LOGIN“ใครเหรอลูก แฟนหรือเปล่า?” หญิงชราหรี่ตามองชายหนุ่มพลางเอ่ยถามลูกสาวอย่างติดตลก
“ไม่ใช่ค่ะแม่... เพื่อนหลินเองค่ะ ชื่อคุณซัน” พัชรินทร์ตอบยิ้ม ๆ
“สวัสดีครับ” ณธีพัฒน์กล่าวพลางยกมือไหว้อย่างสุภาพ
หญิงชราพยักหน้ารับ ก่อนจะหันมาทางเขาแล้วพูดเสียงดังฟังชัด
“สวัสดีจ้ะลูก ถ้าสนใจเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนเป็นแฟนก็บอกแม่นะ แม่พร้อมเชียร์เต็มที่!”
ณธีพัฒน์หัวเราะออกมาเบา ๆ
“ครับคุณแม่... เสียดายจังที่ผมมีแฟนแล้ว”
คำตอบของเขาทำให้หญิงชราหันไปจ้องลูกสาวด้วยสีหน้าผสมผสานระหว่างแซวกับเอาจริง
“เห็นไหม ใครเขาก็มีแฟนกันหมดแล้ว แล้วเมื่อไหร่หนูจะมีกับเขาบ้างล่ะ?”
“โถ่... แม่คะ เลิกพูดเรื่องนี้เถอะค่ะ ทานข้าวกันดีกว่า” พัชรินทร์รีบเบี่ยงประเด็น ก่อนจะตักกับข้าวใส่จานให้แม่
หญิงชราหัวเราะเบา ๆ รับอาหารจากลูกสาวอย่างเอ็นดู
ระหว่างมื้ออาหาร บทสนทนาเบา ๆ เกิดขึ้นสลับกับเสียงหัวเราะบ้างเป็นระยะ ความอบอุ่นในบรรยากาศค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาแทนที่ความตึงเครียดในใจของณธีพัฒน์
เขารู้ตัวอีกที... ก็หัวเราะออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ และลืมความรู้สึกหม่นหมองของตัวเองไปชั่วขณะ
หลังอาหาร ณธีพัฒน์อาสาขับรถไปส่งพัชรินทร์ และแม่ของเธอที่บ้าน
เมื่อรถจอดเทียบท่าหน้าบ้าน พัชรินทร์หันมายิ้มให้เขา
“จะกลับเลยไหมคะ? ถ้ายังไม่รีบกลับ แวะเข้าบ้านก่อนได้นะคะ วันนี้แม่ของหลินต้มน้ำมะตูมไว้ แล้วก็ทำขนมทองหยิบไว้ด้วย ...ฝีมือแม่หลินทำอร่อยมากเลยนะคะ ไปลองชิมดูไหม?”
น้ำเสียงและแววตาเชื้อเชิญของเธออ่อนโยนจนเขารู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
ณธีพัฒน์ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง เขาเหลือบมองโทรศัพท์... แฟนสาวของเขาไม่ได้โทรมาหาเลยแม้แต่สายเดียว
ปกติเวลาทะเลาะกัน เธอมักจะโทรหาเขาภายในชั่วโมง แต่วันนี้เขานั่งทานข้าวไปสองชั่วโมงแล้วก็ยังเงียบ ...เงียบจนน่าใจหาย
“ตกลงครับ... ดีเลย กินของคาวแล้วมาต่อของหวานที่นี่” เขายิ้มตอบ
พัชรินทร์หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเดินนำชายหนุ่มเข้าไปในบ้านอย่างเป็นกันเอง
"แม่ของคุณหลินน่ารักจังเลยครับ ใจดีด้วย" ณธีพัฒน์กล่าวชม ขณะนั่งทานขนมอยู่กับพัชรินทร์ในบ้านอันแสนอบอุ่น ส่วนพัชราภา มารดาของพัชรินทร์ ได้มีคนที่ลูกสาวจ้างมาช่วยดูแล พาขึ้นไปพักผ่อนบนห้องเรียบร้อยแล้ว
"ค่ะ แต่เมื่อก่อนท่านดุมากเลยนะคะ... น่าจะตั้งแต่หลินเรียนปริญญาตรีนั่นแหละ ท่านถึงเริ่มเปลี่ยนไป ใจดีขึ้นเยอะเลย"
"ก็ดีนะครับ อย่างน้อยคุณก็เคยเจอแม่ที่ดุตอนเด็กๆ แล้วค่อยๆ กลายเป็นคนใจดี... ไม่เหมือนผม แม่ผมดุตลอดเลยครับ ตั้งแต่เด็กยันโต แต่ตอนนี้ท่านเสียไปแล้ว" น้ำเสียงของเขาแผ่วลง ดวงตาสะท้อนเงาแห่งความคิดถึง "ผมกลับอยากให้ท่านมายืนดุผมทุกวันเหมือนเมื่อก่อนด้วยซ้ำ"
