Masuk“ตอนนี้คนไข้พักรักษาตัวอยู่ที่ไหนครับ”
หญิงสาวเอ่ยชื่อโรงพยาบาลที่พ่อของนับดาวนอนพักรักษาตัวอยู่ อิทธิพลเลิกคิ้วเมื่อได้ยินชื่อโรงพยาบาลนั้น พร้อมกับเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ทำไมคุณเทย่าถึงมาขอความช่วยเหลือจากผม ทั้งที่คุณมีหมอที่เก่งและมีความชำนาญหลายด้านอยู่ข้างตัว”
“คุณหมอหมายถึง...” ทรรศิกาละชื่อเขาไว้ในฐานที่เข้าใจ
“ใช่ครับ...ผมหมายถึงรุจแฟนของคุณ”
“คุณหมอกำลังเข้าใจผิดนะคะ เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันอย่างที่คุณเข้าใจ”
“รุจบอกให้คุณพูดแบบนี้ใช่ไหมครับ”
“เปล่าค่ะ...เราไม่ได้เป็นอะไรกันจริง ๆ”
ทรรศิกาพยายามที่จะอธิบายความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างเธอและอติรุจ แต่ดูเหมือนว่ามันจะไร้ประโยชน์ เพราะอิทธิพลเลือกที่จะเชื่อตามความคิดของตนเอง
“ไม่ต้องช่วยรุจปิดบังเรื่องนี้หรอกครับคุณเทย่า ทุกคนรู้เรื่องที่น่ายินดีนี้หมดแล้ว ผมว่าคุณสองคนเหมาะสมกันมาก ผมยังรู้สึกอิจฉานายรุจด้วยซ้ำที่มีแฟนสวยอย่างคุณ”
เธอได้แต่ฝืนยิ้มให้เขา ดูเหมือนทุกคนจะตีความไปในทิศทางเดียวกันว่า เธอและนายแพทย์อติรุจเป็นแฟนกัน และมีความสัมพันธ์ที่สนิทแนบแน่น จะโทษพวกเขาก็ไม่ถูกนักที่คิดแบบนั้น ถ้าจะโทษใครสักคนคงต้องโทษตัวเอง เพราะเธอเป็นคนสร้างสถานการณ์เพื่อทำให้พวกเขาคิดไปเช่นนั้น แม้จะอธิบายอะไรไปตอนนี้ก็คงจะไม่มีประโยชน์ เห็นทีจะต้องปล่อยเลยตามเลย อีกไม่นานพวกเขาก็คงจะเลิกสนใจเรื่องเหล่านี้กันไปเอง
อิทธิพลพาทรรศิกามาทานมื้อเที่ยงที่ร้านอาหาร ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลมากนัก หลังจากสั่งอาหารเรียบร้อยแล้วเขาก็เปิดประเด็นในการสนทนาด้วยประโยคคำถาม
“คุณเทย่ามีเรื่องอะไรจะคุยกับผมครับ”
“เทย่าอยากจะขอคำปรึกษาคุณหมอเกี่ยวกับอาการป่วยของพ่อเพื่อนสนิทของเทย่าค่ะ”
“เขาเป็นอะไรครับ”
“โรคหัวใจค่ะ”
ทรรศิกาเล่าอาการป่วยบิดาของนับดาวที่เธอได้รับรู้มาให้คุณหมอหนุ่มฟังอย่างละเอียด ก่อนจะพูดสรุปปิดท้าย
“หมอแนะนำให้ทำการผ่าตัดโดยเร็วที่สุด แต่ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดที่โรงพยาบาลเอกชนแพงมากจนเกรงว่าเราจะแบกรับไม่ไหว เทย่าก็เลยแนะนำเพื่อนให้นำตัวพ่อมาผ่าตัดที่โรงพยาบาลของรัฐแทน เพราะนอกจากจะมีเครื่องมือที่ทันสมัยแล้ว ยังมีคุณหมอที่เก่งและมีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ หลายท่าน ค่าใช้จ่ายก็ถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชน แต่ปัญหาคือต้องรอคิวนาน เทย่าเลยอยากจะมาปรึกษาคุณหมอเรื่องนี้ เผื่อว่าหมออิทอาจจะมีคำแนะนำดี ๆ ให้กับเทย่า”
สองหนุ่มสาวพูดคุยกันพร้อมกับรับประทานอาหารไปด้วยเพื่อเป็นการประหยัดเวลา
“ตอนนี้คนไข้พักรักษาตัวอยู่ที่ไหนครับ”
