LOGIN“จะมีใครอยากเอาคุกกี้ไปให้พ่อไตรไหมน้า” มินตราแกล้งถามเหมือนถามลอย ๆ แต่เธอตั้งใจถามให้ลูกสาวได้ยิน เวลาบ่ายสองโมงจะเป็นเวลาที่ไตรรัตน์ สามีของเธอชอบกินจุบจิบย่ามบ่าย และตังเมเจ้าลูกสาวตัวน้อยมักจะขอเป็นคนถือจานคุกกี้ไปให้พ่อของเธอที่ห้องทำงานเสมอ
“ตังเมค่ะ” เด็กน้อยรีบวิ่งและยกสองแขนไปด้วยขณะวิ่งเข้ามาในห้องครัว วิ่งมาหยุดอยู่ข้าง ๆ คนเป็นแม่แล้วเงยหน้าขึ้นฉีกยิ้มกว้าง
“ตังเมจะเอาไปให้พ่อไตรเองค่ะ” มินตรายกยิ้มอย่างเอ็นดู การเอาขนมไปให้พ่อกลายเป็นหน้าที่ของตังเมไปเสียแล้ว เธอไม่ได้ใช้ลูกแต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ตังเมชอบมาก
“จะให้ถือไปดีไหมน้า” ยังอยากแกล้งลูกต่อเพราะสิ่งที่มินตราจะได้รับจากตังเมคือ...
“นะคะแม่มิน ตังเมรักแม่มินเท่านี้เลยค่ะ” เด็กน้อยกางแขนออกให้กว้างที่สุดเท่าที่จะกว้างได้ เป็นการบอกรักแม่ของเธอและเพื่อให้แม่มินรู้ว่าตังเมรักแม่มากแค่ไหน
“เท่าฟ้า?”
“ใช่ค่ะ พ่อไตรด้วย” ตังเมรักแม่มินเท่าฟ้าและรักพ่อไตรเท่าฟ้าด้วย
“โอเคค่ะ” แค่นี้ก็พอแล้ว แค่ได้เห็นลูกโดดเด้งดีใจและส่งสายตาเป็นประกายที่เต็มไปด้วยรักมาให้ คนเป็นแม่อย่างเธอก็ใจเหลวเป๋วไปหมด ยอมส่งจานคุกกี้ให้ตังเมถือเอาไว้
“เดินระวังนะคะตังเม ไม่ต้องวิ่งนะลูก”
“ค่ะ” เสียงตอบรับฉะฉาน ก่อนจะถือจานคุกกี้เดินออกจากห้องครัวไปอย่างระมัดระวัง
“ชอบจังเลยนะการได้อยู่กับพ่อเนี่ย” มินตราพูดกับตัวเองพลางปล่อยเสียงหัวเราะเบา ๆ เมื่อคิดถึงความจริงที่ว่าตังเมติดพ่อมากกว่าติดเธอ ชอบทำอะไรก็ได้ที่จะได้อยู่ใกล้พ่อเพราะในทุกวันไตรรัตน์จะออกไปทำงานที่บริษัททำให้ช่วงเวลากลางวันตังเมจะอยู่กับแม่เป็นหลักและกว่าจะได้เจอหน้าพ่อก็ช่วงค่ำบางวันก็ดึก
ด้วยภาระหน้าที่ของคนเป็นเจ้าของบริษัทไตรรัตน์จึงให้ความสำคัญกับงานมากที่สุดทำให้ไม่มีเวลาเล่นกับลูก และเป็นโชคดีของไตรรัตน์ที่เธอและตังเมเข้าใจ พ่อทำงานหนักก็เพื่อเรา นั่นคือสิ่งที่มินตราบอกลูก แต่ว่า...สำหรับเธอ การที่ไตรรัตน์ทำงานหนักไม่ใช่เพื่อเธอหรือลูกแต่เพื่อตัวเขาเอง ผู้ชายคนนี้ไม่รักใครนอกจากธุรกิจของตัวเอง
“ระบบขัดข้องครั้งที่สอง!!” เสียงเอะอะดังจนเด็กน้อยที่กำลังถือจานคุกกี้มาให้พ่อของตัวเองได้ยิน สองเท้าเล็กหยุดชะงักเอียงคออย่างฉงนเพื่อใช้ความคิด
