تسجيل الدخولณธีพัฒน์เปิดประตูรถฝั่งผู้โดยสารให้พัชรินทร์ เธอกล่าวขอบคุณเบา ๆ ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่ง เขาปิดประตูอย่างสุภาพแล้วเดินอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับ ก่อนจะขับรถออกจากลานจอด
“บริษัทอยู่กรุงเทพฯ แต่บ้านอยู่นนท์ แบบนี้คงเดินทางลำบากน่าดูเลยนะครับ?” เขาถามขึ้นหลังจากรถแล่นมาได้สักพัก
“ไม่ลำบากหรอกค่ะ เพราะปกติไม่ค่อยได้กลับบ้านอยู่แล้ว” พัชรินทร์หัวเราะเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี
“หมายถึง… นอนที่บริษัทเลยเหรอครับ?”
“อ้าว ทำไมคุณมองฉันในแง่ดีขนาดนั้นล่ะคะ? ทำไมไม่คิดว่าหลินออกไปเที่ยวทุกคืน จนไม่ได้กลับบ้านบ้างล่ะ?”
“ดูจากบุคลิกคุณหลินแล้ว ไม่น่าใช่ผู้หญิงเที่ยวหรอกครับ ผมว่า... คุณเป็นคนบ้างานมากกว่าด้วยซ้ำ ไม่งั้นบริษัทจะโตเร็วขนาดนี้ได้ยังไงครับ”
“คุณมองฉันถูกแล้วล่ะค่ะ” เธอยิ้มพลางพยักหน้า “งานเยอะจนไม่มีเวลากลับบ้านจริง ๆ แต่ถ้าวันไหนน้องเซลล์ไม่ใช้รถ ต่อให้ดึกแค่ไหน ฉันก็ขับรถกลับบ้านนะคะ”
“งั้นถ้าวันไหนผมผ่านแถวนั้น ผมจะโทรถามนะครับ ว่าจะกลับบ้านไหม ถ้ากลับ เดี๋ยวผมรับกลับด้วยเลย ถือว่าผมเป็นสารถีประจำให้คุณ”
“แหม… ขอบคุณมากเลยนะคะ แต่เกรงใจคุณ แล้วก็... เกรงใจแฟนคุณด้วยค่ะ”
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ” เขาหัวเราะน้อย ๆ “ผมเห็นคุณเป็นเพื่อนคนนึง และบริษัทเราก็เป็นสตาร์ตอัปเหมือนกัน ผมเข้าใจดีครับ ว่าอะไรที่ประหยัดได้ก็ควรประหยัด อีกอย่าง… คุณจะได้เป็นลูกค้าผมไปนาน ๆ ด้วยไงครับ”
เธอหัวเราะออกมาทันทีที่ได้ยินประโยคสุดท้าย
เสียงโทรศัพท์ของณธีพัฒน์ดังขึ้น เขาหยิบขึ้นมาดูหน้าจอ ก่อนจะหันมาบอกกับเธอเบา ๆ
“แฟนผมโทรมาน่ะครับ”
“ค่ะ ตามสบายเลยค่ะ” เธอยิ้มสุภาพ แล้วเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง
ณธีพัฒน์กดรับโทรศัพท์ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำใด ใบหน้าของเขาก็พลันเคร่งเครียด ขมวดคิ้วแน่นเหมือนพยายามกลั้นอารมณ์ ก่อนจะวางสายไปอย่างหัวเสีย
"คุณโอเคหรือเปล่าคะ?" พัชรินทร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
"ผมโอ..." เขาตั้งใจจะตอบว่าไม่เป็นไร แต่ไม่รู้เพราะอะไร น้ำเสียงกลับแปรเปลี่ยนกลายเป็นจริงจัง บอกกับเธอออกไปตรงๆ "ไม่โอเคเลยครับ"
"เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ... คงไม่ใช่เพราะว่าคุณมาส่งฉันหรอกนะคะ?"
"ไม่ใช่ครับ เขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าผมมาส่งคุณ..." เขาถอนหายใจหนัก "เขาบอกผมว่าเขารับงานละครไปแล้ว ผมก็เลยรู้สึกแย่นิดหน่อย... โมโหด้วย"
"แฟนคุณเป็นดาราเหรอคะ?"
"เรียกว่ากำลังจะเริ่มเข้าสู่วงการจะดีกว่าครับ"
"งั้นก็น่ายินดีไม่ใช่เหรอคะ ที่แฟนคุณได้เริ่มต้นทำตามฝัน?"
"ผมก็อยากดีใจนะครับ แต่งานที่เขารับ ...มันเป็นบทที่นัวเนีย ถึงเนื้อถึงตัวเยอะมาก ผมว่ามันเปลืองตัวไปหน่อย ผมไม่อยากให้แฟนทำอะไรแบบนั้น"
"อ๋อ เข้าใจแล้วค่ะ" พัชรินทร์พยักหน้าเบาๆ อย่างเข้าใจ "ลองคุยกันดีๆ นะคะ เธออาจจะเปลี่ยนใจก็ได้"
"ครับ... ผมก็ตั้งใจจะคุยกับเธอคืนนี้ ไม่อยากคุยผ่านโทรศัพท์"
"ดีแล้วค่ะ คู่คุณดูแล้วน่าจะเป็นคู่ที่ดีเลยนะคะ..." เธอยิ้มบาง ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงสดใส "เขาเรียกว่าอะไรนะ... เหมาะสมกันอย่างกับกินทองใบหยกหรือเปล่า ที่คนสองคนเหมาะสมกัน คบกันน่ะค่ะ"
เขาหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่กับคำพูดผิดเพี้ยนของเธอ แล้วตอบกลับอย่างขำๆ
"กิ่งทองใบหยกน่ะเหรอครับ ไม่หรอกครับ..."
พัชรินทร์คลี่ยิ้มอายๆ ที่พูดผิด แต่ก็รู้สึกดี ที่ทำให้เขายิ้มออกมาได้
ณธีพัฒน์ขับรถมาส่งพัชรินทร์ที่หน้าบ้าน ก่อนจะหันรถกลับไปยังบ้านของตัวเองด้วยใบหน้าที่เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ความรู้สึกสับสนและไม่พอใจยังคงวนเวียนอยู่ในหัว เขาอยากเคลียร์ทุกอย่างให้จบลงด้วยดี
ทันทีที่ถึงบ้าน เขารีบเดินเข้าไปหาแฟนสาว
"มันจะอะไรนักหนาพี่ซัน!" น้ำหนึ่งตะโกนใส่เขาทันที น้ำเสียงฉุนเฉียว "หนึ่งแค่รับงานละคร พี่ก็รู้ดีไม่ใช่เหรอ ว่าความฝันของหนึ่งคือการเป็นนักแสดง พี่ไม่มีสิทธิ์มาบังคับหนึ่งนะ"
"พี่ไม่เคยคิดจะบังคับ..." ณธีพัฒน์พยายามอธิบาย แต่เสียงของเขากลับเต็มไปด้วยความผิดหวัง "พี่แค่ขอ... ขอแค่อย่ารับงานที่ติดเรทแบบนี้ได้ไหม หนึ่งก็รู้นี่ ว่าบทนั้นมันเปลืองตัวแค่ไหน มีฉากเปลือยด้วย ถึงจะไม่เห็นในกล้อง แต่ก็ต้องถ่ายจริง ผู้กำกับ ทีมงาน ทุกคนต้องเห็น..."
เขาหยุดหายใจชั่วครู่ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"แล้วไหนจะฉากจูบ ฉากลูบไล้อะไรนั่นอีก"
"มันก็แค่การแสดง!" น้ำหนึ่งตอบกลับอย่างไม่ลังเล ดวงตาฉายแววกร้าว "พี่จะจริงจังอะไรกับมันนักหนา มันคือ งาน พี่ซัน!"
"แต่มันก็มีขอบเขตนะหนึ่ง ไม่มีผู้ชายคนไหนหรอกที่จะอยากเห็นแฟนตัวเองต้องทำแบบนั้น..."
"หนึ่งเพิ่งเริ่มต้นนะ! ถ้าพี่ซันรับไม่ได้ ก็เลิกกับหนึ่งไปเลยเถอะ!" เสียงของเธอสั่น แต่เด็ดขาด "หนึ่งก็ทนไม่ได้เหมือนกัน ถ้าพี่จะมาห้ามทุกก้าวของหนึ่งแบบนี้"
เขายืนนิ่งงัน รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างจัง
"ทำไมหนึ่งถึงพูดคำว่า 'เลิกกัน' ได้ง่ายขนาดนี้..."
น้ำหนึ่งหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าอย่างพยายามควบคุมอารมณ์
"...ขอโทษนะพี่ซัน แต่ตอนนี้... หนึ่งอยากอยู่คนเดียว พี่ออกไปก่อนเถอะ"
"หนึ่งหมายความว่ายังไง? จะไม่คุยกันตอนนี้เหรอ... แล้วนี่มันก็บ้านพี่นะ ทำไมพี่ต้องออกไป..."
"ก็ใช่ไง!" เธอสะอื้นเงียบๆ ดวงตาเริ่มคลอด้วยน้ำใส "มันเป็นบ้านพี่! หนึ่งก็แค่คนอาศัย หนึ่งมันไม่มีสิทธิ์ พี่ถึงอยากให้หนึ่งไม่ต้องทำงาน เพื่อจะได้อยู่ใต้อาณัติพี่ไปตลอด ใช่ไหม?! พี่ซันถึงได้ห้ามนั้นห้ามนี่ หนึ่งต้องทนใช่ไหม!"
"ไปกันใหญ่แล้วหนึ่ง..." เขาถอยหายใจยาวพยายามสงบสติอารมณ์ "พี่ไปก็ได้ หนึ่งจะได้ไม่ต้องคิดมากแบบนี้..."
ณธีพัฒน์เดินออกจากบ้านอย่างเงียบงัน หัวใจหนักอึ้ง เขาไม่รู้เลยว่าคำพูดไม่กี่ประโยคจะกลายเป็นชนวนให้เธอระเบิดอารมณ์ขนาดนั้น และเขาเอง... ก็ไม่รู้ว่าจะซ่อมรอยร้าวนี้ยังไง
ณธีพัฒน์กำลังเดินเข้ามาในร้านอาหาร โดยมีจุดหมายเพียงเพื่อหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาดื่มคลายความเครียดที่อัดแน่นในอก
“อ้าว! คุณ!” เสียงคุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำให้เขาชะงักเท้าแล้วหันไปมอง
เขาเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเป็นพัชรินทร์ ...ผู้หญิงที่เขาเพิ่งไปส่งที่บ้านเมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา
“คุณหลิน?” เขาเรียกชื่อเธอด้วยความแปลกใจ ไม่คิดว่าจะได้มาเจอกันอีกในเวลาไล่เลี่ยกันเช่นนี้
“มาทานข้าวเหรอคะ?” เธอยิ้มบาง ๆ ถาม
“ครับ”
พัชรินทร์มองซ้ายแลขวา เห็นว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนเดินตามเขามา จึงถามขึ้นอย่างใคร่รู้
“คุณซันมาคนเดียวเหรอคะ?”
“ครับ... ที่จริงผมเพิ่งทะเลาะกับแฟนมา เลยตั้งใจจะมาหาอะไรดื่มให้ใจเย็นลงหน่อย แล้วคุณหลินล่ะ มาคนเดียวเหรอ?”
“เปล่าค่ะ มากับแม่ แม่นั่งอยู่ตรงโต๊ะริมน้ำนู่นค่ะ” เธอบอกพลางชี้ไปยังหญิงชราผมขาวนวลที่นั่งอยู่ด้านในสุด ซึ่งกำลังกวักมือเรียกให้เธอกลับไปนั่ง
ณธีพัฒน์มองตาม ก่อนจะหันกลับมาทางเธอ
“คุณแม่ของคุณเรียกแล้วนะครับ”
พัชรินทร์ยิ้มให้ผู้เป็นแม่ แล้วหันมาตอบเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ค่ะ... ไปนั่งด้วยกันสิคะ”
“เอ่อ...” เขาดูเกรงใจ
พัชรินทร์เห็นท่าทางลังเลของเขา จึงเอ่ยชวนอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม
“ไปเถอะค่ะ ทานข้าวด้วยกันนะคะ”
“อืม... โอเคครับ” เขาพยักหน้าในที่สุด
“ใครเหรอลูก แฟนหรือเปล่า?” หญิงชราหรี่ตามองชายหนุ่มพลางเอ่ยถามลูกสาวอย่างติดตลก“ไม่ใช่ค่ะแม่... เพื่อนหลินเองค่ะ ชื่อคุณซัน” พัชรินทร์ตอบยิ้ม ๆ“สวัสดีครับ” ณธีพัฒน์กล่าวพลางยกมือไหว้อย่างสุภาพหญิงชราพยักหน้ารับ ก่อนจะหันมาทางเขาแล้วพูดเสียงดังฟังชัด“สวัสดีจ้ะลูก ถ้าสนใจเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนเป็นแฟนก็บอกแม่นะ แม่พร้อมเชียร์เต็มที่!”ณธีพัฒน์หัวเราะออกมาเบา ๆ“ครับคุณแม่... เสียดายจังที่ผมมีแฟนแล้ว” คำตอบของเขาทำให้หญิงชราหันไปจ้องลูกสาวด้วยสีหน้าผสมผสานระหว่างแซวกับเอาจริง“เห็นไหม ใครเขาก็มีแฟนกันหมดแล้ว แล้วเมื่อไหร่หนูจะมีกับเขาบ้างล่ะ?”“โถ่... แม่คะ เลิกพูดเรื่องนี้เถอะค่ะ ทานข้าวกันดีกว่า” พัชรินทร์รีบเบี่ยงประเด็น ก่อนจะตักกับข้าวใส่จานให้แม่หญิงชราหัวเราะเบา ๆ รับอาหารจากลูกสาวอย่างเอ็นดูระหว่างมื้ออาหาร บทสนทนาเบา ๆ เกิดขึ้นสลับกับเสียงหัวเราะบ้างเป็นระยะ ความอบอุ่นในบรรยากาศค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาแทนที่ความตึงเครียดในใจของณธีพัฒน์เขารู้ตัวอีกที... ก็หัวเราะออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ และลืมความรู้สึกหม่นหมองของตัวเองไปชั่วขณะหลังอาหาร ณธีพัฒน์อาสาขับรถไปส่งพัชรินทร์ และแม่ของ
ณธีพัฒน์เปิดประตูรถฝั่งผู้โดยสารให้พัชรินทร์ เธอกล่าวขอบคุณเบา ๆ ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่ง เขาปิดประตูอย่างสุภาพแล้วเดินอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับ ก่อนจะขับรถออกจากลานจอด“บริษัทอยู่กรุงเทพฯ แต่บ้านอยู่นนท์ แบบนี้คงเดินทางลำบากน่าดูเลยนะครับ?” เขาถามขึ้นหลังจากรถแล่นมาได้สักพัก“ไม่ลำบากหรอกค่ะ เพราะปกติไม่ค่อยได้กลับบ้านอยู่แล้ว” พัชรินทร์หัวเราะเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี“หมายถึง… นอนที่บริษัทเลยเหรอครับ?”“อ้าว ทำไมคุณมองฉันในแง่ดีขนาดนั้นล่ะคะ? ทำไมไม่คิดว่าหลินออกไปเที่ยวทุกคืน จนไม่ได้กลับบ้านบ้างล่ะ?”“ดูจากบุคลิกคุณหลินแล้ว ไม่น่าใช่ผู้หญิงเที่ยวหรอกครับ ผมว่า... คุณเป็นคนบ้างานมากกว่าด้วยซ้ำ ไม่งั้นบริษัทจะโตเร็วขนาดนี้ได้ยังไงครับ”“คุณมองฉันถูกแล้วล่ะค่ะ” เธอยิ้มพลางพยักหน้า “งานเยอะจนไม่มีเวลากลับบ้านจริง ๆ แต่ถ้าวันไหนน้องเซลล์ไม่ใช้รถ ต่อให้ดึกแค่ไหน ฉันก็ขับรถกลับบ้านนะคะ”“งั้นถ้าวันไหนผมผ่านแถวนั้น ผมจะโทรถามนะครับ ว่าจะกลับบ้านไหม ถ้ากลับ เดี๋ยวผมรับกลับด้วยเลย ถือว่าผมเป็นสารถีประจำให้คุณ”“แหม… ขอบคุณมากเลยนะคะ แต่เกรงใจคุณ แล้วก็... เกรงใจแฟนคุณด้วยค่ะ”“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ” เขาหั
พัชรินทร์เดินทางมาถึงร้าน The Tree ก่อนเวลานัดเกือบยี่สิบนาทีเช่นเคย เธอเป็นคนที่รักษาเวลาอย่างเคร่งครัด และมักเป็นฝ่ายมาถึงก่อนเสมอ ทว่าในวันนี้... กลับมีใครบางคนมาถึงก่อนเธอเสียอีกเขานั่งอยู่ที่โต๊ะที่นัดไว้ หันหลังให้เธอ ท่าทางสงบ เยือกเย็น แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจหญิงสาวเดินเข้าไปทักทายอย่างสุภาพ และเมื่อชายหนุ่มหันหน้ากลับมา…หัวใจของเธอเต้นแรงโดยไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าของเขา… ดวงตาของเขา… รอยยิ้มของเขา…เขาคือผู้ชายคนนั้น คนที่เธอเฝ้าจดจำมาตลอดสองปี!“คุณพัชรินทร์ใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มกล่าวทักด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน“ค่ะ... คุณณธีพัฒน์” เสียงเธอแผ่วลงเล็กน้อยอย่างคนที่พยายามควบคุมความรู้สึกประหลาดที่ตีขึ้นมาในอก“สั่งอะไรทานก่อนไหมครับ?”“ก็ดีค่ะ” เธอยิ้มบาง ๆ พลางเหลือบมองแก้วกาแฟของเขาที่ว่างเปล่า“มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย?” เธอถามพลางมองเขาด้วยแววตาสงสัยปนชื่นชม“ก่อนคุณประมาณครึ่งชั่วโมงครับ พอดีผมมีธุระแถวนี้ เลยแวะมารอก่อนน่ะครับ”“อ๋อ แบบนี้นี่เอง ปกติไม่มีใครมาก่อนหลินเลยค่ะ หลินมักจะเป็นฝ่ายนั่งรอทุกที วันนี้เห็นคุณมารอก่อนก็ตกใจนิดหน่อยค่ะ”“ถ้างั้นบริษัทของผมขอคะแนนพิเศษหน่อย
"คนบ้าหรือเปล่า เห็นเดินไปเดินมาหลายรอบแล้วนะนั่น""นั่นน่ะสิ ฉันเห็นตั้งแต่ตอนที่เดินเข้าห้าง จนตอนนี้จะเดินกลับอยู่แล้ว ก็ยังเห็นอยู่เลย... เดินวนไปวนมาอยู่แบบนั้นเป็นชั่วโมงได้แล้วมั้ง""ติดยารึเปล่า... น่ากลัวจังเลย ถ้าเกิดนางคลั่ง หยิบมีดขึ้นมาวิ่งไล่ฟันพวกเราจะทำยังไง""นั่นน่ะสิ...""อุ๊ย ๆ นั่น ๆ นั่งแล้ว ๆ ... ดูสิ ไปนั่งลงข้างขอทานนั่นแล้ว""ไหน ๆ ... เออ ใช่จริงด้วย""สงสัยจะเลิกคลั่งแล้วล่ะมั้งน่ะ""เฮ้อ... โล่งอกซะที"เสียงซุบซิบดังเซ็งแซ่บนสะพานลอยค่อย ๆ จางหายไป เหลือเพียงความเงียบงัน กับเสียงถอนหายใจของใครบางคนที่เฝ้ามองด้วยความระแวงร่างบางของ พัชรินทร์ ทรุดตัวลงช้า ๆ นั่งแผ่หลาไปกับพื้นสะพานลอย ใกล้ ๆ กับสองแม่ลูกขอทานที่ปูเสื่อนั่งอยู่ก่อนแล้ว เหมือนกับเธอหมดแรง... หรืออาจหมดหนทางในใจแม่ลูกขอทานทั้งสองคนเงยหน้าขึ้น หันมามองพัชรินทร์ด้วยแววตากล้า ๆ กลัว ๆ เพราะตลอดเวลาหลายชั่วโมงที่ผ่านมา พวกเธอก็เห็นหญิงสาวคนนี้เดินไปเดินมาอยู่ตรงหน้าเกือบจะครบหนึ่งร้อยรอบเห็นจะได้ ก่อนที่ทั้งคู่จะค่อย ๆ หันหน้ากลับไปทางเดิม แล้วก้มหน้าลงตามปกติพัชรินทร์ทรุดตัวนั่งลงกับพื้น ดวงตาแ