หญิงสาวเอ่ยชื่อโรงพยาบาลที่พ่อของนับดาวนอนพักรักษาตัวอยู่ อิทธิพลเลิกคิ้วเมื่อได้ยินชื่อโรงพยาบาลนั้น พร้อมกับเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ทำไมคุณเทย่าถึงมาขอความช่วยเหลือจากผม ทั้งที่คุณมีหมอที่เก่งและมีความชำนาญหลายด้านอยู่ข้างตัว”
“คุณหมอหมายถึง...” ทรรศิกาละชื่อเขาไว้ในฐานที่เข้าใจ
“ใช่ครับ...ผมหมายถึงรุจแฟนของคุณ”
“คุณหมอกำลังเข้าใจผิดนะคะ เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันอย่างที่คุณเข้าใจ”
“รุจบอกให้คุณพูดแบบนี้ใช่ไหมครับ”
“เปล่าค่ะ...เราไม่ได้เป็นอะไรกันจริง ๆ”
ทรรศิกาพยายามที่จะอธิบายความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างเธอและอติรุจ แต่ดูเหมือนว่ามันจะไร้ประโยชน์ เพราะอิทธิพลเลือกที่จะเชื่อตามความคิดของตนเอง
“ไม่ต้องช่วยรุจปิดบังเรื่องนี้หรอกครับคุณเทย่า ทุกคนรู้เรื่องที่น่ายินดีนี้หมดแล้ว ผมว่าคุณสองคนเหมาะสมกันมาก ผมยังรู้สึกอิจฉานายรุจด้วยซ้ำที่มีแฟนสวยอย่างคุณ”
เธอได้แต่ฝืนยิ้มให้เขา ดูเหมือนทุกคนจะตีความไปในทิศทางเดียวกันว่า เธอและนายแพทย์อติรุจเป็นแฟนกัน และมีความสัมพันธ์ที่สนิทแนบแน่น จะโทษพวกเขาก็ไม่ถูกนักที่คิดแบบนั้น ถ้าจะโทษใครสักคนคงต้องโทษตัวเอง เพราะเธอเป็นคนสร้างสถานการณ์เพื่อทำให้พวกเขาคิดไปเช่นนั้น แม้จะอธิบายอะไรไปตอนนี้ก็คงจะไม่มีประโยชน์ เห็นทีจะต้องปล่อยเลยตามเลย อีกไม่นานพวกเขาก็คงจะเลิกสนใจเรื่องเหล่านี้กันไปเอง
“เรากลับมาคุยเรื่องเดิมกันดีกว่านะคะ”
“ได้ครับ คุณยังไม่ได้ตอบผมเลยนะครับว่าทำไมเลือกที่จะคุยเรื่องนี้กับผม แทนที่จะปรึกษารุจ”
“เอ่อ...” ทรรศิกาเกิดอาการใบ้กินไปชั่วขณะ จะว่าไปเธอไม่ค่อยจะมีข้อมูลของอติรุจมากนัก ก็เลยไม่รู้จะตอบคำถามของนายแพทย์อิทธิพลว่าอย่างไรดี
“อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมยินดีและเต็มใจที่จะช่วยคุณ แต่ที่ถามเพราะผมรู้สึกแปลกใจ”
“เทย่าไม่อยากนำปัญหานี้ไปกวนใจเขาค่ะ”
“รุจคงไม่คิดแบบนั้นหรอกครับ ผมว่าเขานี่แหละเหมาะสมที่สุดที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ให้คุณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพาตัวพ่อของเพื่อนคุณมาทำการผ่าตัดที่นี่ หรือแม้แต่ดำเนินการผ่าตัดที่โรงพยาบาลซึ่งคนไข้นอนพักรักษาตัวอยู่ในขณะนี้”
คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากัน ด้วยไม่เข้าใจความหมายที่หมออิทธิพลเอ่ยถึง “หมายความว่ายังไงคะ!”
“ผมหมายความว่าถ้าคุณต้องการที่จะพาคนไข้มาผ่าตัดที่นี่ รุจสามารถดำเนินการและทำการผ่าตัดให้พ่อของเพื่อนคุณได้ด้วยตัวเขาเอง คุณไม่รู้หรือว่ารุจเป็นหมอที่เก่งและมีความชำนาญหลายด้าน”
ประโยคสุดท้ายอิทธิพลพูดด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







