LOGINอิทธิพลหันกลับไปมองเพื่อนรักที่กำลังเดินตรงมาพร้อมหญิงสาวอีกคน
“อรุณสวัสดิ์ค่ะหมออิท” ทรรศิกาเอ่ยทักหมออิทธิพลโดยเฉพาะ
“อรุณสวัสดิ์ครับ” สายตาของคุณหมอหนุ่มที่มองมาที่เธอนั้นทำให้ทรรศิกาถึงกับหัวเราะ นี่ขนาดเธอถอดแว่นสายตาหนาเตอะออกแล้วนะ แต่ผมที่ถูกรวบตึงและขมวดไว้อย่างเรียบร้อยก็ยังทำให้เธอแลดูเหมือนครูไหวใจร้ายอยู่ดี
“เทย่าแต่งตัวแปลกตาไปใช่ไหมคะ”
“ใช่ครับ”
“ไม่ต้องแปลกใจหรอกค่ะ เทย่าแค่อยากลองเปลี่ยนดูบ้าง แต่ดูเหมือนว่าการแต่งตัวแบบนี้ไม่ค่อยจะเหมาะกับเทย่าสักเท่าไร”
“มันไม่ชินตามากกว่า แต่งแบบนี้ก็สวยแปลกตาดีครับ แต่ผมว่าแต่งแบบเดิมสวยกว่า”
“แล้วถ้าแบบนี้ล่ะคะ ดีขึ้นไหม”
ทรรศิกาปล่อยผมของเธอให้ยาวสลวยเหมือนเดิม จากนั้นก็ถอดเสื้อสูทตัวนอกออก เหลือแต่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวก่อนจะปลดกระดุมลงมาอีกหนึ่งเม็ดเพื่อเผยให้เห็นร่องอกขาวผ่อง สายตาหันไปยิ้มเชิญชวนอติรุจ แต่อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะปรายตากลับมามอง เขาให้ความสนใจกับแฟ้มประวัติของคนไข้ตรงหน้า ใจก็คิดว่า
‘แม่ตัวดีคิดจะยั่วกันหรือไง’
ทรรศิกาแสดงสีหน้าผิดหวังนิดหน่อยที่อติรุจดูจะไม่สนใจเธอ เธอก็เลยเดินไปยืนข้างตัวเขาพร้อมกับโน้มใบหน้าเข้าไปถามซะจนชิด
“นี่คุณไม่รู้สึกอะไรกับเรือนร่างของเทย่าบ้างเลยเหรอ หรือว่ายังโป๊ไม่พอ ปลดกระดุมอีกสักเม็ดดีไหมนะ”
“จะให้ผมปล้ำคุณตรงนี้เลยไหม”
คำตอบของอติรุจทำให้ทุกคนในที่นั้นถึงกับตกตะลึง ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะได้ยินคำพูดเหล่านี้หลุดออกมาจากปากของเขา
“ไม่ดีกว่าค่ะ เราควรจะเคารพสถานที่นะคะ ไว้เทย่ายั่วยวนคุณตอนที่เราอยู่ด้วยกันสองต่อสองดีกว่า คุณจะได้ปล้ำเทย่าได้ถนัด ๆ หน่อยดีไหมคะ เทย่าไปนะ”
“จะรีบไปไหนล่ะครับคุณเทย่า” อิทธิพลเอ่ยถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังจะเดินจากไป
“อยู่ไม่ได้แล้วค่ะ ต้องหนีเอาตัวรอดก่อน ดูสายตาของเพื่อนคุณสิคะ ขืนเทย่าอยู่นานกว่านี้คงโดนเขาบีบคอมากกว่าโดนปล้ำแน่ ไม่รบกวนเวลาแล้วค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ”
“เทย่าคุณนี่มันถนัดยั่วยวนกวนประสาทผมจริง ๆ” แต่เมื่อนึกถึงท่าทางก๋ากั่นของเธอก็ทำให้เขาเผลอยิ้มออกมา
“หมอรุจกับคุณเทย่าหยอกล้อกันน่ารักดีนะคะ” พยาบาลสาวเอ่ยแซว
“ว่าแต่นายกับคุณเทย่าล้อกันเล่นแบบนี้เสมอเลยหรือ”
“ไม่มีอะไรหรอก เทย่าจัดอยู่ในประเภทผู้หญิงปากกล้าแต่ขาสั่น เอาจริงขึ้นมาทีไรถอยทุกที”
“พูดแบบนี้แปลว่านายเคย...”
“บอกแล้วไงว่าไม่มีอะไร เลิกจินตนาการแล้วไปทำงานซะ”
ทรรศิกาเข้าไปเยี่ยมบิดาของเพื่อนรักตามปกติ และอยู่เป็นเพื่อนนับดาวจนถึงช่วงบ่ายจึงขอตัวกลับ เพราะต้องกลับไปเตรียมตัวเปิดคลินิก จังหวะที่กำลังจะกลับนั้นอติรุจได้เข้ามาตรวจดูอาการของคนไข้อีกครั้ง
“เทย่าผมวานอะไรคุณอย่างหนึ่งสิ”
“อะไรคะ!?
“กลับถึงบ้านแล้วคุณช่วยเอายาที่ผมจัดเตรียมไว้ที่เคาน์เตอร์ไปให้ลุงนพที่บ้านทีสิ ตอนแรกผมว่าจะเอาไปให้แกตอนผมกลับแต่ผมลืมหยิบมาด้วย”
“ได้ค่ะเดี๋ยวฉันจัดการให้”
“กลับเองได้ใช่ไหม”
“ไม่มีปัญหาค่ะ”
“เทย่ากลับก่อนนะคะพ่อ” ทรรศิกาหันไปไหว้ลาบิดาของเพื่อนก่อนจะหันไปพูดกับนับดาว “ไปนะดาวแล้วเจอกัน”
“เดี๋ยวดาวเดินลงไปส่งนะ”
“เทย่าไปเองได้ ดาวไม่ต้องลงไปส่งหรอกอยู่เป็นเพื่อนพ่อที่นี่ดีกว่า”
ระหว่างที่ทรรศิกากำลังรอเรียกรถแท็กซี่อยู่นั้น ปกรณ์ได้ขับรถผ่านมาเห็นพอดี เขากำลังจะจอดรับเธอแต่ไม่ทันเพราะเธอขึ้นรถแท็กซี่ไปซะก่อน เขาจึงขับรถตามรถคันที่เธอนั่งไปห่าง ๆ เพื่อมิให้เธอรู้ตัว แล้วเขาก็เห็นเธอไขกุญแจและเดินเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง
“เทย่ามาทำอะไรที่บ้านหลังนี้”
ปกรณ์ขับรถไปจอดหน้าบ้านก่อนจะลงไปกดกริ่งที่หน้าประตู หญิงสาวเป็นคนเดินออกมาเปิดประตู เพราะวันนี้แก้วไม่สบายจึงไม่ได้มาทำงาน
“กรรู้ได้ยังไงว่าเทย่าอยู่ที่นี่ สะกดรอยตามเทย่ามาหรือ”
“เปิดประตูให้กรก่อนนะเทย่า”
“กลับไปซะแล้วอย่ามาที่นี่อีก อย่าสร้างความเดือดร้อนให้เทย่า ไม่อย่างนั้นแม้แต่ความเป็นเพื่อนเทย่าก็จะไม่มีให้กร”
“คุณมาทำอะไรที่นี่”
“ไม่ใช่เรื่องของคุณ กลับไปซะก่อนที่เทย่าจะโทร.แจ้งตำรวจ” พูดจบทรรศิกาก็เดินกลับเข้าไปในบ้านโดยไม่หันมาสนใจเขาอีกเลย
“เดี๋ยวก่อนสิเทย่า คุณฟังผมก่อน ขอโอกาสผมแก้ตัวอีกสักครั้งนะเทย่า”
“บ้าจริง! ทำไมไม่ฟังกันบ้างเลย” ปกรณ์สบถออกมาอย่างหงุดหงิด
“มาตะโกนโหวกเหวกโวยวายอะไรที่หน้าบ้านคนอื่นหรือคุณ ถ้าจะมาจีบผู้หญิงคนนี้ละก็ล้มเลิกความคิดไปซะ เพราะหล่อนมีเจ้าของแล้ว” กาญจนาเอ่ยถาม
เธอเอาขยะออกมาทิ้งหน้าบ้านและทันเห็นเหตุการณ์นั้นเข้าพอดี อะไรมันจะประจวบเหมาะขนาดนั้น
“ป้ารู้จักเทย่าด้วยหรือ”
“รู้จักสิ รู้จักดี เธอเป็นเมียของหมอรุจซึ่งเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้”
“อย่ามาพูดจาพล่อย ๆ นะป้า ระวังจะโดนฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท” ปกรณ์ตอบกลับไปก่อนจะเดินกลับไปขึ้นรถและขับออกไปด้วยความเร็วสูง
คำพูดของป้าตรงข้ามบ้านยังคงดังก้องอยู่ในหัวของปกรณ์ตลอดเวลา
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







