Masuk“เขามีความสามารถมากขนาดนั้นเลยหรือคะ”
คำถามของเธอสร้างความงุนงงให้แก่อิทธิพลได้ไม่น้อย
“คุณไม่รู้จริง ๆ หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้ประวัติของนายรุจครับ”
“บอกตามตรงนะคะ เทย่าไม่ค่อยรู้เรื่องราว ประวัติความเป็นมา หรือภูมิหลังของเขามากนักหรอกค่ะ เพราะเราเพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน อีกอย่างเขาก็ไม่ค่อยจะเล่าอะไรให้เทย่าฟังมากนัก และเทย่าก็ไม่อยากถามอะไรที่ไปจุกจิกกวนใจเขา”
ถ้าจะพูดให้ถูกคงต้องบอกว่าเธอแทบจะไม่รู้ประวัติของเขามากกว่า เมื่อมีโอกาสเธอก็อยากที่จะรู้เรื่องราวของเขาให้มากกว่านี้ เผื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์กับเธอในอนาคต
อิทธิพลรู้สึกชื่นชอบอุปนิสัยที่เปิดเผยและบุคลิกของหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้า เขายิ้มให้เธอก่อนจะบอกเล่าเรื่องราวของเพื่อนให้หญิงสาวฟัง
“ประวัติของรุจไม่ธรรมดาเลยครับ นอกจากเขาจะเป็นศัลยแพทย์ทั่วไปและศัลยแพทย์ทรวงอกแล้ว เขายังมีประสบการณ์ในสายงานอื่นอย่างอายุรเวทและศัลยกรรมเส้นประสาทอีกด้วยครับ”
“เก่งขนาดนั้นเลยหรือคะ” ทรรศิกาถามย้ำอีกครั้ง
“ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ รุจผ่านการฝึกอบรมหลอดเลือดหัวใจและศัลยกรรมระบบประสาทที่สหรัฐอเมริกา และยังเคยทำงานที่เมดิคอลเซ็นเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดที่นั่น ก่อนจะถูกทางบ้านเรียกตัวกลับ เพื่อมาช่วยบริหารโรงพยาบาลของครอบครัว เพราะรุจเป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่น้อง พ่อกับแม่จึงตั้งความหวังไว้ที่ตัวเขา และอยากให้เขาสานต่อธุรกิจของครอบครัว แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ดั่งใจ”
ข้อมูลที่ได้รับจากนายแพทย์อิทธิพลถือเป็นข้อมูลใหม่ที่ทรรศิกาไม่เคยรู้มาก่อน ทั้งในเรื่องความรู้ ความสามารถ และฐานะทางสังคมของนายแพทย์อติรุจ
“ครอบครัวของหมอรุจเป็นเจ้าของโรงพยาบาลด้วยหรือคะ” เธอเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“ใช่ครับ...ปู่ของรุจเป็นคนก่อตั้งโรงพยาบาล...”
นายแพทย์หนุ่มเอ่ยชื่อโรงพยาบาลของตระกูลธีร์วรารัศมิ์ ซึ่งเป็นนโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่และมีชื่อเสียงในด้านการรักษาโรคต่าง ๆ ที่คนส่วนใหญ่ต่างก็ให้การยอมรับ โรงพยาบาลนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องการให้บริการที่ดีเยี่ยม นั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายก็จะต้องแพงขึ้นด้วย ครอบครัวของเธอก็มีประวัติการรักษาและมักจะไปใช้บริการที่นั่นอยู่เป็นประจำ
‘ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะเป็นทายาทเพียงคนเดียว ที่จะต้องสืบทอดกิจการโรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นที่ยอมรับในสังคมว่าเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ดีที่สุดและแพงที่สุดอีกด้วย ปีหนึ่งคงทำรายได้มหาศาล นั่นหมายความว่าเขาต้องรวยมาก’