“พ่อไตรขา” ตังเมคิดแล้วแต่เธอก็แค่เด็กที่อายุพึ่งจะ 3 ขวบมาหมาด ๆ เท่านั้น ทำให้ตังเมไม่รู้ว่าในขณะนี้พ่ออยู่ในสภาวะอารมณ์แบบไหนหรือกำลังยุ่งอยู่หรือไม่ เธอรู้เพียงว่าเวลานี้เป็นเวลากินขนมของพ่อและเธอชอบมาก ๆ ที่จะเป็นคนเอาขนมเข้าไปให้พ่อไตร
“...” ไม่มีเสียงตอบรับกลับออกมาจากห้องทำงาน เด็กน้อยจึงใช้ปลายเท้าแตะไปที่บานประตูเพราะมือต้องใช้ถือจานเอาไว้อย่างระมัดระวัง กลัวว่าถ้าปล่อยมือออกแม้แต่ข้างเดียวอาจทำให้คุกกี้ที่ตั้งใจเอามาให้พ่อหกหมดได้ โชคดีที่ประตูห้องทำงานของพ่อไตรไม่ได้ล็อกและปิดไม่สนิททำให้เด็กน้อยที่มีแรงเพียงน้อยนิดดันประตูเปิดเข้าไปในห้องทำงานของพ่อได้โดยง่าย
“พ่อไตรขา ขนม” เดินยิ้มทั้งดวงตาถือจานคุกกี้เข้าไปที่โต๊ะทำงานของพ่อ แต่ดูเหมือนพ่อไตรของตังเมจะยังไม่รู้ว่าตอนนี้เธอยืนอยู่ตรงนี้ เด็กน้อยยืนรอครู่หนึ่งเมื่อเห็นพ่อยังไม่หันมาหาจึงลองเรียกพ่ออีกครั้ง
“พ่อไตร ๆ”
ครั้งนี้ตังเมทำสำเร็จ ไตรรัตน์ยอมละจากหน้าจอคอมหันมามองแต่ก็เพียงวินาทีเดียวเท่านั้นเขาก็หันกลับมาสนใจการประชุมออนไลน์ของตัวเองต่อ วันนี้บริษัทรักษาความปลอดภัยของเขาเจอปัญหาใหญ่และเป็นปัญหาที่ไตรรัตน์รับไม่ได้จึงต้องเรียกประชุมด่วนแม้จะเป็นวันหยุดก็ตาม
“ผมต้องได้รู้สาเหตุที่แท้จริงภายในเย็นนี้”
“ไม่มีข้อแก้ตัวทั้งนั้น!” เสียงของไตรรัตน์ยังคงทุ้มแต่แฝงไปด้วยอารมณ์ไม่พอใจที่พร้อมปะทุออกมาเหมือนภูเขาไฟระเบิด
“เราทำหน้าที่วางระบบรักษาความปลอดภัยนะครับ แต่ปล่อยให้ระบบขัดข้องถึงสองครั้งภาย...”
“พ่อไตร ๆ พ่อไตรขา”
“ออกไปก่อนตังเม”
“คุกกี้ค่ะ”
“พ่อบอกให้ออกไปก่อนไง!”
กึก เสียงติดไปทางตวาดทำให้เด็กน้อยต้องชะงักกึก อ้าปากค้างทำตาโตเพราะตกใจเสียงเข้มดุของพ่อ ตังเมไม่เคยเห็นพ่อทำหน้าเครียดเท่านี้มาก่อนเลย
“พ่อไตรกินหนึ่งชิ้นนะคะ”
เดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานพ่อมากขึ้น เขย่งปลายเท้าของตัวเองจนสามารถวางจานคุกกี้บนโต๊ะได้ หยิบคุกกี้ออกมาหนึ่งชิ้น มองคุกกี้ชิ้นนั้นแล้วยิ้มออกมาเมื่อคิดว่าอีกเดี๋ยวคุกกี้ชิ้นนี้จะเข้าไปอยู่ในปากของพ่อ คิดเสร็จก็เกาะขาของไตรรัตน์เพื่อที่จะปีนขึ้นไปนั่งบนตักของพ่อ
ตังเมไม่ได้จะเป็นเด็กดื้อกับพ่อเพียงแต่ต้องการให้พ่อได้กินคุกกี้ที่เธอเอามาให้เท่านั้นเอง ไม่มีครั้งไหนที่พ่อจะปฏิเสธและจะได้เห็นใบหน้ายิ้มแย้มของพ่อตัวเองเสมอ มันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ลูกน้อยคนนี้ต้องการ ทว่า!
