ログインเวลาผ่านไปเดียร์คลอดลูกชายคนแรกของเธอและภูริแล้วตั้งชื่อลูกว่าน้องภูผา ร่างเล็กของเขาทำให้ทุกวันของหญิงสาวเต็มไปด้วยความวุ่นวายและความสุขในเวลาเดียวกัน
เธอตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงลูกทำอาหาร คอยดูแลทุกความเป็นอยู่ของครอบครัวอย่างเคร่งครัด เธอปรับเวลาของตัวเองทุกนาทีเพื่อให้แน่ใจว่าภูริและลูกจะมีชีวิตประจำวันที่ราบรื่นและสมบูรณ์ที่สุด
หลังจากแต่งงานภูริขออนุญาตปู่และพ่อของเขาว่าอยากจะอยู่คอนโดเพื่อความสะดวกในการไปเรียนและทำงานต่อ ผู้ใหญ่เห็นว่ามีเหตุผลดี จึงตกลงและซื้อคอนโดขนาดใหญ่ให้เขาอยู่หนึ่งห้อง ห้องที่กว้างขวางและเป็นสัดส่วนช่วยให้ภูริมีสมาธิในการเรียนต่อ
เดียร์เองต้องออกจากโรงเรียน เธอยอมทิ้งการเรียนเพื่อทุ่มเทเวลาให้กับลูกชายและการดูแลภูริ ทุกวันเธอจัดเตรียมอาหารและสภาพแวดล้อมให้น้องภูผาเติบโตอย่างปลอดภัย แข็งแรง และได้รับความรักเต็มที่
ตั้งแต่ลูกชายเริ่มคลานได้ น้องภูผาก็เริ่มแสดงอาการอยากรู้อยากเห็นและสนใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น เด็กน้อยเริ่มหัวเราะเล่นของเล่น และเริ่มเรียกเรียงคำง่ายๆ ได้บ้าง พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้เดียร์ทั้งเหนื่อยทั้งดีใจในเวลาเดียวกัน เธอสังเกตเห็นว่าเด็กน้อยเริ่มมีพัฒนาการและเริ่มเปลี่ยนไปทุกวัน
“ทำไมไข้ไม่ลดเลยนะ” เธอทำหน้าเครียดเพราะตั้งแต่ช่วงบ่ายลูกชายไข้ไม่ลดลงเลย เธอได้แต่เฝ้ารอว่าเมื่อไรเขาจะกลับมา เธอทั้งกลัวทั้งเป็นห่วง
น้องภูผาเริ่มร้อนแรงและตัวร้อนจัด เดียร์กุมหน้าผากลูกชายอย่างวิตกกังวล น้ำตาแทบจะไหลเมื่อเห็นลูกตัวเล็กๆ แสดงอาการไม่สบาย
‘หมายเลขที่คุณเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้’
ครั้งแล้วครั้งเล่าเดียร์หยิบโทรศัพท์กดเรียกภูริ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วที่โทรไปก็ไร้วี่แวว เสียงรอสายดังไปทั่วห้องว่างเปล่า ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเป็นเท่าตัว
“พี่ภูรีบกลับบ้านนะ น้องภูผาป่วยไข้ขึ้น” เธอฝากข้อความไว้หวังว่าเขาเห็นจะได้รีบกลับบ้าน พลางเช็ดเหงื่อบนหน้าลูกชาย
เมื่อเห็นว่านาทีแล้วนาทีเล่าผ่านไปโดยไม่มีการตอบกลับ เธอรู้สึกว่ารออีกต่อไปไม่ได้แล้ว เธอจึงตัดสินใจทำด้วยตัวเอง
“ไม่เป็นไรลูกนะ เดี๋ยวแม่พาไปหาหมอเองแม่อยู่กับหนูนะ” อุ้มลูกชายไว้แนบอก เด็กน้อยสะอื้นเล็กน้อย น้ำตาเอ่อคลอ แต่เดียร์กอดแน่นและพูดเบาๆ ให้กำลังใจ
เธอรีบพาลูกออกจากคอนโด เดินไปขึ้นแท็กซี่ด้วยความเร่งรีบ ใจเต้นแรงทุกครั้งที่คิดถึงอาการของน้องภูผา เด็กน้อยเริ่มงอแง แต่หญิงสาวก็พยายามพูดปลอบเบาๆ และลูบหลังเขาอย่างอ่อนโยน
