Masukทรรศิกาถ่ายทอดเรื่องราวของนายแพทย์อติรุจ ธีร์วรารัศมิ์ ที่เธอได้ยินจากปากของอิทธิพลให้นับดาวฟังอย่างไม่ตกหล่น ก่อนจะสรุปปิดท้ายว่า
“เทย่าก็เลยต้องมาปรึกษาดาวว่าเราควรจะขอความช่วยเหลือจากหมอรุจ หรือว่าจะให้หมออิทเป็นคนดำเนินการเรื่องนี้ให้เรา”
นับดาวคิดหนักว่าสมควรที่จะขอความช่วยเหลือจากนายแพทย์อติรุจดีหรือไม่ แต่คิดยังไงก็คิดไม่ตกสุดท้ายก็เลยต้องขอความเห็นจากเพื่อน
“ถ้าเทย่าเป็นดาวเทย่าจะตัดสินใจยังไง”
“ก็ถ้าเขาเก่งจริงอย่างที่หมออิทพูด เทย่าจะขอความช่วยเหลือจากเขา แล้วดาวล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้”
“ดาวก็คิดเหมือนเทย่าแต่ก็เกรงใจหมอรุจ”
“ไม่ต้องคิดมากหรอกดาว ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าสุขภาพของพ่อดาว อย่าลืมสิว่าเรามีงบประมาณที่จำกัด ถ้าเราย้ายพ่อของดาวไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลของรัฐได้ ก็จะทำให้เราไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายมากนัก”
“นั่นสิ”
นับดาวเริ่มเห็นด้วยกับความคิดของเพื่อน เพราะเธอเองก็คิดเช่นนั้น แต่ติดขัดตรงที่เธอเพิ่งจะรู้จักนายแพทย์หนุ่มได้ไม่นาน และไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก ก็เลยรู้สึกตะขิดตะขวงใจเมื่อจะต้องเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเขา
“ไม่ต้องลังเลหรอกดาว เรามีแต่ได้กับได้ ที่สำคัญถ้าเรารู้จักแพทย์ที่จะทำการผ่าตัดพ่อของดาวเป็นการส่วนตัวก็ยิ่งดีใหญ่ เราจะได้สอบถามอาการของพ่อจากเขาได้สะดวกขึ้น”
“ก็จริงนะ”
“สรุปเลยละกันว่าเราจะคุยเรื่องนี้กับคุณหมอคนดีของดาว เทย่ามั่นใจว่าถ้าเราเอ่ยปาก เขาจะต้องช่วยเรา”
“ก็คงต้องทำอย่างนั้น เพราะไม่มีวิธีอื่นดีไปกว่าวิธีนี้ ว่าแต่หมอรุจรู้ไหมว่าเทย่านัดเจอกับเพื่อนของเขา”
“เทย่าไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเขาหรอก แต่เขาเห็นเทย่าที่โรงพยาบาล เขาถึงกลัวว่าเทย่าจะไปสร้างปัญหาอะไรให้เขาอีก เทย่าต้องรับปากว่ากลับมาจะตอบทุกคำถามที่เขาอยากรู้ และจะไม่สร้างปัญหาให้เขาเด็ดขาด อีกสักพักเขาคงมาคาดคั้นเอาคำตอบจากเทย่าแน่”
“ขอบใจนะเทย่าที่ช่วยเป็นธุระจัดการเรื่องนี้ให้ดาว”
“เรื่องเล็กน้อย อะไรที่เทย่าพอจะทำเพื่อดาวและครอบครัวของดาวได้ เทย่ายินดีเสมอ”
สองสาวต่างก็พูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนิทสนม และหนึ่งในหัวข้อของการสนทนาคงหนีไม่พ้นเรื่องของนายแพทย์อติรุจ
“ดูจากบ้านหลังนี้ก็ทำให้เทย่าพอจะเดาได้ว่าหมอรุจน่าจะมาจากครอบครัวที่มีฐานะดี แต่ไม่เคยคาดคิดว่าครอบครัวของเขาจะร่ำรวยถึงขนาดเป็นเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง สิ่งที่แปลกก็คือเขากลับเลือกที่จะทำตัวติดดินมากกว่าที่จะใช้ชีวิตความเป็นอยู่หรูหราอย่างที่ควรจะเป็น”