“ตังเม!!” เสียงตวาดดังลั่นพร้อม ๆ กับคุกกี้หนึ่งชิ้นร่วงตกลงบนพื้น
“พี่ไตร!” มินตราเดินเข้ามาเห็นภาพที่เธอไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นไตรรัตน์ทำกับลูกแบบนี้ แค่ลูกต้องการจะป้อนคุกกี้ให้พ่อเขาถึงขั้นต้องใช้มือปัดจนคุกกี้ชิ้นนั้นหลุดออกจากมือของลูกเลยเหรอ โหดร้ายเกินทน
เด็กน้อยถูกอุ้มขึ้นจากตักที่เคยอบอุ่นของคนเป็นพ่อ ซุกหน้าเข้าหาอกของแม่เพื่อหลบสายตาน่ากลัว
“ฮือ ๆ ฮือ ๆ” เสียงร้องไห้ดังขึ้นตามระดับความตกใจเพราะตังเมไม่เคยถูกพ่อใช้เสียงดุเท่านี้มาก่อน
“โอ๋ ๆ ไม่เป็นไรนะคะคนเก่งของแม่” ยกมือขึ้นมาลูบหลังเพื่อปลอบประโลมลูกน้อย ตังเมกลัวมาก มินตราสัมผัสได้ถึงอาการสั่นเทิ้มที่ไม่เคยเห็นลูกเป็นแบบนี้มาก่อน หยดน้ำตามากมายพรั่งพรูออกมาจนมินตราสัมผัสถึงความเปียกชื้นที่อก ลูกกลัวขนาดนี้เป็นเพราะใครกัน!
“ลูกแค่อยากเอาคุกกี้มาให้ ทำไมพี่ไตรต้องดุขนาดนี้ด้วยคะ”
ทั้งสีหน้า สายตา และน้ำเสียงของมินตราแสดงออกชัดเจนว่าเธอไม่พอใจอย่างมากกับสิ่งที่ไตรรัตน์ทำกับลูก มันมีวิธีดี ๆ อีกมากที่จะบอกให้ลูกรู้ว่าตนเองไม่สะดวกจะกินคุกกี้ตอนนี้ ตังเมไม่ใช่เด็กพูดไม่รู้เรื่องถึงแกจะอายุแค่ 3 ขวบแต่ถ้าพูดและอธิบายด้วยเหตุผลมินตราเชื่อว่ายังไงตังเมก็เข้าใจ เธอเลี้ยงมาเองกับมือทำไมจะไม่รู้ว่าลูกสาวเป็นเด็กแบบไหน
“วันนี้เลิกประชุมก่อนนะครับ แต่ผมต้องได้ข้อสรุปและวิธีแก้ไขภายในเย็นนี้!” ไตรรัตน์จำเป็นต้องหยุดการประชุมด่วนเมื่อเห็นว่าที่บ้านกำลังมีปัญหาและต่อให้อยากประชุมต่อเขาเองก็ไม่มีสมาธิที่จะคุยกับลูกน้องอีกแล้วเพราะคนที่บ้านไม่รู้กาลเทศะ ในเมื่อเห็นว่าเขาทำงานก็ควรจะบอกลูกสิหรือไม่ก็รีบพาลูกออกไปก่อน มีอะไรค่อยคุยหลังจากเขาประชุมเสร็จก็ได้
ปัง! เสียงทุบโต๊ะด้วยความโมโหดังขึ้นพร้อมกับหน้าจอการประชุมออนไลน์ดับลง คนทำก็ทำเพื่อระบายโทสะในใจออกมาแต่เขาช่างไม่คิดบ้างเลยว่า การกระทำนั้นได้ทำลูกสาวตัวน้อยสะดุ้งตัวเพราะความตกใจแล้วยิ่งกดหน้าเข้าหาอกของคนเป็นแม่มากยิ่งขึ้น