"อาการแบบนี้... เขาเรียกว่าความคิดถึงค่ะ" พัชรินทร์เอ่ยเบาๆ พลางสบตาเขาด้วยความเข้าใจ "ลองไปทำบุญให้ท่านดูสิคะ มันอาจจะไม่ทำให้หายคิดถึง แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้นได้บ้างนะคะ"
"ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะครับ... ผมเคยคิดจะชวนแฟนไปทำบุญให้แม่ แต่แฟนผมไม่ชอบเข้าวัดเลยครับ" ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเหลือบดูนาฬิกา "พูดถึงแฟน... นี่เขายังไม่โทรหาผมเลย"
"ทะเลาะกันหนักเหรอคะ?" พัชรินทร์ถามอย่างเป็นห่วง
"ไม่นะครับ..." ณธีพัฒน์หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้หญิงสาวฟัง
พัชรินทร์ฟังเงียบๆ จนเขาพูดจบ ก่อนจะเอ่ยอย่างเข้าใจความรู้สึก "คุณหนึ่งเขาคงน้อยใจแหละค่ะ มันเหมือนคุณแยกตัวเองออกจากเขา ว่านี่คือบ้านของคุณ ไม่ใช่บ้านของเรา"
"งั้นผมจะยกบ้านหลังนั้นให้หนึ่งเลย เขาจะได้ไม่รู้สึกแบบนั้นอีก"
"โห... คุณนี่ใจถึงมากเลยนะคะ" พัชรินทร์กลั้นขำ หัวเราะเบาๆ อย่างไม่อยากเชื่อ
"คุณขำอะไรครับ? ผมพูดจริงนะ" เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ด้วยความสงสัย
"แฟนคุณโชคดีจริงๆ ค่ะ ถ้าฉันเป็นคุณหนึ่ง ฉันจะงอนคุณทุกวันเลย"
"ไม่ใช่ว่าผมควรทำแบบนี้เหรอครับ? จะได้ไม่มีเรื่องให้ต้องน้อยใจกันอีก"
"คุณกับคุณหนึ่งยังไม่ได้แต่งงานกันนี่คะ ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอนนะคะ ถ้าวันหนึ่งคุณเลิกกัน คุณวางแผนไว้หรือยังว่าจะไปอยู่ที่ไหน ฉันไม่ได้จะพูดเพื่อแช่ง หรืออะไรนะคะ แค่อยากให้คุณคิดให้รอบด้าน เพราะอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้"
"ผมไม่เคยคิดจะเลิกเลยครับ อายุขนาดนี้แล้ว หนึ่งก็คงเป็นผู้หญิงคนสุดท้ายในชีวิตผมแล้วล่ะ"
"งั้น... ขอเธอแต่งงานเลยสิคะ แล้วยกบ้านเป็นส่วนหนึ่งของสินสอดไปเลย" เธอพูดยิ้มๆ พลางยกแก้วน้ำขึ้นจิบอย่างไม่รีบร้อน
"ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากแต่งนะครับ แต่เขายังไม่พร้อมมากกว่า ยังอยากเป็นดารา อยากดัง อยากใช้ชีวิตในแบบของเขาก่อน... เขาเด็กกว่าผมตั้งเจ็ดปีแน่ะครับ"
พัชรินทร์พึมพำเบาๆ เหมือนพูดกับตัวเอง "ฟังแล้วยิ่งรู้สึกว่า... ความสัมพันธ์ของคุณกับเขายังไม่มั่นคงเท่าไหร่เลย"
"เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะครับ?" เขาหันมาถาม เพราะได้ยินไม่ถนัด
"เปล่าหรอกค่ะ ไม่มีอะไร" เธอยิ้มจางๆ "แต่ฉันแนะนำนะคะ... วันนี้คุณลองกลับไปคุยกันดีๆ ขอโทษกันและกันอีกครั้งเถอะค่ะ"
"แต่ผมขอโทษไปแล้วนะครับ"
"ก็ขอโทษอีกได้ค่ะ คนที่กล้าขอโทษก่อน ไม่ใช่เพราะเขาผิด แต่เพราะเขารักมากกว่าต่างหากค่ะ" พัชรินทร์พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ส่วนเรื่องงานของคุณหนึ่ง... ถ้าคุณพยายามบังคับ เขาอาจจะรู้สึกอึดอัดได้นะคะ ไม่มีใครชอบให้ใครมาบงการชีวิตตัวเองหรอกค่ะ"
"ครับ... ขอบคุณมากนะครับ" เขายิ้มบางๆ มองเธออย่างรู้สึกซาบซึ้ง "คุณนี่เป็นกูรูความรักที่แอบปลอมตัวมาเป็นลูกค้าผมหรือเปล่าครับเนี่ย"
"ถ้าฉันเป็นกูรูจริง ป่านนี้คงมีแฟนไปนานแล้วล่ะค่ะ" เธอพูดติดตลก แล้วทั้งสองก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน
"…งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ จะรีบไปง้อหนึ่ง"
"ค่ะ เดี๋ยวหลินเดินไปส่ง"
“ใครเหรอลูก แฟนหรือเปล่า?” หญิงชราหรี่ตามองชายหนุ่มพลางเอ่ยถามลูกสาวอย่างติดตลก“ไม่ใช่ค่ะแม่... เพื่อนหลินเองค่ะ ชื่อคุณซัน” พัชรินทร์ตอบยิ้ม ๆ“สวัสดีครับ” ณธีพัฒน์กล่าวพลางยกมือไหว้อย่างสุภาพหญิงชราพยักหน้ารับ ก่อนจะหันมาทางเขาแล้วพูดเสียงดังฟังชัด“สวัสดีจ้ะลูก ถ้าสนใจเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนเป็นแฟนก็บอกแม่นะ แม่พร้อมเชียร์เต็มที่!”ณธีพัฒน์หัวเราะออกมาเบา ๆ“ครับคุณแม่... เสียดายจังที่ผมมีแฟนแล้ว” คำตอบของเขาทำให้หญิงชราหันไปจ้องลูกสาวด้วยสีหน้าผสมผสานระหว่างแซวกับเอาจริง“เห็นไหม ใครเขาก็มีแฟนกันหมดแล้ว แล้วเมื่อไหร่หนูจะมีกับเขาบ้างล่ะ?”“โถ่... แม่คะ เลิกพูดเรื่องนี้เถอะค่ะ ทานข้าวกันดีกว่า” พัชรินทร์รีบเบี่ยงประเด็น ก่อนจะตักกับข้าวใส่จานให้แม่หญิงชราหัวเราะเบา ๆ รับอาหารจากลูกสาวอย่างเอ็นดูระหว่างมื้ออาหาร บทสนทนาเบา ๆ เกิดขึ้นสลับกับเสียงหัวเราะบ้างเป็นระยะ ความอบอุ่นในบรรยากาศค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาแทนที่ความตึงเครียดในใจของณธีพัฒน์เขารู้ตัวอีกที... ก็หัวเราะออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ และลืมความรู้สึกหม่นหมองของตัวเองไปชั่วขณะหลังอาหาร ณธีพัฒน์อาสาขับรถไปส่งพัชรินทร์ และแม่ของ
ณธีพัฒน์เปิดประตูรถฝั่งผู้โดยสารให้พัชรินทร์ เธอกล่าวขอบคุณเบา ๆ ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่ง เขาปิดประตูอย่างสุภาพแล้วเดินอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับ ก่อนจะขับรถออกจากลานจอด“บริษัทอยู่กรุงเทพฯ แต่บ้านอยู่นนท์ แบบนี้คงเดินทางลำบากน่าดูเลยนะครับ?” เขาถามขึ้นหลังจากรถแล่นมาได้สักพัก“ไม่ลำบากหรอกค่ะ เพราะปกติไม่ค่อยได้กลับบ้านอยู่แล้ว” พัชรินทร์หัวเราะเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี“หมายถึง… นอนที่บริษัทเลยเหรอครับ?”“อ้าว ทำไมคุณมองฉันในแง่ดีขนาดนั้นล่ะคะ? ทำไมไม่คิดว่าหลินออกไปเที่ยวทุกคืน จนไม่ได้กลับบ้านบ้างล่ะ?”“ดูจากบุคลิกคุณหลินแล้ว ไม่น่าใช่ผู้หญิงเที่ยวหรอกครับ ผมว่า... คุณเป็นคนบ้างานมากกว่าด้วยซ้ำ ไม่งั้นบริษัทจะโตเร็วขนาดนี้ได้ยังไงครับ”“คุณมองฉันถูกแล้วล่ะค่ะ” เธอยิ้มพลางพยักหน้า “งานเยอะจนไม่มีเวลากลับบ้านจริง ๆ แต่ถ้าวันไหนน้องเซลล์ไม่ใช้รถ ต่อให้ดึกแค่ไหน ฉันก็ขับรถกลับบ้านนะคะ”“งั้นถ้าวันไหนผมผ่านแถวนั้น ผมจะโทรถามนะครับ ว่าจะกลับบ้านไหม ถ้ากลับ เดี๋ยวผมรับกลับด้วยเลย ถือว่าผมเป็นสารถีประจำให้คุณ”“แหม… ขอบคุณมากเลยนะคะ แต่เกรงใจคุณ แล้วก็... เกรงใจแฟนคุณด้วยค่ะ”“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ” เขาหั
พัชรินทร์เดินทางมาถึงร้าน The Tree ก่อนเวลานัดเกือบยี่สิบนาทีเช่นเคย เธอเป็นคนที่รักษาเวลาอย่างเคร่งครัด และมักเป็นฝ่ายมาถึงก่อนเสมอ ทว่าในวันนี้... กลับมีใครบางคนมาถึงก่อนเธอเสียอีกเขานั่งอยู่ที่โต๊ะที่นัดไว้ หันหลังให้เธอ ท่าทางสงบ เยือกเย็น แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจหญิงสาวเดินเข้าไปทักทายอย่างสุภาพ และเมื่อชายหนุ่มหันหน้ากลับมา…หัวใจของเธอเต้นแรงโดยไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าของเขา… ดวงตาของเขา… รอยยิ้มของเขา…เขาคือผู้ชายคนนั้น คนที่เธอเฝ้าจดจำมาตลอดสองปี!“คุณพัชรินทร์ใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มกล่าวทักด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน“ค่ะ... คุณณธีพัฒน์” เสียงเธอแผ่วลงเล็กน้อยอย่างคนที่พยายามควบคุมความรู้สึกประหลาดที่ตีขึ้นมาในอก“สั่งอะไรทานก่อนไหมครับ?”“ก็ดีค่ะ” เธอยิ้มบาง ๆ พลางเหลือบมองแก้วกาแฟของเขาที่ว่างเปล่า“มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย?” เธอถามพลางมองเขาด้วยแววตาสงสัยปนชื่นชม“ก่อนคุณประมาณครึ่งชั่วโมงครับ พอดีผมมีธุระแถวนี้ เลยแวะมารอก่อนน่ะครับ”“อ๋อ แบบนี้นี่เอง ปกติไม่มีใครมาก่อนหลินเลยค่ะ หลินมักจะเป็นฝ่ายนั่งรอทุกที วันนี้เห็นคุณมารอก่อนก็ตกใจนิดหน่อยค่ะ”“ถ้างั้นบริษัทของผมขอคะแนนพิเศษหน่อย
"คนบ้าหรือเปล่า เห็นเดินไปเดินมาหลายรอบแล้วนะนั่น""นั่นน่ะสิ ฉันเห็นตั้งแต่ตอนที่เดินเข้าห้าง จนตอนนี้จะเดินกลับอยู่แล้ว ก็ยังเห็นอยู่เลย... เดินวนไปวนมาอยู่แบบนั้นเป็นชั่วโมงได้แล้วมั้ง""ติดยารึเปล่า... น่ากลัวจังเลย ถ้าเกิดนางคลั่ง หยิบมีดขึ้นมาวิ่งไล่ฟันพวกเราจะทำยังไง""นั่นน่ะสิ...""อุ๊ย ๆ นั่น ๆ นั่งแล้ว ๆ ... ดูสิ ไปนั่งลงข้างขอทานนั่นแล้ว""ไหน ๆ ... เออ ใช่จริงด้วย""สงสัยจะเลิกคลั่งแล้วล่ะมั้งน่ะ""เฮ้อ... โล่งอกซะที"เสียงซุบซิบดังเซ็งแซ่บนสะพานลอยค่อย ๆ จางหายไป เหลือเพียงความเงียบงัน กับเสียงถอนหายใจของใครบางคนที่เฝ้ามองด้วยความระแวงร่างบางของ พัชรินทร์ ทรุดตัวลงช้า ๆ นั่งแผ่หลาไปกับพื้นสะพานลอย ใกล้ ๆ กับสองแม่ลูกขอทานที่ปูเสื่อนั่งอยู่ก่อนแล้ว เหมือนกับเธอหมดแรง... หรืออาจหมดหนทางในใจแม่ลูกขอทานทั้งสองคนเงยหน้าขึ้น หันมามองพัชรินทร์ด้วยแววตากล้า ๆ กลัว ๆ เพราะตลอดเวลาหลายชั่วโมงที่ผ่านมา พวกเธอก็เห็นหญิงสาวคนนี้เดินไปเดินมาอยู่ตรงหน้าเกือบจะครบหนึ่งร้อยรอบเห็นจะได้ ก่อนที่ทั้งคู่จะค่อย ๆ หันหน้ากลับไปทางเดิม แล้วก้มหน้าลงตามปกติพัชรินทร์ทรุดตัวนั่งลงกับพื้น ดวงตาแ