“เดียร์ทำไมไม่เปิดไฟ” ภูริเดินเข้ามาในคอนโดที่แสนว่างเปล่า ทุกอย่างเงียบสงบเหมือนไม่มีใครอยู่ ทุกครั้งที่เขากลับจากมหาลัยมักจะเจอเดียร์กับลูกนั่งรอเขาเสมอ
“น้องภูผาปะป๊ากลับมาแล้ว ไปไหนกันหมด” เขายกโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา เพิ่งจะสองทุ่มเองแล้วสองแม่ลูกหายไปไหน
เขาทิ้งตัวนั่งลงที่โชฟาพ่นลมหายใจออกมา รู้สึกมึนศีรษะเพราะเพิ่งดื่มกับเพื่อนมา เขาปิดเปลือกตาลงช้าๆ ก่อนจะผล็อยหลับไป
ช่วงเวลานี้ภูริเริ่มมีชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาได้พบเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ และได้สัมผัสประสบการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนทั้งงานกลุ่ม การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ และเรื่องราวสนุกสนานที่ทำให้เขาหลงลืมเวลา
ผลลัพธ์คือเขากลับบ้านช้ากว่าปกติ และแทบไม่เคยทักทายเดียร์หรือพูดคุยอย่างจริงจังเหมือนเมื่อก่อน เดียร์เองพยายามติดต่อเขาอยู่เสมอส่งข้อความโทรหา แต่ทุกครั้งก็ได้รับคำตอบเดิมๆ
‘เรียนอยู่ครับ ไม่ว่าง’
‘ทำงานกลุ่มอยู่ เดี๋ยวค่อยคุยกัน’
แม้ว่าเธอพยายามเข้าใจเหตุผล และพยายามให้เวลาเขาได้ปรับตัว แต่หัวใจเล็กๆ ของเธอก็อดรู้สึกน้อยใจไม่ได้บางคืนเธอนั่งกอดน้องภูผาอยู่บนโซฟา มือเล็กๆ ของลูกพาดลงบนแขนเธอ เดียร์ถอนหายใจเบาๆ พลางคิดในใจว่า
“พี่ภูคงยุ่งจริงๆ แต่ทำไมมันยังเจ็บใจแบบนี้นะ”
ความพยายามที่จะเข้าใจผสมปนไปกับความเหงา เดียร์เริ่มตระหนักว่าแม้เธอจะรักภูริและเข้าใจเขา แต่หัวใจของคนเป็นแม่และเมียก็ยังต้องการความใกล้ชิด ความอบอุ่น และความเอาใจใส่
ทุกครั้งที่เห็นภูริหัวเราะกับเพื่อนๆ หรือโพสต์กิจกรรมสนุกสนาน เดียร์ก็อดที่จะถอนหายใจและคิดถึงวันที่เขายังให้ความสำคัญกับเธอและลูกมากกว่านี้ไม่ได้
หญิงสาวพาลูกชายตัวน้อยกลับมาถึงคอนโด ความเหน็ดเหนื่อยจากการพาเขาไปหาหมอยังไม่ทันคลาย ก็พบกับภาพที่ทำให้เธอชะงักภูริกำลังนอนหลับอยู่บนโซฟา ผมยุ่งๆ เสื้อผ้าดูไม่เรียบร้อย กลิ่นเหล้าอ่อนๆ ลอยมาปะทะจมูก
หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะก้มลงอุ้มลูกชายที่เริ่มง่วงนอนขึ้นมาแนบอก เด็กน้อยพยายามขยับตัว แต่เธอก็ปลอบเบาๆ
“แม่พาไปนอนนะ”
เธอเดินตรงไปยังห้องนอน เตรียมผ้าปูที่นอนและกล่อมน้องภูผาให้นอนหลับ ขณะเธอกำลังจัดเตียงให้เรียบร้อย เสียงภูริแผ่วๆ ดังขึ้น
“เดียร์พาลูกไปไหนมา!” เขาเสยผมลวกๆ เดินมาหาเธอพร้อมกับทำหน้าหงุดหงิด แต่แทนที่จะตอบเขากลับเงียบใส่อย่างไม่มีเหตุผล
“พี่ถามไม่ได้ยินเหรอ”
“ลูกหลับอยู่มีอะไรไปคุยข้างนอก” เธอหันมาดุเขากลัวว่าลูกจะตื่นมางอแง