“ทำไมมินไม่รู้จักสั่งสอนลูก รู้ไหมว่าพี่ประชุมเครียดอยู่” ลุกจากเก้าอี้แล้วหันมาพูดกับอีกคนด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวปล่อยความโกรธออกมาจนไม่สนอะไรทั้งนั้น
“มินไม่รู้ว่าวันนี้พี่ไตรจะมีประชุมที่บ้านนี่คะ ถ้าพี่ไตรบอกกับมินก่อนมินคงไม่ให้ตังเมเอาขนมมาให้พี่ไตรหรอกค่ะ” ถ้าเขาบอกเธอว่าจะทำงานมีเหรอที่เธอจะยอมปล่อยให้ลูกเข้าไปกวนเขาในห้องนี้
“อ๋อ เป็นความผิดของพี่สินะที่ไม่แจ้งให้มินทราบ”
“มินไม่ได้หมายความแบบนั้นนะคะ”
เขากำลังโมโหมาก มินตราไม่เคยเห็นไตรรัตน์เครียดหน้าดำหน้าแดงเท่าวันนี้มาก่อน และสาเหตุที่ทำให้สามีของเธออารมณ์ร้อนอยู่ตอนนี้คงเป็นเรื่องประชุมที่ว่านั้นแน่ เธอเข้าใจที่เขาจะโกรธเรื่องงานของเขาแต่ก็ไม่เห็นด้วยที่เขาจะเอาอารมณ์โกรธมาเป็นข้ออ้างในการดุลูก
“มินแค่ไม่อยากให้พี่ไตรดุลูก ตังเมยังเด็กและแกก็ไม่รู้ว่าพ่อกำลังประชุมอยู่”
“ก็ถ้าลูกฟังความรู้เรื่องพี่ก็คงไม่ดุหรอก แต่นี่ไม่ยอมฟังพี่ ทั้งที่พี่ก็บอกให้ออกไปก่อน บอกไปสองสามรอบแล้วยังดื้ออยู่อีก พูดไม่รู้เรื่องแบบนี้ อย่าบอกใครว่าเป็นลูกของพี่ อายคนอื่นเขา!”
“ฮือ ๆ ฮึก” คำพูดที่แสนโหดร้ายนั้นได้หลุดออกมาจากปากของคนเป็นพ่อ พ่อไตรที่ลูกรักมากและเป็นโลกทั้งใบของตังเม ประโยคที่เจ็บปวดได้ทำให้เด็กน้อยปล่อยโฮออกมามากกว่าเดิมเพราะความเสียใจ
“โอ๋ ๆ ลูกแม่” มินตรามองคนใจร้ายตรงหน้าด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะพูดประโยคนี้ออกมาได้ คำพูดที่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ คำพูดที่คนเป็นพ่อไม่ควรเอ่ยออกมา
“มินจะพาลูกไปไหนก็ไป พี่ต้องการอยู่คนเดียว” ปัญหาที่บริษัทก็มีมากพออยู่แล้วไตรรัตน์ไม่อยากปวดหัวเรื่องภายในครอบครัวเพิ่มขึ้นมาอีก วันนี้เขาต้องจัดการแก้ไขปัญหาของบริษัทให้จบส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
“ค่ะ ขอโทษนะคะที่เราเป็นตัวปัญหาของพี่ไตร”
พูดจบมินตราก็อุ้มลูกน้อยออกจากห้องทำงานแสนหวงของไตรรัตน์ทันที ในเมื่อเขาต้องการอยู่คนเดียว ในเมื่อความสำคัญของลูกมีน้อยกว่างานที่เขารัก เธอก็จะเดินออกไปและปล่อยให้เขาได้อยู่คนเดียวสมใจ...