“แล้วโรงพยาบาลที่พ่อเพื่อนของคุณเทย่าพักรักษาตัวอยู่นั้น ตระกูลธีร์วรารัศมิ์ก็เป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วยนะครับ นั่นคือเหตุผลที่ผมบอกคุณว่ารุจสามารถขจัดปัญหาทุกอย่างให้คุณได้โดยไม่ยากเย็น เพียงแค่คุณเอ่ยปาก”
คำพูดของอิทธิพลดึงทรรศิกาให้หลุดออกมาจากภวังค์ความคิดของตนเอง
“เทย่าไม่เคยรู้เรื่องเหล่านี้มาก่อนเลยค่ะ แล้วทำไมเขาถึงมาเป็นแพทย์ประจำอยู่ที่นี่แทนที่จะไปประจำอยู่ที่โรงพยาบาลของครอบครัว”
“มันเป็นเรื่องของอุดมการณ์ที่แตกต่าง รวมถึงมีปัญหาบางอย่างที่ทำให้รุจตัดสินใจแยกตัวออกมาทำงานที่นี่”
“ปัญหาบางอย่างที่ว่าหมายถึงปัญหาอะไรคะ!?” คิ้วเรียวสวยขมวดยุ่งเมื่อเอ่ยถาม
“รุจเขาไม่ได้เล่าอะไรให้คุณฟังเลยหรือครับ”
“เปล่าเลยค่ะ”
“ถ้ารุจไม่เล่า ผมคงบอกอะไรคุณไม่ได้มากไปกว่านี้ คุณเทย่าอยากรู้อะไรก็ควรจะไปถามจากรุจเอง เขาจะตอบคุณได้ดีกว่า”
“เขาไม่ใช่คนที่จะเล่าอะไรให้ใครฟังง่าย ๆ หรอกค่ะ การที่จะง้างปากเขาให้พูดในสิ่งที่เขาไม่อยากพูด ยากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด”
“จริงครับ...แต่น่าจะยกเว้นคนพิเศษอย่างคุณไว้สักคน”
มันคงจะเป็นเช่นนั้นถ้าเธอเป็นคนพิเศษสำหรับเขา แต่ในความเป็นจริงแล้วเธอไม่ใช่คนพิเศษที่ว่า นั่นล่ะปัญหา
“คุณเทย่าจะตัดสินใจยังไงครับ จะให้ผมดำเนินการทุกอย่างให้ หรือว่าคุณจะคุยเรื่องนี้กับรุจก่อน แต่ผมว่าถ้ารุจรู้เรื่องนี้คงไม่ยอมให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาช่วยคุณ เพราะเขาจะเป็นคนช่วยคุณเองมากกว่า” อิทธิพลเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
ทรรศิกาสองจิตสองใจเลือกไม่ถูกว่าควรจะตัดสินใจอย่างไร สุดท้ายเธอเลือกที่จะกลับไปปรึกษานับดาวก่อน และจะส่งข่าวให้นายแพทย์หนุ่มตรงหน้าทราบทีหลัง
“เทย่าขอกลับไปปรึกษาเพื่อนก่อนนะคะว่าเขาจะเอายังไง แล้วจะโทร.แจ้งให้คุณหมอทราบอีกครั้งค่ะ”
“ได้ครับ...ผมจะรอคำตอบ”
ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปนั้นทรรศิกาได้เอ่ยปากขอบคุณหมออิทธิพลอีกครั้ง สำหรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ที่เขามอบให้เธอ
“ด้วยความยินดีครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ”
“เชิญค่ะ”
เมื่อภารกิจที่ตั้งใจไว้เสร็จสิ้นลงทรรศิกาก็รีบโทรศัพท์หานับดาวทันที
“ดาวเย็นนี้ว่างไหม เทย่ามีเรื่องอยากจะคุยกับดาว แต่วันนี้ต้องเปิดคลินิกก็เลยไปหาดาวที่บ้านไม่ได้”
“ให้ดาวไปหาเทย่าที่บ้านของหมอรุจก็ได้ ว่าแต่เทย่ามีเรื่องอะไรจะคุยกับดาว”
“ก็เรื่องการผ่าตัดของพ่อดาวไง”
“คุยตอนนี้เลยได้ไหม”
“เรื่องมันยาวไว้เจอกันค่อยคุยดีกว่า”
“โอเค...หลังจากเสร็จงานที่โรงเรียนแล้วดาวจะรีบไปหาเทย่าทันที”
“ไม่ต้องรีบก็ได้กว่าคลินิกจะปิดคงดึก”
“ดาวจะได้ไปช่วยงานเทย่าด้วยไง น่าสนุกดีออก”
“น่าสนุกตรงไหน เทย่าต้องรบกับคุณหมอที่แสนดีของดาวเกือบทุกวัน เบื่อจะแย่อยู่แล้ว”
“เย็นนี้เจอกัน เลิกงานแล้วดาวจะรีบไปหาเทย่า จะซื้อของอร่อย ๆ ที่เทย่าชอบไปฝากด้วย”
“ตกลงตามนี้”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







