Masuk“ไม่มีใครเคยบอกคุณบ้างเลยหรือว่า คุณไม่ควรเข้ามาในห้องนอนของผู้ชาย เพราะมันไม่ปลอดภัย”
“ถ้าเป็นห้องนอนของผู้ชายอื่นฉันคงไม่เข้าไปหรอกค่ะ แต่นี่มันห้องนอนของคุณซึ่งฉันมั่นใจว่าฉันปลอดภัยแน่นอน เพราะคุณเคยบอกว่าไม่ได้พิศวาสฉันจริงไหมคะ”
“ลงไปข้างล่างได้แล้ว เรามีเรื่องที่จะต้องคุยกัน”
ทรรศิกาเดินไปนั่งลงบนเตียงนอนของเขา “คุยที่นี่ก็ได้ ฉันไม่ถือหรอก มานั่งนี่สิ”
แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงยืนนิ่งเฉย และจ้องมองมาที่เธอด้วยความไม่พอใจ ที่เธอล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเขา ยิ่งเห็นแบบนั้นทรรศิกาก็ยิ่งอยากแกล้ง
“มีอะไรอยากจะพูดกับฉันก็พูดมาสิ หรือถ้าไม่อยากนั่งคุยจะนอนคุยก็ได้นะ”
อติรุจสบถอย่างหัวเสีย โดยปกติแล้วเขาเป็นผู้ชายที่สุขุมเยือกเย็น แต่ไม่รู้ทำไมเวลาที่อยู่ใกล้แม่ตัวแสบนี่ทีไร อารมณ์ที่เคยควบคุมได้เป็นอย่างดีเป็นต้องโมโหเดือดทุกครั้ง โดยเฉพาะในยามที่เธอชอบทำท่าทางก๋ากั่นยั่วยวนเขาเช่นนี้ ยิ่งเห็นก็ยิ่งหงุดหงิด
คงจะปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นจะยิ่งได้ใจ และยั่วยวนกวนประสาทเขาไม่เลิก เห็นทีต้องสั่งสอนกันหน่อยเผื่อจะได้เข็ดหลาบ อติรุจเดินย่างสามขุมไปยืนตรงหน้าทรรศิกา ก่อนจะผลักตัวเธอลงบนที่นอนโดยมีร่างของเขาตามติดไปด้วย เขาใช้ร่างของตัวเองตรึงร่างของเธอไว้
โอ...คุณพระช่วย!! การจู่โจมอย่างรวดเร็วของเขาทำให้เธอตกตะลึง นอนนิ่งงันไปชั่วขณะ
การตกอยู่ในอ้อมแขนรัดแน่นของเขาเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การนอนหงายอย่างหมดท่าโดยมีเขากดทับทั้งตัวก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คิดว่าทำอย่างนี้แล้วเธอจะยอมให้เขาข่มเหงรังแกได้ง่าย ๆ ละก็เห็นทีคงจะต้องผิดหวัง ทรรศิกาเริ่มดิ้นรนขัดขืน ทั้งหยิกและข่วนเขาเท่าที่จะทำได้ แต่แรงของเธอหรือจะสู้แรงของผู้ชาย อติรุจปัดป้องก่อนจะพันธนาการมือทั้งสองข้างของเธอไว้ด้วยมือของเขา
“ไอ้หมอบ้า...ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”
แทนที่จะทำตามที่เธอร้องขอเขากลับก้มหน้าลงเพื่อที่จะจูบเธอ เป็นการสั่งสอนที่ริอาจมายั่วยวนเขา แต่ทรรศิการู้เท่าทันจึงรีบเบือนหน้าหนี อติรุจจึงซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่นของเธอแทน
“ปล่อยฉัน!” ทรรศิกาตวาดก้อง
“นึกว่าจะแน่ที่แท้ก็เก่งแต่ปาก รู้ตัวไหมว่าคุณมันจัดอยู่ในประเภทปากกล้าแต่ขาสั่น”
“ฉันบอกให้ปล่อย” เธอกัดฟันพูด
“ไม่ปล่อย...คุณอยากให้ผมทำแบบนี้ไม่ใช่หรือ ผมก็สนองให้แล้วไง”
“ถ้าคุณไม่ปล่อย ฉันจะตะโกนให้ชาวบ้านเขาได้ยินกันทั่วเลยว่า หมอหื่นอย่างคุณข่มเหงรังแกผู้หญิงไม่มีทางสู้”
“เอาซิ...แน่จริงก็ทำเลย” ชายหนุ่มพูดท้าทาย
“ไอ้หมอบ้า ไอ้หน้าหื่น ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ ฉันบอกให้ปล่อย” ทรรศิกาแหกปากร้องตะโกนเสียงดัง ก่อนจะกัดไปที่ไหล่เขาอย่างแรง อติรุจไม่คิดว่าทรรศิกาจะใช้วิธีนี้ทำให้เขาไม่ทันได้ระวังตัว
“โอ๊ย!! มากัดผมทำไม” เขาร้องลั่น
“นี่เป็นการเตือนให้คุณรู้ว่าฉันไม่ใช่ดอกไม้ริมทาง ที่คุณจะเด็ดมาชื่นชมได้ง่าย ๆ คราวหน้าถ้าคุณกล้าทำแบบนี้อีกละก็ คุณได้เจอหนักกว่านี้แน่ ปล่อยฉันได้ละ”
อติรุจยอมปล่อยตัวเธอให้เป็นอิสระ “ที่ผมยอมปล่อย ไม่ใช่เพราะผมกลัวคุณหรอกนะอย่าเข้าใจผิดเด็ดขาด แต่เป็นเพราะผมไม่ได้พิศวาสอะไรในตัวคุณ”
ทรรศิกาลุกขึ้นมายืนประจันหน้าเขา แม้จะใจคอไม่ดีที่โดนจู่โจมแบบไม่ทันได้ตั้งตัว แต่ก็ยังไม่วายยั่วยวนกวนประสาทเขา โดยการทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบ เธอใช้มือข้างหนึ่งโอบรอบคอของเขาเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างก็เริ่มลูบไล้จากปกเสื้อลงมาตามสาบเสื้อของชายหนุ่มจนมาถึงกระดุมเม็ดแรกของเขา เธอสบตาเขาอย่างท้าทาย แม้จะหวั่นวิตกอยู่บ้างแต่ก็ยังไม่วายปากดีพูดทิ้งท้ายไว้
“ขอบคุณที่บอกให้รู้ แต่ฉันจะบอกอะไรคุณไว้อย่างนะ ของอะไรที่ได้มายาก ทรรศิกายิ่งอยากได้”
ทันทีที่พูดจบประโยคร่างบางของเธอก็ปลิวเข้ามาในอ้อมแขนแข็งแกร่งของเขาอีกครั้ง อติรุจตรึงร่างของทรรศิกาไว้กับกำแพงห้อง และดันตนเองเข้าแนบชิด
“ขอเตือนด้วยความหวังดีว่าอยู่ให้ห่างผมเอาไว้ และอย่าริอาจมายั่วยวนผมอีก มิฉะนั้นผมจะสนองตอบคุณอย่างที่คุณวอนอยากได้ เข้าไปจัดข้าวของให้เรียบร้อยแล้วลงไปพบผมที่ห้องตรวจคนไข้ เรามีเรื่องที่จะต้องตกลงกันก่อนที่คุณจะเริ่มงาน” อติรุจเดินออกจากห้องไปทันทีที่พูดจบ
ใครจะคาดคิดว่าชีวิตที่เคยสงบสุขของเขาต้องมาวุ่นวายเพราะผู้หญิงเพียงคนเดียว ผู้หญิงที่ชอบหาเรื่องใส่ตัว แถมยังเป็นผู้หญิงที่คอยสร้างแต่ปัญหามาให้เขาไม่เว้นแต่ละวัน เจอกันทีไรความซวยมาเยือนเขาทุกที
“เห็นทีคงต้องอยู่ให้ห่างเธอเข้าไว้”
แม้จะบอกตัวเองเช่นนั้นแต่อติรุจก็รู้ดีว่ามันทำได้ยาก เพราะต้องพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกันจึงเลี่ยงความใกล้ชิดได้ยากเต็มที
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