หนึ่งปีต่อมา“สวยครับลูก สวยมาก” คำชมที่ออกมาจากปากของไตรรัตน์ไม่หยุดเพราะลูกและเมียของเขาสวยจริง ๆ และวันนี้ต้องชมตังเมเป็นพิเศษสักหน่อย เนื่องในโอกาสลูกสาวของเขาเรียนจบอนุบาล 3 แล้ว ตังเมตื่นเต้นมาก ๆ ที่ตัวเองได้ใส่ชุดบัณฑิตน้อย“พ่อไตรขา ตังเมอยากถ่ายรูปรวมค่ะ” เห็นคนอื่นได้ถ่ายรวมกับพ่อแม่ ตังเมเลยอยากจะถ่ายรวมบ้างและเรื่องนี้ไตรรัตน์กับมินตราก็ต้องการเหมือนกัน ก็แหม ลูกสาวของเราไม่ได้จะเรียนจบอนุบาล 3 บ่อย ๆ นี่นา เรื่องน่ายินดีแบบนี้ก็ต้องเก็บภาพความทรงจำเอาไว้และรูปนี้จะต้องได้ติดอยู่บนฝาผนังบ้านด้วย“มา ๆ เดี๋ยวป้าหวีคนนี้จะถ่ายรูปให้เอง” คุณฉวีคุณป้าบ้านตรงข้ามที่ไตรรัตน์ไหว้วานให้คอยดูแลมินตราและตังเม วันนี้ไตรรัตน์เลยถือโอกาสชวนคุณฉวีมาร่วมแสดงความยินดีกับลูกสาวของเขาด้วย“ป้าละเสียดายที่งานนี้จัดเร็วไปหน่อย ถ้าเลื่อนไปอีกสักสามเดือนได้คงจะดี เจ้าตัวน้อยในท้องหนูมินจะได้ออกมาถ่ายรูปรวมด้วยกัน” คุณฉวีแอบบ่นขณะที่ช่วยกดถ่ายภาพครอบครัวน่ารัก ๆ ให้ตังเม“มินก็เสียดายค่ะ” มินตรายกมือขึ้นมาลูบที่ท้องของตัวเองโดยมีมือของไตรรัตน์มาประกบทับด้านบน ทั้งสองมองไปยังท้องกลมโตที่ในนั้นมี
“ตังเมอายุเท่าไหร่ลูก” โทนเสียงที่แจ่มชัดขึ้น เมื่อได้เห็นหน้าหลานใกล้ ๆ และได้คุยกับหลานทำให้หัวใจของไตรภพกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หากนี่จะเป็นวันสุดท้ายของชีวิต เขาก็พร้อมแล้วที่จะจากไป“ตังเมอายุ 4 ขวบค่ะ” ภูมิใจกับอายุของตัวเองมากเพราะนี่เป็นการบอกว่าตังเมโตขึ้นแล้วนะ ไม่ใช่เด็ก 3 ขวบแล้วค่ะ“คุณปู่อายุเท่าไหร่คะ”โถลูก ทั้งมินตราและไตรรัตน์ต่างพากันฉีกยิ้มออกกว้างเพราะเอ็นดูคำถามของลูกสาว ดูสิ มีถามปู่กลับด้วยนะว่าอายุเท่าไหร่ แล้วปู่จะจำได้ไหมนะ“ปู่ จำไม่ได้แล้วลูก” หากจำได้ก็เก่งแล้ว ล่าสุดที่ไตรภพรู้คือเขาอายุ 60 ปี แต่ก็ไม่รู้ว่าอายุ 60 มากี่ปีแล้วเรื่องนี้คงต้องถามยอดคนที่ดูแลเขาทุกวัน“คุณปู่ต้องอายุเยอะมาก ๆ แน่เลยค่ะ” เป็นการสันนิษฐานที่ถูกต้องมาก ก็นะ ปู่ต้องอายุมากกว่าตัวเองอยู่แล้วแหละตังเม“ตังเมชอบบ้านหลังนี้ไหม”คนเป็นปู่ที่โดนหลานสาวตกเข้าให้ ตอนนี้อยากยกทุกอย่างให้ตังเมทั้งหมด เสียดายนะที่ไม่มีเวลาเหลือให้เขาได้เฝ้าดูตังเมเติบโต แต่แค่วันนี้ก็มากพอแล้ว ขอบคุณไตรรัตน์ที่ยังมีเมตตาให้พ่อคนนี้บ้าง ขอบคุณที่พาหลานมาพบเขา“อืม...” ต้องขอเวลาคิดสักหน่อย“ถ้ามีพ่อไตรกั
