Masuk“อย่าถือเป็นบุญคุณเลยครับ ถ้าความรู้ความสามารถของผมจะช่วยชีวิตพ่อของคุณดาวไว้ได้ ผมก็ยินดีครับ”
“พรุ่งนี้ดาวจะไปขอประวัติการรักษาของพ่อมาให้คุณหมอค่ะ”
“ไม่ต้องยุ่งยากหรอกดาว เรื่องแค่นี้หมอรุจเขาจัดการเองได้ ยกหูโทรศัพท์กริ๊กเดียวทุกอย่างก็เรียบร้อย ใช่ไหมคะ”
“รู้มากจริงนะ”
จากนั้นอติรุจได้โทร.ไปขอให้ทางโรงพยาบาลที่พ่อของนับดาวนอนพักรักษาตัวอยู่ แฟกซ์ประวัติการรักษามาให้เขาที่นี่
“ทีนี้ดาวเชื่อเทย่าหรือยังว่าคุณหมอที่แสนดีของดาว สามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยปลายนิ้วภายในเวลาอันรวดเร็ว โดยที่เราไม่ต้องขยับตัวทำอะไร”
“ขอบคุณมากนะคะหมอรุจสำหรับความช่วยเหลือดาวในครั้งนี้” นับดาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ด้วยความยินดีครับ ไม่ต้องกังวลนะครับ ผมจะดูแลและจัดการทุกอย่างให้คุณดาวเอง”
“พรุ่งนี้คุณเตรียมตัวให้พร้อมนะเทย่า เราจะออกไปตรวจคนไข้นอกสถานที่ด้วยกัน”
“ไม่มีปัญหา”
“และกรุณาแต่งตัวให้มันทะมัดทะแมง ไม่ใช่ใส่เสื้อผ้าราวกับจะไปเดินแฟชั่น เพราะสถานที่ที่เราจะไปนั้นมันไม่สะดวกสบายอย่างที่คุณคุ้นเคย”
“สรุปว่าพรุ่งนี้คุณจะพาฉันไปไหน”
“ไม่ต้องถาม...ไปถึงแล้วคุณก็จะรู้เอง”
“ทำเป็นมีลับลมคมใน”
ในขณะที่นับดาวและทรรศิกาช่วยกันเก็บล้างทำความสะอาดอุปกรณ์และภาชนะทั้งหมดอยู่นั้น
อติรุจได้เดินไปหยิบแฟกซ์ประวัติการรักษาบิดาของนับดาวมาพิจารณา จากนั้นก็ได้โทรศัพท์ไปพูดคุยและสอบถามข้อมูลบางอย่างกับแพทย์ที่ทำการตรวจรักษา ก่อนจะวางสายอติรุจได้แจ้งให้นายแพทย์ท่านนั้นทราบว่า ครอบครัวของคนไข้ต้องการที่จะย้ายผู้ป่วยไปรับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลของรัฐ และเขาจะเป็นแพทย์ที่ทำหน้าที่ผ่าตัดให้กับคนไข้รายนี้เอง
เช้าวันต่อมาทรรศิกาตามลงมาสมทบกับนายแพทย์อติรุจ เธอสวมใส่เสื้อผ้าทะมัดทะแมงตามคำสั่งของเขา โดยเลือกที่จะใส่ยีนเอวต่ำและเสื้อเชิ้ตสีขาว
ซึ่งอติรุจเองก็สวมใส่กางเกงยีนสีซีดและเสื้อเชิ้ตสีขาวเช่นกัน ทั้งคู่แต่งตัวเหมือนกันโดยมิได้นัดหมาย อติรุจค่อนข้างพอใจกับการแต่งตัวของทรรศิกา
“เราจะไปกันได้หรือยังคะ”
“คุณแน่ใจนะว่าจะใส่รองเท้าคู่นี้” อติรุจพูดพร้อมกับปรายตาไปมองรองเท้าส้นสูงห้านิ้ว แถมเป็นส้นเข็มที่อีกฝ่ายสวมใส่
“แน่ใจค่ะ หรือว่าคุณมีปัญหาอะไร”
“ผมว่ามันไม่เหมาะกับสถานที่ที่เรากำลังจะไป ทางที่ดีคุณควรใส่รองเท้าส้นเตี้ยจะเหมาะกว่า เพราะมันจะทำให้คุณเดินสบายขึ้น”
“ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันเคยชินกับการใส่รองเท้าส้นสูงแบบนี้ รับรองว่าไม่มีปัญหา”
“ผมเตือนคุณแล้วนะ ในเมื่อคุณไม่เชื่อผมก็ตามใจคุณละกัน ขึ้นรถสิจะได้ไปกันซะที”
อติรุจขับรถมาได้ประมาณเกือบชั่วโมงกว่าจะถึงที่หมาย เขาบอกให้เธอเดินตามเขาไป ทรรศิกาทำตามอย่างว่าง่ายโดยไม่มีปากมีเสียง จนกระทั่งเธอพบว่าเขาจะพาเธอลงเรือข้ามฟาก
“ทำไมคุณไม่บอกฉันก่อนว่าเราจะต้องมานั่งเรือข้ามฟาก”
“แล้วคุณมีปัญหาอะไร!”
