LOGINเช้าวันปักปิ่นมาถึงพร้อมกับบรรยากาศที่คึกคักไปทั่วทั้งถนนหน้าเรือนสกุลเสิ่น รถม้าจากตระกูลสูงศักดิ์จอดเรียงราย บ่าวรับใช้ต่างวิ่งออกมาต้อนรับแขกเหรื่ออย่างไม่ขาดสาย
รถม้าจากจวนเฉิงโหวสกุลหลี่มาจอดเทียบ หลี่หานสือก้าวลงจากรถม้าด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบฉายแวววุ่นวายใจอย่างปิดไม่มิด แม้จะไร้ซึ่งเทียบเชิญในมือ แต่ทิฐิและอาการอยู่ไม่สุขตลอดทั้งคืนทำให้เขาไม่อาจทนรั้งอยู่แต่ในจวนได้อีกต่อไป
เขาเดินตรงไปยังประตูใหญ่ด้วยท่วงท่าองอาจ พลางส่งสัญญาณให้อินเหยานำกล่องของขวัญล้ำค่าออกมามอบให้บ่าวรับใช้หน้าจวน
“จวนเฉิงโหวได้รับข่าวงานมงคล จึงมาร่วมแสดงความยินดีกับคุณหนูเสิ่น” น้ำเสียงของเขาดูนิ่งขรึมทว่าแฝงด้วยกระแสความกดดัน
บ่าวรับใช้สกุลเสิ่นมองหน้ากันอย่างประลักประเลื่อ ด้วยรู้ดีว่าคุณหนูของตนมิได้ส่งเทียบเชิญไปที่จวนโหว แต่ด้วยฐานะของหลี่หานสือที่สูงส่งเกินกว่าจะปฏิเสธได้ จึงต้องจำใจเชิญเขาเข้าไปในงาน
เมื่อก้าวเข้าสู่โถงพิธี หลี่หานสือพลันรู้สึกถึงความผิดปกติ หัวใจของเขาเต้นรัวแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เหมือนกับว่าการมาเรือนสกุลเสิ่นนี้จะทำให้เขาตื่นเต้นกว่าที่เขาคิดเอาไว้
เขาทักทายเสิ่นอี้หลุน บุตรชายคนโตของสกุลเสิ่น ที่สอบได้ตำแหน่งขุนนางระดับล่างในกรมพิธีการ สังกัดเดียวกับตน
“ข้าเสียมารยาทแล้วที่มาโดยไม่มีเทียบเชิญ”
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร หลี่ซื่อจื่อมาเยือนด้วยตนเอง สกุลเสิ่นรู้สึกเป็นเกียรติมากกว่า” เสิ่นอี้หลุนต้อนรับด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
และในตอนนั้นเอง เสียงดนตรีบรรเลงที่รื่นเริงพลันแปรเปลี่ยนเป็นท่วงทำนองที่นุ่มนวลขึ้น ม่านมุกหลังห้องโถงค่อยๆ ถูกเลิกขึ้น ร่างระหงในชุดสีแดงเพลิงที่ปักด้วยดิ้นทองคำลายหงส์เยื้องกรายออกมาอย่างช้าๆ
ผมที่เคยมัดมวยไว้ด้ายบนทั้งสองข้าถูกรวยขึ้นไว้กลางศีรษะ ปล่อยผมด้านหลังให้ยาวสลวย ปอยผมด้านหน้ารับกับใบหน้าที่อ่อนหวาน การแต่งหน้าที่อ่อนหวานของนาง ทำให้บุรุษในงานมองจนตาค้างเลยทีเดียว
หลี่หานสือก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาถึงกับชะงักงัน ลมหายใจสะดุด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตะลึงลาน แม้จะรู้ว่านางงดงาม แต่ก็ไม่คิดว่าแต่งตัวเป็นสตรีเต็มวัยแล้วจะงดงามล่มเมืองถึงเพียงนี้
เสิ่นอวี๋ซินในวันนี้หาใช่เด็กสาวที่เคยวิ่งตามเขาด้วยท่าทางงุ่มง่ามอีกต่อไป ใบหน้าของนางถูกแต่งแต้มอย่างประณีต หางตาที่ปัดชาดสีแดงบางเบาทำให้ดวงตาคู่นั้นดูโฉบเฉี่ยวและลึกลับ ผิวพรรณของนางนวลเนียนประดุจหยก ขาวราวน้ำนมแพะ ท่วงท่าการเดินแต่ละก้าวนั้นสง่างาม สูงส่ง และดูนิ่งสงบจนเขารู้สึกเหมือนเป็นคนแปลกหน้า
‘นี่คือนางจริงๆ หรือ’ หลี่หานสือคิดในใจอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ความงามล่มเมืองที่เขาเคยปรามาสว่านางยังเด็กเกินไป บัดนี้กลับเปล่งประกายเจิดจ้าจนเขาแทบไม่อาจละสายตาได้
เสิ่นอวี๋ซินหยุดยืนอยู่กลางโถงพิธี นางเยื้องกรายคารวะบิดามารดาด้วยท่าทีอ่อนช้อย ก่อนที่สายตาของนางจะกวาดมองแขกเหรื่อในงาน และในที่สุด สายตาของนางก็มาหยุดอยู่ที่หลี่หานสือ แขกที่นางไม่ได้รับเชิญช่างกล้ามาปรากฎตัวในบงานสำคัญของนาง
หัวใจของชายหนุ่มพองโตขึ้นวูบหนึ่ง เขาเผลอยืดตัวขึ้นและเตรียมจะคลี่ยิ้มบางๆ ที่มุมปากอย่างผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า ด้วยคิดว่านางคงจะดีใจจนเนื้อเต้นที่เห็นเขามาปรากฏตัวที่นี่
ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับค้างเติ่งอยู่เพียงแค่นั้น
สายตาที่เสิ่นอวี๋ซินมองเขามันช่างว่างเปล่าเสียจนเขารู้สึกหนาวเยือกเข้าไปถึงกระดูก มันไม่มีความโหยหา ไม่มีแววตาตัดพ้อรำคาญใจ และไม่มีประกายแห่งความรักที่เขาเคยคุ้นชินเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
นางมองเขาประดุจมองธาตุอากาศ หรือไม่ก็มองเป็นเพียงแขกผู้หนึ่งที่มาร่วมงานตามมารยาทเท่านั้น
เมื่อเขากำลังจะเดินเข้าไปทักทายนางเป็นการส่วนตัว ก็ถูกเสิ่นอี้หลุนเรียกให้นั่งร่วมดื่มสุราด้วยกัน เขาจึงทำได้เพียงส่งยิ้มให้แก่นาง นางไม่แม้แต่จะพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการทักทายตามมารยาทกุลสตรี แต่กลับเบือนสายตาไปทางอื่นอย่างรวดเร็วเพื่อสนทนากับผู้อื่นด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างอ่อนหวานล
ความรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าทำให้หลี่หานสือหน้ามืดบอด มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำแน่นจนเล็บแทงเข้าเนื้อ ความเงียบงันในแววตาของนางกรีดแทงหัวใจเขาได้รุนแรงยิ่งกว่าคำด่าทอที่เขาเคยให้ไปเสียอีก
‘เจ้ากล้ามองข้าด้วยสายตาเช่นนี้ได้อย่างไรเสิ่นอวี๋ซิน’ เขากู่ร้องในใจด้วยความเดือดดาลที่ปนเปไปกับความเจ็บปวดที่เพิ่งเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในชีวิต
“เรื่องที่น้องสาวข้าตามรบกวนซื่อจื่อ หลังจากนี้ไปทางสกุลเสิ่นเราจะดูแลและอบรมนางให้ดี” เสิ่นอี้หลุนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่กังวลในใจ เข้าใจว่าที่เขามาวันนี้อาจมีจุดประสงค์อื่นนอกจากมาแสดงความยินดี
“ข้าไม่ถือสานาง” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ สายตาไม่มองคนพูด หากแต่มองไปทางคนสำคัญของงานแทน
“เช่นนั้นก็ขอบคุณซื่อจื่อที่ไม่ถือสา”
หลี่หานสือไม่กล่าวตอบ ราวกับว่าจดจ่อกับสิ่งที่น่าสวนใจกว่า แววตายังคงมองไปที่เสิ่นอวี๋ซินด้วยความใจหาย
************************
หลังจากพูดคุยกันจนเวลาล่วงเลยไปถึงตอนเย็น คุณหนูต่างสกุลทั้งสองจึงถึงวลาร่ำลา เสิ่นอวี๋ซินเดินเคียงข้างสหายรักมาตามทางเดินยาวที่ขนาบด้วยสวนไม้ดอก เพื่อไปส่งที่ประตูหน้าตามมารยาททว่าในจังหวะที่เดินผ่านโถงกลาง พวกนางกลับพบกับเสิ่นอี้หลุน ที่กำลังยืนตรวจตราความเรียบร้อยของเครื่องเรือนสำหรับงานวันเกิดที่กำลังจะมาถึง“อ้าว จะกลับแล้วหรือคุณหนูหวัง” เสิ่นอี้หลุนเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและรอยยิ้มอบอุ่นอย่างพี่ชายที่แสนดีหวังลี่อินชะงักกึกราวกับถูกมนต์สะกด นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษตรงหน้า แววตาที่เคยร่าเริงสดใสพลันแปรเปลี่ยนเป็นประกายระยิบระยับอย่างไม่อาจซ่อนเร้น ในใจของนางนึกไปถึงสัมผัสที่แข็งแกร่งยามเขารวบตัวนางหลบรถม้าทว่าในจังหวะที่เสิ่นอี้หลุนหันมาสบตาตอบโดยบังเอิญ ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกบางอย่างทำให้สะท้านไปทั้งร่าง หวังลี่อินหน้าร้อนผ่าวแดงลามไปถึงลำคอ“ข้าเห็นเจ้าไม่ได้นำสาวใช้ติดตามมาด้วย จึงเตรียมรถม้าไว้ให้คนไปส่งเจ้า” เขากล่าวเสียงนุ่มนวลด้วยความใส่ใจ“ขอบคุณเจ้าค่ะ ขะ... ข้า
ยามบ่ายที่ตลาดแถบชานเมืองหลวงคึกคักไปด้วยผู้คน เสิ่นอี้หลุนกำลังเดินทอดน่องกลับจวนด้วยท่าทีสงบ ทว่าจังหวะที่เขากำลังจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนเส้นหลัก พลันเกิดเหตุชุลมุนเมื่อรถม้าคันหนึ่งเสียหลักพุ่งตรงมายังสตรีร่างบอบบางที่กำลังยืนเลือกซื้อของอยู่ริมทางด้วยสัญชาตญาณอันรวดเร็ว เสิ่นอี้หลุนพุ่งตัวเข้าไปรวบเอวสตรีผู้นั้นแล้วเบี่ยงหลบออกมาได้อย่างหวุดหวิด ท่ามกลางเสียงหวีดร้องและความตกใจของชาวบ้านรอบข้างเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เขาจึงค่อยๆ ปล่อยมือออกแล้วก้มลงถามด้วยความห่วงใย“แม่นาง ท่านได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”สตรีผู้นั้นเงยหน้าขึ้นเช็ดฝุ่นบนแก้มเบาๆ เมื่อเห็นชัดว่าเป็นใคร ทั้งสองก็อุทานออกมาพร้อมกัน“พี่อี้หลุน”“หวังลี่อิน เจ้าเองหรือเนี่ย”น้องสาวตัวน้อยของหวังเจี๋ยรีบจัดแจงเสื้อผ้าพลางย่อกายขอบคุณพี่ชายของสหายรักด้วยรอยยิ้มสดใส“ขอบคุณพี่อี้หลุนมากเจ้าค่ะ หากไม่ได้ท่าน ข้าคงได้ไปเฝ้ายมบาลก่อนจะได้พบอวี๋ซินแน่ๆ”“เจ้ากำลังจะไปหาน้องสามงั้นหรือ” เสิ่นอี้หลุนเลิกคิ้
ณ โรงน้ำชาแห่งเดิมที่บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นใบหอม หวังเจี๋ยทำหน้าที่เป็นหัวแรงใหญ่ในการนัดแนะสหายให้มารวมตัวกันอีกครั้ง เมื่อเสิ่นอี้หลุนก้าวเข้ามาในห้องรับรอง เขาก็ตรงเข้ามาร่วมวงจิบน้ำชากับเหล่าสหายอย่างเป็นกันเอง“ในเมื่อพวกเจ้าอยู่นี่กันครบ ข้าก็มีเรื่องจะบอก” เสิ่นอี้หลุนเอ่ยพลางรินน้ำชาให้ตนเอง พอจิบไปได้ครึ่งจอกก็กล่าวเรื่องน่ายินดีออกมาทันที“อีกสามวันจะเป็นวันเกิดครบรอบสิบเก้าปีของข้า ท่านแม่ตั้งใจจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ภายในจวน เชิญเฉพาะคนสนิทไม่กี่คนเท่านั้น หากพวกเจ้าว่าง ก็เชิญไปร่วมดื่มสุราที่จวนข้าเสียหน่อย”“งานสำคัญของสหายเช่นนี้ ข้าจะพลาดได้อย่างไร ยินดียิ่งนักที่เจ้าให้เกียรติเชิญข้า” หลี่หานสือพยักหน้ารับทันที แววตาฉายความพึงพอใจอย่างเห็นได้ชัด“ที่จริงข้าน่ะ ไม่อยากจะเชิญเจ้านักหรอก แต่ก็เกรงว่าจะเสียมารยาทหากข้ามหัวซื่อจื่อจวนโหวไป” เสิ่นอี้หลุนแค่นยิ้มพลางมองสหายรักด้วยสายตาที่รู้ทัน“ดูเอาเถิดหวังเจี๋ย นิ่งชวน พอเริ่มสนิทเข้าหน่อย เสิ่นอี้หลุนก็กล้าเล่นหัวข้าเสียแล้ว เมื่อก่อนยังเห็นเกรงอกเกรงใจกันอยู่แท้ๆ” หลี่หานสือหัวเราะร่
ยามเช้าในจวนสกุลเสิ่น นกพิราบสื่อสารตัวหนึ่งร่อนลงที่ระเบียงห้องของเสิ่นอวี๋ซิน มันอยู่ในสภาพที่อ่อนแรง ขนหลุดรุ่ยจากการฝ่าแดดฝ่าลมพายุมาเป็นระยะทางไกลแสนไกล บ่งบอกว่าภารกิจที่มันแบกรับมานั้นเร่งด่วนและสำคัญเพียงใดเสิ่นอวี๋ซินรีบปรี่เข้าไปรับนกตัวนั้นไว้ในอุ้งมือด้วยความถนอม ก่อนจะแกะกระบอกไม้ไผ่จิ๋วที่ผูกติดขาออกอย่างระมัดระวัง เพียงเห็นลายมือที่คุ้นเคยดวงตาของนางก็สั่นระริกด้วยความตื้นตัน“จดหมายจากพี่เมิ่งยวน...”นางค่อยๆ คลี่กระดาษออกอ่าน ทุกตัวอักษรที่บรรจงเขียน แม้จะแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดที่นางไม่อาจล่วงรู้ กลับกลายเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจสตรีที่เฝ้ารอคอย นางไล่สายตาอ่านไปจนถึงประโยคสุดท้ายที่บอกว่าคิดถึง หัวใจของนางก็พองโตจนแทบลืมหายใจเสิ่นอวี๋ซินมองดูวันที่ในจดหมายแล้วก็ต้องถอนหายใจออกมาด้วยความสะท้อนใจ จดหมายฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นที่เมืองตงซานเมื่อเดือนก่อน หากมิใช่ว่าหลินเมิ่งยวนตัดสินใจใช้นกพิราบสื่อสารที่บินได้รวดเร็วกว่าม้าเร็วหลายเท่า นางคงต้องรอไปอีกหลายเดือนกว่าจะได้รับรู้ข่าวคราวของเขา‘พี่เมิ่งยวน... ท่านต้องลำบากถึงเพียงไหนกัน’ นางพึมพำ
ในที่สุด วันที่เสบียงหลวงเดินทางมาถึงเมืองตงซานก็มาถึง ขบวนคุ้มกันของสำนักตระกูลหลินเริ่มขยับเขยื้อนเตรียมตัวออกเดินทางอีกครั้งท่ามกลางแสงแดดจ้าจางจื่ออิงอยู่ในชุดรัดกุมสำหรับนักเดินทาง นางนั่งอยู่บนหลังม้าด้วยท่วงท่าที่สง่างามเกินกว่าสตรีทั่วไปในห้องหอ มือบอบบางแต่แข็งแรงกระชับสายบังเหียนอย่างคล่องแคล่ว ทะมัดทะแมงผิดกับภาพลักษณ์บุตรีขุนนางที่เคยจินตนาการไว้ นางควบม้ามาขนาบข้างหลินเมิ่งยวนพร้อมรอยยิ้มสดใสที่มองไปยังเส้นทางเบื้องหน้าอย่างเปี่ยมความหวังเจ้าของร่างสูงโปร่งกำยำในวัยสิบเก้าเหลือบมองสตรีข้างกายด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งในอก ฝ่ามือข้างที่เขากรีดเนื้อเพื่อเตือนสติแม้จะเริ่มตกสะเก็ดแล้ว แต่กลับประท้วงความรู้สึกทุกครั้งที่เขาเห็นนาง‘นางเก่งทั้งดนตรี งามทั้งศาสตร์แห่งศิลป์ แต่ยามถืออาวุธ นางกลับองอาจไม่แพ้บุรุษ’ เขาคิดพลางลอบถอนหายใจ นี่มิใช่สตรีที่ข้าเฝ้าตามหามาตลอดชีวิตหรอกหรือสำหรับหลินเมิ่งยวนที่เติบโตมาในสำนักคุ้มกันภัย ชีวิตที่ต้องเดินทางผ่านความเป็นความตายทำให้เขาโหยหาใครสักคนที่สามารถก้าวไปพร้อมกับเขาได้ ไม่ใช่คนที่รออยู่ข้างหลังเพียงอย่า
ความเงียบสงัดภายในห้องพักไม่ได้ทำให้ใจของหลินเมิ่งยวนสงบตาม เขาจัดการผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ที่ติดกลิ่นแป้งหอมชวนคลื่นเหียนจากหอนางโลมออก แล้วใช้น้ำเย็นจัดลูบไล้ใบหน้าและลำตัว หวังจะให้ความเย็นเยียบนั้นช่วยดับเปลวไฟแห่งความสับสนที่กำลังแผดเผาเขาอยู่“เจ้าเป็นอะไรไป หลินเมิ่งยวน… เสิ่นอวี๋ซินคือสตรีที่เจ้ารอคอยมาทั้งชีวิต นางคือคู่หมั้นที่ขบวนขันหมากเตรียมจะแห่ไปหาทันทีที่กลับถึงเมืองหลวง เจ้าจะปล่อยให้ความหวั่นไหวชั่ววูบต่อสตรีที่เพิ่งพบหน้าไม่กี่วันมาทำลายทุกอย่างเชียวหรือ..” เขาพึมพำกับเงาของตัวเองในอ่างน้ำ แววตาเต็มไปด้วยความสมเพชเขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามเค้นภาพความอ่อนโยนของเสิ่นอวี๋ซินขึ้นมาทับถมภาพความองอาจของจางจื่ออิง เขาเดินไปบรรจงหยิบปิ่นเงินเรียบง่ายที่เสิ่นอวี๋ซินเคยมอบให้เขาไว้ก่อนออกเดินทางขึ้นมา มองปิ่นในมือด้วยความรู้สึกที่บีบคั้น ความรู้สึกผิดต่อเสิ่นอวี๋ซินและความโหยหาในตัวจางจื่ออิงกำลังฉีกกระชากใจเขาเป็นสองเสี่ยง“ต้องมีสติ ข้าต้องซื่อสัตย์ต่อนาง” หลินเมิ่งยวนกัดฟันกรอด ยิ่งเขานึกถึงความตื่นเต้นยามที่ได้ใกล้ชิดจางจื่ออิง เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองก







