Masukเมื่อวางสายทรรศิกาก็เดินไปขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อเดินทางกลับที่พัก แต่แล้วเธอก็เปลี่ยนใจและเลือกที่จะแวะห้างดังก่อนกลับบ้าน ทรรศิกาเดินดูเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าแบรนด์ดังเพื่ออัปเดตเทรนด์แฟชั่น เธอเดินมาจนถึงร้านขายกระเป๋ายี่ห้อโปรด
“โอมายก๊อด!!” สินค้าตัวใหม่กิ๊บเก๋มาก รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นซะด้วย เหมาะกับฉันที่สุด”
ทรรศิกายืนจ้องมองกระเป๋าดีไซน์หรูที่ออกใหม่ล่าสุดด้วยความอยากได้ แววตาของเธอทอประกายแวววาว ถ้าเป็นช่วงเวลาปกติเธอคงไม่รั้งรอที่จะเดินเข้าไปซื้อหามาครอบครอง แต่เมื่อนึกถึงสถานะและเงินในกระเป๋าของตัวเองในตอนนี้ก็จำเป็นต้องตัดใจทั้งที่รู้สึกเสียดาย
ช่วงที่กำลังจะเดินจากไปนั้นก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เนตรนภาและปกรณ์เดินออกมาจากร้านพอดี สองฝ่ายยืนเผชิญหน้ากัน
“นึกว่าใครที่แท้ก็หลานสาวคุณหญิงทิพย์มณีนี่เอง ว่าแต่ทำไมไม่เข้าไปในร้านล่ะ หรือว่า...”
“พอดีวันนี้มีนัดสำคัญ ก็เลยไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะมาเดินเลือกซื้อของ จบนะ” ทรรศิกาพูดสวนกลับไปก่อนที่เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดจะพูดจบ
ปากพูดกับเพื่อนสาวแต่สายตาตวัดไปมองปกรณ์ ซึ่งวันนี้มาทำหน้าที่เป็นเพื่อนเดินถือของให้เนตรนภา สายตาของทรรศิกาที่มองมาทำให้ปกรณ์ร้อนรน
“ไม่มีเวลาว่าง! เชื่อดีไหม”
“จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ ขอตัวก่อนนะเพราะว่ามีนัดกับคนสำคัญ นี่ก็สายมากแล้วเดี๋ยวเขาจะรอนาน”
พูดจบก็สะบัดหน้าเดินจากไปด้วยมาดของนางพญา
“อยากรู้จริง ๆ ว่าแม่นั่นนัดใคร”
ฉับพลันสายตาของเนตรนภาก็เหลือบไปเห็นคุณหญิงย่าของเพื่อน
“กรนั่นใช่คุณหญิงทิพย์มณีหรือเปล่า”
“ใช่”
“เชอะ! นึกว่านัดใคร ที่แท้ก็นัดคุณหญิงย่าของตัวเองแล้วทำมาคุย”
คิ้วของปกรณ์ขมวดเข้าหากัน ถ้าทรรศิกานัดกับคุณหญิงทิพย์มณีจริง ข่าวหนาหูที่เขาได้ยินมาว่าทรรศิกาจะถูกตัดออกจากกองมรดกนั้น มันก็คงจะเป็นเพียงแค่ข่าวลือ เห็นทีว่าคงต้องพยายามสานต่อความสัมพันธ์ เพื่อให้เธอกลับมาไว้ใจเขาเหมือนเดิม เท้าไวเท่าความคิด
“กรไปห้องน้ำก่อนนะเนตร เดี๋ยวกลับมา” ปกรณ์เอ่ยพร้อมกับรีบปลีกตัวเดินจากไปทันที
เขาเดินตามหาทรรศิกาจนพบ จากนั้นก็ตรงเข้าไปฉุดมือเธอ
“คิดจะทำอะไร! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”
“ผมไม่ปล่อยจนกว่าคุณจะยอมฟังในสิ่งที่ผมพูด”
“บอกหลายครั้งแล้วนะว่าเราไม่มีอะไรที่จะต้องพูดกัน”
“แต่ผมมี...ผมอยากจะขอโทษคุณเกี่ยวกับเรื่องในคืนนั้น ที่ผมทำลงไปก็เพราะผมรักคุณ”
“เก็บคำนั้นไปหลอกผู้หญิงคนอื่นเถอะ”
“ผมรักคุณจริง ๆ นะเทย่าและอยากจะขอโอกาสแก้ตัว คุณยกโทษให้ผมสักครั้งได้ไหมเทย่า”