“ไม่มีปัญหา แต่ฉันไม่ค่อยมั่นใจในความปลอดภัย”
“อย่าเรื่องมากนักเลยคุณ ใคร ๆ เขาก็สัญจรด้วยเรือข้ามฟากนี้กันทั้งนั้น”
อติรุจและคนอื่น ๆ ก้าวขึ้นไปบนเรือด้วยความว่องไว เหลือก็แต่ทรรศิกาที่ดูจะไม่ค่อยมั่นใจในการก้าวเท้าของตนเองขึ้นไปบนเรือที่กำลังโคลงเคลงด้วยคลื่นใต้น้ำ อติรุจยื่นมือออกไป
“มาผมช่วย เกาะมือผมไว้”
ทรรศิกาทำตามอย่างว่าง่าย สุดท้ายเธอก็ลงไปยืนอยู่ในเรือด้วยความปลอดภัย
“ผมเตือนคุณแล้วว่ารองเท้าคู่ที่คุณใส่มันไม่เหมาะกับสถานที่ที่เราจะไปกัน”
“ก็ฉันไม่รู้นี่ว่าเราจะต้องใช้บริการเรือข้ามฟากด้วย ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่ใส่คู่นี้มา” ทรรศิกาเถียงกลับไปอย่างไม่ยอมลดราวาศอก
ตอนลงเรือว่าแย่แล้วตอนจะขึ้นฝั่งแย่หนักยิ่งกว่าเดิม ร้อนถึงอติรุจที่จะต้องยื่นมือมาช่วยฉุดมือเธอให้ขึ้นจากเรืออย่างปลอดภัย
“เฮ้อ! โล่งอกไปที ตอนแรกนึกว่าจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่ซะละ”
“ตามผมมา”
ทรรศิกาเดินตามเขาไปแต่ไม่วายเอ่ยปากถาม “คุณกำลังจะพาฉันไปไหนกันแน่”
“ตามมาก็รู้เอง”
“ต้องเดินอีกไกลไหม”
“ไม่ไกล เลี้ยวด้านหลังวัดไปอีกนิดหน่อยก็ถึงละ”
เมื่อทรรศิกาเดินเลี้ยวตามเขาไปตามทางที่เขาบอก และก็พบทางเดินแคบ ๆ ที่บางแห่งมีน้ำเน่าเสียขังอยู่ล้อมรอบ ทำให้พอจะเดาได้ว่าเขากำลังพาเธอไปที่แห่งใด
“อย่าบอกนะว่าคุณจะมาตรวจคนไข้ที่สลัม”
“เขาเรียกชุมชมแออัด”
“จะเรียกสลัมหรือชุมชนแออัดก็เหมือนกันนั่นแหละ ทำไมคุณต้องพาฉันมาในสถานที่แบบนี้ด้วยนะ”
ทรรศิกามีท่าทีขยะแขยงเมื่อต้องเดินผ่านน้ำเน่าเสียที่ขังอยู่ตามทาง
“เลิกบ่นและตามผมมาก็พอ”
อติรุจพาเธอเดินลึกเข้าไปด้านใน ทรรศิกามองเห็นบ้านเรือนที่ปลูกเรียงรายอยู่กันอย่างแออัด สภาพบ้านส่วนใหญ่จะชำรุดทรุดโทรมใกล้ผุพัง ไม่น่าอยู่ในสภาพที่จะใช้เป็นที่อยู่อาศัย เครื่องสาธารณูปโภคหรือก็ดูจะขาดแคลน สถานที่อยู่คับแคบ และสกปรก เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