“เราจะผ่านช่วงเวลานั้นไปด้วยกันค่ะพี่ไตร เราทั้งสามคน” ความน่ารักของเธอทำให้ไตรรัตน์อดไม่ได้ที่จะดึงร่างบางเข้ามากอด เขากอดเธอแนบแน่นซุกใบหน้าเข้าหากลุ่มผมนุ่มหอม ช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้เธอเป็นเมีย“พี่รักมินนะ ขอบคุณที่อยู่กับพี่เสมอ”บ้านไตรภพเสียงเปียโนที่ถูกอัดเป็นไฟล์คลิปเสียงในสมัยที่ครั้งหนึ่งเจ้าของบ้านอย่างไตรภพมักจะชอบเล่นเปียโนยามที่เขาว่าง เล่นเพื่อความผ่อนคลายและพักสมองจากการเล่นการเมือง ทุกเพลงที่เขาเล่นได้ถูกสั่งให้พ่อบ้านบันทึกเสียงเก็บเอาไว้เพื่อใช้เปิดในช่วงเวลาที่คฤหาสน์หลังนี้เงียบเหงาและคาดไม่ถึงเลยว่าจะได้เปิดใช้บ่อยมากกว่าที่คิดไตรรัตน์มองภาพถ่ายคฤหาสน์หลังใหญ่โต ซึ่งก็เป็นหลังที่เขากำลังยืนอยู่ข้างเตียงเจ้าของบ้านอยู่ตอนนี้ ในใจก็คิดนะ ว่าผู้ป่วยบนเตียงหรูหรานอนมองภาพนี้ทั้งวันไปเพื่ออะไร หรือว่าภาพนี้คือความภูมิใจที่สุดในชีวิต ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นเพราะมันคือหลักฐานแสดงถึงความมั่งคั่งร่ำรวยและการมีอำนาจของไตรภพทว่า ไตรรัตน์มองว่ามันคือภาพตลกร้ายเสียมากกว่า แทนที่จะมีความสุขไฉนเลยถึงเห็นแต่คนนอนอมทุกข์แสนเดียวดายไร้ลูกหลานที่เขารักนักหนามาดูแล“คุณปู่” เสียง
“เขาเป็นอะไรครับ” ไตรรัตน์เริ่มถาม ครั้งสุดท้ายที่เขารู้เกี่ยวกับชีวิตผู้ชายคนนั้นคือตอนที่ไตรภพประกาศลาออกจากตำแหน่งในพรรคการเมือง เหมือนจะให้เหตุผลว่าต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างสงบที่บ้าน หึ สงสัยจะไม่ใช้การเกษียณที่เต็มใจคงเป็นเพราะความจำเป็นเสียมากกว่า“นายท่านป่วยครับ ตรวจพบเนื้องอกในสมอง ด้วยขนาดที่ใหญ่เท่าลูกกอล์ฟทีมแพทย์เกรงว่านายท่านจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็พากันยื้อไว้จนสุดความสามารถแล้วครับ” ความโศกเศร้าสะท้อนผ่านดวงตาทั้งสองข้างของยอด ชายคนนี้คงเป็นคนที่บิดาของไตรรัตน์ไว้ใจมากและได้อยู่ใกล้ชิดมากแน่ ไม่งั้นคงไม่มีความผูกพันจนคนนอกอย่างมินตราสัมผัสได้ขนาดนี้“นายท่านมีเรื่องอยากพูดกับคุณไตรรัตน์จริง ๆ นะครับ” ครั้งนี้ยอดแทบจะไหว้ขอร้องไตรรัตน์อยู่แล้วเพราะกลัวบุตรชายของเจ้านายจะรั้นไม่ยอมไป“เอาเป็นว่าผมรับทราบเรื่องที่คุณมาแจ้งแล้วครับ ขอบคุณมาก ส่วนเรื่องที่เขาอยากให้ผมไปพบนั้น ขอไม่รับปากนะครับ ผมของพิจารณาก่อน”“แต่คุณไตรรัตน์ครับ นายท่านอยากพบคุณมากจริง ๆ นะครับ ถือว่าเห็นแก่...”“ก็เห็นแก่เขาอยู่นี่ไงครับ ผมถึงได้ยังใจเย็นยอมรับฟังเรื่อ