“ฉันยกโทษให้คุณก็ได้ถ้ามันจะทำให้คุณเลิกยุ่งเกี่ยวกับฉัน”
“ไหนบอกว่ายอมยกโทษให้ผม แล้วทำไมคุณถึงยังไม่หายโกรธผมอีก”
“เคยได้ยินคำว่าอภัยก็ได้แต่ไม่ลืมไหม ประโยคนั้นมันแทนความรู้สึกของฉันได้เป็นอย่างดี หลีกไป ฉันมีธุระจะต้องรีบไปทำ ไม่มีเวลามาฟังคุณพล่ามเรื่องไร้สาระเหล่านี้หรอก เอาเวลาของคุณไปพะเน้าพะนอเนตรจะดีกว่า อย่ามาเสียเวลากับฉันเลย เรื่องของเรามันไม่มีทางเป็นไปไม่ได้หรอก”
ทรรศิกาสะบัดแขนให้หลุดจากการเกาะกุมแต่เขาไม่ยอมปล่อย
“ปล่อยนะ...จะมาจับฉันไว้ทำไม” ทรรศิกาพูดด้วยความฉุนเฉียว
นาทีนั้นเองเสียงโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น ทรรศิการีบรับโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงออดอ้อนอ่อนหวาน
“ใกล้จะถึงแล้วค่ะ รุจทนคิดถึงเทย่าไม่ไหวจนต้องโทร.มาเร่งกันเลยเหรอคะ”
“ปากหวานจริง เทย่าก็คิดถึงรุจค่ะ เดี๋ยวเจอกันนะคะที่รัก” จากนั้นก็ตัดสายไป
“ได้ยินแล้วใช่ไหมว่าฉันมีนัดกับคนสำคัญ เพราะฉะนั้นก็ปล่อยฉันได้แล้ว และก็เลิกตามตอแยฉันซะที เพราะมันไม่มีประโยชน์ เรื่องของเรามันจบไปแล้ว ไม่มีทางพัฒนาไปได้มากกว่านี้หรอก”
หญิงสาวสะบัดแขนอย่างแรงอีกครั้ง เมื่อหลุดจากการเกาะกุมเธอก็เชิดหน้าเดินจากไป
“ถ้าข่าวลือที่ผมได้ยินมามันไม่เป็นความจริง ผมก็จะไม่มีวันปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอกเทย่า”
ทรรศิกาเดินจากมาด้วยความหงุดหงิด “บ้าจริง! เจอแต่คนที่ไม่อยากเจอ อารมณ์เสียสุดๆ หมดอารมณ์ที่จะเดินดูของเลย”
เธอตัดสินใจขึ้นรถไฟฟ้าตรงกลับไปที่บ้านของอติรุจ แทนการเดินดูของในห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งนั้น
เมื่อกลับถึงบ้านก็ทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาอย่างคนหมดแรง
“คุณเทย่าหายไปไหนมาทั้งวัน” แก้วบุคคลซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับหญิงสาวมาโดยตลอดเอ่ยถาม
แต่กลับไม่ได้รับคำตอบ เพราะอีกฝ่ายยังคงนอนนิ่งเฉย จะว่าไม่ได้ยินคำถามก็ไม่น่าจะใช่ สุดท้ายแก้วก็เลิกสนใจและกลับไปทำงานในหน้าที่ของตนเองตามเดิม
ทรรศิกาย้อนคิดถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับเจ้านายหนุ่ม ซึ่งเธอเพิ่งจะได้รับทราบมาจากปากเพื่อนของเขา และเป็นข้อมูลที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน ข้อมูลที่ได้รับมานั้นทำให้ทรรศิกากลับมานอนคิดทบทวนว่าควรจะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเขาดีหรือไม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนับดาวด้วย เห็นทีว่าคงต้องปรึกษาเพื่อนรักก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป นอนคิดไปคิดมาจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