“แล้วมันแปลกตรงไหน”
“ดาวว่ามันไม่แปลกเหรอ เขาร่ำรวยออกขนาดนั้นจะใช้ชีวิตหรูหรายังไงก็ได้ แต่เลือกที่จะใช้ชีวิตเรียบง่าย ทำตัวติดดินกินข้าวแกงข้างทาง”
“เขาแตกต่างจากเพื่อนไฮโซของเทย่าใช่ไหม เทย่าถึงคิดว่าหมอรุจดูแปลกแยก”
“นั่นก็ส่วนหนึ่ง ที่แปลกไปกว่านั้นคือเขาจะเป็นผู้สืบทอดหนึ่งเดียว ในการบริหารโรงพยาบาลเอกชนที่ดีที่สุดของเมืองไทย แต่กลับไม่ยอมสืบทอดกิจการของครอบครัว และเลือกจะทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ”
“เทย่าเองก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันนะ เพราะเทย่าก็ไม่เคยสนใจที่จะสานต่อกิจการของคุณย่า แต่เลือกที่จะทำตามความคิดของตนเอง”
ทรรศิกาอึ้งไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำพูดนั้นจากปากของเพื่อน สิ่งที่นับดาวพูดมานั้นถูกต้อง ในขณะที่ตนเองกำลังวิจารณ์คนอื่นแต่ลืมที่จะหันกลับมามองตัวเอง
“ทำไมเงียบไปล่ะเทย่าหรือว่าโกรธที่ดาวพูดแบบนี้”
“เทย่าจะโกรธดาวทำไมในเมื่อสิ่งที่ดาวพูดมามันเป็นความจริง”
“ดาวนึกว่าเทย่าโกรธดาวซะอีกเห็นเงียบไป”
“เขาเรียกว่าอึ้งไปต่างหาก เพราะในขณะที่เทย่ากำลังวิจารณ์คนอื่น แต่ไม่เคยมองย้อนกลับมาดูว่าตนเองก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเขา จนกระทั่งดาวพูดขึ้นมา เรากลับเข้าไปข้างในกันเถอะ เทย่าจะได้กลับเข้าไปทำงานต่อ แล้วเราจะได้หาโอกาสพูดกับหมอรุจเรื่องพ่อของดาว”
เมื่อสองสาวเดินกลับเข้ามาในบ้านแต่ไม่พบใครสักคน ทรรศิกาเดินเข้าไปดูในห้องตรวจ แต่ก็ไม่พบอติรุจอยู่ภายในห้องนั้นเหมือนเช่นเคย
“เจอไหมเทย่า”
ทรรศิกาส่ายหน้าแทนคำตอบ “เขาไม่ได้อยู่ในห้อง หายไปไหนก็ไม่รู้ แปลกนะปกติเวลาที่ไม่มีคนไข้เขาก็จะรออยู่ในห้องตรวจเสมอ”
ทันใดนั้นเองกลิ่นหอมของอาหารก็โชยเข้าจมูกของทรรศิกาและเพื่อน
“ดาวตามเทย่ามานี่ เทย่ารู้แล้วว่าเขาอยู่ที่ไหน”
ทรรศิกาเดินนำหน้านับดาวตรงไปยังห้องครัว
“นึกแล้วว่าคุณต้องอยู่ที่นี่ วันนี้ทำอะไรทานคะ กลิ่นหอมออกไปถึงข้างนอกเลย”
“สปาเกตตีผัดขี้เมาทะเล และก็ผักสลัดที่คุณชอบ” อติรุจเงยหน้าตอบแม่ตัวยุ่งก่อนจะหันไปทักทายนับดาว
“สวัสดีครับคุณดาว” เขาส่งยิ้มให้เธออย่างอบอุ่นอ่อนโยน
“สวัสดีค่ะคุณหมอ”
นับดาวแปลกใจที่เห็นอติรุจอยู่ในชุดผ้ากันเปื้อนสีหวาน กำลังยืนทำอาหารด้วยความชำนาญ เธอไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นภาพลักษณ์แบบนี้ของคุณหมอหนุ่มผู้มีรอยยิ้มที่อ่อนโยน
“อยู่ทานอาหารเย็นด้วยกันนะครับ ผมทำเผื่อคุณด้วย”
“ขอบคุณค่ะ ถ้าอย่างนั้นดาวไม่เกรงใจนะคะ”
“ก็ดีเหมือนกัน ดาวจะได้ช่วยงานเทย่าด้วย”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







