวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป”
อย่างน้อยเขาก็ควรจะตรวจสอบข้อมูลที่เธอให้มา ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเรื่องโกหก ของแบบนี้รู้หน้าไม่รู้ใจ
“แล้วอาหารเย็น”
“ผมจะเป็นคนจัดการเอง คุณรับผิดชอบอาหารเช้าวันพรุ่งนี้แทนแล้วกัน”
“ตกลงตามนี้ ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ”
แต่ก่อนที่เธอจะเดินออกจากห้องไปเธอได้หันมาพูดกับเขาว่า “ฉันจะรอฟังคำตอบจากคุณ หวังว่ามันจะเป็นข่าวดี”
อติรุจลูบไล้ริมฝีปากของตัวเองไปมา ขณะที่กำลังครุ่นคิดถึงสาเหตุที่ทำให้ทรรศิกาขอเบิกเงินล่วงหน้า
สุดท้ายก็เป็นเรื่องเงินสินะ!
เงินสองแสนสำหรับเขาถือเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เขาสามารถจ่ายให้เธอได้อยู่แล้ว แต่ต้องหลังจากที่เขาตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดก่อน ถ้ามันเป็นจริงอย่างที่เธอพูดเขาจะยอมช่วยเหลือเธอ ถือซะว่าช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และเขาก็ยังมีโอกาสได้เงินก้อนนั้นคืนโดยการหักจากเงินเดือนของเธอ เพียงแต่ว่าเขาจะต้องทำงานร่วมกับเธอไปจนกว่าเธอจะใช้หนี้ให้เขาจนครบ
ไม่รู้ว่าทรรศิกาจะหาเรื่องเดือดร้อนอะไรมากวนใจเขาอีก อยู่ใกล้เธอทีไรความซวยมาเยือนเขาทุกที และเขาก็มีลางสังหรณ์ว่าชีวิตที่เรียบง่ายของเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อมีเธอผ่านเข้ามาในชีวิต
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