มินตราเองก็ยังตามสถานการณ์ไม่ทันแต่คิดว่าเรื่องนี้มันแปลก ๆ อีกทั้งชายคนนั้นก็ดูไม่มีพิษมีภัยอะไร แต่ทำไมสามีของเธอถึงได้มีท่าทีต่อต้าน ทำเหมือนกับว่าไม่ต้องการสนทนากับผู้ชายคนนี้อีก แล้วที่เกิดความสงสัยอีกเรื่องนั้นก็คือ...ไตรภพคือใคร ชื่อคล้องจองกับชื่อของไตรรัตน์มาก“เดี๋ยวก่อนค่ะพี่ไตร” มินตราขืนมือของตัวเองเอาไว้และเปลี่ยนเป็นจับแขนของไตรรัตน์แทน เธอต้องการรั้งให้เขาหยุดเดินก่อนและไตรรัตน์ก็ยอมหยุด เขาเงยหน้าขึ้นหลับตาแล้วผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ เมื่อรู้ตัวว่าต้องตอบความสงสัยของภรรยา ต่อให้ไม่อยากเอ่ยถึงบุคคลนั้นแต่ถ้าเป็นความต้องการที่จะรู้ของมินตราเขาก็ต้องยอมตอบ“คนที่ชื่อไตรภพ คือใครเหรอคะ” เพราะชื่อนี้ทำให้สามีของเธอมีอารมณ์ขุ่นมัวแทบจะทันที แปลว่าคนที่ชื่อไตรภพต้องมีผลต่อความรู้สึกของไตรรัตน์แน่ และเธอจะขอคิดไปเองก่อนเลยว่าไตรภพต้องเป็นพ่อสามีของเธอ“พ่อของพี่ คุณปู่ของตังเม” ไตรรัตน์ตอบความจริงออกไป และแอบรู้สึกผิดต่อเมียและลูกอยู่ในใจเพราะเขาไม่ค่อยได้เอ่ยถึงบิดาของเขาให้มินตราได้รู้มากนัก แม้กระทั่งชื่อเขาก็ไม่เอ่ยออกมา และสงสารตังเมที่ไม่รู้ว่าตัวเองก็มีคุณปู่เหมือนเด็กคนอื
“สวัสดีค่ะ บูธของแยมตัวมัมยินดีต้อนรับคุณลูกค้าค่า วันนี้วันสุดท้ายแล้วน้าค้า ตังเมแจกกุหลาบด้วยค่ะ”เสียงแม่ค้าตัวน้อยถือธงสีชมพูน่ารักโบกไปมาอยู่ที่หน้าบูธของตัวเอง โดยมีแม่มินยืนยิ้มมองดูยัยลูกสาวคึกอยากจะเป็นแม่ค้าใจดี ลด แลก แจก แถมในวันสุดท้ายของงานพฤกษศาสตร์นอกจากแม่ที่ยืนให้กำลังใจอยู่ข้างหลังยังมีพ่อไตรที่ทำหน้าที่ไลฟ์สดโชว์ความน่ารักของลูกสาว ในไลฟ์มีผู้ชมเข้ามากดติดตามเพจสวนกุหลาบของมินตราและตังเมคาเฟ่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ต่างก็พากันชมว่าแม่ค้าตัวน้อย เสียงใสแจ๋วขายของก็เก่งแถมยังน่ารักอีก อ้อนลูกค้าก็เป็น น่ารักน่าเอ็นดูมากอยากขอสมัครเป็นFC“ซื้อครบทุกรส แจกกุหลาบ 1 ต้นเลยน้าค้า”ตังเมวิ่งไปที่กลุ่มต้นกุหลาบที่ปลูกในกระถาง ซึ่งตอนนี้มีเหลือเพียงไม่กี่ต้นเท่านั้น ชี้นิ้วให้ท่านผู้ชมในไลฟ์สดได้เห็นความสวยงามของกุหลาบที่แม่มินเป็นคนปลูกเองทุกต้น“ตังเมรดน้ำพี่กุหลาบเองด้วยค่ะ” แม่มินปลูกส่วนตังเมเป็นคนรดน้ำต้นกุหลาบก็เลยสวยงามอย่างที่เห็น‘ก็ต้องยกความดีให้ลูกหน่อยแหละเนาะ’มินตราคิดอย่างขบขันในใจ เริ่มกลัวว่ากุหลาบจะน้อยเกินไปซะแล้วสิเพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายของงานมินตราจึงนำก







