Masuk“คุณต้องการคนช่วยชิมไหม” ทรรศิกาเอ่ยถาม แววตาของเธอทอประกายแวววาวสดใสกับเมนูที่ถูกใจ
“ผมว่ามันอร่อยแล้ว แต่ถ้าคุณอยากจะชิมก็มาสิ”
ทรรศิกาเดินตรงไปยืนข้างตัวเขาพร้อมกับก้มตัวลงสูดกลิ่นอาหารชวนหิว “น่าทานจัง เห็นแล้วหิวขึ้นมาทันที”
นับดาวยืนฟังสองหนุ่มสาวโต้ตอบกันโดยไม่พูดไม่จา อดคิดไม่ได้ว่าทั้งคู่ดูเหมาะสมกันดี เป็นเคมีที่เข้ากัน แม้ทรรศิกาจะพูดย้ำอยู่เสมอว่าเธอและคุณหมอหนุ่มนั้นเป็นคู่กัด ที่พูดจากันดี ๆ ได้ไม่เกินสามประโยคก็มีอันต้องทะเลาะกันตลอดเวลา แต่นับดาวกลับเห็นถึงความเหมาะสมของสองหนุ่มสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า
เธออดไม่ได้ที่จะหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาบันทึกภาพความน่ารักและความสนิทสนมของพวกเขา โดยที่ทั้งคู่ไม่ทันได้สังเกตเห็น
อติรุจใช้ส้อมม้วนเส้นสปาเกตตียื่นมาตรงหน้า “ลองชิมดู”
ทรรศิกาอ้าปากชิมอาหารที่เขาป้อน
“รสชาติเป็นไง อร่อยไหม”
“อืม! ก็ดีแต่ฉันว่ามันจืดไปหน่อย”
“กินเค็มมากๆ ไม่ดีกับสุขภาพ เพราะมันจะทำให้คุณเป็นโรคไต” อติรุจถือโอกาสสั่งสอน
“ทราบแล้วค่ะคุณหมอ” น้ำเสียงของทรรศิกาออกแนวประชดประชัน
อติรุจส่ายหน้าระอากับคำพูดประชัดประชันนั้น
“ยืนอยู่ทำไม ไปจัดโต๊ะสิ เราจะได้ทานอาหารเย็นกัน”
“โอเค”
ทรรศิกาจัดการทุกอย่างตามคำสั่งของเขาด้วยความว่องไว หลังจากนั้นไม่นานทั้งสามคนก็นั่งทานอาหารมื้อเย็นร่วมกัน ทรรศิกาจัดการกับอาหารตรงหน้าด้วยความเอร็ดอร่อย
“ฉันขอเบิลอีกจานได้ไหม”
“ได้สิ”
อติรุจเดินไปตักสปาเกตตีผัดขี้เมามาเพิ่มให้หญิงสาวตามคำร้องขอ
“ผมเห็นผู้หญิงโดยส่วนใหญ่จะทานน้อยเพราะกลัวอ้วน มีแต่คุณนี่แหละที่ไม่กลัว”
“เพราะระบบเผาผลาญในร่างกายของฉันทำงานดี ฉันก็เลยไม่ต้องกังวลเรื่องนั้น”
“ระบบเผาผลาญทำงานดีหรือว่าพยาธิในท้องคุณมันเยอะกันแน่ ผมสั่งยาถ่ายพยาธิให้คุณเอาไหม”
คำพูดหยิกแกมหยอกของนายแพทย์อติรุจทำให้นับดาวถึงกับต้องแอบยิ้ม ทรรศิกาหน้าหงิกงอทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น
“ขอบคุณในความหวังดีแต่ว่าไม่จำเป็น”
เมื่อเห็นว่าเพื่อนรักกำลังจะเปิดศึกทำให้นับดาวพูดเบี่ยงประเด็นการสนทนา
“ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าคุณหมอจะทำอาหารได้อร่อยขนาดนี้”
นับดาวเอ่ยชมด้วยความจริงใจมิใช่ตามมารยาท
“เทย่าเห็นด้วยกับดาว นี่ถ้าไม่ได้เห็นด้วยตาและชิมด้วยตัวเองจะไม่รู้เลยว่า ทายาทมหาเศรษฐีแสนล้านอย่างหมอรุจก็มีเสน่ห์ปลายจวักกับเขาเหมือนกัน”
“คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง”
“เรื่องอะไรคะ!?” ทรรศิกาแสร้งทำเป็นเฉไฉไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด
“นายอิทเป็นคนบอกคุณใช่ไหม” อติรุจย้อนถามตรงประเด็น
“ถ้าคุณหมายถึงเรื่องการเป็นทายาทมหาเศรษฐีของคุณละก็ ใช่ค่ะหมออิทเป็นคนบอกฉันเอง”
“เขาบอกอะไรคุณอีกบ้าง”
“นอกจากเรื่องนี้แล้วเขาก็พูดถึงความสามารถทางด้านการแพทย์ของคุณให้ฉันฟัง”
“คุณยังไม่ได้บอกผมเลยนะว่าคุณไปพบนายอิททำไม” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงคาดคั้นคำตอบ
“ฉันไปปรึกษาและขอความช่วยเหลือจากเขา เรื่องที่จะย้ายพ่อของดาวไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลของรัฐ แต่เขากลับถามฉันว่าทำไมฉันถึงเลือกมาคุยกับเขาแทนที่จะปรึกษาคุณ และเขาก็ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อน”
“อาการป่วยพ่อของคุณทรุดลงหรือครับ” อติรุจหันไปเอ่ยถามนับดาว
“พ่ออาการทรงตัวค่ะ แต่หมอแนะนำให้รีบเข้ารับการผ่าตัดโดยด่วน”
“แต่คุณก็รู้ใช่ไหมว่าค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลเอกชนมันแพงมาก เกรงว่าเราจะแบกรับภาระไม่ไหว ฉันก็เลยแนะนำให้ดาวย้ายพ่อไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลของรัฐแทน ติดปัญหาตรงที่ว่ามันต้องรอคิวนาน และอาการป่วยของพ่อดาวคงรอคิวนานขนาดนั้นไม่ไหว ฉันก็เลยนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับหมออิท” ทรรศิกาช่วยขยายความ
“ทำไมต้องเป็นนายอิท”
“เพราะฉันไม่อยากรบกวนคุณมากไปกว่านี้ แต่นั่นมันเป็นความคิดของฉันก่อนหน้าที่ฉันจะได้รับข้อมูลจากเพื่อนหมอของคุณ”
“แล้วยังไง!”
“เพื่อนของคุณเขาบอกฉันว่า ไม่มีใครเหมาะสมที่จะแก้ไขปัญหานี้ให้กับฉันได้ดีเท่าคุณ ฉันก็เลยปรึกษาเรื่องนี้กับดาวก่อนที่เราจะมาขอร้องให้คุณช่วยเหลือเราอีกสักครั้ง คุณคงไม่ปฏิเสธใช่ไหม”
อติรุจไม่ตอบคำถามของทรรศิกาแต่หันไปมองนับดาว
“ไม่ทราบว่าคุณหมอพอจะช่วยเหลือดาวกับพ่อในเรื่องนี้ได้ไหมคะ”
“ผมคงต้องขอดูประวัติการรักษาพ่อของคุณก่อนที่จะทำเรื่องย้ายโรงพยาบาล”
“คุณจะเป็นคนผ่าตัดให้พ่อของดาวด้วยตัวคุณเองใช่ไหม” ทรรศิกาเอ่ยถาม
“ถ้าเพื่อนคุณต้องการเช่นนั้นผมจะเป็นธุระจัดการเรื่องนี้ให้”
“ได้แบบนั้นก็วิเศษไปเลย”
“ดาวขอบคุณคุณหมอมากเลยนะคะที่ช่วยเหลือดาวในครั้งนี้ ดาวจะไม่ลืมบุญคุณของคุณหมอเลยค่ะ”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