“ตอบได้ยังไปไหนมา! งอนอะไรทำไมไม่พูดวะ” เขาเริ่มหงุดหงิดเหมือนคุยอยู่คนเดียว บวกกับดื่มเหล้าไปด้วยทำให้เขาเริ่มขาดสติ
“พี่ไปไหนมาเรียนเสร็จทำไมไม่กลับบ้านมาช่วยเลี้ยงลูก” เธอไม่ตอบคำถามเขา แต่กลับถามเขาคืนด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“เลี้ยงลูก? เดียร์ไม่รู้เหรอว่าเรียนก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว อยู่บ้านไม่ได้ทำอะไรแค่เลี้ยงลูกไม่เห็นเหนื่อยตรงไหนเลย”
“พูดอะไรตัวเองไม่เคยเลี้ยงลูก 24 ชั่วโมงจะมารู้อะไร”
“เหนื่อยมากก็กลับไปอยู่บ้าน! งานก็ไม่ได้ทำจะบ่นอะไรนักหนา” เขาเริ่มพูดจาไม่ดี โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกยังไง
“พี่ภู! เรียนก็เหนื่อยแต่มีเวลาไปกินเหล้าไปเที่ยวกลับบ้านดึก แถมยังทำตัวติดกับผู้หญิงคนนั้นอีก ถามจริงเถอะพี่เหนื่อยหรือเริ่มจะเปลี่ยนใจ”
ตั้งแต่เธอคลอดลูกเขาเริ่มเปลี่ยนไปอะไรที่บอกว่าดีก็ไม่ดีไปทุกอย่าง ไม่เคยเป็นความสบายใจให้เธอได้เลย ตอนนั้นเขากลับบ้านดึกแค่ไหนก็ต้องทักมาบอก แต่ทุกวันนี้ต่อให้กลับบ้านเช้าเธอโทรไปก็ไม่ยอมรับสาย
“กะจะไม่ให้พี่มีเพื่อนเลยหรือไงอยากมีลูกเองก็เลี้ยงเองไปดิ”
“ใครกันแน่ที่อยากมีลูก”
“พี่ก็ไม่ได้อยากมีไง แต่มันพลาดเธอเริ่มพูดจาไร้สาระอีกแล้วนะ ประสาทมากก็อยู่คนเดียวไปเลย” เขาตะคอกเสียงดังจนน้องภูผาสะดุ้งร้องไห้ เธอรีบวิ่งเข้าไปปลอบ
เขามองภาพนั้นด้วยความเฉยชาจริงอย่างที่พอเขาพูด อนาคตเขาไปได้อีกไกลแต่ต้องมาติดบ่วง เพราะคำว่าลูกเขาตัดสินใจออกมาจากคอนโด ตอนนี้อยู่ด้วยกันก็มีแต่ทะเลาะกันเปล่าๆ
หญิงสาวนั่งอยู่ข้างเตียงอุ้มลูกชายตัวเล็กที่กำลังงอแงเพราะพิษไข้ มือเล็กๆ ของน้องภูผาตีลงบนตัวเธอ เธอกล่อมเบาๆ พลางลูบหลังเขาอย่างอ่อนโยน
แต่สายตาของเดียร์กลับเหลือบไปมองประตูที่ปิดสนิท เพราะภูริออกไปข้างนอกแล้วอีกครั้ง เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว
“เคยฝันไว้ว่าเราจะอยู่กันอย่างมีความสุขกันทั้งครอบครัว” เธอพร่ำเพ้อกับตัวเอง พลางคิดถึงภาพวันแรกที่ได้พบภูริ ภาพวันที่ทั้งคู่สัญญาจะรักกันและดูแลกัน
แต่พอผ่านไปไม่ถึงสองปี ความฝันนั้นเริ่มเลือนรางภูริเริ่มเปลี่ยนไป ความอบอุ่นที่เคยมีเริ่มห่างไกลเดียร์รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนั้นทุกวัน แต่เธอก็ยังพยายามเข้มแข็ง เพราะมีลูกชายที่ต้องดูแลอยู่ข้างๆ
“แม่จะอยู่กับหนูนะลูก ไม่ว่าพ่อจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แม่ก็จะอยู่กับหนูเสมอ” น้ำตาไหลริน เธอซบหน้าลูกชายตัวน้อยพลางกระซิบเบาๆ
ในหัวใจของเธอแม้ว่าฝันเก่าอาจสลายไป แต่ความรักและความรับผิดชอบต่อครอบครัวยังคงเป็นสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน
“แง่ๆๆ” น้องภูผาที่เหมือนจะรับรู้ว่าตอนนี้แม่คงเหนื่อย จึงหยุดร้องและมองหน้าแม่ตาแป๋วพร้อมกับยิ้มบางๆ สองมือกำสาบเสื้อแม่ไว้แน่นเหมือนว่าให้กำลังใจแม่
เวลาผ่านไปหลายเดือนภูริเปลี่ยนแปลงไปมากอย่างที่เดียร์เองก็ไม่คิดว่าจะเห็น เขาตื่นเช้าออกไปทำงานทุกวัน ตั้งใจเรียนรู้งานในบริษัทอย่างหนัก ไม่เพียงเพื่ออนาคตของตัวเอง แต่เพื่ออนาคตของครอบครัวเล็กๆ ที่เขารักที่สุดจากชายหนุ่มที่เคยใช้อารมณ์นำเหตุผล วันนี้ภูริกลายเป็นผู้ใหญ่ที่สุขุมและรู้จักรับผิดชอบ เขาไม่เพียงพิสูจน์ให้คนอื่นเห็น แต่ยังพิสูจน์ให้หญิงสาวได้เห็นว่าเขาเปลี่ยนไปจริงๆหลายครั้งที่เขาแอบมองหญิงสาวและลูกชายอย่างเงียบ ๆ ความรู้สึกอบอุ่นในอกยิ่งชัดเจนขึ้นทุกวัน จนกระทั่งคืนหนึ่ง เขาตัดสินใจบางอย่างในใจ เขาจะขอเดียร์แต่งงานอีกครั้ง เดียร์เดินมาหยุดตรงลานน้ำพุยามค่ำคืนตามข้อความของภูริ สายลมเย็นพัดเบาๆ กลิ่นน้ำและแสงไฟจากเสาเรียงรายรอบทางสร้างบรรยากาศอบอุ่นแต่แฝงความตื่นเต้นในใจ เธอก้มมองข้อความในมือถืออีกครั้ง“รอตรงนี้นะ อย่าไปไหน”“รีบมานะคะ” ก็กดส่งข้อความตอบกลับเขาไปหญิงสาวยืนรออยู่นานจนเริ่มสงสัย แต่ก่อนที่เธอจะกดโทรกลับ เสียงพลุดังขึ้นเหนือฟ้าพลุหลากสีระเบิดกระจายกลีบแสงออกไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำ งดงามราวภาพในฝันน้ำพุกลางลานเริ่มพุ่งสูงขึ้นพร้อมกับแสงไฟหลากสีส่องขึ้นต
เช้าวันถัดมาน้องภูผาวิ่งมากอดแม่แน่นหลังจากกลับมาจากนอนบ้านป้าดีนี่ แต่สายตาเจ้าตัวเล็กกลับสะดุดเข้ากับรอยแดงช้ำตรงลำคอของเดียร์“แม่ไปทำอะไรมาคับ ทำไมตรงนี้แดงแบบนี้” เสียงเล็กๆ เต็มไปด้วยความตกใจ ดวงตากลมโตเริ่มคลอไปด้วยน้ำตาเธอชะงักหน้าแดงขึ้นมาทันที ส่วนภูริที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เกือบหลุดหัวเราะ เธอรีบเอามือปิดคอไว้แล้วพูดเสียงแผ่ว“มดกัดจ้ะลูก มดมันชอบแกล้งแม่”“แล้วมดอยู่ไหนคับภูผาจะตีให้!” ภูผาทำหน้างง หันไปมองรอบๆ แล้วถามอย่างจริงจัง “มดอยู่ในห้องลูกปะป๊าจัดการให้แล้ว ไม่ต้องห่วงนะ” เขาตอบเบาๆ แล้วตอบแทนพร้อมรอยยิ้มขำกลั้นไม่อยู่เดียร์รีบส่งสายตาคาดโทษให้เขาทันที ส่วนภูผาก็ยังคงทำหน้างุนงง ก่อนจะกอดแม่อีกครั้งแล้วพูดเสียงเบาๆ“คราวหน้าถ้ามดมากัดอีกบอกภูผานะคับ ภูผาจะช่วยแม่เอง”“เด็กน้อยของแม่” เธอยิ้มจางๆ พลางลูบหัวลูกชาย ส่วนภูริก็ได้แต่กลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น“ไปเล่นน้ำกันดีกว่าพ่อพาไปว่ายน้ำ”“ไปคับ ภูผาขอไปเล่นน้ำ” ภูผาหันมาขออนุญาตแม่ เมื่อเห็นว่าแม่พยักหน้าเขาจึงจับมือพ่อเดินออกไปทันที“มดตัวใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอดูเหนื่อยๆ” ดีนี่มองน้องสะใภ้แล้วหัวเราะเบาๆ เชิงล้อเลี
เดียร์สะดุ้งตื่นกลางดึกเมื่อรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่ข้างคอ เธอพลิกตัวจะกรีดร้องแต่เสียงนั้นถูกมือใหญ่ปิดไว้แน่น“พี่เองอย่าร้อง” เสียงต่ำของภูริสั่นเล็กน้อยเหมือนคนที่กลัวจะถูกปฏิเสธ“คุณเข้ามาได้ยังไงออกไปจากห้องฉันเดี๋ยวนี้!” เดียร์ดันหน้าอกเขาออก“เดียร์ช่วยฟังพี่ก่อนนะ แค่คืนนี้ขอให้พี่พูดได้ไหม” แต่ภูริไม่ยอมขยับ เขาทิ้งตัวลงนอนข้างๆ เหมือนหมดแรง“ไม่มีอะไรต้องพูดแล้ว” เธอเสียงสั่น กำมือแน่นพยายามกลั้นน้ำตา“พี่รู้พี่ทำผิดหัวใจดวงนี้ยังเป็นของเดียร์ ตอนนั้นพี่ยังเด็กอาจจะพูดไม่คิด แต่พอไม่มีเดียร์มันทำให้รู้ว่าพี่ไม่เคยหมดรักเดียร์เลย” เขาจับมือเธอไว้แน่นกว่าเดิม“หยุดพูดได้แล้ว” เธอสะบัดมือออก น้ำตาไหลอาบแก้ม“เดียร์ยังรักพี่อยู่ไหม พี่ไม่เคยนอนกับพริมไม่เคยแตะต้องผู้หญิงคนไหนเลย รูปทุกอย่างพี่ส่งให้เจ้ดีนี่ดูแล้วพี่ตกเป็นเหยื่อ” เขาเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยเบาๆ “พี่ไม่ได้เข้าหาเดียร์เพราะต้องการอะไรทั้งนั้น พี่แค่อยากไถ่โทษกับทุกสิ่งทุกอย่าง”“...” เธอเม้มปากแน่นไม่ตอบ แต่หัวใจกลับเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมา เขามองเห็นน้ำตาเธอในเงาแสงจันทร์บรรยากาศในห้องเงียบจนได้ยินเสียงห
ภายในโรงแรมมีเพียงแสงไฟสลัวๆ จากโคมไฟติดผนัง พีรญาก้าวเข้าไปในห้องที่นัดหมาย มือหญิงสาวสั่นน้อยๆ แต่พยายามเก็บอาการให้ดูมั่นคง ประตูเพิ่งปิดไม่ทันขาดเสียง กัมปนาทก็ลุกพรวดจากโซฟา ก้าวเข้ามาหาเธอด้วยรอยยิ้มราวกับผู้ล่า“ในที่สุดก็มาหากูสักที”“นายต้องการอะไรกันแน่” พีรญามองคนตรงหน้ายอมรับว่าตัวเองไม่น่าพลาดมาเจอคนแบบนี้เลย“กูโทรหาไม่รับเสือกไปวิ่งตามผู้ชายคนอื่น” กัมปนาทมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเหยียดหยาม“เราไม่มีอะไรต้องติดต่อกันอีก” พอเธอไม่ให้เงินเขามักจะทุบตีทำร้ายเป็นประจำ จนทนไม่ไหวครั้งนี้เลยเลือกที่จะหนีออกมา“มึงท้องลูกกู แล้วจะหนีไปหาพ่อใหม่มันไม่ได้นะ”เขายื่นมือจะคว้าแขนเธอ แล้วโน้มตัวลงหมายจะจูบ หญิงสาวเบี่ยงตัวหนีทันที ผลักหน้าอกเขาออกแรงจนเขาถอยไปหนึ่งก้าว สีหน้าเธอเต็มไปด้วยความรังเกียจ“อย่ามาแตะต้องฉันมันไม่ใช่ลูกของแก!”“ไม่ใช่ลูกกูเหรอ? ท้องได้สามเดือนแล้วไม่ใช่ หรือมึงลืมไปว่าใครเป็นคนลากมึงเข้าโรงแรมก่อนหน้านี้” กัมปนาทหัวเราะหยัน เสียงทุ้มต่ำเหมือนเยาะเย้ยคำพูดของเขาแทงใจเหมือนคมมีด พีรญากัดฟันแน่น ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาคลอแต่ยังยืนตัวตรง“ฉันอาจเคยโง่ แต่ลูกในท้องฉันไม่เ
เดียร์เงยหน้าขึ้นจากเคาน์เตอร์เมื่อได้ยินเสียงผู้หญิงเรียกชื่อเธอ น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเครียดและสั่นเครือพีรญายืนอยู่ตรงหน้าใบหน้าซีดเผือด ดวงตาบวมแดงเหมือนคนร้องไห้มาทั้งคืน มือหนึ่งจับหน้าท้องของตัวเองไว้แน่น“ภูริอยู่ไหนเขาไม่รับสาย ไม่ตอบข้อความฉันหามาหลายวันแล้ว” ไม่คิดว่าคนอย่างภูริจะใจแข็งและใจร้ายขนาดนี้เธอนิ่งไปชั่วขณะ มองซ้ายมองขวากลัวว่าน้องภูผาจะได้ยินก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเรียบทั้งที่หัวใจเต้นแรง“ไม่รู้”“อย่ามาโกหกเลย เธอยังอยู่กับเขาใช่ไหม เธออย่าคิดจะยึดเขาไว้คนเดียว ลูกของฉันก็เป็นลูกของเขาเหมือนกันนะ”” หญิงสาวพูดพลางกัดริมฝีปากน้ำเสียงเริ่มสั่นคำพูดนั้นเหมือนมีดแหลมแทงเข้ากลางอก เดียร์พยายามกลั้นใจไม่ให้ตัวเองสั่น เธอเงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างนิ่งสงบ แต่แววตาแฝงความเจ็บปวด“คุณกำลังเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า เรื่องของคุณกับเขา ฉันไม่อยากรู้ไม่เกี่ยวกับฉันอีกแล้ว”“แต่ลูกในท้องฉันมันคือหลักฐานฉันไม่ได้พูดเล่น!” พีรญาส่ายหน้า ดวงตาเริ่มมีน้ำคลอเดียร์เผลอกำมือแน่น เสียงลมหายใจของเธอสั่นระรัวเธอพยายามไม่หลุดอารมณ์ออกมาพยายามไม่ร้องไห้ตรงหน้าใคร“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไปหาภูริเอง
เสียงกระดิ่งเหนือประตูร้านดังขึ้นเบาๆ เดียร์เงยหน้าขึ้นจากเครื่องชงกาแฟ เห็นผู้หญิงเดินเข้ามาด้วยสีหน้าตึงเครียด ก่อนจะเห็นว่าภูริที่กำลังช่วยจัดโต๊ะอยู่ก็ชะงักไปเช่นกันเธอจำได้ทันทีว่าผู้หญิงคนนี้คือเพื่อนของภูริ และเป็นคนทำให้ความสัมพันธ์ของเธอกับเขาร้าวราน จนถึงขั้นแยกทางกัน“พริมมีเรื่องจะคุยกับภูเรื่องสำคัญ” พีรญาทำเป็นมองไม่เห็นอีกฝ่าย“ถ้ามีอะไรก็พูดมาตรงนี้เลย เดียร์ไม่ต้องหลบอะไรทั้งนั้น” เขากำลังวุ่นวายกับการเช็ดทำความสะอาดหน้าเคาเตอร์บรรยากาศในร้านเงียบกริบ เหมือนอากาศหนืดขึ้นจนหายใจลำบาก เดียร์มองหน้าทั้งคู่พลางเช็ดแก้วในมือช้าๆ“พริมท้อง” พีรญาสูดหายใจลึก ก่อนพูดออกมาเสียงสั่น เพล้ง!เสียงแก้วในมือเดียร์หล่นกระทบพื้นดัง เธอยืนนิ่ง ดวงตาเบิกกว้าง น้ำเสียงแผ่วเบาแทบไม่ออกจากลำคอ มือของเธอสั่นเทา “พูดบ้าอะไรของเธอ เราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย” เขาหันขวับไปมองพีรญา ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความตกใจ“พริมไม่ได้โกหกคืนนั้นภูก็เมา แถมไม่ได้ป้องกันอีก” พีรญาไม่ยอมแพ้เอาเรื่องคืนนั้นมาอ้าง เพื่อให้อีกคนได้ยินอย่างชัดเจนเดียร์ถอยหลังไปหนึ่งก้าว หัวใจเต้นแรงเหมือนจะระเบ







